ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,379 รายการ
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พระอาจารย์ ตัวแทนคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา และคณะกรรมการบุญเมืองนครราชสีมา 558 ปี ร่วมกับเพจ กิน เที่ยว วัด
เข้าสัมภาษณ์ นางพัชมณ ศรีสัตย์รสนา ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เพื่อประชาสัมพันธ์งาน บุญเมืองนครราชสีมา 558 ปี ตักบาตรพระ 10,000 รูป
พร้อมทั้งพาเข้าเยี่ยมชมห้องอีสานศึกษาด้วยกัน
วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 นี้ ขอเชิญร่วมสร้างมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ของชาวโคราช
วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย นำโดยนางสาวณัฏฐ์ธนีนาฏ บัวขาว หัวหน้าฝ่ายสำรวจ และออกแบบ พร้อมด้วยนายวีระศักดิ์ อินทิสาร ผู้ช่วยวิศวกรโยธา และนายวันชนะ กัญญาจิตต์ ผู้ช่วยนายช่างเขียนแบบ เข้าหารือร่วมกับนางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น พร้อมด้วยนายกิตติพงษ์ สนเล็ก ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี นายกิตติพงษ์ คุณวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน นางสาววราพร รัตนวงษ์ นักโบราณคดีชำนาญการ และนายนิพนธ์ ศรีอ่อน นายช่างสำรวจ ในการปรับปรุงอาคารพิพิธภัณฑ์จังหวัดหนองคาย
วันอังคารที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ร่วมพูดคุย แนะนำกิจกรรมและบริการของหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ในรายการจราจรเพื่อชุมชน ทางสวท.เชียงใหม่ F.M. 93.25 MHz ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อปีพ.ศ. ๒๑๐๑ พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธา เข้าโจมตีอาณาจักรล้านนาเป็นผลสำเร็จ ทำให้ราชวงศ์ตองอูของพม่าเข้าครอบครองและปกครองล้านนา ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๑๐๑ จนถึงปีพ.ศ. ๒๓๑๗ เป็นระยะเวลา ๒๑๖ ปี ดังนั้นอาณาจักรล้านนาจึงตกเป็นประเทศราชของราชวงศ์ตองอู โดยทางฝ่ายพม่าได้ให้ทางล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลในราชอาณาจักรพม่า อย่างไรก็ตามชาวล้านนายังคงยึดถือจารีตประเพณีเดิมของท้องถิ่น จึงทำให้ส่งผลให้ต่อศิลปวัฒนธรรมของทางล้านนาที่ยังคงดำเนินต่อไปและไม่ได้รับการแทรกแซงจากทางฝ่ายพม่ามากนัก จากการได้เห็นพระพุทธรูป และคำจารึกในการสร้างพระพุทธรูปขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ทางพม่าปกครอง อย่างเช่น พระพุทธรูปของวัดช้างค้ำ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๓๒ และพระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ของวัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๐๘ เป็นต้น
พระนางวิสุทธิเทวี ทรงเป็นพระมหาเทวีแห่งอาณาจักรล้านาในราชวงศ์มังราย ซึ่งเป็นผู้ปกครององค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๑๐๑ – ๒๑๒๑ และถือว่าเป็นกษัตรีย์พระองค์ที่ ๒ ก่อนที่การปกครองอาณาจักรล้านนาจะตกไปสู่ภายใต้การปกครองในราชวงศ์ตองอู โดยที่พระนางวิสุทธิเทวี ยังคงสนองนโยบายการขยายอำนาจจากล้านนา อย่างเช่นในปีพ.ศ. ๒๑๑๒ ทรงส่งกองทัพเข้าร่วมรบในการทำศึกกับกรุงศรีอยุธยา
ตำนานเมืองเชียงใหม่ (๙๔) “ปีมะโรง จุลศักราช ๙๓๐ (พ.ศ. ๒๑๑๑) พระเจ้าบุเรงนองยึดได้กรุงศรีอยุธยา (ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาว่า เสียกรุงศรีอยุธยาให้บุเรงนอง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๑๒)”
ประมวลวิชาพูล, พระยา. (๒๐-๒๑) “ปีมะเส็งเอกศก พ.ศ. ๒๑๑๒ เมื่อพระเจ้ากรุงหงสาวดีตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว ขัดเคืองพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชที่มาช่วยกรุงศรีอยุธยา จึงยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปเมืองพิษณุโลกไปจัดกองทัพแยกเป็น ๒ กอง ให้พระมหาอุปราชาพระเจ้าแปร พระเจ้าอังะยกมาตีหัวเมือง ขึ้นเมืองล้านช้างข้างใต้กองหนึ่ง พระเจ้าตองอู เจ้าเมืองสารวดีเป็นทัพหน้า พระเจ้าหงสาวดีเป็นทัพหลวง ยกขึ้นมาตีเมืองเวียงจันทน์ทางด่านสมอสอกองหนึ่ง พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชจึงอพยพกวาดต้อนเอาไพร่พลหนีลงไป ตั้งค่ายอยู่ปากน้ำงืม พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพตามไปล้อมไว้และเข้าที่ค่ายปากน้ำงืม ได้รับกันเป็นสามารถ พะม่าที่ค่ายไม่แตก พอกองทัพหงสาวดีขาดสะเบียงอาหาร ผู้คนล้มตายลงเป็นอันมาก พระเจ้าหงสาวดี ก็ต้องเลิกทัพกลับพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชก็กวาดครอบครัวคืนมาอยู่เมืองเวียงจันทน์ตามเดิม” และในประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยาว่า เสียกรุงศรีอยุธยาให้บุเรงนอง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒”
ในปีพ.ศ. ๒๑๑๗ ทรงร่วมส่งกองทัพไปปราบล้านช้างในเวียงจันทน์ เพราะเป็นที่ทราบดีกันว่าในขณะนั้นอำนาจและอิทธิพลของพระเจ้าบุเรงนองมีอยู่มากและต้องการขยายราชอาณาจักร ในขณะนั้นที่พระนางวิสุทธิเทวีปกครองอยู่ภายใต้อำนาจของทางฝ่ายพม่านั้น พระนางจึงพระบรมราโชบายในการปกครองเพื่อต้องการประคับประคองบ้านเมืองเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับราชอาณาจักรไปมากกว่าเดิมตลอดจนรัชสมัยของพระนางเอง
ประมวลวิชาพูล, พระยา. (๒๒-๒๓) “ปลายปีจอฉศก พ.ศ. ๒๑๑๗ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพหลวงไปเมืองล้านช้างเอง กองทัพยกไปคราวนั้น ๔ ทัพ คือ พระเจ้าตองอู ทัพหนึ่ง พระเจ้าแปรทัพหนึ่ง พระมหาอุปราชาทัพหนึ่ง ซึ่งมีไพร่พลชาวเมืองหงสาวดีและกรุงศรีอยุธยาและเมืองเชียงใหม่สมทบกัน พระเจ้าหงสาวดีเป็นแม่ทัพหลวงทัพหนึ่ง ตรงไปเมืองล้านช้าง พระยาแสนสุรินทร์ขว้างฟ้ารู้ข่าวว่าพระเจ้าหงสาวดียกมาก็ทิ้งเมือง พากองทัพเข้าซ่อนอยู่ในป่าพระเจ้าหงสาวดีให้พระมหาอุปราชาล้านช้างลงมาอยู่เมืองเวียงจันทน์และจัดกองทัพลงมารักษาเมือง ให้สร้างป้อมคูมั่นคง และสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นอันมาก...”
จากการพระนางวิสุทธิเทวีทรงได้รับการยอมรับจากขุนนางพม่าที่มาปกครองเมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้ในปีพ.ศ. ๒๑๐๘ ตรงกับเดือนมกราคม ขึ้น ๑๓ ค่ำ ยามตูดซ้าย (เวลาประมาณ ๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น) พระนางทรงพระราชฐานะเป็นเจ้านายอาวุโส ตำแหน่งพระมหาเทวี หรือกษัตรีย์แห่งล้านนา โดยได้รับเกียรติจากเจ้าทัพไชยพญาจ่าบ้าน (สังราม) ข้าหลวงชาวอังวะ หงสาวดีที่มาประจำการในเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์ และราษฎรทั้งหลาย ร่วมกันอัญเชิญรวบรวมพระพุทธรูปต่างๆ ที่ชำรุดเสียหายจากสงคราม หรือเคยอยู่กระจัดกระจายแตกหักและชำรุดมารวมไว้แล้วนำมาหล่อหลอมยุบรวมกันใหม่ อันแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจการเคารพในพระศาสนาเพื่อให้เป็นพระพุทธรูปที่สมบูรณ์เป็นองค์เดียว โดยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมีพระนามว่า “พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า” หล่อด้วยโลหะผสมทองหนักมากถึง ๕,๐๐๐ วิส ซึ่งคำว่า วิส เป็นภาษามอญ ทั้งนี้ชาวล้านนาได้ระบุปริมาณน้ำหนักของพระพุทธรูปมีประมาณ ๕,๐๐๐ กิโลกรัม ซึ่ง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม เท่ากับ ๑ ตื้อ รวมกันเป็น ๕ ตื้อ (มีน้ำหนักเท่ากับ ๕๐ โกฏิ) โดยที่ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปนี้กันว่า “พระเจ้าห้าตื้อ”
นอกจากนี้ยังมีจารึกในส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ได้แก่ ดวงชะตาและติถี อยู่บริเวณฐานใต้พระชานุ (เข่า) ด้านขวา ส่วนดวงชะตา ศักราช และหรคุณ อยู่บริเวณฐานใต้พระชานุ (เข่า) ด้านซ้าย เป็นอักษรไทยยวน สำหรับเวลาสร้าง ชื่อผู้สร้าง น้ำหนัก และวัตถุประสงค์ที่สร้างพระพุทธรูป โดยจารึกอักษร ๓ บรรทัด อยู่บริเวณด้านหน้าฐานพระพุทธรูป เป็นตัวอักษรพม่า ประกอบด้วยภาษาพม่า มอญ และบาลี โดยภาษาพม่าจะเป็นตัวอักษรนูน และชื่อผู้ต้นคิดการสร้างพระพุทธรูป เวลาแต่งตั้งกรรมการสร้าง ชื่อกรรมการ เวลาหล่อ น้ำหนัก พระนามของพระพุทธรูป วัตถุประสงค์ที่สร้าง และคำปรารถนา โดยจารึกอักษร ๕ บรรทัด อยู่บริเวณด้านหลังฐานพระพุทธรูป เป็นอักษรไทยยวน ประกอบด้วยภาษาไทยยวน สันสกฤต บาลี และเขมร ทั้งนี้การสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นการไถ่โทษ ขอขมาและถวายพระเกียรติแด่พระวิญญาณของพระเจ้ามังราย ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ไม่โกรธแค้นต่อกองทัพพม่าที่มายึดเมืองเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ผู้ที่บูชาพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าบูชาพระเจ้ามังรายในเวลาเดียวกัน ในขณะเดียวกันเจ้าทัพไชยพญาจ่าบ้าน (สังราม) อธิษฐานเมื่อสิ้นชีวิตไปแลัว ขอให้ตนได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือชั้นดุสิต รวมถึงให้เกิดทันยุคพระศรีอริยเมตไตรยและขอให้บรรลุถึงแก่นิพพานในภพหน้า
เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. (๑๐๒) “ด้วยเดชะกุศลเจตนาที่ได้สร้างพระพุทธเมืองรายองค์นี้ พร้อมทั้งที่ได้สร้างรั้ว (ลง) ชาดปิดทองคำรอบมหาเจดีย์เจ้า เจ้าทัพไชยสังรามจ่าบ้าน จึงตั้งคำปรารถนาว่า ในชาตินี้ให้มีชีวิตยืนตามกำหนดอายุ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ให้ได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ หรือชั้นดุสิตเป็นต้น และให้อยู่ที่เวียงแก้วนี้ ตามกำหนด (เวลาที่มีบุญอยู่ได้) และเมื่อพระอริยเมตไตรยเสด็จลงมา (เกิดเพื่อ) เป็นพระ (พุทธเจ้า) ขอให้ (ข้าพเจ้า) เกิดในสมัยเดียวกันนี้ ในตระกูลอันประเสริฐ คือ ท้าว พระยา...เมื่อใด พระ (อริยเมตไตรย) ได้ตรัสรู้เป็น สัพพัญญูแล้ว ขอให้ (พระองค์) บวช (ข้าพเจ้า) โดย (กล่าว) ว่า “เอหิภิกขุ” ร่วมอยู่ในสำนักพระเมตไตรย แล้วขอบรรลุถึงนิพพาน ร่วมกับพระพุทธเจ้า (องค์นั้น) เทอญ”
พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า มีลักษณะรูปแบบพุทธศิลป์เหมือนแบบพระพุทธสิหิงค์จำลอง หรือ “สิงห์หนึ่ง” คือ พระเกศโมลีดอกบัวตูม พระศกขมวดเป็นก้นหอย ชายสังฆาฏิอยู่เหนือพระถันปลายเป็นแฉกคล้ายเขี้ยวตะขาบสั้นๆ พระพักตร์กลมอมยิ้ม พระหนุ (คาง) เป็นปม นั่งขัดสมาธิเพชรประทับนั่งอยู่บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย เกสรเป็นเส้นริ้วยาวสูง เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่พม่าได้ที่เข้าปกครองอาณาจักรล้านนามีเจตนาที่ต้องการสืบทอดประเพณีและศิลปะอันงดงามของล้านนา
พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ประทับอยู่ในซุ้มโขงภายในพระวิหาร วัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเชื่อกันว่าหากผู้ใดได้เข้ามาสักการะกราบไว้พระเจ้าห้าตื้อ แล้วจะรอดพ้นจากอันตรายต่างๆ นอกจากนี้เป็นการเสริมเกียรติยศ ประสบความสำเร็จและสมปรารถนา ส่วนด้านฝาผนังของพระวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นเรื่องราวจากนิทานชาดกไว้ได้อย่างสวยงาม
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา. พงศาวดารโยนก. กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖.
ประมวลวิชาพูล, พระยา. พงศาวดารเมืองล้านช้างและลำดับสกุลชาลีจันทร์ ราชตระกูลล้านช้างเวียงจันทร์. พระนคร: โรงพิมพ์มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๐.
พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี). ตำนานเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐.
เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๙.
เมื่อปีพ.ศ. ๒๑๐๑ พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธา เข้าโจมตีอาณาจักรล้านนาเป็นผลสำเร็จ ทำให้ราชวงศ์ตองอูของพม่าเข้าครอบครองและปกครองล้านนา ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๑๐๑ จนถึงปีพ.ศ. ๒๓๑๗ เป็นระยะเวลา ๒๑๖ ปี ดังนั้นอาณาจักรล้านนาจึงตกเป็นประเทศราชของราชวงศ์ตองอู โดยทางฝ่ายพม่าได้ให้ทางล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลในราชอาณาจักรพม่า อย่างไรก็ตามชาวล้านนายังคงยึดถือจารีตประเพณีเดิมของท้องถิ่น จึงทำให้ส่งผลให้ต่อศิลปวัฒนธรรมของทางล้านนาที่ยังคงดำเนินต่อไปและไม่ได้รับการแทรกแซงจากทางฝ่ายพม่ามากนัก จากการได้เห็นพระพุทธรูป และคำจารึกในการสร้างพระพุทธรูปขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ทางพม่าปกครอง อย่างเช่น พระพุทธรูปของวัดช้างค้ำ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๓๒ และพระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ของวัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๐๘ เป็นต้น
พระนางวิสุทธิเทวี ทรงเป็นพระมหาเทวีแห่งอาณาจักรล้านาในราชวงศ์มังราย ซึ่งเป็นผู้ปกครององค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๑๐๑ – ๒๑๒๑ และถือว่าเป็นกษัตรีย์พระองค์ที่ ๒ ก่อนที่การปกครองอาณาจักรล้านนาจะตกไปสู่ภายใต้การปกครองในราชวงศ์ตองอู โดยที่พระนางวิสุทธิเทวี ยังคงสนองนโยบายการขยายอำนาจจากล้านนา อย่างเช่นในปีพ.ศ. ๒๑๑๒ ทรงส่งกองทัพเข้าร่วมรบในการทำศึกกับกรุงศรีอยุธยา
ตำนานเมืองเชียงใหม่ (๙๔) “ปีมะโรง จุลศักราช ๙๓๐ (พ.ศ. ๒๑๑๑) พระเจ้าบุเรงนองยึดได้กรุงศรีอยุธยา (ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาว่า เสียกรุงศรีอยุธยาให้บุเรงนอง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๑๒)”
ประมวลวิชาพูล, พระยา. (๒๐-๒๑) “ปีมะเส็งเอกศก พ.ศ. ๒๑๑๒ เมื่อพระเจ้ากรุงหงสาวดีตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว ขัดเคืองพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชที่มาช่วยกรุงศรีอยุธยา จึงยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปเมืองพิษณุโลกไปจัดกองทัพแยกเป็น ๒ กอง ให้พระมหาอุปราชาพระเจ้าแปร พระเจ้าอังะยกมาตีหัวเมือง ขึ้นเมืองล้านช้างข้างใต้กองหนึ่ง พระเจ้าตองอู เจ้าเมืองสารวดีเป็นทัพหน้า พระเจ้าหงสาวดีเป็นทัพหลวง ยกขึ้นมาตีเมืองเวียงจันทน์ทางด่านสมอสอกองหนึ่ง พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชจึงอพยพกวาดต้อนเอาไพร่พลหนีลงไป ตั้งค่ายอยู่ปากน้ำงืม พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพตามไปล้อมไว้และเข้าที่ค่ายปากน้ำงืม ได้รับกันเป็นสามารถ พะม่าที่ค่ายไม่แตก พอกองทัพหงสาวดีขาดสะเบียงอาหาร ผู้คนล้มตายลงเป็นอันมาก พระเจ้าหงสาวดี ก็ต้องเลิกทัพกลับพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชก็กวาดครอบครัวคืนมาอยู่เมืองเวียงจันทน์ตามเดิม” และในประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยาว่า เสียกรุงศรีอยุธยาให้บุเรงนอง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒”
ในปีพ.ศ. ๒๑๑๗ ทรงร่วมส่งกองทัพไปปราบล้านช้างในเวียงจันทน์ เพราะเป็นที่ทราบดีกันว่าในขณะนั้นอำนาจและอิทธิพลของพระเจ้าบุเรงนองมีอยู่มากและต้องการขยายราชอาณาจักร ในขณะนั้นที่พระนางวิสุทธิเทวีปกครองอยู่ภายใต้อำนาจของทางฝ่ายพม่านั้น พระนางจึงพระบรมราโชบายในการปกครองเพื่อต้องการประคับประคองบ้านเมืองเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับราชอาณาจักรไปมากกว่าเดิมตลอดจนรัชสมัยของพระนางเอง
ประมวลวิชาพูล, พระยา. (๒๒-๒๓) “ปลายปีจอฉศก พ.ศ. ๒๑๑๗ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพหลวงไปเมืองล้านช้างเอง กองทัพยกไปคราวนั้น ๔ ทัพ คือ พระเจ้าตองอู ทัพหนึ่ง พระเจ้าแปรทัพหนึ่ง พระมหาอุปราชาทัพหนึ่ง ซึ่งมีไพร่พลชาวเมืองหงสาวดีและกรุงศรีอยุธยาและเมืองเชียงใหม่สมทบกัน พระเจ้าหงสาวดีเป็นแม่ทัพหลวงทัพหนึ่ง ตรงไปเมืองล้านช้าง พระยาแสนสุรินทร์ขว้างฟ้ารู้ข่าวว่าพระเจ้าหงสาวดียกมาก็ทิ้งเมือง พากองทัพเข้าซ่อนอยู่ในป่าพระเจ้าหงสาวดีให้พระมหาอุปราชาล้านช้างลงมาอยู่เมืองเวียงจันทน์และจัดกองทัพลงมารักษาเมือง ให้สร้างป้อมคูมั่นคง และสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นอันมาก...”
จากการพระนางวิสุทธิเทวีทรงได้รับการยอมรับจากขุนนางพม่าที่มาปกครองเมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้ในปีพ.ศ. ๒๑๐๘ ตรงกับเดือนมกราคม ขึ้น ๑๓ ค่ำ ยามตูดซ้าย (เวลาประมาณ ๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น) พระนางทรงพระราชฐานะเป็นเจ้านายอาวุโส ตำแหน่งพระมหาเทวี หรือกษัตรีย์แห่งล้านนา โดยได้รับเกียรติจากเจ้าทัพไชยพญาจ่าบ้าน (สังราม) ข้าหลวงชาวอังวะ หงสาวดีที่มาประจำการในเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์ และราษฎรทั้งหลาย ร่วมกันอัญเชิญรวบรวมพระพุทธรูปต่างๆ ที่ชำรุดเสียหายจากสงคราม หรือเคยอยู่กระจัดกระจายแตกหักและชำรุดมารวมไว้แล้วนำมาหล่อหลอมยุบรวมกันใหม่ อันแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจการเคารพในพระศาสนาเพื่อให้เป็นพระพุทธรูปที่สมบูรณ์เป็นองค์เดียว โดยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมีพระนามว่า “พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า” หล่อด้วยโลหะผสมทองหนักมากถึง ๕,๐๐๐ วิส ซึ่งคำว่า วิส เป็นภาษามอญ ทั้งนี้ชาวล้านนาได้ระบุปริมาณน้ำหนักของพระพุทธรูปมีประมาณ ๕,๐๐๐ กิโลกรัม ซึ่ง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม เท่ากับ ๑ ตื้อ รวมกันเป็น ๕ ตื้อ (มีน้ำหนักเท่ากับ ๕๐ โกฏิ) โดยที่ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปนี้กันว่า “พระเจ้าห้าตื้อ”
นอกจากนี้ยังมีจารึกในส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ได้แก่ ดวงชะตาและติถี อยู่บริเวณฐานใต้พระชานุ (เข่า) ด้านขวา ส่วนดวงชะตา ศักราช และหรคุณ อยู่บริเวณฐานใต้พระชานุ (เข่า) ด้านซ้าย เป็นอักษรไทยยวน สำหรับเวลาสร้าง ชื่อผู้สร้าง น้ำหนัก และวัตถุประสงค์ที่สร้างพระพุทธรูป โดยจารึกอักษร ๓ บรรทัด อยู่บริเวณด้านหน้าฐานพระพุทธรูป เป็นตัวอักษรพม่า ประกอบด้วยภาษาพม่า มอญ และบาลี โดยภาษาพม่าจะเป็นตัวอักษรนูน และชื่อผู้ต้นคิดการสร้างพระพุทธรูป เวลาแต่งตั้งกรรมการสร้าง ชื่อกรรมการ เวลาหล่อ น้ำหนัก พระนามของพระพุทธรูป วัตถุประสงค์ที่สร้าง และคำปรารถนา โดยจารึกอักษร ๕ บรรทัด อยู่บริเวณด้านหลังฐานพระพุทธรูป เป็นอักษรไทยยวน ประกอบด้วยภาษาไทยยวน สันสกฤต บาลี และเขมร ทั้งนี้การสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นการไถ่โทษ ขอขมาและถวายพระเกียรติแด่พระวิญญาณของพระเจ้ามังราย ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ไม่โกรธแค้นต่อกองทัพพม่าที่มายึดเมืองเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ผู้ที่บูชาพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าบูชาพระเจ้ามังรายในเวลาเดียวกัน ในขณะเดียวกันเจ้าทัพไชยพญาจ่าบ้าน (สังราม) อธิษฐานเมื่อสิ้นชีวิตไปแลัว ขอให้ตนได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือชั้นดุสิต รวมถึงให้เกิดทันยุคพระศรีอริยเมตไตรยและขอให้บรรลุถึงแก่นิพพานในภพหน้า
เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. (๑๐๒) “ด้วยเดชะกุศลเจตนาที่ได้สร้างพระพุทธเมืองรายองค์นี้ พร้อมทั้งที่ได้สร้างรั้ว (ลง) ชาดปิดทองคำรอบมหาเจดีย์เจ้า เจ้าทัพไชยสังรามจ่าบ้าน จึงตั้งคำปรารถนาว่า ในชาตินี้ให้มีชีวิตยืนตามกำหนดอายุ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ให้ได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ หรือชั้นดุสิตเป็นต้น และให้อยู่ที่เวียงแก้วนี้ ตามกำหนด (เวลาที่มีบุญอยู่ได้) และเมื่อพระอริยเมตไตรยเสด็จลงมา (เกิดเพื่อ) เป็นพระ (พุทธเจ้า) ขอให้ (ข้าพเจ้า) เกิดในสมัยเดียวกันนี้ ในตระกูลอันประเสริฐ คือ ท้าว พระยา...เมื่อใด พระ (อริยเมตไตรย) ได้ตรัสรู้เป็น สัพพัญญูแล้ว ขอให้ (พระองค์) บวช (ข้าพเจ้า) โดย (กล่าว) ว่า “เอหิภิกขุ” ร่วมอยู่ในสำนักพระเมตไตรย แล้วขอบรรลุถึงนิพพาน ร่วมกับพระพุทธเจ้า (องค์นั้น) เทอญ”
พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า มีลักษณะรูปแบบพุทธศิลป์เหมือนแบบพระพุทธสิหิงค์จำลอง หรือ “สิงห์หนึ่ง” คือ พระเกศโมลีดอกบัวตูม พระศกขมวดเป็นก้นหอย ชายสังฆาฏิอยู่เหนือพระถันปลายเป็นแฉกคล้ายเขี้ยวตะขาบสั้นๆ พระพักตร์กลมอมยิ้ม พระหนุ (คาง) เป็นปม นั่งขัดสมาธิเพชรประทับนั่งอยู่บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย เกสรเป็นเส้นริ้วยาวสูง เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่พม่าได้ที่เข้าปกครองอาณาจักรล้านนามีเจตนาที่ต้องการสืบทอดประเพณีและศิลปะอันงดงามของล้านนา
พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ประทับอยู่ในซุ้มโขงภายในพระวิหาร วัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเชื่อกันว่าหากผู้ใดได้เข้ามาสักการะกราบไว้พระเจ้าห้าตื้อ แล้วจะรอดพ้นจากอันตรายต่างๆ นอกจากนี้เป็นการเสริมเกียรติยศ ประสบความสำเร็จและสมปรารถนา ส่วนด้านฝาผนังของพระวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นเรื่องราวจากนิทานชาดกไว้ได้อย่างสวยงาม
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา. พงศาวดารโยนก. กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖.
ประมวลวิชาพูล, พระยา. พงศาวดารเมืองล้านช้างและลำดับสกุลชาลีจันทร์ ราชตระกูลล้านช้างเวียงจันทร์. พระนคร: โรงพิมพ์มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๐.
พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี). ตำนานเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐.
เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๙.
มาเพ้นท์แก้วกันเถอะ ........พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม “Workshop เพ้นท์แก้วลายไทย” พร้อมรับน้ำสมุนไพรกลับบ้านไปดื่มให้สดชื่น วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พระราชวังจันทรเกษม ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม” เปิดให้เข้าชมพระราชวังจันทรเกษมยามค่ำคืน ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 – 21.00 น. พิเศษปีนี้ !!! เปิดให้เข้าชมภายในอาคารพลับพลาจตุรมุขด้วย อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 120 บาท ผู้พิการ และชาวไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 3525 1586 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum https://www.facebook.com/chantharakasemmuseum
สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ชวนมาฟังเรื่องเล่า สนุก ได้ความรู้ จาก “ภาพเขียนสี” ของจริงในพื้นที่ขอนแก่นและใกล้เคียง โบราณคดีไม่ไกลตัวอย่างที่คิด! การบรรยายพิเศษในโครงการ “ถอดความรู้จากโบราณวัตถุสู่ชุมชน” ครั้งที่ 2 ปีที่ 2 หัวข้อ “Rock Arts in Khon Kaen and Nearby Area” ในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น โดยมีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ 3 เรื่อง ได้แก่
1. เรื่อง “การถอดลายเส้นภาพเขียนสีด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์” บรรยายโดย นางสาวทรัพย์อนันต์ ซื่อสัตย์ ปฏิบัติงานด้านโบราณคดีและวัฒนธรรม สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น
2. เรื่อง “การเก็บข้อมูลภาคสนามในแหล่งภาพเขียนสี” บรรยายโดย นางสาวประวินัส ภารสุวรรณ นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น
3. เรื่อง “การตีความทางโบราณคดีของแหล่งภาพเขียนสี” บรรยายโดย นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น
ภายในงานไม่ได้มีแค่นั่งฟัง แต่ยังได้ลงมือทำจริง! ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะด้วย “สีจากหินธรรมชาติ” แบบเดียวกับคนยุคก่อนประวัติศาสตร์, สนุกกับการประทับตรา “ภาพเขียนสี” จากแหล่งโบราณคดีในขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง, รับของที่ระลึกสุดพิเศษ โปสการ์ดและสติกเกอร์จากภาพเขียนสีจริง ส่งตรงจากนักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น
ท่านจะได้พบกับการบรรยายเข้าใจง่ายจากนักวิชาการตัวจริง ที่จะพาทุกคนไปรู้จัก “ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ”ผ่านการบรรยายทางวิชาการ ทั้งนี้ ที่นั่งมีจำนวนจำกัด ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถสแกน QR Code ลงทะเบียน หรือกดลิ้งก์นี้https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfV4gs2E7c4w5AK7TyylqmLv5bX55zav4liTjCQe_ehA9PdJw/viewform แล้วมาเปิดมุมมองโบราณคดีไปด้วยกัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมนิทรรศการ “FOUR TWENTY PM” โดยอภิชาติ ฐิติวรสกุล “เมื่อภาพนาฬิกาข้าพเจ้าเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม เวลาในโลกนี้ของข้าพเจ้าก็ค่อย ๆ ลดลง ๆ” เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 6 - 26 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกวันพุธ - อาทิตย์ (ปิดให้บริการวันจันทร์ - อังคาร) ตั้งเเต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ณ อาคารนิทรรศการ 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 240 บาท นักเรียน นักศึกษา และผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี โดยมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น.
-----------------------------------------------
“FOUR TWENTY PM” by A.T. Apichart
Exhibition dates 6th - 26th February 2026 : 9 AM. - 4 PM.
Closed on Monday - Tuesday.
At Building 6, The National Gallery of Thailand
Opening Reception 6th February 2026 : 4.00 PM.
Ticket : 240 Baht
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต พิพิธภัณฑ์ที่ทำให้เราได้ย้อนไปกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีในพื้นที่ภาคใต้ชายฝั่งทะเลอันดามันผ่านนิทรรศการการบอกเล่าเรื่องราว โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุตามยุคสมัย เริ่มตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แรกเริ่มประวัติศาสตร์ การค้าเมืองท่าโบราณ การปรากฏหลักฐานการเข้ามาของอักษรภาษาเขียน ศาสนาในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ข้อมูลหลักฐานเริ่มต้นเมืองถลางสู่มณฑลภูเก็จ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของผู้คนที่อาศัยบนเกาะภูเก็ตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ห้องที่ 2 ปรากฏภาษาเขียน และศาสนา เมื่อชาวอินเดียได้เดินทางเข้ามาทำการค้าในแถบพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน นอกจากจะนำสินค้าเข้ามาแล้ว ยังพบว่าชาวอินเดียได้มีการนำเอาภาษาเขียนและศาสนา เข้ามาในพื้นที่แถบนี้ด้วย โดยหลักฐานชิ้นสำคัญได้แก่ เทวรูปหินตะกอนภูเขาไฟ ที่ถูกสลักเป็นรูปเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือเทวรูปพระนารายณ์ พร้อมเทพบริวารอีกสององค์ได้แก่ ฤาษีมารกัณเฑยะ พระนางภูเทวี จากแหล่งโบราณคดีเขาพระนารายณ์ จังหวัดพังงา มีอายุประมาณ 1,200 ปี มาแล้ว ซึ่งเมื่อประดิษฐานด้วยกันจะครบองค์ประกอบตามคัมภีร์ศิลปศาสตร์ภาษาสันสกฤต มีชื่อเรียกว่า “วิษณุมัธยมโยคสถานกมูรติ” พบร่วมกับจารึกหลักที่ 26 (จารึกเขาพระนารายณ์) ที่ปรากฏตัวอักษรปัลลวะ ภาษาทมิฬ ที่ยืนยันถึงการเข้ามาของกลุ่มพ่อค้าชาวอินเดียใต้ นอกจากนั้นยังพบอิทธิพลของพุทธศาสนามหายาน ผ่านหลักฐานที่เป็นพระพิมพ์ดินดิบและพระพิมพ์ดินเผารูปแบบต่าง ๆ บางชิ้นด้านหลังยังพบจารึก อริยสัจสี่ พระคาถาเยธัมมา ด้วยภาษาสันสกฤต
จากหลักฐานและบันทึกของชาวต่างชาติ จะเห็นได้ว่าบนพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน มีผู้คนอยู่อาศัย และมีชาติต่าง ๆ เข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้ามาอย่างยาวนาน เรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยาก็ได้ปรากฏในบันทึกพงศาวดาร เมืองถลาง คือหนึ่งในเมืองสำคัญในการทำการค้าขายแร่ดีบุก และจากบันทึกของเมืองนครศรีธรรมราช เมืองตะกั่วถลาง คือหนึ่งในเมืองสิบสองนักษัตรปีจอ เป็นเมืองที่มีทรัพยากรดีบุกที่สำคัญต่างเป็นที่หมายตาของชาวตะวันตกมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ภายหลังเกิดศึกสงครามเก้าทัพ ก่อให้เกิดสองวีรสตรี ได้แก่ คุณหญิงจันทร์(ท้าวเทพกษัตรี) และคุณมุก(ท้าวศรีสุนทร) สองพี่น้องที่ช่วยกันปกป้องเมืองถลางจากทัพของพม่าที่เข้ามาโจมตีเมืองถลางไว้ได้สำเร็จ
จากเมืองท่าโบราณ “ตักโกลา” สู่เมืองท่าดีบุก “ถลาง” และกำลังจะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองของ “มณฑลภูเก็จ” ห้องต่อไปมีอะไร รอติดตามกันได้เลย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง เปิดให้เข้าชม ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐.- บาท ชาวต่างชาติ ๑๒๐.- บาท คณะหน่วยงาน สถานศึกษา สนใจเข้าชม ติดต่อสอบถาม โทร. ๐๗๖ - ๓๗๙๘๙๕ หรือทางกล่องข้อความ Facebook: Thalang National Museum พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง https://www.facebook.com/ThalangNationalMuseum
อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ประกาศเปิดให้บริการตามปกติ เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์แนวชายแดนไทย - กัมพูชา ได้คลี่คลายลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม จึงกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ เปิดทุกวัน เวลา 08.30 - 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) ในส่วนของศูนย์บริการข้อมูล อยู่ระหว่างปิดปรับปรุง ขออภัยในความไม่สะดวก
อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 9 บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ (สัญชาติอื่น) 120 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 3755 0454 Line Official: https://lin.ee/NQ6lMaV Facebook: อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม สระแก้ว https://www.facebook.com/Sadokkokthom.hp
กรมศิลปากร ขอเชิญชวนร่วมศึกษาความเป็นมาของโบราณวัตถุกลุ่มประโคนชัย ที่เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองของชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของเมืองโบราณที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำมูลและที่ราบสูงโคราช โบราณวัตถุเหล่านี้เป็น “ศรีจนาศะ” สัญลักษณ์ของความศรัทธาในพุทธศาสนา และเป็นหลักฐานของภูมิปัญญาด้านโลหกรรมขั้นสูงของผู้คนบนผืนแผ่นดินไทย ไปกับ เสน่ห์ มหาผล นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ (วิทยาศาสตร์การอนุรักษ์) และดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในรายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ในตอน “ตรวจพิสูจน์ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” วันพฤหัสบดีที่ ๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๙.๐๐ – ๑๙.๔๕ น. ผ่านช่องทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts
ทั้งนี้ รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร รวมทั้งข้อมูลข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ทุกวันพฤหัสบดีที่ ๑ และ ๓ ของเดือน เวลา ๑๙.๐๐ น. - ๑๙.๔๕ น” ระหว่างเดือนมกราคม - กันยายน ๒๕๖๙
รายชื่อหนังสือใหม่ห้องจันทบุรีประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569
หมวด 900 ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์
ธนาคารกรุงเทพ. อร่อยรอบขอบอ่าวไทย เพลินใจทะเล. กรุงเทพฯ: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงเทพ, [ม.ป.ป.]. (ท 915.93 ธ232อ) หลวงสาครคชเขต (ประทวน สาคริกานนท์), 2426-2497. จดหมายเหตุความทรงจำ สมัยฝรั่งเศสยึดจันทบุรี ตั้งแต่ พ.ศ.2436 ถึง พ.ศ.2447. กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา, 2552. (ท 959.3057 ส631จ)
............................................
กรมศิลปากร. สำนักหอสมุดแห่งชาติ. ตู้ลายทอง ภาค 1 (สมัยอยุธยาและธนบุรี). กรุงเทพฯ: สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2564.
หนังสือตู้ลายทอง ภาค 1 เล่มนี้ รวบรวมตู้ลายทองที่เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี รวมจำนวน 41 ตู้ พร้อมทะเบียนประวัติและขนาดของตู้ ให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตู้ เช่น รูปลักษณะ ฝีมือช่าง ประวัติ ขนาด สภาพ ลักษณะลวดลาย ตลอดจนคำอธิบายเรื่องราวประกอบลวดลายศิลปะและส่วนต่างๆ พร้อมภาพประกอบอย่างละเอียด
ศ
709.593
ศ528ต ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก
กรมศิลปากร. สำนักหอสมุดแห่งชาติ. ตู้ลายทอง ภาค 2 (สมัยรัตนโกสินทร์). กรุงเทพฯ: สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2564.
หนังสือตู้ลายทอง ภาค 2 เล่มนี้ รวบรวมตู้ลายทองที่เป็นฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ พร้อมทะเบียนประวัติและขนาดของตู้ ให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตู้ เช่น
รูปลักษณะ ฝีมือช่าง ประวัติ ขนาด สภาพ ลักษณะลวดลาย ตลอดจนคำอธิบายเรื่องราวประกอบลวดลายศิลปะและส่วนต่างๆ พร้อมภาพประกอบอย่างละเอียด
ศ
709.593
ศ528ต
ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก