ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,379 รายการ
วันศุกร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านหนองแคสวนสวรรค์ ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน ๖๑ คน คุณครู ๑๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนางสาวอภิญญา สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา แจ้งเลื่อนประกาศผลการประกวดภาพถ่าย ในงาน Songkhla Night Museum เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ จากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจาก รอการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของกรมศิลปากร จึงเรียนมาเพื่อทราบ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 7431 1728 ทั้งนี้ สามารถติดตามประกาศผลการประกวดภาพถ่าย ทางเฟซบุ๊ก Songkhla National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา https://www.facebook.com/songkhlanationalmuseum
ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก่อให้เกิดการค้าการขาย ตลอดจนมีการนำวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกที่หลากหลายด้านเข้ามาใช้ในประเทศสยาม รวมถึงในทางการแพทย์ที่ใช้แบบผสมผสาน กล่าวคือ การใช้สมุนไพรไทยร่วมกับสมุนไพรทางต่างประเทศ โดยมีการรวมเป็นคณะทางการแพทย์แบบบูรณาการ ประกอบด้วยแพทย์ไทย แพทย์จีน แพทย์อินเดีย และแพทย์ฝรั่ง เป็นผู้ประกอบยาหรือปรุงยาขึ้น เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทั้งนี้มีชื่อปรากฏในตำราพระโอสถพระนารายณ์ มีทั้งหมด ๙ คน ประกอบด้วยแพทย์หลวง ๗ คน (แบ่งเป็นแพทย์ไทย ๔ คน แพทย์จีน ๑ คน แพทย์อินเดีย ๑ คน และแพทย์ฝรั่ง ๑ คน) หมอเชลยศักดิ์ ๑ คน และหมอฝรั่ง ๑ คน ดังนี้
- แพทย์ไทย ๔ คน คือ ออกพระแพทย์พงษา ออกพระสิทธิสาร ออกขุนประสิทธิโอสถ และออกขุนทิพจักร
- แพทย์จีน ๑ คน คือ ขุนประสิทธิโอสถจีน
- แพทย์อินเดีย ๑ คน คือ ออกพระสิทธิสารพราหมณ์เทศ
- แพทย์ฝรั่ง ๑ คน คือ พระแพทย์โอสถฝรั่ง
- หมอเชลยศักดิ์ ๑ คน คือ นายเพ็ชรปัญญา
- หมอฝรั่ง ๑ คน คือ เมสีหมอฝรั่ง
ตำราพระโอสถพระนารายณ์ จึงเป็นการรวมคณะทางการแพทย์แบบบูรณาการหรือหมอหลวงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะแพทย์ไทย แต่หากจะมีหมอทางเลือกจากต่างชาติที่เป็นแพทย์จีน แพทย์อินเดีย และแพทย์ฝรั่ง อีกด้วย
ตำราพระโอสถพระนารายณ์ เป็นหนังสือหายาก และถือว่าเป็นหลักฐานทางการแพทย์แผนไทยที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยเชื่อว่าตำราพระโอสถนี้จะเป็นยารักษาโรคได้ผลดี นอกจากนี้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรัสสั่งกรรมการของหอพระสมุดวชิรญาณให้ทำการคัดเลือกหนังสือในหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสำหรับพิมพ์พระราชทานเป็นหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาแพทยพงษา (นาก โรจนแพทย์)
ตำราพระโอสถพระนารายณ์ มีจำนวนหน้าทั้งสิ้น ๔๔ หน้า โดยนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับตำรับยา สรรพคุณของสมุนไพร รวมถึงวิธีปรุงยาแบบโบราณแก้อาการต่างๆ เช่น ลักษณะเตโชธาตุออกจากกายยาแก้เตโชธาตุพิการ ยาแก้โรคไฟธาตุเย็น ยาแก้ลมป่วง ลักษณะอาโปธาตุถอย ยาแก้ขัดปัสสาวะยาแก้ปถวีธาตุวิการ ยาแก้ไข้ให้อาเจียน ยาแก้ไข้ลิ้นหด ยามหาวัฒนะแก้ฉันนะวิตติโรค ๙๖ ประการและสีผึ้งพระเส้นให้หย่อน ฯลฯ
ในปัจจุบันวงการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ตำราพระโอสถพระนารายณ์ สามารถนำมาใช้ประกอบเป็นองค์ความรู้จากบรรพชนรวบรวมไว้ในการต่อยอดได้จากการแพทย์แผนไทย หรือแนวทางในการปรุงยาแผนโบราณ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงให้ถึงภูมิปัญญาของยุคสมัยก่อนที่รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาค้นคว้าได้เป็นอย่างดีจนมาถึงปัจจุบัน
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต, คุณหญิง และวิเชียร จีรวงส์. คำอธิบายตำราพระโอสถพระนารายณ์ : ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มหาราชา ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๔๔.
ตำราพระโอสถพระนารายณ์. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระสุธรรมกิตยารักษ์ ต.ช. (ชู หังสสูต) ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๖).
ตำราพระโอสถพระนารายน์. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๐. (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาแพทยพงษา (นาก โรจนแพทย์)).
ทรงสรรค์ นิลกำแหง และสมชัย บวรกิตติ. “โรคภัยไข้เจ็บในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช.” วารสารราชบัณฑิตยสถาน. ๒๗, ๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๔๕): ๘๕๘-๘๗๐.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรี. ย้อนอดีตไปกับชุดภาพถ่ายเก่าใน “เสน่ห์วังนารายณ์ จากภาพถ่ายผ่านเลนส์”. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘, จาก: https://finearts.go.th/somdetphranaraimuseum/view/48354-ย้อนอดีตไปกับชุดภาพถ่ายเก่าใน--เสน่ห์วังนารายณ์-จากภาพถ่ายผ่านเลนส์-
พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ, อุษา เก็จวลีวรรณ และณิชารีย์ เนตรทอง. คัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ์). กรุงเทพฯ: กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, ๒๕๕๕.
พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ, อุษา เก็จวลีวรรณ และณิชารีย์ เนตรทอง. คัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ์). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘, จาก: https://indi.dtam.moph.go.th/images/คมภรธาตพระนารายณ_ฉบบใบลาน.pdf
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน). พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘, จาก: https://cbtthailand.dasta.or.th/webapp/relattraction/content/776
ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก่อให้เกิดการค้าการขาย ตลอดจนมีการนำวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกที่หลากหลายด้านเข้ามาใช้ในประเทศสยาม รวมถึงในทางการแพทย์ที่ใช้แบบผสมผสาน กล่าวคือ การใช้สมุนไพรไทยร่วมกับสมุนไพรทางต่างประเทศ โดยมีการรวมเป็นคณะทางการแพทย์แบบบูรณาการ ประกอบด้วยแพทย์ไทย แพทย์จีน แพทย์อินเดีย และแพทย์ฝรั่ง เป็นผู้ประกอบยาหรือปรุงยาขึ้น เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทั้งนี้มีชื่อปรากฏในตำราพระโอสถพระนารายณ์ มีทั้งหมด ๙ คน ประกอบด้วยแพทย์หลวง ๗ คน (แบ่งเป็นแพทย์ไทย ๔ คน แพทย์จีน ๑ คน แพทย์อินเดีย ๑ คน และแพทย์ฝรั่ง ๑ คน) หมอเชลยศักดิ์ ๑ คน และหมอฝรั่ง ๑ คน ดังนี้
- แพทย์ไทย ๔ คน คือ ออกพระแพทย์พงษา ออกพระสิทธิสาร ออกขุนประสิทธิโอสถ และออกขุนทิพจักร
- แพทย์จีน ๑ คน คือ ขุนประสิทธิโอสถจีน
- แพทย์อินเดีย ๑ คน คือ ออกพระสิทธิสารพราหมณ์เทศ
- แพทย์ฝรั่ง ๑ คน คือ พระแพทย์โอสถฝรั่ง
- หมอเชลยศักดิ์ ๑ คน คือ นายเพ็ชรปัญญา
- หมอฝรั่ง ๑ คน คือ เมสีหมอฝรั่ง
ตำราพระโอสถพระนารายณ์ จึงเป็นการรวมคณะทางการแพทย์แบบบูรณาการหรือหมอหลวงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะแพทย์ไทย แต่หากจะมีหมอทางเลือกจากต่างชาติที่เป็นแพทย์จีน แพทย์อินเดีย และแพทย์ฝรั่ง อีกด้วย
ตำราพระโอสถพระนารายณ์ เป็นหนังสือหายาก และถือว่าเป็นหลักฐานทางการแพทย์แผนไทยที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยเชื่อว่าตำราพระโอสถนี้จะเป็นยารักษาโรคได้ผลดี นอกจากนี้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรัสสั่งกรรมการของหอพระสมุดวชิรญาณให้ทำการคัดเลือกหนังสือในหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสำหรับพิมพ์พระราชทานเป็นหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาแพทยพงษา (นาก โรจนแพทย์)
ตำราพระโอสถพระนารายณ์ มีจำนวนหน้าทั้งสิ้น ๔๔ หน้า โดยนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับตำรับยา สรรพคุณของสมุนไพร รวมถึงวิธีปรุงยาแบบโบราณแก้อาการต่างๆ เช่น ลักษณะเตโชธาตุออกจากกายยาแก้เตโชธาตุพิการ ยาแก้โรคไฟธาตุเย็น ยาแก้ลมป่วง ลักษณะอาโปธาตุถอย ยาแก้ขัดปัสสาวะยาแก้ปถวีธาตุวิการ ยาแก้ไข้ให้อาเจียน ยาแก้ไข้ลิ้นหด ยามหาวัฒนะแก้ฉันนะวิตติโรค ๙๖ ประการและสีผึ้งพระเส้นให้หย่อน ฯลฯ
ในปัจจุบันวงการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ตำราพระโอสถพระนารายณ์ สามารถนำมาใช้ประกอบเป็นองค์ความรู้จากบรรพชนรวบรวมไว้ในการต่อยอดได้จากการแพทย์แผนไทย หรือแนวทางในการปรุงยาแผนโบราณ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงให้ถึงภูมิปัญญาของยุคสมัยก่อนที่รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาค้นคว้าได้เป็นอย่างดีจนมาถึงปัจจุบัน
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต, คุณหญิง และวิเชียร จีรวงส์. คำอธิบายตำราพระโอสถพระนารายณ์ : ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มหาราชา ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๔๔.
ตำราพระโอสถพระนารายณ์. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระสุธรรมกิตยารักษ์ ต.ช. (ชู หังสสูต) ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๖).
ตำราพระโอสถพระนารายน์. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๐. (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาแพทยพงษา (นาก โรจนแพทย์)).
ทรงสรรค์ นิลกำแหง และสมชัย บวรกิตติ. “โรคภัยไข้เจ็บในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช.” วารสารราชบัณฑิตยสถาน. ๒๗, ๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๔๕): ๘๕๘-๘๗๐.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรี. ย้อนอดีตไปกับชุดภาพถ่ายเก่าใน “เสน่ห์วังนารายณ์ จากภาพถ่ายผ่านเลนส์”. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘, จาก: https://finearts.go.th/somdetphranaraimuseum/view/48354-ย้อนอดีตไปกับชุดภาพถ่ายเก่าใน--เสน่ห์วังนารายณ์-จากภาพถ่ายผ่านเลนส์-
พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ, อุษา เก็จวลีวรรณ และณิชารีย์ เนตรทอง. คัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ์). กรุงเทพฯ: กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, ๒๕๕๕.
พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ, อุษา เก็จวลีวรรณ และณิชารีย์ เนตรทอง. คัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ์). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘, จาก: https://indi.dtam.moph.go.th/images/คมภรธาตพระนารายณ_ฉบบใบลาน.pdf
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน). พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘, จาก: https://cbtthailand.dasta.or.th/webapp/relattraction/content/776
วธ. ยืนยันปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา
เป็นโบราณสถานของไทย มอบกรมศิลป์เดินหน้าบูรณะ
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลงข่าวการบูรณะปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือนและโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานร่วมบูรณาการด้านความมั่นคงของชาติ เข้าร่วมฯ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
นางสาวซาบีดา กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีกัมพูชายื่นหนังสือประท้วง ขอให้กระทรวงวัฒนธรรมของไทยหยุดดำเนินการเกี่ยวกับการบูรณะปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน โดยอ้างว่าเป็นของกัมพูชานั้น กระทรวงวัฒนธรรมขอชี้แจงว่า ปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน เป็นโบราณสถานของไทย ทั้งนี้ ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ด ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 และรัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณในการบูรณะ ระหว่างปี พ.ศ. 2533 - 2539 จนสามารถบูรณะปราสาทประธานแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยปราศจากการทักท้วง หรือคัดค้านจากฝ่ายกัมพูชา
สำหรับปราสาทตาควาย เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนของไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 – 2545 มีการจัดทำรายงานการสำรวจทางโบราณคดีเป็นหลักฐาน ซึ่งขณะดำเนินการสำรวจครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรยืนยันได้ว่า ไม่ปรากฏเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกัมพูชาอยู่ในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ดินแดนประเทศไทย สภาพในเวลานั้น ตัวปราสาทตาควายยังมีความสมบูรณ์ กรมศิลปากรจึงไม่ได้ตั้งงบประมาณในการบูรณะ แต่ได้บรรจุในบัญชีรายชื่อโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน
เหตุการณ์การปะทะของทหารไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาได้ใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อโบราณสถาน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่าผิดต่อหลักการสากล ที่ห้ามใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นหรือฐานปฏิบัติการทางทหาร ต่อมาภายหลังการหยุดยิง และประเทศไทยสามารถสถาปนาพื้นที่เหนือดินแดนปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือนไว้ได้ สภาพที่ปรากฏคือ ความเสียหายอย่างมากของปราสาทตาควาย และร่องรอยความเสียหายของกลุ่มปราสาทตาเมือน กระทรวงวัฒนธรรมจึงมอบหมายให้กรมศิลปากรทำการสำรวจเพื่อเตรียมการบูรณะโดยทันที ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ภายในตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบ อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ในการทำงานสำรวจและบูรณะโบราณสถาน ทั้งนี้ ผลจากการสำรวจพบว่า ปราสาทตาควายจำเป็นต้องรีบดำเนินการบูรณะโดยด่วน เนื่องจากโครงสร้างของตัวปราสาท ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
“กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายของโบราณสถาน ซึ่งมีผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการทหาร โดยไม่คำนึงถึงหลักการที่นานาอารยประเทศยอมรับร่วมกัน ทำให้โบราณสถานซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของมวลมนุษยชาติต้องถูกทำลายลง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยังคงยืนยันถึงความจำเป็นและความชอบธรรมในการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ที่มีสถานะเป็นโบราณสถานของไทย และตั้งอยู่บนดินแดนของประเทศไทย” นางสาวซาบีดา กล่าว
ภาพ : ปราสาทตาควายก่อนการปะทะ
ภาพ: ปราสาทตาควายหลังการปะทะภาพ: ปราสาทตาเมือนธมก่อนการปะทะ
ภาพ: ปราสาทตาเมือนธมหลังการปะทะ
วันศุกร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ตรวจรับงานงวดที่ ๓ โครงการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์อุโบสถ (สิม) หลังเก่า วัดมงคลนิมิตร ตำบลหายโศก อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการก่อสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ สนามหลวง
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.30 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ เพื่อเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายอลงกรณ์ กาญจนะคูหะ ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม สถาปนิก วิศวกร ภูมิสถาปนิก ผู้ออกแบบ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามความคืบหน้า ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของพื้นที่สำหรับการจัดสร้างพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ซึ่งขณะนี้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้เริ่มเข้าพื้นที่ เพื่อเตรียมการปรับพื้นที่ท้องสนามหลวง และวางผังพระเมรุมาศ รวมทั้งอาคารประกอบ โดยกรมศิลปากรได้ยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม รวมทั้งสื่อแนวคิดซึ่งสะท้อนถึงพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย ภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศจัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลมรายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนั้นยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับและรับรองทูตานุทูตตลอดจนแขกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธี
การจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งก่อสร้างประกอบพระเมรุมาศบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างแล้วนั้น จะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2569 จากนั้นรัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป
เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 15.00 น. นางสาวฑาริกา กรรมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป พร้อมด้วยนายวีระชาติ พงค์ชนะ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วันแห่งการสวรรคต) ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดวิปัสสนารังกาใหญ่ ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา