ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,046 รายการ

หอยฉ็อง : รสชาติเรียบง่ายจากทะเลจันทบุรี   จังหวัดจันทบุรีไม่เพียงมีชื่อเสียงด้านผลไม้ขึ้นชื่อและแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แต่ยังเป็นถิ่นของอาหารพื้นบ้านที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง หนึ่งในเมนูอันโดดเด่น คือ หอยฉ็อง อาหารพื้นถิ่นที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์และเรื่องราวทางวัฒนธรรม หอยฉ็องมีรากฐานจากวิถีการปรุงอาหารของชาวบ้านริมทะเล โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า ฉ็อง ซึ่งหมายถึง การนำวัตถุดิบลงในน้ำร้อนจัดที่ยกออกจากเตาแล้ว โดยไม่ปล่อยให้เดือดต่อ จากนั้นคนเบาๆ จนวัตถุดิบสุกพอดี วิธีการนี้ช่วยรักษาความหวานธรรมชาติของเนื้อสัตว์ และคงความนุ่มไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันภายในครัวเรือน และไม่ได้พบเห็นบ่อยนักในร้านอาหารทั่วไป วัตถุดิบหลักของเมนูนี้ ได้แก่ หอยพอก หอยแมลงภู่ และกุ้งทะเล โดยเฉพาะหอยพอกจากป่าชายเลน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดรสชาติ ควรเลือกหอยพอกที่สดใหม่ โดยสังเกตจากสีของเปลือก ความแน่น กลิ่นไม่เหม็นคาว และฝาหอยต้องปิดสนิท ขนาดที่เหมาะสมคือ 6–8 เซนติเมตร เพื่อให้ได้เนื้อที่พอดี เหมาะสำหรับการปรุงและรับประทาน ในส่วนของกุ้ง ควรเลือกขนาดพอดี โดยดูจากความใส ความแน่นของเนื้อ สีเปลือกที่สด และหัวต้องติดกับตัวแน่น การเตรียมเริ่มจากการล้างและผ่าเนื้อหอยหรือกุ้งให้พร้อม จากนั้นต้มน้ำให้เดือด (สามารถใส่หอมแดงบุบเพื่อเพิ่มความหวาน) แล้วจึงยกออกจากเตา ใส่วัตถุดิบลงไป และคนเบาๆ จนสุกตามต้องการ ขั้นตอนสุดท้ายคือการปรุงรส โดยใช้น้ำปลา พริกขี้หนูบุบ น้ำมะปี๊ด และใบโหระพา หรืออาจรับประทานคู่กับ น้ำพริกเกลือ ซึ่งประกอบด้วยพริกขี้หนู กระเทียม มะปี๊ด และน้ำปลา เพิ่มรสจัดจ้านและกลมกล่อมยิ่งขึ้น การปรุงหอยฉ็องเป็นการสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เน้นความสดของวัตถุดิบ การใช้ความร้อนอย่างเหมาะสม และการปรุงอย่างเรียบง่ายแต่ได้รสชาติ กลายเป็นวิธีการรักษาเอกลักษณ์ของชุมชนให้ยังคงอยู่ผ่านอาหารจานหนึ่ง ด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและรสชาติอันโดดเด่น หอยฉ็องได้รับการยกย่องให้เป็น สุดยอดเมนูอาหารถิ่น ในโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น: รสชาติ...ที่หายไป (The Lost Taste)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของจังหวัดจันทบุรี ถือเป็นหนึ่งในรสชาติพื้นบ้านที่ควรค่าแก่การฟื้นฟู ถ่ายทอด และเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป   แหล่งข้อมูลอ้างอิง กระทรวงวัฒนธรรม. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.  แบบเสนอรายการอาหารเพื่อเข้าร่วมรับการคัดเลือก 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2568, จาก https://food.culture.go.th/food68/east/1/3.pdf กรุงเทพธุรกิจ.  ประกาศรายชื่อ 77 เมนูอาหารถิ่น 77 จังหวัด 'รสชาติ…ที่หายไป' ประจำปี 68.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2568, จาก www.bangkokbiznews.com/lifestyle/food/1194152 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี.  ประกาศผลการคัดเลือกสุดยอดเมนูอาหารถิ่น โครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” รสชาติ...ที่หายไป (The Lost Taste) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2568, จาก https://www.facebook.com/share/p/1AyrGs6sXt/ Cook Culture.  เมนูจากทะเลเมืองจันท์.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2568, จาก https://www.thaipbs.or.th/program/CookCulture/episodes/97236   เรียบเรียงโดย นางสาวทิพวรรณ จันทร์ปัญญา บรรณารักษ์ปฏิบัติการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร


         พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมพิเศษ การสาธิตขนบชาววังกับ “หญิงน้ำปรุง จรุงจิต” พบกับการสาธิตการอบผ้าร่ำผ้าเครื่องหอม บุหงารำไป วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 และ การสาธิตการทำบายศรี เครื่องพลีกรรม วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. ณ อาคารปรัศว์ซ้าย พระราชวังจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา           กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสุดพิเศษในโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” จัดให้ยาวๆ ตลอดเดือนธันวาคม 2568 - กุมภาพันธ์ 2569 พบกับกิจกรรม “Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม” เปิดให้เข้าชมพระราชวังจันทรเกษมยามค่ำคืน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. พิเศษปีนี้! เปิดให้เข้าชมภายในอาคารพลับพลาจตุรมุข อีกด้วย         อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 120 บาท ผู้พิการ และชาวไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 3525 1586 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum https://www.facebook.com/chantharakasemmuseum  


เป็นงัวอยู่บนภาพเขียนสีมาหลายพันปี


***บรรณานุกรม***หนังสือหายาก เสด็จฯดอย จดหมายเหตุรายวันทรงประทับภูพิงคราชนิเวศน์เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ ท้าววนิดาพิจาริณี (บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา)ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันจันทร์ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๓.  พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๑๓.



ธรรมศาสตร์: Thammasat(Yoong Thong)  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 36           เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 36 ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช 2505 ได้ทรงดนตรีทำนองเพลง  พระราชนิพนธ์ให้ อาจารย์ นักศึกษา ข้าราชการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฟังครั้งแรก ณ เวทีลีลาศสวนอัมพรเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2505 ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขอพระบรมราชานุญาตให้ “นายร้อยแก้ว รักไทย” ประพันธ์คำร้องถวายและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลงที่สมบูรณ์แล้วให้แก่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2506 และได้ทรงปลูกต้นหางนกยูง ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ระลึกอีก 5 ต้น Royal Composition Number 36           The thirty-sixth royal musical composition was written in 1962. His Majesty performed the tune for faculty members, students and officials of Thammasat University for the first time at Ambara Dance Hall on 30 March 1962. Thammasat University then asked for royal permission to let Mr. Roikaeo Rakthai, a renowned lyricist to compose the lyrics. His Majesty had the complete song performed for the university on the occasion of his visit to play music at the university for the first time on 9 February 1963. His Majesty also planted five flame - trees in commemoration of his visit and presentation of the university song at Thammasat University.  


เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการแถลงข่าวการประกวดสุนทรพจน์ระดับอุดมศึกษา เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๕๙ หัวข้อ “การรักษามรดกไทย เป็นการรักษาชาติ” โดยมีนางชมัยภร  บางคมบาง ประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดสุนทรพจน์ระดับอุดมศึกษาฯ ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร




ชื่อวัตถุ จานกลม ทะเบียน ๒๗/๔๓๐/๒๕๓๒ อายุสมัย รัตนโกสินทร์ วัสดุ(ชนิด) เครื่องกระเบื้องเคลือบ ประวัติที่มา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลางรับมอบจากนายสุรเชษฐ์ วิมลโสภา บ้านเลขที่ ๑๑/๖ ม.๑ ถ.เทพกระษัตรี ต.เกาะแก้ว อ.เมือง จ.ภูเก็ตเก็บได้จากศาลาพระพุทธรูปของวัดศุกชีอ.เมือง จ.ภูเก็ต สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง “จานกลม หรือ เครื่องถ้วยยุโรป” จานกลม หรือ เครื่องถ้วยต่างชาติ เป็นจานทรงกลม ด้านในของขอบจานตกแต่งด้วยสีเขียวเป็นลายดอกไม้และใบไม้ ส่วนกลางของจานตกแต่งด้วยสีแดงเป็นรูปคนล่าสัตว์นั่งบนหลังช้าง เป็นรูปชายถือธนูกำลังล่าเสือและมีคนนั่งกางร่มให้อยู่ด้านหนัง ก้นจานมีตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า R.C. V.P.& Co.ตัวอักษรอยู่ระหว่างรูปอาวุธคล้ายกริชไขว้กัน และมีคำว่า “BHAMO” ตัวอักษร R.C. V.P.& Co.ย่อมาจากคำว่า R. CochranVerreville Pottery&Companyจานรูปแบบนี้ผลิตโดยบริษัทของR.Cochranซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ.๒๓๙๙ มีบริษัทตั้งอยู่ ณ เมืองกลาสโกว์ แถบสกอตแลนด์ประเทศอังกฤษ เครื่องถ้วยจากบริษัทแห่งนี้เป็นที่รู้จักในนาม “Britannia Pottery”โดยบริษัทปิดกิจการในปีพ.ศ.๒๔๗๘ สำหรับก้นจานมีตัวอักษรภาษาอังกฤษเขียนว่า “BHAMO” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกรูปแบบลวดลายของจานใบนี้ “BHAMO” คือ เป็นรูปคนล่าสัตว์ ซึ่งเป็นลวดลายที่ผลิตขึ้นเพื่อส่งมาขายยังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ “BHAMO” ยังเป็นชื่อเมืองพะโมซึ่งอยู่ในรัฐกะฉิ่นของประพม่าอีกด้วย สำหรับจานใบนี้พบในเขตอำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เป็นหลังฐานที่แสดงให้เห็นว่าชาวภูเก็ตมีความนิยมเครื่องยุโรป ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจออยู่หัว ช่วงรัชกาลที่ ๔ (พ.ศ.๒๓๙๔--๒๔๑๑) ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงที่มีการก่อตั้งบริษัทที่ผลิตเครื่องถ้วย “Britannia Pottery”โดยก่อตั้งตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๓๙๙และปิดกิจการในปีพ.ศ.๒๔๗๘ เอกสารอ้างอิง -Connie Rogers. “Transfer-Printed Rice Platesfor the South-East Asia Market,”Database Discoveries – Contribution # ๑๗Transferware Collectors Club:,๑-๗.


   ภาคอีสานนอกจากจะเป็นแหล่งข้าวชั้นดีของไทยแล้ว ยังเป็นแหล่งสืบสานวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับข้าวอันหลากหลาย โดยหนึ่งในนั้น คือ ประเพณี "บุญคูณลาน"หรือการสู่ขวัญข้าวของชาวอีสาน           คำว่า "คูณ"หมายถึง เพิ่ม หรือทำให้มากขึ้น ส่วนคำว่า "ลาน"คือ สถานที่กว้างๆ สำหรับนวดข้าว ซึ่งการนำข้าวที่นวดแล้วกองขึ้นให้สูง เรียกว่า "คูณลาน" สำหรับประเพณีบุญคูณลานจัดขึ้นในเดือนยี่ตามปฏิทินอีสานของทุกปี ทำให้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่างาน "บุญเดือนยี่"ซึ่งการทำบุญคูณลานของแต่ละพื้นที่จะไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับการเก็บเกี่ยวข้าวว่าจะเสร็จเมื่อไร วันที่จะขนข้าวขึ้นเล้า (ฉางข้าว) จะเป็นวันทำบุญคูณลานและทำที่นานั่นเลย           แต่ก่อนที่จะทำการนวดข้าวนั้นให้ทำพิธีย้ายแม่ธรณีออกจากลานเสียก่อน และบอกกล่าวแม่โพสพโดยมีเครื่องประกอบพิธี อาทิ ใบคูณ ใบยอ ยาสูบ เขาควายหรือเขาวัว หมาก ไข่ ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น จากนั้นเมื่อพร้อมแล้วก็จะบรรจุลงในก่องข้าว (หรือกระติ๊บข้าว) ยกเว้นน้ำและเขาควาย ซึ่งเรียกว่า"ขวัญข้าว"ก่อนเชิญแม่ธรณีออกจากลานและบอกกล่าวแม่โพสพ แล้วจึงนำเครื่องประกอบพิธีบางส่วน ไปวางไว้ที่หน้าลอมข้าว (กองข้าว) เสร็จแล้วเจ้าของนาก็ตั้งอธิษฐาน หลังอธิษฐาน แล้วก็ดึงเอามัดข้าวที่ฐานลอมข้าวออกมานวดก่อน แล้วเอาฟ่อนฟางข้าวที่นวดแล้วห่อหุ้มก่องข้าวมัดให้ติดกัน เอาไม้คันหลาวเสียบฟาง เอาตาแหลวผูกติดมัดข้าวที่เกี่ยวมาจากนาตาแฮกเข้าไปด้วย แล้วนำไปปักไว้ที่ลอมข้าวเป็นอันว่าเสร็จพิธี ต่อไปก็ลงมือนวดข้าวทั้งลอมได้เลย เมื่อนวดเสร็จก็ ทำกองข้าวให้เป็นกองสูงสวยงาม เพื่อจะประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว โดยเอาต้นกล้วย ต้นอ้อย และตาแหลวไปปักไว้ข้างกองข้าวทั้ง 4 มุม นำตาแหลวและขวัญข้าวไปวางไว้ยอดกองข้าวพันด้วยด้ายสายสิญจน์รอบกองข้าวแล้วโยงมายังพระพุทธรูป ถึง วันงานก็บอกกล่าวญาติพี่น้องให้มาร่วมทำบุญ นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วก็ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาประพรมน้ำมนต์ นำพระพุทธมนต์ไปรดกองข้าว วัว ควาย เมื่อเสร็จพิธีทางพระสงฆ์แล้วก็จะเป็นการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่ข้าว ซึ่งจะกระทำที่ลานนาหรือที่ลานบ้านก็ตามแต่จะสะดวก           หลังสู่ขวัญข้าวเสร็จก็จะเป็นการขนข้าวขึ้นยุ้ง ก่อนขนขึ้นยุ้งเจ้าของจะต้องไปเก็บเอาใบคูณและใบยอเสียบไว้ที่เสายุ้งข้าว ทุกเสา ซึ่งถือเป็นเคล็ดว่าขอให้ค้ำคูณยอ ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป และเชิญขวัญข้าวและแม่โพสพขึ้นไปยังเล้าด้วย       ที่มา : https://www.myfirstbrain.com/main_view.aspx?ID=76513




***บรรณานุกรม***  กรมศิลปากร บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศในศตวรรษที่ 17 เล่ม2 กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พ.ศ2513 พระนคร  โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว 2513



black ribbon.