ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,665 รายการ

         กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญรับชมการถ่ายทอดสด Facebook Live การสัมมนาทางวิชาการ “วิฬาร์วรรณนา กวีนิพนธ์ตําราแมว” ในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. - 16.30 น. ภาคเช้า เรื่อง “แมวในวิถีชีวิต สู่ตำราแมวไทย” โดยบุญเตือน ศรีวรพจน์ และเรื่อง “ตําราแมวไทย ในมุมมองชาวต่างชาติ” โดย Martin R. Clutterbuck ส่วนภาคบ่าย เรื่อง “แมวกับตําราแมว และการสร้างสรรค์” โดย รศ. ดร.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล เศรษฐพล รัตนกิจสุนทร จิรพันธุ์ สัมภาวะผล และปารเมศ อภัยฤทธิรงค์ และเรื่อง “กวีนิพนธ์ตาราแมว” โดย พระมหาวโรตม์ ธมฺมวโร พิทักษ์พงศ์ เก้าเอี้ยน และพิรชัช สถิตยุทธการ ทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts 


การดำเนินงานถากถางกำจัดวัชพืชทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยพื้นที่โดยรอบโบราณสถานบ้านบุใหญ่ ตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 . ...ศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยว มรดกศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้แบบบูรณาการ... ( #นครราชสีมา #ชัยภูมิ #บุรีรัมย์ #สุรินทร์ #ศรีสะเกษ #มหาสารคาม ) สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา 274 หมู่ 17 ถนนพิมาย-ชุมพวง ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 30110 Tel : 044-471518 , 044-481024 E-Mail : fed_10@finearts.go.th Website : www.finearts.go.th/fad10 Facebook : สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร Youtube : สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา



การดำเนินงานถากถางกำจัดวัชพืชทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยพื้นที่โดยรอบโบราณสถานเมืองเสมา ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 . พนักงานดูแลรักษาโบราณสถานประจำโบราณสถานเมืองเสมา . ...ศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยว มรดกศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้แบบบูรณาการ... ( #นครราชสีมา #ชัยภูมิ #บุรีรัมย์ #สุรินทร์ #ศรีสะเกษ #มหาสารคาม ) สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา 274 หมู่ 17 ถนนพิมาย-ชุมพวง ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 30110 Tel : 044-471518 , 044-481024 E-Mail : fed_10@finearts.go.th Website : www.finearts.go.th/fad10 Facebook : สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร Youtube : สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา


วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายธงชัย มหา ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ลงพื้นที่ปราสาทเมืองแขก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจสอบและบริหารจัดการพื้นที่รอบโบราณสถาน พร้อมทั้งหาแนวทางในการระบายน้ำและจัดทำที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน




       หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ชวนร่วมกิจกรรมในงานโคราชบุ๊คแฟร์ ครั้งที่ 1 โดยนำนิทรรศการ “เอกสารโบราณ ภูมิปัญญาของบรรพชนไทย”ไปจัดแสดงให้ความรู้ พร้อมกิจกรรมจารใบลาน “สืบสานตามรอยจารบนใบลานภูมิปัญญาไทย” ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 8 - 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. พบกันได้ที่บูธ C11 โคราชฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา


       กรมศิลปากร ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามชมรายการ “แทนคุณแผ่นดิน” โดยท่านดำรง พุฒตาล ร่วมพูดคุยประเด็น "แผนงานของกรมศิลปากรและรายการแสดง ณ โรงละครแห่งชาติภายหลังปิดปรับปรุง 3 ปี" กับนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ในวันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 19:30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ ททบ.5 (TV5HD)


สำนักการสังคีต กรมศิลปากรขอเชิญชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน - ยกรบวันเสาร์ที่ ๒๓ และ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรีนำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีตกำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติอำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีตเปิดจำหน่ายบัตรในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙บัตรราคา ๒๐๐, ๑๕๐, ๑๐๐ และ ๖๐ บาทสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร ๐๓๕ ๕๓๕ ๑๑๔, ๑๑๖


บรรยากาศนักท่องเที่ยวเข้าชมโบราณสถานปราสาทเมืองแขก ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งการดำเนินงานถากถางกำจัดวัชพืช ดูแลความสะอาดพื้นที่บริเวณโดยรอบโบราณสถาน ในช่วงวันที่ 4-10 พฤษภาคม 2569 . ค่าธรรมเนียมชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 80 บาท เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.30 น. - 17.30 น. . ...ศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยว มรดกศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้แบบบูรณาการ... ( #นครราชสีมา #ชัยภูมิ #บุรีรัมย์ #สุรินทร์ #ศรีสะเกษ #มหาสารคาม ) สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา 274 หมู่ 17 ถนนพิมาย-ชุมพวง ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 30110 Tel : 044-471518 , 044-481024 E-Mail : fed_10@finearts.go.th Website : www.finearts.go.th/fad10 Facebook : สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร Youtube : สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา



         วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนเกสรทมาลาพลีชีวัน ณ โรงละครแห่งชาติ ซึ่งกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักการสังคีต ได้จัดการแสดง“เปิดม่านโรงละครแห่งชาติ ย้อนวันวานนาฏการไทย” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมทดสอบระบบแสง สี เสียง สัมผัสศักยภาพของโรงละครแห่งชาติโฉมใหม่ ระหว่างวันที่ 9 - 10 พฤษภาคม 2569 ประกอบด้วย การบรรเลงและขับร้องวงดุริยางค์สากล การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนเกสรทมาลาพลีชีวัน การบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย และการแสดงละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนแม่ทัพคนใหม่ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่กว่า 3 ปี เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากล ทั้งระบบเทคโนโลยีประกอบการแสดงและการพัฒนาพื้นที่ภายในให้ทันสมัย พร้อมรองรับการแสดงศิลปวัฒนธรรมทุกรูปแบบ ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจจองบัตรเข้าชมการแสดงเต็มทุกที่นั่ง          โรงละครแห่งชาติ เป็นพื้นที่สำหรับจัดการแสดงและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยและนานาชาติอย่างต่อเนื่องมากกว่า 60 ปี โดยได้รับจัดสรรงบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง จนในปีพุทธศักราช 2565 กรมศิลปากรจึงได้จัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้ในโรงละครชั้นนำทั่วโลก รองรับผู้ชมได้ 1,001 ที่นั่ง การปรับปรุงที่สำคัญ ได้แก่ การติดตั้งระบบเสียง AFC (Active Field Control) เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ช่วยให้ผู้ชมได้ยินเสียงคมชัดเท่ากันทุกที่นั่ง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นร่วมปรับแต่ง นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบเครื่องกลเวทีเป็นระบบไฟฟ้าที่ควบคุมด้วยระบบดิจิทัล เพิ่มความแม่นยำและปลอดภัยในการควบคุมฉาก ด้านระบบแสง ได้เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและหลอดไฟ LED ทั้งหมด ช่วยประหยัดพลังงานและเพิ่มความหลากหลายในการใช้งาน ขณะที่ระบบฉายภาพโปรเจคเตอร์ได้รับการพัฒนาให้สามารถฉายภาพได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มมิติและอรรถรสในการชมมากยิ่งขึ้น นอกจากระบบเวทีแล้ว ยังมีการออกแบบและปรับปรุงพื้นที่ภายในใหม่ ทั้งเก้าอี้ผู้ชม ผนังอาคาร ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และบันไดหนีไฟ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายอีกด้วย           ทั้งนี้ เนื่องจากมีผู้ให้ความสนใจชมการแสดงทดสอบระบบจำนวนมาก สำนักการสังคีตจึงจัดการแสดง โขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนเกสรทมาลาพลีชีวัน และการแสดงละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนแม่ทัพ คนใหม่ ในวันที่ 16 – 17 พฤษภาคม 2569 ซึ่งบัตรเข้าชมการแสดงถูกจองเต็มทุกที่นั่งแล้วเช่นกัน หลังจากนี้ จะได้นำความคิดเห็นจากผู้ชมไปปรับปรุงระบบต่าง ๆ ให้มีความสมบูรณ์ ก่อนจะส่งมอบงานครั้งสุดท้ายและพร้อมเปิดโรงละครแห่งชาติอย่างเป็นทางการต่อไป 


ตำนานเสาอินทขีล อยู่บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่ของชุมชนชาวลัวะ ซึ่งภายในเมืองลัวะได้มีผีหลอกหลอนชาวบ้าน จึงเป็นสาเหตุทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไม่สามารถทำมาหากินได้ ชาวบ้านเมืองลัวะจึงขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงประทานพรความช่วยเหลือ โดยบันดาลบ่อสามบ่อ คือ บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไว้ในเมือง เมื่อเศรษฐีลัวะ ๙ ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้งสามบ่อ บ่อละสามตระกูล โดยต้องให้ชาวลัวะถือศีลภาวนา รักษาคำสัตย์อย่างเคร่งครัด จะทำให้อธิษฐานสิ่งใดก็จะได้สมดังปรารถนา ชาวบ้านเมืองลัวะ จึงได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและเกิดความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ความเป็นอยู่ของชาวบ้านเมืองลัวะที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้แพร่หลายออกไปเป็นเหตุให้นำพาให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปันขอพรจากบ่อทั้งสามบ่อ ชาวบ้านเมืองลัวะเกิดความไม่สบายใจในความปลอดภัย จึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้กุมภัณฑ์ (ยักษ์สองตน) นามว่า พญายักขราช และพญาอมรเทพ รวมถึงชุดอินทขีล (เสาตะปูพระอินทร์) ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี (เมืองเชียงใหม่) เสาอินทขีลต้นนี้ มีฤทธิ์อย่างมากที่จะสามารถดลบันดาลให้ข้าศึกที่มานั้นกลายร่างเป็นพ่อค้า ซึ่งพ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะจึงแนะนำให้พ่อค้าถือศีล และรักษาคำสัตย์อย่าละโมบโลภมาก อย่างที่ชาวบ้านเมืองลัวะเคยปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา แต่มีพ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์สองตนที่เฝ้าเสาอินทขีลต่างพากันโกรธ และหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป ทำให้บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไม่สามารมารถดลบันดาลได้อย่างเช่นเดิม ผู้เฒ่าชาวลัวะตนหนึ่ง ซึ่งได้บูชาเสาอินทขีลมาโดยตลอด และทราบว่ายักษ์ทั้งสองได้นำเสาอินทขีลกลับขึ้นสวรรค์ไปแล้วได้เกิดความเสียใจอย่างมาก จึงขอบวชนุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึงสามปี ต่อมามีพระเถระรูปหนึ่งได้ทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวบ้านเมืองลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระได้ช่วยเหลือ พระเถระจึงหาทางออกและบอกให้ชาวบ้านเมืองลัวะ ทั้ง ๔ ฝ่าย คือ พระภิกษุ ฤๅษี ผี และประชาชน ร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ ๑ คู่ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด และไก่ เป็นต้น แล้วให้ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษา (ผู้คนนานาชาติพันธุ์) ใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุม แล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนเพื่อทำพิธีสักการบูชาแทน จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ หลังจากนั้นการทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาเสาอินทขิล จึงกลายเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ ตำนานของชาวล้านนา อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ได้กล่าวว่า “... เดิมเสาอินทขีล เป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์ พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี (เชียงใหม่) เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัย ต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่างๆ นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีก คราวนี้พระอินทร์แนะนำชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง หรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วให้หล่อรูปคนให้ได้ “ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา” คือ ผู้คนนานาชาติพันธุ์ หล่อรูปสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู หมา แพะ แกะกวาง ลิง รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้งจระเข้ มังกร ตลอดจน ตะขาบ แมงป่อง ลงใส่ในอ่างขาง จากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง ๙ ศอก แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อไว้เป็นที่สักการบูชาแก่ชาวเมือง...” สำหรับประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ซึ่งในอดีตเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) แต่เดิมได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทขิลสะดือเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยพญามังราย ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น แล้วพระราชทานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของล้านนาในเวลาต่อมา หลังจากนั้น ในปีพ.ศ. ๒๓๔๓ ในสมัยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นเป็นพระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้มีการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ขึ้นมาได้ย้ายเสาอินทขีลจาก วัดอินทขิลสะดือเมืองไปยังวัดโชติการาม หรือวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาทรงปลูกต้นไม้หมายเมืองไว้คู่กับเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) คือ ต้นยางนา (ต้นยางหลวง) รวมถึงทรงให้สร้างรูปปั้นกุมภัณฑ์ เป็นสัญลักษณ์คู่กันเอาไว้ข้างวิหารเสาอินทขีล เสาอินทขีล จึงเป็นเสาหลักเมืองที่สำคัญและเป็นที่เคารพสักการบูชาถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ โดยในอดีตชาวล้านนามีความเชื่อว่าเป็นแหล่งรวมวิญญาณของชาวเมือง เสาอินทขีล เป็นเพียงเสาเพียงอย่างเดียว ในภายหลังมีการประดับกระจกตกแต่งให้สวยงาม แล้วนำพระพุทธรูปประดิษฐานเป็นประธานอยู่บนมณฑปเสาอินทขิล ภายในวิหารเสาอินทขีล ของวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พระนามว่า พระเจ้าอุ่มเมือง หรือเรียกว่าพระเจ้าแป๊ขึด ซึ่งเป็นภาษาล้านนา หมายถึง พระพุทธรูปที่ปกห่มรักษา คุ้มครองบ้านเมือง อุ้มบ้านอุ้มเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข แป๊ ภาษาล้านนา หมายถึง ชัยชนะ ความสำเร็จ ความสมหวัง ความสมปรารถนา (ชนะ สำเร็จ สมปรารถนาทุกอย่าง) ส่วน ขึด หมายถึง เสนียดจัญไรอัปมงคล ที่อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ยังได้มีการอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่า ซึ่งเป็นประพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่ วัดช่างแต้ม ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความเชื่อว่าพระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ทำให้ประชาชนต่างเคารพกราบไหว้ด้วยจิตศรัทธา โดยนำมาพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานยังบนรถบุษบก และแห่มาประดิษฐานบริเวณหน้าพระวิหารวัดเจดีย์หลวง เพื่อให้ประชาชนได้บูชาและสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่าได้อย่างทั่วถึง นอกจากจะมีการบูชาเสาอินทขีลแล้ว ประชาชน จะสักการบูชารูปเคารพอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณวัด เช่น รูปกุมภัณฑ์ นามว่า อมรเทพ (ศาลเหนือ), รูปกุมภัณฑ์ นามว่า พญายักขราช (ศาลใต้), รูปช้าง, รูปราชสีห์, รูปฤาษี หรือรูปเสือ เป็นต้น ตลอดจนชาวบ้านร่วมสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง และเคารพสักการะพระอัฏฐารส ในพระวิหารหลวงได้ในคราวเดียวกัน ประเพณีนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นประเพณีที่สำคัญอีกประเพณีหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) จึงเป็นประเพณีขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข และในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ประชาชนสามารถเข้าร่วมทำบุญในวันเข้าอินทขิล ซึ่งตรงกับวันที่พุธที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ หรือแรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ (หรือเดือน ๘ เหนือ) โดยจัดประเพณีฯ ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ หรือ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๗ (หรือเดือน ๙ เหนือ) เป็นวันทำบุญออกอินทขิล ซึ่งประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลได้ทำพิธีสักการบูชาเป็นประจำทุกปี หรือเรียกว่า “เดือนแปดเข้า เดือนเก้าออก” ผู้เข้าร่วมงานประเพณีฯ ต่างเตรียมนำดอกไม้ธูปเทียน ขันน้ำพร้อมขมิ้นส้มป่อยใส่พานหรือสลุง เพื่อทำการสักการบูชาแล้วนำดอกไม้วางบน “ขัน” หรือพานดอกไม้จนครบเหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ใส่ขันดอก” นั่นเอง เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ธันวดี สุขประเสริฐ.  เข้าอินทขิล.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://rituals.sac.or.th/detail.php?id=18,%202559, ๒๕๕๙.มิวเซียม สยาม.  ประเพณีเข้าอินทขิล ตำนานอินทขิลและประเพณีบูชาอินทขิล.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘,          จาก: https://www.museumthailand.com/en/3826/storytelling/ประเพณีเข้าอินทขิล/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่.  เพจวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘,          จาก: https://www.facebook.com/p/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร-เชียงใหม่-Wat-Chedi-Luang-Chiang-Mai-100066349282997/?locale=th_THสนั่น ธรรมธิ.  ประเพณีบูชาเสาอินทขีล.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2637, ๒๕๖๕.


ตำนานเสาอินทขีล อยู่บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่ของชุมชนชาวลัวะ ซึ่งภายในเมืองลัวะได้มีผีหลอกหลอนชาวบ้าน จึงเป็นสาเหตุทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไม่สามารถทำมาหากินได้ ชาวบ้านเมืองลัวะจึงขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงประทานพรความช่วยเหลือ โดยบันดาลบ่อสามบ่อ คือ บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไว้ในเมือง เมื่อเศรษฐีลัวะ ๙ ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้งสามบ่อ บ่อละสามตระกูล โดยต้องให้ชาวลัวะถือศีลภาวนา รักษาคำสัตย์อย่างเคร่งครัด จะทำให้อธิษฐานสิ่งใดก็จะได้สมดังปรารถนา ชาวบ้านเมืองลัวะ จึงได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและเกิดความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ความเป็นอยู่ของชาวบ้านเมืองลัวะที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้แพร่หลายออกไปเป็นเหตุให้นำพาให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปันขอพรจากบ่อทั้งสามบ่อ ชาวบ้านเมืองลัวะเกิดความไม่สบายใจในความปลอดภัย จึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้กุมภัณฑ์ (ยักษ์สองตน) นามว่า พญายักขราช และพญาอมรเทพ รวมถึงชุดอินทขีล (เสาตะปูพระอินทร์) ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี (เมืองเชียงใหม่) เสาอินทขีลต้นนี้ มีฤทธิ์อย่างมากที่จะสามารถดลบันดาลให้ข้าศึกที่มานั้นกลายร่างเป็นพ่อค้า ซึ่งพ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะจึงแนะนำให้พ่อค้าถือศีล และรักษาคำสัตย์อย่าละโมบโลภมาก อย่างที่ชาวบ้านเมืองลัวะเคยปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา แต่มีพ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์สองตนที่เฝ้าเสาอินทขีลต่างพากันโกรธ และหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป ทำให้บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไม่สามารมารถดลบันดาลได้อย่างเช่นเดิม ผู้เฒ่าชาวลัวะตนหนึ่ง ซึ่งได้บูชาเสาอินทขีลมาโดยตลอด และทราบว่ายักษ์ทั้งสองได้นำเสาอินทขีลกลับขึ้นสวรรค์ไปแล้วได้เกิดความเสียใจอย่างมาก จึงขอบวชนุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึงสามปี ต่อมามีพระเถระรูปหนึ่งได้ทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวบ้านเมืองลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระได้ช่วยเหลือ พระเถระจึงหาทางออกและบอกให้ชาวบ้านเมืองลัวะ ทั้ง ๔ ฝ่าย คือ พระภิกษุ ฤๅษี ผี และประชาชน ร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ ๑ คู่ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด และไก่ เป็นต้น แล้วให้ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษา (ผู้คนนานาชาติพันธุ์) ใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุม แล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนเพื่อทำพิธีสักการบูชาแทน จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ หลังจากนั้นการทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาเสาอินทขิล จึงกลายเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ ตำนานของชาวล้านนา อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ได้กล่าวว่า “... เดิมเสาอินทขีล เป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์ พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี (เชียงใหม่) เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัย ต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่างๆ นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีก คราวนี้พระอินทร์แนะนำชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง หรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วให้หล่อรูปคนให้ได้ “ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา” คือ ผู้คนนานาชาติพันธุ์ หล่อรูปสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู หมา แพะ แกะกวาง ลิง รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้งจระเข้ มังกร ตลอดจน ตะขาบ แมงป่อง ลงใส่ในอ่างขาง จากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง ๙ ศอก แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อไว้เป็นที่สักการบูชาแก่ชาวเมือง...” สำหรับประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ซึ่งในอดีตเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) แต่เดิมได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทขิลสะดือเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยพญามังราย ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น แล้วพระราชทานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของล้านนาในเวลาต่อมา หลังจากนั้น ในปีพ.ศ. ๒๓๔๓ ในสมัยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นเป็นพระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้มีการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ขึ้นมาได้ย้ายเสาอินทขีลจาก วัดอินทขิลสะดือเมืองไปยังวัดโชติการาม หรือวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาทรงปลูกต้นไม้หมายเมืองไว้คู่กับเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) คือ ต้นยางนา (ต้นยางหลวง) รวมถึงทรงให้สร้างรูปปั้นกุมภัณฑ์ เป็นสัญลักษณ์คู่กันเอาไว้ข้างวิหารเสาอินทขีล เสาอินทขีล จึงเป็นเสาหลักเมืองที่สำคัญและเป็นที่เคารพสักการบูชาถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ โดยในอดีตชาวล้านนามีความเชื่อว่าเป็นแหล่งรวมวิญญาณของชาวเมือง เสาอินทขีล เป็นเพียงเสาเพียงอย่างเดียว ในภายหลังมีการประดับกระจกตกแต่งให้สวยงาม แล้วนำพระพุทธรูปประดิษฐานเป็นประธานอยู่บนมณฑปเสาอินทขิล ภายในวิหารเสาอินทขีล ของวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พระนามว่า พระเจ้าอุ่มเมือง หรือเรียกว่าพระเจ้าแป๊ขึด ซึ่งเป็นภาษาล้านนา หมายถึง พระพุทธรูปที่ปกห่มรักษา คุ้มครองบ้านเมือง อุ้มบ้านอุ้มเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข แป๊ ภาษาล้านนา หมายถึง ชัยชนะ ความสำเร็จ ความสมหวัง ความสมปรารถนา (ชนะ สำเร็จ สมปรารถนาทุกอย่าง) ส่วน ขึด หมายถึง เสนียดจัญไรอัปมงคล ที่อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ยังได้มีการอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่า ซึ่งเป็นประพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่ วัดช่างแต้ม ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความเชื่อว่าพระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ทำให้ประชาชนต่างเคารพกราบไหว้ด้วยจิตศรัทธา โดยนำมาพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานยังบนรถบุษบก และแห่มาประดิษฐานบริเวณหน้าพระวิหารวัดเจดีย์หลวง เพื่อให้ประชาชนได้บูชาและสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่าได้อย่างทั่วถึง นอกจากจะมีการบูชาเสาอินทขีลแล้ว ประชาชน จะสักการบูชารูปเคารพอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณวัด เช่น รูปกุมภัณฑ์ นามว่า อมรเทพ (ศาลเหนือ), รูปกุมภัณฑ์ นามว่า พญายักขราช (ศาลใต้), รูปช้าง, รูปราชสีห์, รูปฤาษี หรือรูปเสือ เป็นต้น ตลอดจนชาวบ้านร่วมสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง และเคารพสักการะพระอัฏฐารส ในพระวิหารหลวงได้ในคราวเดียวกัน ประเพณีนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นประเพณีที่สำคัญอีกประเพณีหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) จึงเป็นประเพณีขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข และในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ประชาชนสามารถเข้าร่วมทำบุญในวันเข้าอินทขิล ซึ่งตรงกับวันที่พุธที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ หรือแรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ (หรือเดือน ๘ เหนือ) โดยจัดประเพณีฯ ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ หรือ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๗ (หรือเดือน ๙ เหนือ) เป็นวันทำบุญออกอินทขิล ซึ่งประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลได้ทำพิธีสักการบูชาเป็นประจำทุกปี หรือเรียกว่า “เดือนแปดเข้า เดือนเก้าออก” ผู้เข้าร่วมงานประเพณีฯ ต่างเตรียมนำดอกไม้ธูปเทียน ขันน้ำพร้อมขมิ้นส้มป่อยใส่พานหรือสลุง เพื่อทำการสักการบูชาแล้วนำดอกไม้วางบน “ขัน” หรือพานดอกไม้จนครบเหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ใส่ขันดอก” นั่นเอง เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ธันวดี สุขประเสริฐ.  เข้าอินทขิล.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://rituals.sac.or.th/detail.php?id=18,%202559, ๒๕๕๙.มิวเซียม สยาม.  ประเพณีเข้าอินทขิล ตำนานอินทขิลและประเพณีบูชาอินทขิล.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘,         จาก: https://www.museumthailand.com/en/3826/storytelling/ประเพณีเข้าอินทขิล/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่.  เพจวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘,         จาก: https://www.facebook.com/p/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร-เชียงใหม่-Wat-Chedi-Luang-Chiang-Mai-100066349282997/?locale=th_THสนั่น ธรรมธิ.  ประเพณีบูชาเสาอินทขีล.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2637, ๒๕๖๕.


black ribbon.