ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,568 รายการ
วันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเซนต์แมรี่สุรินทร์ ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๒๑๐ คน คุณครู ๒๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ นางสาวอภิญญา สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านบะ ตำบลหนองบะ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๑๗๐ คน คุณครู ๒๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม นางถนอม หลวงกลาง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๑๒.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ โรงเรียนบ้านทนง(รัฐราษฎร์วิทยา) ตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๕๖ คน คุณครู ๓ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมี นางสาวอภิญญา สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ นางปริญญา สุขใหญ่ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ มอบหมายให้ นางสาวพรธิดา เข็มเพ็ชร์ เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์ศาสนสถาน และปลูกต้นไม้เนื่องใจโอกาสวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ บริเวณวัดศรีสุวรรณรัตนาราม
วันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น.
หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดสุรินทร์ (ศปถ.จังหวัดสุรินทร์) ครั้งที่ ๓/๒๕๖๙ และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เรื่อง มาตรการองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดสุรินทร์เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดสุรินทร์ ณ ห้องประชุมช้างใหญ่ ชั้น ๔ ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ศูนย์ราชการจังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานการประชุม
สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙
วันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๗.๐๐ น.
หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ร่วมกิจกรรมสภากาแฟ ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ หอประชุมข้าวหอมมะลิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานวิทยาเขตสุรินทร์ พร้อมรับมอบป้ายโครงการสภากาแฟร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมุนษย์ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานปปช. และ กกต.สุรินทร์ ที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในครั้งต่อไป โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และตัวแทนองค์กร ภาคประชาชนได้ร่วมกิจกรรม
วันพฤหัสบดีที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านหนองบัวบาน (บัวบานวิทยาคม) ตำบลหนองบัวบาน อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๑๒๔ คน คุณครู ๙ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม นางศรีสุดา ศรีสด พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
กรมศิลปากร เชิญชวนทุกท่านติดตามชมรายการ “ศิลป์ stories“ คนกรมศิลป์มีเรื่องเล่า เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต และทุกเทคนิคมีความหมาย รายการ Podcast ที่สนุกและได้ความรู้จากกรมศิลปากร กับเรื่องราวเบื้องหลังการจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์และศิลปะไทย ณ ประเทศเกาหลีใต้ โบราณวัตถุล้ำค่ากว่า 207 ชิ้นจากทั่วประเทศไทย เดินทางไกลสู่ National Museum of Korea ในนิทรรศการ "Amazing Thailand: Masterpieces of Thai Art" เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์และศิลปะไทยสู่สายตานานาชาติ
แต่...กว่าจะเป็นนิทรรศการระดับนานาชาตินี้ ต้องผ่านการเตรียมงานอย่างไรบ้าง? ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการจัดแสดงนิทรรศการ การคัดเลือกโบราณวัตถุ รวมไปถึงการขนย้ายโบราณวัตถุอันทรงคุณค่า และความภูมิใจของทีมเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร เมื่อมรดกทางวัฒนธรรมไทยได้ไปจัดแสดงบนเวทีโลก ติดตามได้ในรายการ “ศิลป์ stories“ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 - 14.45 น. ตอน เบื้องหลังนิทรรศการ "Amazing Thailand: Masterpieces of Thai Art" ร่วมพูดคุยไปกับ นางสาวณัฐพร แก่นสน ภัณฑารักษ์ชำนาญการ นายเพิ่มพันธ์ นนตะศรี ภัณฑารักษ์ชำนาญการ นายอรรณพ แจ้งสว่าง ภัณฑารักษ์ชำนาญการ นางสาวชนิดาภา ศิริรมยานนท์ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ ดำเนินรายการโดย นางสาวเพียงพิศ ส่งเสริม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ จากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
รับชมได้ผ่านทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts และช่อง Youtube : กรมศิลปากร https://www.youtube.com/@finearts.d
วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัดศิลปะล้านนา สมัยพญายอดเชียงราย โปรดให้สร้างจิตกาธาน ที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราช และพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช สมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) โปรดให้สร้างพระอุโบสถวัดมหาโพธาราม เป็นวัดประจำปีเกิดของปีมะเส็ง และในทางคติทักษาเมือง ถือว่าเป็นวัดประจำทิศพายัพ และเป็นอายุเมืองอีกด้วย
ประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๒๐ มีลักษณะเป็นทรงปราสาทยอดในศิลปะล้านนา มีลักษณะเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดใหญ่เป็นช่องทางขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าออกของวัดทางด้านทิศตะวันออก ฐานซุ้มประตู มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว ย่อมุม เหนือชุดฐานขึ้นไปมีเสาประดับกรอบซุ้มประตูวงโค้งสองชั้นทั้งสี่ด้าน ประดับลวดลายกาบบน กาบล่าง และลายเครือล้านนา โดยมีกรอบหยักโค้ง ภายในเป็นลายดอก ก้านและใบของดอกโบตั๋น โดยดอกโบตั๋นมีความหมายในเชิงมงคลและมีความโดดเด่นสวยงาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากศิลปะจีน ส่วนตัวซุ้มขนาบช่องประตู เป็นส่วนประกอบซุ้มประตูแบบเสาย่อมุมทั้งสองข้างประดับด้วยลวดลายปูนปั้นประดับพรรณพฤกษา หลังช่องประตูโขงขึ้นไปทำเป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลมเครื่องยอดซ้อนกัน มีลักษณะลวดลายใกล้เคียงกันกับกู่พระแก่นจันทร์ ในปัจจุบันยอดซุ้มโขงได้พังทลายลงไปหมดแล้ว คงสภาพแต่เสาและกำแพงบางส่วนทั้งสองข้างของประตูซุ้ม
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๐ สมเด็จพระเจ้าติโลกราชสวรรคต หลังจากนั้นพญายอดเชียงราย ราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราชได้สืบราชสมบัติแทน ได้เชิญพระศพมาถวายพระเพลิงวัดแห่งนี้ พระองค์โปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เพื่อเป็นสถานที่ฌาปนสถานถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าติโลกราช พร้อมกับโปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช หรือกู่บรรจุพระเจ้าติโลกราช ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชอัยการและพระอังคารธาตุของพระเจ้าติโลกราช ในปี พ.ศ. ๒๐๓๑
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๙) “เมื่อพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกสวรรคตแล้ว พระราชนัดดาของพระองค์ พระนามว่า เจ้ายอดเชียงราย ประสูติเมื่อปีชวด (จ.ศ. ๘๑๔ พ.ศ. ๒๐๐๐) มีพระชนมายุได้ ๓๑ ปี ครองราชสมบัติในปีมะแม พระเจ้ายอดเชียงรายนั้น พร้อมด้วยพลนิกายเสนาอำมาตย์ เอาหีบทองคำไปอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าพิลก พระราชอัยกาของพระองค์ ไปถวายพระเพลิงที่วัดมหาโพธาราม ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทรงสร้างสถูปใหญ่ในวัดนั้นแล้วบรรจุพระอัฐิในสถูปนั้นบูชาตลอดมา...”
พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้างด้านละประมาณ ๒๒ เมตร ขนาดความสูง ๓๒.๕๐ เมตร ประกอบด้วยฐานเขียงซ้อนลดหลั่นสามชั้น รองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับ ส่วนเรือนธาตุยกเก็จมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเจาะช่องซุ้มจระนำฝังเข้าไปในตัวมณฑป เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งขัดสมาธิราบ หลังคาทรงบัวกลุ่ม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัววงกลมสามชั้นรองรับพระสถูปทรงระฆังกลม ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอดตามลำดับ
กู่พระแก่นจันทร์ ในอดีตเคยเป็นจิตกาธาน หรือเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราชในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแก่นจันทร์สมโภช ๗๐๐ ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ สร้างอยู่บนฐานเดียวกับพระอุโบสถ อยู่บริเวณด้านท้ายของพระอุโบสถ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ถัดไปเป็นเรือนธาตุมณฑป มีคูหาเจาะทะลุกันทั้งสี่ด้าน เรือนธาตุย่อเก็จเพื่อใช้เป็นเสารับกรอบซุ้มจระนำในลักษณะของซุ้มลดที่มีแนวโค้งสอบแหลมขึ้นด้านบน ลวดลายประดับตกแต่งลายบัวคอเสื้อ และลายกาบเชิงล่างทั้งสี่ด้านของเสาประดับซุ้มถัดไปในชั้นส่วนยอดเหนือเรือนธาตุซ้อนลด จำลองแบบเดียวกันกับเรือนธาตุสองชั้น และยอดบนเป็นรูปดอกบัวตูม
พระอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๕๔ พญาแก้ว โปรดให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย พระราชบิดาของพระองค์ อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) หรือทางทิศตะวันออกของพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช โดยพระอุโบสถหลังนี้ทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอก กับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอก กับ ๑ คืบ ที่ตั้งปาสาณนิมิตของพระอุโบสถ กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๒๒) “...พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช โปรดให้สร้างโรงอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอกกับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอกกับ ๑ คืบในวัดมหาโพธาราม ซึ่งพระเจ้าพิลก พระราชปัยกาทรงสร้างไว้ในสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดาของพระองค์ (พระเจ้ายอดเชียงราย) ที่ตั้งปาสาณนิมิตของโรงอุโบสถนั้น กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก ส่วนเขตที่จดหมู่บ้าน กว้าง ๓๐ วา ยาว ๔๙ วา โดยพระองค์ประทาน ที่แปลงหนึ่งแลกกับที่ดังกล่าวแล้วนั้น เนื้อที่ที่แลกเปลี่ยนนี้ ยังเป็นที่ลุ่มอยู่ ๖๐ วา กว้าง ยาว ๔๐ วา พระมหากษัตริย์ทรงประทานที่แลกเปลี่ยนกับเนื้อที่มีเขตจดหมู่บ้านนั้น...”
ปัจจุบันพระอุโบสถคงเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม มีทางบันไดขึ้นและลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ โดยมีกู่พระแก่นจันทร์อยู่ด้านท้ายพระอุโบสถ และยังคงพบเห็นใบเสมาหินขนาดใหญ่ปักรอบบนลานประทักษิณล้อมอาคารพระอุโบสถ เพื่อเป็นการกำหนดเขตพื้นที่พระสงฆ์ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
“ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แปลโดย แสง มนวิทูร. พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
อนุรักษ์ ชำนาญช่าง. การศึกษาสถาปัตยกรรมวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.
วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัดศิลปะล้านนา สมัยพญายอดเชียงราย โปรดให้สร้างจิตกาธาน ที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราช และพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช สมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) โปรดให้สร้างพระอุโบสถวัดมหาโพธาราม เป็นวัดประจำปีเกิดของปีมะเส็ง และในทางคติทักษาเมือง ถือว่าเป็นวัดประจำทิศพายัพ และเป็นอายุเมืองอีกด้วย
ประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๒๐ มีลักษณะเป็นทรงปราสาทยอดในศิลปะล้านนา มีลักษณะเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดใหญ่เป็นช่องทางขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าออกของวัดทางด้านทิศตะวันออก ฐานซุ้มประตู มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว ย่อมุม เหนือชุดฐานขึ้นไปมีเสาประดับกรอบซุ้มประตูวงโค้งสองชั้นทั้งสี่ด้าน ประดับลวดลายกาบบน กาบล่าง และลายเครือล้านนา โดยมีกรอบหยักโค้ง ภายในเป็นลายดอก ก้านและใบของดอกโบตั๋น โดยดอกโบตั๋นมีความหมายในเชิงมงคลและมีความโดดเด่นสวยงาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากศิลปะจีน ส่วนตัวซุ้มขนาบช่องประตู เป็นส่วนประกอบซุ้มประตูแบบเสาย่อมุมทั้งสองข้างประดับด้วยลวดลายปูนปั้นประดับพรรณพฤกษา หลังช่องประตูโขงขึ้นไปทำเป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลมเครื่องยอดซ้อนกัน มีลักษณะลวดลายใกล้เคียงกันกับกู่พระแก่นจันทร์ ในปัจจุบันยอดซุ้มโขงได้พังทลายลงไปหมดแล้ว คงสภาพแต่เสาและกำแพงบางส่วนทั้งสองข้างของประตูซุ้ม
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๐ สมเด็จพระเจ้าติโลกราชสวรรคต หลังจากนั้นพญายอดเชียงราย ราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราชได้สืบราชสมบัติแทน ได้เชิญพระศพมาถวายพระเพลิงวัดแห่งนี้ พระองค์โปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เพื่อเป็นสถานที่ฌาปนสถานถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าติโลกราช พร้อมกับโปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช หรือกู่บรรจุพระเจ้าติโลกราช ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชอัยการและพระอังคารธาตุของพระเจ้าติโลกราช ในปี พ.ศ. ๒๐๓๑
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๙) “เมื่อพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกสวรรคตแล้ว พระราชนัดดาของพระองค์ พระนามว่า เจ้ายอดเชียงราย ประสูติเมื่อปีชวด (จ.ศ. ๘๑๔ พ.ศ. ๒๐๐๐) มีพระชนมายุได้ ๓๑ ปี ครองราชสมบัติในปีมะแม พระเจ้ายอดเชียงรายนั้น พร้อมด้วยพลนิกายเสนาอำมาตย์ เอาหีบทองคำไปอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าพิลก พระราชอัยกาของพระองค์ ไปถวายพระเพลิงที่วัดมหาโพธาราม ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทรงสร้างสถูปใหญ่ในวัดนั้นแล้วบรรจุพระอัฐิในสถูปนั้นบูชาตลอดมา...”
พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้างด้านละประมาณ ๒๒ เมตร ขนาดความสูง ๓๒.๕๐ เมตร ประกอบด้วยฐานเขียงซ้อนลดหลั่นสามชั้น รองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับ ส่วนเรือนธาตุยกเก็จมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเจาะช่องซุ้มจระนำฝังเข้าไปในตัวมณฑป เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งขัดสมาธิราบ หลังคาทรงบัวกลุ่ม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัววงกลมสามชั้นรองรับพระสถูปทรงระฆังกลม ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอดตามลำดับ
กู่พระแก่นจันทร์ ในอดีตเคยเป็นจิตกาธาน หรือเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราชในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแก่นจันทร์สมโภช ๗๐๐ ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ สร้างอยู่บนฐานเดียวกับพระอุโบสถ อยู่บริเวณด้านท้ายของพระอุโบสถ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ถัดไปเป็นเรือนธาตุมณฑป มีคูหาเจาะทะลุกันทั้งสี่ด้าน เรือนธาตุย่อเก็จเพื่อใช้เป็นเสารับกรอบซุ้มจระนำในลักษณะของซุ้มลดที่มีแนวโค้งสอบแหลมขึ้นด้านบน ลวดลายประดับตกแต่งลายบัวคอเสื้อ และลายกาบเชิงล่างทั้งสี่ด้านของเสาประดับซุ้มถัดไปในชั้นส่วนยอดเหนือเรือนธาตุซ้อนลด จำลองแบบเดียวกันกับเรือนธาตุสองชั้น และยอดบนเป็นรูปดอกบัวตูม
พระอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๕๔ พญาแก้ว โปรดให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย พระราชบิดาของพระองค์ อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) หรือทางทิศตะวันออกของพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช โดยพระอุโบสถหลังนี้ทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอก กับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอก กับ ๑ คืบ ที่ตั้งปาสาณนิมิตของพระอุโบสถ กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๒๒) “...พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช โปรดให้สร้างโรงอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอกกับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอกกับ ๑ คืบในวัดมหาโพธาราม ซึ่งพระเจ้าพิลก พระราชปัยกาทรงสร้างไว้ในสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดาของพระองค์ (พระเจ้ายอดเชียงราย) ที่ตั้งปาสาณนิมิตของโรงอุโบสถนั้น กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก ส่วนเขตที่จดหมู่บ้าน กว้าง ๓๐ วา ยาว ๔๙ วา โดยพระองค์ประทาน ที่แปลงหนึ่งแลกกับที่ดังกล่าวแล้วนั้น เนื้อที่ที่แลกเปลี่ยนนี้ ยังเป็นที่ลุ่มอยู่ ๖๐ วา กว้าง ยาว ๔๐ วา พระมหากษัตริย์ทรงประทานที่แลกเปลี่ยนกับเนื้อที่มีเขตจดหมู่บ้านนั้น...”
ปัจจุบันพระอุโบสถคงเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม มีทางบันไดขึ้นและลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ โดยมีกู่พระแก่นจันทร์อยู่ด้านท้ายพระอุโบสถ และยังคงพบเห็นใบเสมาหินขนาดใหญ่ปักรอบบนลานประทักษิณล้อมอาคารพระอุโบสถ เพื่อเป็นการกำหนดเขตพื้นที่พระสงฆ์ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
“ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แปลโดย แสง มนวิทูร. พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
อนุรักษ์ ชำนาญช่าง. การศึกษาสถาปัตยกรรมวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.