ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,528 รายการ
วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัดศิลปะล้านนา สมัยพญายอดเชียงราย โปรดให้สร้างจิตกาธาน ที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราช และพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช สมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) โปรดให้สร้างพระอุโบสถวัดมหาโพธาราม เป็นวัดประจำปีเกิดของปีมะเส็ง และในทางคติทักษาเมือง ถือว่าเป็นวัดประจำทิศพายัพ และเป็นอายุเมืองอีกด้วย
ประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๒๐ มีลักษณะเป็นทรงปราสาทยอดในศิลปะล้านนา มีลักษณะเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดใหญ่เป็นช่องทางขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าออกของวัดทางด้านทิศตะวันออก ฐานซุ้มประตู มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว ย่อมุม เหนือชุดฐานขึ้นไปมีเสาประดับกรอบซุ้มประตูวงโค้งสองชั้นทั้งสี่ด้าน ประดับลวดลายกาบบน กาบล่าง และลายเครือล้านนา โดยมีกรอบหยักโค้ง ภายในเป็นลายดอก ก้านและใบของดอกโบตั๋น โดยดอกโบตั๋นมีความหมายในเชิงมงคลและมีความโดดเด่นสวยงาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากศิลปะจีน ส่วนตัวซุ้มขนาบช่องประตู เป็นส่วนประกอบซุ้มประตูแบบเสาย่อมุมทั้งสองข้างประดับด้วยลวดลายปูนปั้นประดับพรรณพฤกษา หลังช่องประตูโขงขึ้นไปทำเป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลมเครื่องยอดซ้อนกัน มีลักษณะลวดลายใกล้เคียงกันกับกู่พระแก่นจันทร์ ในปัจจุบันยอดซุ้มโขงได้พังทลายลงไปหมดแล้ว คงสภาพแต่เสาและกำแพงบางส่วนทั้งสองข้างของประตูซุ้ม
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๐ สมเด็จพระเจ้าติโลกราชสวรรคต หลังจากนั้นพญายอดเชียงราย ราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราชได้สืบราชสมบัติแทน ได้เชิญพระศพมาถวายพระเพลิงวัดแห่งนี้ พระองค์โปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เพื่อเป็นสถานที่ฌาปนสถานถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าติโลกราช พร้อมกับโปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช หรือกู่บรรจุพระเจ้าติโลกราช ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชอัยการและพระอังคารธาตุของพระเจ้าติโลกราช ในปี พ.ศ. ๒๐๓๑
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๙) “เมื่อพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกสวรรคตแล้ว พระราชนัดดาของพระองค์ พระนามว่า เจ้ายอดเชียงราย ประสูติเมื่อปีชวด (จ.ศ. ๘๑๔ พ.ศ. ๒๐๐๐) มีพระชนมายุได้ ๓๑ ปี ครองราชสมบัติในปีมะแม พระเจ้ายอดเชียงรายนั้น พร้อมด้วยพลนิกายเสนาอำมาตย์ เอาหีบทองคำไปอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าพิลก พระราชอัยกาของพระองค์ ไปถวายพระเพลิงที่วัดมหาโพธาราม ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทรงสร้างสถูปใหญ่ในวัดนั้นแล้วบรรจุพระอัฐิในสถูปนั้นบูชาตลอดมา...”
พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้างด้านละประมาณ ๒๒ เมตร ขนาดความสูง ๓๒.๕๐ เมตร ประกอบด้วยฐานเขียงซ้อนลดหลั่นสามชั้น รองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับ ส่วนเรือนธาตุยกเก็จมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเจาะช่องซุ้มจระนำฝังเข้าไปในตัวมณฑป เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งขัดสมาธิราบ หลังคาทรงบัวกลุ่ม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัววงกลมสามชั้นรองรับพระสถูปทรงระฆังกลม ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอดตามลำดับ
กู่พระแก่นจันทร์ ในอดีตเคยเป็นจิตกาธาน หรือเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราชในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแก่นจันทร์สมโภช ๗๐๐ ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ สร้างอยู่บนฐานเดียวกับพระอุโบสถ อยู่บริเวณด้านท้ายของพระอุโบสถ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ถัดไปเป็นเรือนธาตุมณฑป มีคูหาเจาะทะลุกันทั้งสี่ด้าน เรือนธาตุย่อเก็จเพื่อใช้เป็นเสารับกรอบซุ้มจระนำในลักษณะของซุ้มลดที่มีแนวโค้งสอบแหลมขึ้นด้านบน ลวดลายประดับตกแต่งลายบัวคอเสื้อ และลายกาบเชิงล่างทั้งสี่ด้านของเสาประดับซุ้มถัดไปในชั้นส่วนยอดเหนือเรือนธาตุซ้อนลด จำลองแบบเดียวกันกับเรือนธาตุสองชั้น และยอดบนเป็นรูปดอกบัวตูม
พระอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๕๔ พญาแก้ว โปรดให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย พระราชบิดาของพระองค์ อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) หรือทางทิศตะวันออกของพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช โดยพระอุโบสถหลังนี้ทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอก กับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอก กับ ๑ คืบ ที่ตั้งปาสาณนิมิตของพระอุโบสถ กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๒๒) “...พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช โปรดให้สร้างโรงอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอกกับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอกกับ ๑ คืบในวัดมหาโพธาราม ซึ่งพระเจ้าพิลก พระราชปัยกาทรงสร้างไว้ในสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดาของพระองค์ (พระเจ้ายอดเชียงราย) ที่ตั้งปาสาณนิมิตของโรงอุโบสถนั้น กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก ส่วนเขตที่จดหมู่บ้าน กว้าง ๓๐ วา ยาว ๔๙ วา โดยพระองค์ประทาน ที่แปลงหนึ่งแลกกับที่ดังกล่าวแล้วนั้น เนื้อที่ที่แลกเปลี่ยนนี้ ยังเป็นที่ลุ่มอยู่ ๖๐ วา กว้าง ยาว ๔๐ วา พระมหากษัตริย์ทรงประทานที่แลกเปลี่ยนกับเนื้อที่มีเขตจดหมู่บ้านนั้น...”
ปัจจุบันพระอุโบสถคงเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม มีทางบันไดขึ้นและลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ โดยมีกู่พระแก่นจันทร์อยู่ด้านท้ายพระอุโบสถ และยังคงพบเห็นใบเสมาหินขนาดใหญ่ปักรอบบนลานประทักษิณล้อมอาคารพระอุโบสถ เพื่อเป็นการกำหนดเขตพื้นที่พระสงฆ์ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
“ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แปลโดย แสง มนวิทูร. พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
อนุรักษ์ ชำนาญช่าง. การศึกษาสถาปัตยกรรมวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.
วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัดศิลปะล้านนา สมัยพญายอดเชียงราย โปรดให้สร้างจิตกาธาน ที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราช และพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช สมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) โปรดให้สร้างพระอุโบสถวัดมหาโพธาราม เป็นวัดประจำปีเกิดของปีมะเส็ง และในทางคติทักษาเมือง ถือว่าเป็นวัดประจำทิศพายัพ และเป็นอายุเมืองอีกด้วย
ประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๒๐ มีลักษณะเป็นทรงปราสาทยอดในศิลปะล้านนา มีลักษณะเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดใหญ่เป็นช่องทางขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าออกของวัดทางด้านทิศตะวันออก ฐานซุ้มประตู มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว ย่อมุม เหนือชุดฐานขึ้นไปมีเสาประดับกรอบซุ้มประตูวงโค้งสองชั้นทั้งสี่ด้าน ประดับลวดลายกาบบน กาบล่าง และลายเครือล้านนา โดยมีกรอบหยักโค้ง ภายในเป็นลายดอก ก้านและใบของดอกโบตั๋น โดยดอกโบตั๋นมีความหมายในเชิงมงคลและมีความโดดเด่นสวยงาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากศิลปะจีน ส่วนตัวซุ้มขนาบช่องประตู เป็นส่วนประกอบซุ้มประตูแบบเสาย่อมุมทั้งสองข้างประดับด้วยลวดลายปูนปั้นประดับพรรณพฤกษา หลังช่องประตูโขงขึ้นไปทำเป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลมเครื่องยอดซ้อนกัน มีลักษณะลวดลายใกล้เคียงกันกับกู่พระแก่นจันทร์ ในปัจจุบันยอดซุ้มโขงได้พังทลายลงไปหมดแล้ว คงสภาพแต่เสาและกำแพงบางส่วนทั้งสองข้างของประตูซุ้ม
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๐ สมเด็จพระเจ้าติโลกราชสวรรคต หลังจากนั้นพญายอดเชียงราย ราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราชได้สืบราชสมบัติแทน ได้เชิญพระศพมาถวายพระเพลิงวัดแห่งนี้ พระองค์โปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เพื่อเป็นสถานที่ฌาปนสถานถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าติโลกราช พร้อมกับโปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช หรือกู่บรรจุพระเจ้าติโลกราช ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชอัยการและพระอังคารธาตุของพระเจ้าติโลกราช ในปี พ.ศ. ๒๐๓๑
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๙) “เมื่อพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกสวรรคตแล้ว พระราชนัดดาของพระองค์ พระนามว่า เจ้ายอดเชียงราย ประสูติเมื่อปีชวด (จ.ศ. ๘๑๔ พ.ศ. ๒๐๐๐) มีพระชนมายุได้ ๓๑ ปี ครองราชสมบัติในปีมะแม พระเจ้ายอดเชียงรายนั้น พร้อมด้วยพลนิกายเสนาอำมาตย์ เอาหีบทองคำไปอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าพิลก พระราชอัยกาของพระองค์ ไปถวายพระเพลิงที่วัดมหาโพธาราม ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทรงสร้างสถูปใหญ่ในวัดนั้นแล้วบรรจุพระอัฐิในสถูปนั้นบูชาตลอดมา...”
พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้างด้านละประมาณ ๒๒ เมตร ขนาดความสูง ๓๒.๕๐ เมตร ประกอบด้วยฐานเขียงซ้อนลดหลั่นสามชั้น รองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับ ส่วนเรือนธาตุยกเก็จมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเจาะช่องซุ้มจระนำฝังเข้าไปในตัวมณฑป เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งขัดสมาธิราบ หลังคาทรงบัวกลุ่ม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัววงกลมสามชั้นรองรับพระสถูปทรงระฆังกลม ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอดตามลำดับ
กู่พระแก่นจันทร์ ในอดีตเคยเป็นจิตกาธาน หรือเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราชในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแก่นจันทร์สมโภช ๗๐๐ ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ สร้างอยู่บนฐานเดียวกับพระอุโบสถ อยู่บริเวณด้านท้ายของพระอุโบสถ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ถัดไปเป็นเรือนธาตุมณฑป มีคูหาเจาะทะลุกันทั้งสี่ด้าน เรือนธาตุย่อเก็จเพื่อใช้เป็นเสารับกรอบซุ้มจระนำในลักษณะของซุ้มลดที่มีแนวโค้งสอบแหลมขึ้นด้านบน ลวดลายประดับตกแต่งลายบัวคอเสื้อ และลายกาบเชิงล่างทั้งสี่ด้านของเสาประดับซุ้มถัดไปในชั้นส่วนยอดเหนือเรือนธาตุซ้อนลด จำลองแบบเดียวกันกับเรือนธาตุสองชั้น และยอดบนเป็นรูปดอกบัวตูม
พระอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๕๔ พญาแก้ว โปรดให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย พระราชบิดาของพระองค์ อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) หรือทางทิศตะวันออกของพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช โดยพระอุโบสถหลังนี้ทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอก กับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอก กับ ๑ คืบ ที่ตั้งปาสาณนิมิตของพระอุโบสถ กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๒๒) “...พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช โปรดให้สร้างโรงอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอกกับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอกกับ ๑ คืบในวัดมหาโพธาราม ซึ่งพระเจ้าพิลก พระราชปัยกาทรงสร้างไว้ในสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดาของพระองค์ (พระเจ้ายอดเชียงราย) ที่ตั้งปาสาณนิมิตของโรงอุโบสถนั้น กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก ส่วนเขตที่จดหมู่บ้าน กว้าง ๓๐ วา ยาว ๔๙ วา โดยพระองค์ประทาน ที่แปลงหนึ่งแลกกับที่ดังกล่าวแล้วนั้น เนื้อที่ที่แลกเปลี่ยนนี้ ยังเป็นที่ลุ่มอยู่ ๖๐ วา กว้าง ยาว ๔๐ วา พระมหากษัตริย์ทรงประทานที่แลกเปลี่ยนกับเนื้อที่มีเขตจดหมู่บ้านนั้น...”
ปัจจุบันพระอุโบสถคงเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม มีทางบันไดขึ้นและลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ โดยมีกู่พระแก่นจันทร์อยู่ด้านท้ายพระอุโบสถ และยังคงพบเห็นใบเสมาหินขนาดใหญ่ปักรอบบนลานประทักษิณล้อมอาคารพระอุโบสถ เพื่อเป็นการกำหนดเขตพื้นที่พระสงฆ์ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
“ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แปลโดย แสง มนวิทูร. พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
อนุรักษ์ ชำนาญช่าง. การศึกษาสถาปัตยกรรมวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.
กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ชวนออกเดินทางตามรอยมรดกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สัมผัสเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวัฒนธรรม ผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและโบราณสถานสำคัญใจกลางกรุงเทพมหานคร ในโครงการศิลปากรสัญจร ครั้งที่ 3/2569 "รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์" ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 มาร่วมเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและโบราณสถานสำคัญ พร้อมรับชมการบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล และการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “ศรพรหมาศ” ณ โรงละครแห่งชาติ รวมค่าใช้จ่ายตลอดทั้งโครงการ ท่านละ 1,999 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2164 2501 - 2 ต่อ 6002 และ 6005 Line: ศิลปากรสัญจรกรมศิลป์ @518nfnes รีบด่วน รับจำนวนผู้เข้าร่วมมีจำกัด
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราขสีมา ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม “พิพิธภัณฑ์พาเดิน ครั้งที่ 6“ ในหัวข้อ "นิทรรศน์ราชสีมา เล่าไปตามทางเสด็จฯ รถไฟ" วิทยากรโดย นายชินาทร กายสันเทียะ กรรมการวิชาการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการบริหารครูผู้สอนประวัติศาสตร์ชาติไทย ครู ก จังหวัดนครราชสีมา ในวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 - 17.00 น.
เปิดรับสมัครผู้สนใจทุกเพศ ทุกวัย สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสแกน QR Code หรือกดลิงก์ https://forms.gle/87kiCyXxMhZRYSig9 รับจำนวนจำกัดเพียง 20 ท่านเท่านั้น มาร่วมออกเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์ เรียนรู้เรื่องราวเมืองนครราชสีมา ผ่านเส้นทางแห่งความทรงจำไปด้วยกัน สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4424 2958
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ ๑-๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๕๖๙ คน
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเชิญชมกิจกรรมการแสดงนาฏศิลป์ดนตรีสัญจร พบกับรายการแสดงรำแสดงความอาลัย ชุดสำนึกพระคุณกรุณา สองนางฟ้าประชาไทย และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดรามสมณะวตาร ในวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ โรงละครคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ชมฟรี รับบัตรชมการแสดงบริเวณด้านหน้าโรงละครคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เวลา ๑๒.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “เวียนเทียนตะคัน เมืองโบราณ” เนื่องในช่วงวันสำคัญทางศาสนา วันอาสาฬหบูชา ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ในวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ พิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว สามารถลงทะเบียนรับตะคันฟรี จำนวน 1,200 อัน ในเวลา 17.00น. และมีพิธีทางศาสนา เวลา 19.00 น. กิจกรรมนี้จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5561 6228
การดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่หลังการดำเนินงานโครงการจิตอาสาปลูกป่าในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม ของจังหวัดนครราชสีมา ประเภทแหล่งโบราณคดี ณ โบราณสถานเมืองเสมา ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
.
พนักงานดูแลรักษาโบราณสถาน
.
...ศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยว
มรดกศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้แบบบูรณาการ...
( #นครราชสีมา #ชัยภูมิ #บุรีรัมย์ #สุรินทร์ #ศรีสะเกษ #มหาสารคาม )
สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา 274 หมู่ 17 ถนนพิมาย-ชุมพวง
ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 30110
Tel : 044-471518 , 044-481024
E-Mail : fed_10@finearts.go.th
Website : www.finearts.go.th/fad10
Facebook : สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร
Youtube : สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตรวจราชการเพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ และการจัดสร้างเครื่องประกอบงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้า ณ อาคารวิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจพื้นที่และเยี่ยมชมการทำงานขยายแบบลวดลายด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ขนาดเท่าจริง จากนั้นได้เยี่ยมชมการจัดทำพระโกศไม้จันทน์ และหีบพระบรมศพไม้จันทน์ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักช่างสิบหมู่ ณ อาคารโรงฉลุไม้จันทน์ การเขียนสีตกแต่งประติมากรรม ของสำนักช่างสิบหมู่ ณ อาคารโรงเขียนสีประติมากรรม และตรวจพื้นที่บริเวณก่อสร้างพระเมรุมาศ สิ่งก่อสร้างประกอบพระเมรุมาศ และภูมิทัศน์พระเมรุมาศ ได้แก่ พระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทิม ทับเกษตร และบ่อบัว ซึ่งขณะนี้กรมศิลปากรได้ดำเนินงานก่อสร้างโครงสร้างพระเมรุมาศเป็นไปตามแผน มีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2569
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจากกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ ให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี มีรูปแบบถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรมไทย และพระราชอิสริยยศที่ได้รับพระราชทาน ตลอดจนสอดคล้องกับพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ให้มีความสมพระเกียรติสูงสุด เมื่อจัดทำแบบร่างพระเมรุและสิ่งปลูกสร้างประกอบแล้วเสร็จ จะได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรายงานต่อองค์ที่ปรึกษา เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย ต่อไป
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายสมเดช ลีลามโนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา พร้อมด้วยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ และนางสาวนภัสสร แย้มคงเมือง นักโบราณคดีปฏิบัติการ ร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้ "โครงการพัฒนาหนักศึกษาครูนวัตกรผ่านการจัดการเรียนรู้ฐานโบราณคดีบูรณาการ STEM (Hands-on Archaeology & STEM) ในแหล่งโบราณคดีพื้นที่เมืองนครราชสีมา"
.
จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ณ ห้อง 24.125 อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยนักศึกษา อาจารย์และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 95 คน
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเพื่อเตรียมความพร้อมการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช และร่วมประชุมกับกรมศิลปากร ส่วนราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมลงพื้นที่ด้วย
นางสาวซาบีดา กล่าวว่า ศูนย์มรดกโลกมีหนังสือเชิญราชอาณาจักรไทยในฐานะรัฐภาคีสมาชิกอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 (48th Session of the World Heritage Committee) ระหว่างวันที่ 19 - 29 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนครปูซาน (Busan Exhibition and Convention Center: BEXCO) นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยจะมีการเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกวัฒนธรรมวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) คือเป็นหลักฐานการหลอมรวมศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และเถรวาท ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรม ประเพณีทางศาสนาและท้องถิ่นที่ส่งอิทธิพลให้กับอาคารสิ่งก่อสร้างในภูมิภาค มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของมรดกโลก (Criterion) ได้แก่ เกณฑ์ข้อที่ 2 วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีต้นแบบมาจากศิลปะปาละในนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญจากภาคใต้ของเมียนมา และส่งอิทธิพลให้กับศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และแหล่งอื่น ๆ และเกณฑ์ข้อที่ 6 วัดพระมหาธาตุฯ เป็นประจักษ์พยานของระบบความเชื่ออันหลากหลายและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งประเพณีทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่มีความโดดเด่นระดับสากลในทางศิลปะและวรรณกรรม อาทิ การแสดงโนรา และตำนานท้องถิ่น แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งศักดิ์สิทธิ์และชุมชนโดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจให้ศาสนสถานและชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทยและแหล่งอื่น ๆ
นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี หากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก จะถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในภาคใต้ของไทย โดยกรมศิลปากรและจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รายงานเรื่องการเตรียมเฉลิมฉลองของวัดพระมหาธาตุฯ ในฐานะแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย ตลอดเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ก่อนการประกาศรับรองจะมีการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร และเส้นทางการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และการประชาสัมพันธ์ในจังหวัดให้ประชาชนรับทราบ ช่วงวันประกาศรับรอง ระหว่างวันที่ 26 – 27 กรกฎาคม 2569 จะมีการจัดกิจกรรมเจริญพระพุทธมนต์ฉลองการขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นมรดกโลก การสวดธัมมจักกัปวัตตนสูตร กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สากล (มโนราห์) กิจกรรมการแสดงแสงสีเสียงสื่อผสมตำนานวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร และการประดับไฟองค์พระบรมธาตุ รวมถึงการตกแต่งประดับเมืองภายใต้แนวคิด “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ศรัทธาคู่เมืองนคร มรดกโลกคู่มนุษยชาติ” หลังการประกาศรับรองแล้วก็จะจัดการเสวนา การแสดงโขนเฉลิมฉลองมรดกโลก การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และพิธีหล่อเทียนพรรษา และกรมศิลปากรจะเปิดให้เข้าชมห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรพระมหาธาตุ แห่งเมืองนครศรีธรรมราช ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เป็นครั้งแรกในวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญนี้
นอกจากนี้ ยังได้หารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการจัดการแหล่งมรดกโลกวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร และการจัดทำรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ ตามข้อแนะนำของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งจะต้องจัดส่งให้ศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2572 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแหล่ง และแนวทางการอนุรักษ์ เช่น การปรับปรุงพื้นที่กันชน การปรับปรุงแนวทางการอนุรักษ์ การจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล การศึกษาความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร การอนุรักษ์โบราณสถาน การจัดทำยุทธศาสตร์อนุรักษ์ระยะยาว การศึกษาพื้นที่ศาสนสถานฮินดู และการคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรและจังหวัดนครศรีธรรมราชได้มีการหารือแนวทางการดำเนินงานต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว
การที่วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของประเทศไทย จะช่วยยกระดับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างรายได้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและประเทศ เพิ่มการรับรู้ในระดับนานาชาติและประกาศเกียรติภูมิของประเทศไทยบนเวทีโลก