ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,945 รายการ

กลับมาอีกครั้ง!!       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ ขอเชิญทุกท่านเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ในงาน “พิพิธภัณฑ์รัตติกาล Night at the Museum” สัมผัสเสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์ในมุมมองที่แตกต่าง กับบรรยากาศยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสง สี และเรื่องราวสุดน่าค้นหา ร่วมเดินชมนิทรรศการยามราตรี เพลิดเพลินกับโบราณวัตถุกว่า 100 ชิ้น ที่จะทำให้ค่ำคืนนี้ของคุณไม่เหมือนเดิม ภายในงานพบกับนิทรรศการยามค่ำคืนสุดพิเศษ ชมโบราณวัตถุในห้องจัดแสดงที่น่าค้นหา มีมุมถ่ายภาพสุดเก๋บรรยากาศสุดโรแมนติก ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน 2569 (ทุกวัน 12 วัน 12 คืน) เวลา 16.30 - 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราชสีมา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4424 2958 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ : Maha Viravong National Museum "แล้วมาค้นพบเรื่องราวที่มีชีวิตในยามค่ำคืนไปด้วยกัน" ------------------------------------------------------------- - English scroll down - It’s back again!! You are warmly invited to experience the magic of the museum at night at “Night at the Museum”  Discover the charm of the museum from a whole new perspective, surrounded by dazzling lights, colors, and fascinating stories waiting to be explored. Enjoy a nighttime exhibition and explore over 100 remarkable artifacts that will make your evening truly unforgettable. Highlights within the event: - Special nighttime exhibitions - Explore over 100 fascinating artifacts in immersive galleries - Chic photo spots with a romantic atmosphere Date: 23 March – 3 April 2026 (12 days and 12 nights) Time: 4:30 PM – 9:00 PM Venue: Maha Viravong National Museum For more informaton: +6644242958 Come and discover stories that come alive at night with us  


แนะนำหนังสือห้องศาสตร์พระราชา เรื่อง ในหลวง ร.7 กับปรีดี พนมยงค์ เปรมศักดิ์ เพียยุระ. ในหลวง ร.7 กับปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ: ปราชญ์, 2555.             หนังสือเล่มนี้เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ คือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7และ นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) หัวหน้าสายพลเรือนของคณะราษฎร หนังสือพยายามนำเสนอความจริงในอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งและการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย             959.3059             ป719น   ห้องศาสตร์พระราชา


แนะนำหนังสือห้องศาสตร์พระราชา เรื่อง 120 ปี ผ่านฟ้า ประชาธิปก. สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 120 ปี ผ่านฟ้า ประชาธิปก. นนทบุรี:           สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, [2556].             หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการบันทึกความรู้และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยเนื้อหาภายในเล่มเป็นการรวบรวมแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์อย่างรอบด้าน เช่น พระราชประวัติและเหตุการณ์สำคัญ บันทึกตั้งแต่ทรงพระเยาว์ อุดมการณ์ประชาธิปไตย พระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ครอบคลุมงานด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการรวบรวมภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ และเอกสารจดหมายเหตุที่หาชมได้ยาก           923.1593          ส481ร ห้องศาสตร์พระราชา


       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ประจำปี ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑ การเสวนาในหัวข้อเรื่อง “เหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึกและธนบัตรสำคัญในคอลเล็กชั่นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” วิทยากรโดย คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์  สมาคมเหรียญที่ระลึกแห่งประเทศไทย และเรืออากาศเอก นิรันดร วิศิษฎ์สิน  สมาคมเหรียญที่ระลึกแห่งประเทศไทย วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙  เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (เริ่มลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.) ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่ง โดยสแกน QR Code ในคอมเม้นท์ หรือคลิกที่นี่  https://forms.gle/b4RJWSdtNw1vGDrH9 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โทร. ๐๙๕ ๗๙๓ ๑๒๓๒ Facebook: education.nmb : เที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร https://www.facebook.com/eduNMB 


         พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ชวนเปิดประสบการณ์ใหม่ เรียนรู้ลวดลายมอญ พร้อมลงมือปรุงกลิ่นหอมสุดพิเศษ ขอเชิญร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป "ถุงหอมลายสไบมอญ" สัมผัสวิถีรามัญผ่านลวดลายและกลิ่นหอมแห่งความทรงจำ ร่วมเรียนรู้เรื่องราวชาวมอญ ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนวิถีชีวิตชาวมอญบ้านทุ่งเข็น จังหวัดสุพรรณบุรี และเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ประจำจังหวัดสุพรรณบุรี วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยสแกน qr code หรือ กดลิงก์นี้ https://forms.gle/hcEpHeSL8roMh1nt5 ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 (รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่านเท่านั้น) ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6100  


หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ขอเชิญชวนผู้รักการอ่านทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ได้แก่ 1. นิทรรศการ "อ่านพุทธตำนานผ่านบรรณพิภพ” (Read the Legend: The Buddha’s Story through the World of Letters) พร้อมทั้งการสาธิตและเวิร์กชอปการจารใบลานโดยนักภาษาโบราณจากสำนักหอสมุดแห่งชาติ ณ บูธสำนักหอสมุดแห่งชาติ (A16) ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม - 6 เมษายน 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. 2. การเสวนาเรื่อง "Culture, and Wellbeing: The Power of Reading" วิทยากรโดย นางสาวบุบผา ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ, Ms. Glòria Pérez-Salmerón Stichting IFLA Global Libraries Foundation and Honorary Fellow IFLA, ศาสตราจารย์ ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, รองศาสตราจารย์ ดร. ทรงพันธ์ เจิมประยงค์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวลินดา พืชสี บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ในวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 - 12.00 น. ณ เวที Author's Salon, Hall 5  นอกจากนี้ยังขอเชิญชวนผู้เขียนและสำนักพิมพ์นำส่งสิ่งพิมพ์ที่ได้ขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) จากหอสมุดแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ได้ที่บูธ H28 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม - 6 เมษายน 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น.


        กรมศิลปากร โดยศูนย์หนังสือกรมศิลปากร ยกทัพหนังสือกรมศิลปากรไปจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ลดราคาสูงสุด 20% ซื้อได้ที่บูธ G 28 โซนหนังสือทั่วไป โดยมีหนังสือที่น่าสนใจมากมาย อาทิ หนังสือตำราแมวไทย หนังสือ ๖๑ พุทธปฏิมา หนังสือพระพุทธรูปสำคัญของชาติ หนังสือประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี  หนังสือผีในวัฒนธรรมไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2) เริ่มวันแรกวันพฤหัสที่ 26 มีนาคม 2569 - วันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2569  ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 - 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร ทั้งนี้ *ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) ปิดทำการ สำหรับการจัดส่งหนังสือทางไปรษณีย์อาจมีความล่าช้า จึงขออภัยมา ณ โอกาสนี้


         หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช ขอเชิญชวนน้องๆ นักเรียนและผู้สนใจร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เรียนรู้ศิลปะการทำพัดระบายสี “ศิลปะบนใบพัด” ต้อนรับหน้าร้อน วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องเด็กและเยาวชน หอสมุดแห่งนครศรีธรรมราช ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ "ฟรี" ไม่เสียค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัด สมัครได้ตั้งแต่วันที่เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook หอสมุดแห่งชาติ นครศรีธรรมราช หรือ โทร. 0 7532 4137


พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และสถาปนาตำหนักคุ้มหลวงฯ ให้สร้างเป็นวัดแห่งแรก เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระศาสนา และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า “วัดเชียงมั่น” คำว่า “เชียงมั่น” หมายถึง “บ้านเมืองที่มีความมั่นคง” ซึ่งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนามาโดยตลอด โดยอาณาจักรล้านนา ถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งจากการปรากฏให้เห็นถึงพระพุทธรูปที่สำคัญ และวัดวาอาราม รวมถึงแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ที่มีอยู่ในเมืองเชียงใหม่อยู่เป็นจำนวนมาก วัดเชียงยืน ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ คำว่า “เชียงยืน” หมายถึง “บ้านเมืองที่มีความยั่งยืน” ในสมัยโบราณวัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งในคัมภีร์มหาทักษา พบว่า การวางผังสร้างเมืองมีวัดประจำทิศทั้งแปดที่สอดคล้องกับหลักชัยภูมิและความเชื่อทางโหราศาสตร์ โดยวัดเชียงยืน อยู่ด้านทิศเหนือหรือทิศอุดรเป็นทิศมงคลเนื่องจากหัวเวียงเชียงใหม่ได้อยู่ในทิศนี้ กล่าวคือ ทิศด้านนี้มีฐานะเป็นเดชเมืองเชียงใหม่ วัดเชียงยืน จึงถือว่าเป็นชื่อนามมงคลของนครเชียงใหม่ในสมัยอาณาจักรล้านนาและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก อาณาจักรล้านนาในสมัยราชวงศ์มังราย มีความเชื่อเรื่องฤกษ์ดวงดาวนพเคราะห์ในทางวิชาโหราศาสตร์จะส่งผลต่ออาณาจักรล้านนาไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของทักษา ของกลุ่มดาวอัฐเคราะห์ หรือดาวพระเคราะห์ทั้งแปด ได้แก่ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู และศุกร์ ดาวทั้งหมดถูกจัดเข้าระเบียบนำมาคำนวณกำหนดเป็นคุณและโทษไปตามลำดับของตำแหน่งทักษาเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ •                   บริวารเมือง คือ ทิศตะวันตก ตรงกับประตูสวนดอก •                   อายุเมือง คือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตรงกับแจ่งหัวลิน •                   เดชเมือง คือ ทิศเหนือ ตรงกับประตูช้างเผือก •                   ศรีเมือง คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงกับแจ่งศรีภูมิ •                   มูลเมือง คือ ทิศตะวันออก ตรงกับประตูท่าแพ •                   อุตสาหเมือง คือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงกับแจ่งก๊ะต้ำ •                   มนตรีเมือง คือ ทิศใต้ ตรงกับประตูเชียงใหม่ •                   กาลกิณีเมือง คือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงกับแจ่งกู่เฮือง นอกจากนี้ยังมีหนึ่งประตูใช้สำหรับนำเอาศพที่อยู่ในเขตเมืองออกจากเมืองเชียงใหม่ คือ ประตูสวนปรุง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าประตูผี สำหรับศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเกตุเมือง คือ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดเชียงยืนไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้างที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายมหาราช มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นวัดคู่เมืองเชียงใหม่ที่อยู่นอกเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ เป็นอีกวัดหนึ่งที่สำคัญที่กษัตริย์ และแม่ทัพต้องมาทำการสักการะก่อนและหลังออกศึกสงคราม ในตำนานเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงวัดเชียงยืนในสมัยพญากือนา ว่าพระนางติโลกจุฑาเทวี ซึ่งพระองค์สนองพระเดชพระคุณเป็นนางสนมของพญาแสนเมืองมา และเป็นนางรับใช้คอยถวายงานแด่พระนางยสุนทราเทวี พระราชมารดาของพญาแสนเมืองมา โดยพระนางยสุนทราเทวีให้พระนางติโลกจุฑาเทวี นำเอาจังหันไปถวายพญาแสนเมืองมาที่วัดเชียงยืน พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๕๒ - ๕๔) “ทีนี้ จักกล่าวด้วยแม่เจ้าราชบุตรสามฝั่งแกนก่อนแล สำหรับนางผู้นี้เป็นเชื้อท้าว มีรูปโฉมอันงาม ยังเป็นสาวนางสนมอยู่ใช้สอยมหาเทวี แม่เจ้าแสนเมืองมา ยังมีในวันหนึ่ง นางผู้นั้นเอาผ้าเช็ดหน้ามหาเทวีออกตาก เห็นนกกระจอกตัว ๑ มาผ่านหน้านาง ๗ บาทย่าง ภายหลังนั้น มหาเทวีใช้ให้นางเอาจังหันไปถวายสวามีพุทธญาณวัดเชียงยืน นางบอกเหตุอันตนได้เห็นนกจอกเดินมาหานั้นแก่มหาสวามี จึงว่า ดูราอุบาสิกามึงอย่าบอกแก่ใคร มึงจักได้เป็นเทวีดังมหาเทวีบัดนี้ ไม่พลาดแล” วัดเชียงยืน ยังได้ปรากฏชื่อในพงศาวดารโยนก ว่า “วัดฑีฆชีวะวัสสาราม” หมายถึง “อายุที่ยืนยาว” ส่วนชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกว่า “วัดฑีฆายวิสาราม” ในสมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) หรือพระเจ้าติลกปนัดดาธิราช และพระนางสิริยศวดีเทวี ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงในสถูปเจดีย์ เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๑ พระรัตนปัญญาเถระ (๑๔๑) “แต่ก่อนหน้านี้ พระราชาพร้อมด้วยพระเทวีราชมารดา ทรงกระทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุใพระสถูปใหญ่ที่วัดฑีฆาชีวิตสาราม เมื่อวันพุธ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓...” ต่อมาพญาแก้วภูตาธิปติราช และพระนางสิริยศวดีเทวี เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเจดีย์ที่วัดเชียงยืน เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๔ พระรัตนปัญญาเถระ (๑๔๓) “...ปีมะโรง จุลศักราช ๘๘๒ (พ.ศ. ๒๐๖๔) ฝ่ายพระราชากับพระราชมารดาได้โปรดให้จัดงานยกฉัตรมหาเจดีย์วัดฑีฆาชีวิตสาราม เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๗...” ในอดีตเมื่อมีการทำพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ล้านนา จะมีการเสด็จเข้าเมืองทางประตูช้างเผือกหรือประตูหัวเวียง คือประตูอยู่ทางทิศอุดร เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าเป็นทิศที่เป็นเดชเมือง จะทำให้เป็นผู้ที่มีอำนาจมากด้วยบารมี และความยั่งยืน หรือถ้าหากเกิดยามศึกสงครามที่จะต้องออกรบราข้าศึก เมื่อนำทัพกลับมาแล้ว พระมหากษัตริย์จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ และทำพิธีสักการบูชาพระประธานในพระวิหารนามเป็นมงคลว่า “พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง” ก่อนที่จะเข้าทางประตูช้างเผือกเพื่อความเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืนบันดาลให้พ้นจากภัยพิบัติอุปสรรคต่างๆ จากตำนานเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๘๙ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เป็นพระประธานอยู่ภายในพระวิหาร ก่อนที่จะเข้าเมืองเชียงใหม่ทางประตูช้างเผือก พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๙๐) “แรม ๖ ค่ำ วันพฤหัสบดี ไทปีชวด เจ้าแสนพิงไชยแก้ว หมื่นสามล้านอ้าย เจ้าแสนท้าวนันทคีรี เจ้าหมื่นหลวงพราน เจ้าหมื่นหลวงจ่าบ้าน เจ้าหมื่นหลวงพุทธ เจ้าหมื่นหลวงล่ามแขกญาณกิตติ ขุนหมื่น ขุนพัน นายสิบ ชั้นนอก ชั้นใน พร้อมกันเอาเครื่องราชูปโภคและฉัตรพัดยวดยาน ช้าง ม้า หอกดาบ เครื่องแห่เครื่องแหนทั้งมวล ออกไปต้อนรับเอาพระยาอุปโย อังคาสอัญเชิญเข้ามาถึงประตูโขงวัดเชียงยืน พระเป็นเจ้าถอดเครื่องทรงไว้ ทรงภูษาชุดขาวถือขันข้าวตอกดอกไม้เทียนเงินเทียนทองเข้าไปบูชาไหว้นบพระสัพพัญญูเจ้าวัดเชียงยืน ยามแตรค่ำไปไหว้พระแก้วยังหอ แรม ๗ ค่ำ ยามแตรค่ำไปไหว้มหาเจดีย์หลวง ปูเสื่อตั้งแต่วังไปถึงวัด พระยาก็ดำเนินไปจนถึงแล” เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๓๘ สมัยพระเจ้ากาวิละ พระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร มาทำการสักการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เจ้าก่อนที่จะเสด็จเข้าเมืองเชียงใหม่ หลังจากนั้นเมื่อเวลาอันเป็นมงคล จึงเสด็จเข้าเมืองทางประตูช้างเผือก ดังเช่นสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทรงกระทำมาตั้งแต่ในอดีต พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๑๒๓-๑๒๔) “เดือน ๖ ออก ๑๒ ค่ำวันพฤหัสบดี ยามรุ่งเช้า ท้าวก็เสด็จเข้ายั้งอยู่วัดบุพพารามตามบุพทำนองโบราณท้าวพระยาทั้งหลายที่เป็นมาแล้วแต่ก่อน ไม่อาจละเสียซึ่งประเพณี ก็ประทักขิณาวัตรเวียนไปทางทิศใต้ตาม ลำดับ ไปทางด้านตะวันตก ไปถึงวัดเชียงยืนด้านเหนือ พระเป็นเจ้าเข้าไปสักการบูชาพระพุทธรูปเจ้าวัดเชียงยืนแล้ว ถึงเพลายามแตรใกล้จักเที่ยง ท้าวก็ยกเอาหมู่ยศบริวารเข้าเวียงหลวงทางประตูช้างเผือกทิศหนเหนือ ให้ลัวะจูงหมาพาแทรกเข้าก่อน ไปสถิตสำราญนอนเชียงขวางหน้าวัดเชียงมั่นได้คืน ๑ ถึงวันหลังรุ่งเช้า ท้าวก็อาบองค์สรงเกศประดับ องค์เสวยข้าวน้ำโภชนาหารแล้ว ถึงกาละยามสายเป็นยามอุทธังราชา เสด็จเข้าสู่ไชยภูมิอันเป็นที่วังน้อยราชวังแห่งกษัตริยาธิราช อันเป็นแล้วในกาลเมื่อก่อนก็มีแล ส่วนเจ้าอุปราช เจ้ารัตนหัวเมืองแก้วพระอนุชา และเจ้านายและขัติยวงศาทั้งมวลก็อยู่ในภูมิฐาน อันเป็นที่ควรแห่งตนก็มีนั้นแล” พระวิหาร อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระบรมธาตุเชียงยืน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงล้านนา ส่วนของหน้าบันเป็นไม้แกะสลักแบ่งเป็นช่องลูกฟักประดับลวดลายพรรณพฤกษา และรูปนกยูงรำแพนประดับบนหน้าบันวิหาร แสดงถึงความประณีตศิลป์เป็นอย่างสูงที่ช่วยเสริมความสง่างาม ความรักที่ยั่งยืน ความมั่งคั่งร่ำรวย และสะท้อนถึงความเชื่อเรื่องแสงสว่างแห่งปัญญา บานประตูลงรักปิดทองรูปทวารบาล ด้านหน้ามีราวบันไดปูนปั้นรูป มกรคายนาค คือ สัตว์ผสมระหว่างจระเข้กับพญานาค มีลำตัวยาวเหยียดคล้ายพญานาค แต่มีขายื่นออกมาจากลำตัว และส่วนหัวที่กำลังคายพญานาคออกมาจากปากจระเข้ เสาไม้ของพระวิหารเป็นทรง ๘ เหลี่ยม ทาสีแดงชาดเขียนลวดลายไทยบนเสาอย่างสวยงาม พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง ประดิษฐานภายในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบวัสดุปูนปั้นปิดทอง ศิลปกรรมสมัยเชียงแสน ขนาดหน้าตัก ๓.๔๐ มีพุทธลักษณะพระพักตร์ (ใบหน้า) กลม แพระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตรลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่ พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นแบบเปลวเพลิง พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) มีพระโสณี (สะโพก) พระอุระ (อก) มีทรวดทรง พระหัตถ์ (มือ) ขวาวางบนพระชงฆ์ (แข้ง) นิ้วพระหัตถ์ยาวไล่เลี่ยกัน ส่วนจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ตามความเชื่อในสมัยล้านนาก่อนและหลังการออกศึกสงคราม ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์และแม่ทัพต้องมาทำการสักการะพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง หรือเมื่อนำทัพกลับมาแล้ว พระมหากษัตริย์จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืน ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เดชอำนาจ และโชคลาภ นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัด หรือข้าราชการที่มารับตำแหน่งในจังหวัดเชียงใหม่ และประชาชนทั่วไป ยังคงศรัทธาองค์พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง และยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน พระบรมธาตุเชียงยืน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๑ ในสมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) และเมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๔ ได้ทำพิธียกฉัตรแล้ว ซึ่งสันนิษฐานในสมัยนั้นคงเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมแบบล้านนาที่มีชั้นบัวถลารองรับองค์ระฆังทรงกลม เป็นแบบเฉพาะของล้านนา ต่อมาได้มีการบูรณะองค์เจดีย์ในช่วงที่ล้านนาที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านานถึงสองร้อยกว่าปี โดยเฉพาะส่วนฐานที่ขยายใหญ่เป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม ตั้งบนฐานแปดเหลี่ยมทรงสูง ยกเก็จทั้งสี่มุม ประดับลวดลายดอกไม้  มีกลีบบัวเหนือหน้ากระดานบน บริเวณมุมของฐานเจดีย์ประดับปูนปั้นสิงห์ขนาดใหญ่ ขนาบข้างซ้ายและขวาด้วยปูนปั้นสิงห์ขนาดเล็ก เพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครององค์เจดีย์ อันเป็นลักษณะเด่นของเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลจากทางศิลปะพม่า รวมถึงมีรูปปูนปั้นเทวดานั่งพนมมือประจำทั้งสี่ทิศ องค์ระฆังอยู่ในผังแปดเหลี่ยมมีประดับรัดอก เหนือขึ้นไปมีบัลลังก์ ก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน ปลียอด และฉัตรยอดเจดีย์ตามลำดับ ในปัจจุบันได้ประดับตุงกระด้างเป็นพุทธบูชาด้านหน้าของพระบรมธาตุเชียงยืน พระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ติดกับถนนสนามกีฬา บริเวณพื้นที่ด้านหน้าหน้าโรงเรียนวัดเชียงยืน เป็นอาคารสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนแปดเหลี่ยมศิลปะล้านนาผสมศิลปะพม่าที่งดงาม มีหลังคากระเบื้องดินขอ (กระเบื้องมุงหลังคาของชาวล้านนา) ซ้อนกันสามชั้น เชิงชายเป็นไม้ฉลุลวดลายแบบขนมปังขิง ซุ้มประตูซ้อนย่อส่วนสี่ชั้น ช่องกลางซุ้มประตูประดับปูนปั้นลวดลายพรรณพฤกษา เหนือกรอบหน้าต่างประดับปูนปั้นรูปนกยูง สร้างโดยรองอำมาตย์เอก หลวงโยนะการพิจิตร (ปันโหย่ อุปะโยคิน) กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานในประกาศกรมศิลปากร สิ่งสำคัญ คือ พระบรมธาตุเชียงยืน และพระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๔๕ หน้า ๒๙๕๒ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ วัดเชียงยืน เคยเป็นที่ประทับของพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ ปฐมสังฆราชาเมืองนครเชียงใหม่ จึงถือว่าเป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มายาวนาน และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมถึงโบราณสถานที่งดงามอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งนี้ตามความเชื่อของคนล้านนาในอดีตหากมีเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่หรือรับตำแหน่งใหม่ มักจะมาทำการสักการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เพื่อเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืนยาวนาน และเสริมสร้างความมั่นใจในการประกอบกิจการใหม่ให้สำเร็จลงด้วยดี เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. พระรัตนปัญญาเถระ.  ชินกาลมาลีปกรณ์.  แปลโดย แสง มนวิทูร, ร.ต.ท.  พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑. อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.


พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และสถาปนาตำหนักคุ้มหลวงฯ ให้สร้างเป็นวัดแห่งแรก เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระศาสนา และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า “วัดเชียงมั่น” คำว่า “เชียงมั่น” หมายถึง “บ้านเมืองที่มีความมั่นคง” ซึ่งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนามาโดยตลอด โดยอาณาจักรล้านนา ถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งจากการปรากฏให้เห็นถึงพระพุทธรูปที่สำคัญ และวัดวาอาราม รวมถึงแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ที่มีอยู่ในเมืองเชียงใหม่อยู่เป็นจำนวนมาก วัดเชียงยืน ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ คำว่า “เชียงยืน” หมายถึง “บ้านเมืองที่มีความยั่งยืน” ในสมัยโบราณวัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งในคัมภีร์มหาทักษา พบว่า การวางผังสร้างเมืองมีวัดประจำทิศทั้งแปดที่สอดคล้องกับหลักชัยภูมิและความเชื่อทางโหราศาสตร์ โดยวัดเชียงยืน อยู่ด้านทิศเหนือหรือทิศอุดรเป็นทิศมงคลเนื่องจากหัวเวียงเชียงใหม่ได้อยู่ในทิศนี้ กล่าวคือ ทิศด้านนี้มีฐานะเป็นเดชเมืองเชียงใหม่ วัดเชียงยืน จึงถือว่าเป็นชื่อนามมงคลของนครเชียงใหม่ในสมัยอาณาจักรล้านนาและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก อาณาจักรล้านนาในสมัยราชวงศ์มังราย มีความเชื่อเรื่องฤกษ์ดวงดาวนพเคราะห์ในทางวิชาโหราศาสตร์จะส่งผลต่ออาณาจักรล้านนาไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของทักษา ของกลุ่มดาวอัฐเคราะห์ หรือดาวพระเคราะห์ทั้งแปด ได้แก่ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู และศุกร์ ดาวทั้งหมดถูกจัดเข้าระเบียบนำมาคำนวณกำหนดเป็นคุณและโทษไปตามลำดับของตำแหน่งทักษาเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ •                   บริวารเมือง คือ ทิศตะวันตก ตรงกับประตูสวนดอก •                   อายุเมือง คือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตรงกับแจ่งหัวลิน •                   เดชเมือง คือ ทิศเหนือ ตรงกับประตูช้างเผือก •                   ศรีเมือง คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงกับแจ่งศรีภูมิ •                   มูลเมือง คือ ทิศตะวันออก ตรงกับประตูท่าแพ •                   อุตสาหเมือง คือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงกับแจ่งก๊ะต้ำ •                   มนตรีเมือง คือ ทิศใต้ ตรงกับประตูเชียงใหม่ •                   กาลกิณีเมือง คือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงกับแจ่งกู่เฮือง นอกจากนี้ยังมีหนึ่งประตูใช้สำหรับนำเอาศพที่อยู่ในเขตเมืองออกจากเมืองเชียงใหม่ คือ ประตูสวนปรุง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าประตูผี สำหรับศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเกตุเมือง คือ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดเชียงยืนไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้างที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายมหาราช มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นวัดคู่เมืองเชียงใหม่ที่อยู่นอกเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ เป็นอีกวัดหนึ่งที่สำคัญที่กษัตริย์ และแม่ทัพต้องมาทำการสักการะก่อนและหลังออกศึกสงคราม ในตำนานเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงวัดเชียงยืนในสมัยพญากือนา ว่าพระนางติโลกจุฑาเทวี ซึ่งพระองค์สนองพระเดชพระคุณเป็นนางสนมของพญาแสนเมืองมา และเป็นนางรับใช้คอยถวายงานแด่พระนางยสุนทราเทวี พระราชมารดาของพญาแสนเมืองมา โดยพระนางยสุนทราเทวีให้พระนางติโลกจุฑาเทวี นำเอาจังหันไปถวายพญาแสนเมืองมาที่วัดเชียงยืน พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๕๒ - ๕๔) “ทีนี้ จักกล่าวด้วยแม่เจ้าราชบุตรสามฝั่งแกนก่อนแล สำหรับนางผู้นี้เป็นเชื้อท้าว มีรูปโฉมอันงาม ยังเป็นสาวนางสนมอยู่ใช้สอยมหาเทวี แม่เจ้าแสนเมืองมา ยังมีในวันหนึ่ง นางผู้นั้นเอาผ้าเช็ดหน้ามหาเทวีออกตาก เห็นนกกระจอกตัว ๑ มาผ่านหน้านาง ๗ บาทย่าง ภายหลังนั้น มหาเทวีใช้ให้นางเอาจังหันไปถวายสวามีพุทธญาณวัดเชียงยืน นางบอกเหตุอันตนได้เห็นนกจอกเดินมาหานั้นแก่มหาสวามี จึงว่า ดูราอุบาสิกามึงอย่าบอกแก่ใคร มึงจักได้เป็นเทวีดังมหาเทวีบัดนี้ ไม่พลาดแล” วัดเชียงยืน ยังได้ปรากฏชื่อในพงศาวดารโยนก ว่า “วัดฑีฆชีวะวัสสาราม” หมายถึง “อายุที่ยืนยาว” ส่วนชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกว่า “วัดฑีฆายวิสาราม” ในสมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) หรือพระเจ้าติลกปนัดดาธิราช และพระนางสิริยศวดีเทวี ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงในสถูปเจดีย์ เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๑ พระรัตนปัญญาเถระ (๑๔๑) “แต่ก่อนหน้านี้ พระราชาพร้อมด้วยพระเทวีราชมารดา ทรงกระทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุใพระสถูปใหญ่ที่วัดฑีฆาชีวิตสาราม เมื่อวันพุธ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓...” ต่อมาพญาแก้วภูตาธิปติราช และพระนางสิริยศวดีเทวี เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเจดีย์ที่วัดเชียงยืน เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๔ พระรัตนปัญญาเถระ (๑๔๓) “...ปีมะโรง จุลศักราช ๘๘๒ (พ.ศ. ๒๐๖๔) ฝ่ายพระราชากับพระราชมารดาได้โปรดให้จัดงานยกฉัตรมหาเจดีย์วัดฑีฆาชีวิตสาราม เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๗...” ในอดีตเมื่อมีการทำพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ล้านนา จะมีการเสด็จเข้าเมืองทางประตูช้างเผือกหรือประตูหัวเวียง คือประตูอยู่ทางทิศอุดร เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าเป็นทิศที่เป็นเดชเมือง จะทำให้เป็นผู้ที่มีอำนาจมากด้วยบารมี และความยั่งยืน หรือถ้าหากเกิดยามศึกสงครามที่จะต้องออกรบราข้าศึก เมื่อนำทัพกลับมาแล้ว พระมหากษัตริย์จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ และทำพิธีสักการบูชาพระประธานในพระวิหารนามเป็นมงคลว่า “พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง” ก่อนที่จะเข้าทางประตูช้างเผือกเพื่อความเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืนบันดาลให้พ้นจากภัยพิบัติอุปสรรคต่างๆ จากตำนานเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๘๙ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เป็นพระประธานอยู่ภายในพระวิหาร ก่อนที่จะเข้าเมืองเชียงใหม่ทางประตูช้างเผือก พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๙๐) “แรม ๖ ค่ำ วันพฤหัสบดี ไทปีชวด เจ้าแสนพิงไชยแก้ว หมื่นสามล้านอ้าย เจ้าแสนท้าวนันทคีรี เจ้าหมื่นหลวงพราน เจ้าหมื่นหลวงจ่าบ้าน เจ้าหมื่นหลวงพุทธ เจ้าหมื่นหลวงล่ามแขกญาณกิตติ ขุนหมื่น ขุนพัน นายสิบ ชั้นนอก ชั้นใน พร้อมกันเอาเครื่องราชูปโภคและฉัตรพัดยวดยาน ช้าง ม้า หอกดาบ เครื่องแห่เครื่องแหนทั้งมวล ออกไปต้อนรับเอาพระยาอุปโย อังคาสอัญเชิญเข้ามาถึงประตูโขงวัดเชียงยืน พระเป็นเจ้าถอดเครื่องทรงไว้ ทรงภูษาชุดขาวถือขันข้าวตอกดอกไม้เทียนเงินเทียนทองเข้าไปบูชาไหว้นบพระสัพพัญญูเจ้าวัดเชียงยืน ยามแตรค่ำไปไหว้พระแก้วยังหอ แรม ๗ ค่ำ ยามแตรค่ำไปไหว้มหาเจดีย์หลวง ปูเสื่อตั้งแต่วังไปถึงวัด พระยาก็ดำเนินไปจนถึงแล” เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๓๘ สมัยพระเจ้ากาวิละ พระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร มาทำการสักการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เจ้าก่อนที่จะเสด็จเข้าเมืองเชียงใหม่ หลังจากนั้นเมื่อเวลาอันเป็นมงคล จึงเสด็จเข้าเมืองทางประตูช้างเผือก ดังเช่นสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทรงกระทำมาตั้งแต่ในอดีต พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๑๒๓-๑๒๔) “เดือน ๖ ออก ๑๒ ค่ำวันพฤหัสบดี ยามรุ่งเช้า ท้าวก็เสด็จเข้ายั้งอยู่วัดบุพพารามตามบุพทำนองโบราณท้าวพระยาทั้งหลายที่เป็นมาแล้วแต่ก่อน ไม่อาจละเสียซึ่งประเพณี ก็ประทักขิณาวัตรเวียนไปทางทิศใต้ตาม ลำดับ ไปทางด้านตะวันตก ไปถึงวัดเชียงยืนด้านเหนือ พระเป็นเจ้าเข้าไปสักการบูชาพระพุทธรูปเจ้าวัดเชียงยืนแล้ว ถึงเพลายามแตรใกล้จักเที่ยง ท้าวก็ยกเอาหมู่ยศบริวารเข้าเวียงหลวงทางประตูช้างเผือกทิศหนเหนือ ให้ลัวะจูงหมาพาแทรกเข้าก่อน ไปสถิตสำราญนอนเชียงขวางหน้าวัดเชียงมั่นได้คืน ๑ ถึงวันหลังรุ่งเช้า ท้าวก็อาบองค์สรงเกศประดับ องค์เสวยข้าวน้ำโภชนาหารแล้ว ถึงกาละยามสายเป็นยามอุทธังราชา เสด็จเข้าสู่ไชยภูมิอันเป็นที่วังน้อยราชวังแห่งกษัตริยาธิราช อันเป็นแล้วในกาลเมื่อก่อนก็มีแล ส่วนเจ้าอุปราช เจ้ารัตนหัวเมืองแก้วพระอนุชา และเจ้านายและขัติยวงศาทั้งมวลก็อยู่ในภูมิฐาน อันเป็นที่ควรแห่งตนก็มีนั้นแล” พระวิหาร อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระบรมธาตุเชียงยืน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงล้านนา ส่วนของหน้าบันเป็นไม้แกะสลักแบ่งเป็นช่องลูกฟักประดับลวดลายพรรณพฤกษา และรูปนกยูงรำแพนประดับบนหน้าบันวิหาร แสดงถึงความประณีตศิลป์เป็นอย่างสูงที่ช่วยเสริมความสง่างาม ความรักที่ยั่งยืน ความมั่งคั่งร่ำรวย และสะท้อนถึงความเชื่อเรื่องแสงสว่างแห่งปัญญา บานประตูลงรักปิดทองรูปทวารบาล ด้านหน้ามีราวบันไดปูนปั้นรูป มกรคายนาค คือ สัตว์ผสมระหว่างจระเข้กับพญานาค มีลำตัวยาวเหยียดคล้ายพญานาค แต่มีขายื่นออกมาจากลำตัว และส่วนหัวที่กำลังคายพญานาคออกมาจากปากจระเข้ เสาไม้ของพระวิหารเป็นทรง ๘ เหลี่ยม ทาสีแดงชาดเขียนลวดลายไทยบนเสาอย่างสวยงาม พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง ประดิษฐานภายในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบวัสดุปูนปั้นปิดทอง ศิลปกรรมสมัยเชียงแสน ขนาดหน้าตัก ๓.๔๐ มีพุทธลักษณะพระพักตร์ (ใบหน้า) กลม แพระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตรลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่ พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นแบบเปลวเพลิง พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) มีพระโสณี (สะโพก) พระอุระ (อก) มีทรวดทรง พระหัตถ์ (มือ) ขวาวางบนพระชงฆ์ (แข้ง) นิ้วพระหัตถ์ยาวไล่เลี่ยกัน ส่วนจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ตามความเชื่อในสมัยล้านนาก่อนและหลังการออกศึกสงคราม ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์และแม่ทัพต้องมาทำการสักการะพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง หรือเมื่อนำทัพกลับมาแล้ว พระมหากษัตริย์จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืน ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เดชอำนาจ และโชคลาภ นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัด หรือข้าราชการที่มารับตำแหน่งในจังหวัดเชียงใหม่ และประชาชนทั่วไป ยังคงศรัทธาองค์พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง และยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน พระบรมธาตุเชียงยืน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๑ ในสมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) และเมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๔ ได้ทำพิธียกฉัตรแล้ว ซึ่งสันนิษฐานในสมัยนั้นคงเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมแบบล้านนาที่มีชั้นบัวถลารองรับองค์ระฆังทรงกลม เป็นแบบเฉพาะของล้านนา ต่อมาได้มีการบูรณะองค์เจดีย์ในช่วงที่ล้านนาที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านานถึงสองร้อยกว่าปี โดยเฉพาะส่วนฐานที่ขยายใหญ่เป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม ตั้งบนฐานแปดเหลี่ยมทรงสูง ยกเก็จทั้งสี่มุม ประดับลวดลายดอกไม้  มีกลีบบัวเหนือหน้ากระดานบน บริเวณมุมของฐานเจดีย์ประดับปูนปั้นสิงห์ขนาดใหญ่ ขนาบข้างซ้ายและขวาด้วยปูนปั้นสิงห์ขนาดเล็ก เพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครององค์เจดีย์ อันเป็นลักษณะเด่นของเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลจากทางศิลปะพม่า รวมถึงมีรูปปูนปั้นเทวดานั่งพนมมือประจำทั้งสี่ทิศ องค์ระฆังอยู่ในผังแปดเหลี่ยมมีประดับรัดอก เหนือขึ้นไปมีบัลลังก์ ก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน ปลียอด และฉัตรยอดเจดีย์ตามลำดับ ในปัจจุบันได้ประดับตุงกระด้างเป็นพุทธบูชาด้านหน้าของพระบรมธาตุเชียงยืน พระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ติดกับถนนสนามกีฬา บริเวณพื้นที่ด้านหน้าหน้าโรงเรียนวัดเชียงยืน เป็นอาคารสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนแปดเหลี่ยมศิลปะล้านนาผสมศิลปะพม่าที่งดงาม มีหลังคากระเบื้องดินขอ (กระเบื้องมุงหลังคาของชาวล้านนา) ซ้อนกันสามชั้น เชิงชายเป็นไม้ฉลุลวดลายแบบขนมปังขิง ซุ้มประตูซ้อนย่อส่วนสี่ชั้น ช่องกลางซุ้มประตูประดับปูนปั้นลวดลายพรรณพฤกษา เหนือกรอบหน้าต่างประดับปูนปั้นรูปนกยูง สร้างโดยรองอำมาตย์เอก หลวงโยนะการพิจิตร (ปันโหย่ อุปะโยคิน) กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานในประกาศกรมศิลปากร สิ่งสำคัญ คือ พระบรมธาตุเชียงยืน และพระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๔๕ หน้า ๒๙๕๒ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ วัดเชียงยืน เคยเป็นที่ประทับของพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ ปฐมสังฆราชาเมืองนครเชียงใหม่ จึงถือว่าเป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มายาวนาน และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมถึงโบราณสถานที่งดงามอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งนี้ตามความเชื่อของคนล้านนาในอดีตหากมีเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่หรือรับตำแหน่งใหม่ มักจะมาทำการสักการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เพื่อเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืนยาวนาน และเสริมสร้างความมั่นใจในการประกอบกิจการใหม่ให้สำเร็จลงด้วยดี เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. พระรัตนปัญญาเถระ.  ชินกาลมาลีปกรณ์.  แปลโดย แสง มนวิทูร, ร.ต.ท.  พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑. อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.


กรมศิลปากร โดยกลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี ร่วมกับมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา เปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมการขุดค้นทางโบราณคดี ระยะที่ 2 ณ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ปฏิบัติงานช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 2569 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2569 ทาง https://forms.gle/NzpgwBop54JdVyPy7 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม วันที่ 27 มีนาคม 2569Fine Arts Department by Archaeological Research and Development Section, Division of Archaeology, and Suthirat Yoovidhya Foundation recuite volunteers for archaeological excavation at Wat Chakrawat, Bangkok, phase II during March to April 2026. Apply now until the 26th March 2026 via https://forms.gle/NzpgwBop54JdVyPy7List of participants will be post on the 27th March 2026. 



สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอแสดงความยินดีนายยุทธนาวรากร แสงอร่ามภัณฑารักษ์ชำนาญการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในโอกาสที่ได้รับคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นและผู้ปฏิบัติงานดีเด่นในสังกัดกรมศิลปากร ประจำปี พ.ศ. 2568


       สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนยกรบ - ชูกล่องดวงใจ เนื่องในเทศกาลโขนกรุงศรี ปีที่ ๗ วันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๙.๔๕ น. ณ ลานข้างวัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา นำแสดงโดยศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย เอกภชิต  วงศ์สิปปกร นาฏศิลปินอาวุโส, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ชวนเที่ยวพิพิธภัณฑ์สไตล์ใหม่ ใส่ใจพลังงาน ร่วมลดการใช้น้ำมันในช่วงวิกฤตพลังงาน ด้วยการเที่ยวชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในรูปแบบ Virtual Tour ด้วย "Smart Museum สุขใจที่บ้าน ประหยัดพลังงานเพื่อชาติ"         Smart Museum เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันที่จะทำให้นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจ เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกว่า 20 แห่ง ทั่วประเทศได้แค่...คลิกเดียว เดิน ชม เที่ยว พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง เป็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ออนไลน์ด้วยเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Smart Museum แพลตฟอร์มที่รวบรวมโบราณสถานและโบราณวัตถุ ร่วมกับการใช้เทคนิคสร้างภาพเสมือนจริง (Augmented Reality) เพื่อจำลองวัตถุโบราณแบบสามมิติ (3D) การถ่ายทำภาพแบบ 360 องศา ให้คุณสามารถหมุนดูภาพได้รอบทิศทาง พร้อมจัดระบบนำเที่ยวแบบเสมือนจริง (Virtual Tour) เพื่อถ่ายทอดความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม ศิลปะวัตถุ แก่คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวต่างชาติได้หลากหลายมากขึ้น         ท่านสามารถเดินชม เล่นไปกับพิพิธภัณฑ์เสมือนผ่านทางโทรศัพท์มือถือ Smart Phone หรือ Tablet โดยดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง iOS และ Android เพื่อสนองตอบวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ให้สนใจงานด้านมรดกวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ระบบจะทําการอ่านข้อมูล QR และ AR Code แสดงข้อมูลโบราณวัตถุชิ้นสําคัญในห้องจัดแสดงต่าง ๆ ในรูปแบบวัตถุเสมือนจริง 360 องศา โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ https://smartmuseum-v2.finearts.go.th/  ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นในระบบ iOS ได้ที่ https://apps.apple.com/th/app/smart-museum/id1218195288?l=th    ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นในระบบ Android ได้ที่ https://play.google.com/store/apps/details?id=com.Piesoft.SmartMuseum&hl=th&fbclid=IwY2xjawQowCJleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFkYmp0N2pxVlQwSTY0S1A0c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHtdEduI76ll7Y-YgMAupPCLZqX-PK6J5MFUGg0B_woBsTLIOquQZhKOna_uA_aem_s4F9465T3rjQ0YaAB__XHw 


black ribbon.