ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,799 รายการ

         กรมศิลปากรแจ้งปรับเปลี่ยนเวลารายการ "ไขความรู้จากครูกรมศิลป์" เดิมจากวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น - ๑๑.๔๕ น. เป็น “วันพฤหัสบดี เวลา ๑๙.๐๐ น. - ๑๙.๔๕ น” สามารถติดตามชมผ่านทาง Facebook fanpage กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และกลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร รับชมรายการในเวลาใหม่ครั้งแรก วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๙ ในตอน “โบราณคดีกับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร”          ทั้งนี้ กรมศิลปากร โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ได้จัดโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook ของกรมศิลปากร เพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์ องค์ความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรม ออกสู่สาธารณชน โดยมีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร รวมทั้งข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมที่น่าสนใจของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร           ขอเชิญชวนผู้สนใจติดตามชมรายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” ถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts ทุกวันพฤหัสบดีที่ ๑ และ ๓ ของเดือน เวลา ๑๙.๐๐ น. - ๑๙.๔๕ น” ระหว่างเดือนมกราคม - กันยายน ๒๕๖๙


          กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงสมโภชพระพุทธสิหิงค์ เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีสมโภชและทรงสวมพระรัศมีทองคำประดับเพชรถวายพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รายการแสดงประกอบด้วย การแสดงระบำสัตตบุษย์มงกุฎแห่งวารี รำถวายมือองค์ปะตาระกาหลา และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดกษิรชลมณโฑ และสำนักการสังคีต ยังได้สร้างสรรค์การแสดงขึ้นใหม่ คือ การแสดงสมโภช ชุด “พระพุทธสิหิงค์ มิ่งมหามงคล” บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์ จัดให้ประชาชนได้ชมในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 น. ณ เวทีสังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร         ทั้งนี้ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ได้จัดการแสดงสมโภชที่มีความหลากหลาย จำนวน ๔ ชุด รายละเอียดการแสดงมีดังต่อไปนี้          ๑) การแสดงสมโภช ชุด “พระพุทธสิหิงค์ มิ่งมหามงคล”          เป็นการแสดงที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ เพื่อเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งประชาชนชาวไทยเคารพศรัทธา เชื่อมั่นว่าจะดลบันดาลความมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และช่วยบำบัดทุกข์โศก ตามตำนานกล่าวไว้ว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ลังกาได้สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช ๗๐๐ และอัญเชิญเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ ๓ แห่ง คือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์์  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, หอพระสิหิงค์  จังหวัดนครศรีธรรมราช และวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่           โดยการแสดงสมมติให้ผู้แสดงเป็นดั่งตัวแทนชาวไทยร่วมร่ายรำเป็นขบวนอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ จากสุโขทัยเข้ามาสู่กรุงเทพมหานคร เมื่อประดิษฐานแล้วจะเป็นการแสดงสมโภช จากภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และระบำสัตตบุษย์มงกุฎแห่งวารี แสดงโดยศิลปินของสำนักการสังคีต และยังได้รับความร่วมมือจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธรรมนิตย์  นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ และคณะ รวมถึงวงมังคละ จากจังหวัดสุโขทัย มาร่วมแสดงในชุดนี้ด้วย         ๒) ระบำสัตตบุษย์มงกุฎแห่งวารี          การแสดงชุดนี้ เป็นชุดที่นางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง กรมศิลปากร ออกแบบประดิษฐ์ท่ารำ และปรับคำร้องจากบทกวีนิพนธ์เรื่อง Lotus ของ Kelvin Brown ซึ่งคุณสุเพียงพิศ  ภูยาธร พรฤกษ์งาม ร้อยกรองเป็นภาษาไทย โดยมีนายไชยยะ ทางมีศรี ผู้ชำนาญการด้านดุริยางค์ไทย และศิลปินแห่งชาติ บรรจุเพลง ด้วยเนื้อหานั้นจะบรรยายถึงดอกบัวอันเป็นดอกไม้สวยงามกลางท้องน้ำที่บริสุทธิ์ ควรค่าสำหรับพุทธบูชา ซึ่งแม้ว่าดอกบัวจะเกิดจากเปือกตม แต่ก็สามารถผุดพ้นขึ้นมาเหนือน้ำยามรุ่งอรุณ เพื่ออวดความงามเปล่งปลั่งของกลีบ ดอก ใบ ก้าน และสี จึงเปรียบประดุจเป็นมงกุฎแห่งสายน้ำกลางแสงตะวัน          ๓) รำถวายมือองค์ปะตาระกาหลา (แต่งกายแบบชวา)    การแสดงชุดนี้สร้างสรรค์สร้างจากบทละคร เรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กำหนดให้ผู้แสดงแต่งกายแบบชวา เพื่อให้มีความกลมกลืนสอดคล้องกับทำนองเพลงไทยสำเนียงชวาที่ใช้บรรเลงและขับร้องประกอบการแสดง          ๔) โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดกษิรชลมณโฑ          การแสดงโขนในตอนนี้ แสดงให้เห็นถึงความรักของนางมณโฑผู้เป็นมารดาที่มีต่ออินทรชิตโอรสของตน โดยนางมณโฑนั้นได้รับพรจากพระอุมา ให้ตนเองมีน้ำนมที่สามารถรักษาพิษและรักษาแผลจากศาสตราวุธได้ หลังจากอินทรชิตต้องศรของพระลักษมณ์แล้ว อินทรชิตได้กลับไปดื่มนมจากนางมณโฑจึงสามารถถอนพิษจากศรของพระลักษมณ์ได้ ขอเชิญชวนผู้สนใจชมการแสดงสมโภชพระพุทธสิหิงค์ ในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 น. ณ เวทีสังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ชมฟรี!! ไม่เสียค่าใช้จ่าย


        กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงาน “แอ่วเวียงกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever“ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง - วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่         ภายในงานพบกับการแสดงโขน สุดตระการตา จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร, การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา สุดแสนอ่อนช้อยงดงาม, นิทรรศการ และ Workshop ธ สถิตในใจนิรันดร์, อาหารอร่อยจากทั่วเมืองเชียงใหม่ “กาดหมั้ว @ Love”, ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม, มินิคอนเสิร์ต จาก “ปิง ฟรุตตี้”, พลาดไม่ได้กับพิธีเปิดสุดอลังการ, ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงแสงสีแสง, จุดเช็คอินถ่ายภาพสุดประทับใจ         ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนหน้างาน พร้อมรับของที่ระลึก มีบริการจุดบริการจอดรถ และรถรับส่งฟรี ตลอดงาน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ โทร. 0 5322 2262


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก จังหวัดสุโขทัย จัดนิทรรศการสำหรับผู้มีอุปสรรคด้านการมองเห็น เป็นกิจกรรมเสริมสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มีอุปสรรคด้านการมองเห็น ครอบครัวและบุคคลทั่วไป สามารถเรียนรู้สื่อจัดแสดงในรูปแบบใหม่อย่างสร้างสรรค์และเพลิดเพลิน เปิดให้เข้าชมตั้งแต่บัดนี้ - ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙ วันพุธ - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น.  นิทรรศการแบ่งออกเป็น ๒ ชุด ได้แก่ นิทรรศการชุดที่ ๑ เรื่อง “สังคโลก” มีเนื้อหา ๓ ส่วน คือ ตัวต่อสามมิติของวัตถุทำเลียนแบบโบราณวัตถุประเภทเครื่องสังคโลก ได้แก่ กุณฑีเคลือบสองสี โคมไฟฉลุเคลือบ และจานสังคโลก, ตัวอย่างภาชนะดินเผาเลียนแบบสังคโลก เพื่อให้ผู้สัมผัสเรียนรู้ความแตกต่างของวัสดุ, มกร สัตว์ผสมที่ถูกนำมาใช้ตกแต่งสถาปัตยกรรมในสมัยสุโขทัย และนิทรรศการชุดที่ ๒ เรื่อง “พระพุทธรูปลีลา” มีเนื้อหาเป็นพระพุทธรูปลอยตัวสุโขทัยหมวดใหญ่ ซึ่งอ้างอิงจากพระพุทธรูปลีลาที่จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วยรูปปั้นย่อขนาดให้สัมผัส และการถ่ายภาพด้านหน้าเป็นภาพลายเส้นนูนหรือภาพนูนต่ำให้สัมผัสพร้อมชี้บอกจุดสังเกตทางประติมาณวิทยา สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐  ๕๕๖๔ ๑๕๗๑ เฟซบุ๊ก “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก : Sawanvoranayok National Museum” https://www.facebook.com/sawanvoranayok   


***บรรณานุกรม***  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระคาถาพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สังเขปพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 4  มูลนิธิภูมิพโลภิกขุพิมพ์ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 พลอดุลยเดช ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พุทธศักราช 2525 กรุงเทพฯ  โรงพิมพ์มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ 2525




ใบปลิว งานมหกรรมหุ่นฟ่างนกและงานกาชาด จังหวัดชัยนาท ครั้งที่ ๒๘ภาพรวมงานแถลงข่าว มหกรรมหุ่นฟ่างนก จังหวัดชัยนาท ครั้งที่ ๒๘ งานแถลงข่าวงานมหกรรมหุ่นฟ่างนกและงานกาชาด จังหวัดชัยนาท ครั้งที่ ๒๘ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ถ่ายภาพรวม งานแถลงข่าว มหกรรมหุ่นฟ่างนกและงานกาชาด จังหวัดชัยนาท ครั้งที่ ๒๘


งานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชรน­ั้นมีมานานคู่เมืองกำแพงเพชร โดยมีประเพณีจัดขึ้นในวันสารทไทยตรงกับวัน­แรม 15 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งชาวไทยที่นับถือพุทธศาสนา จะพร้อมใจกันกวนกระยาสารท ข้าวมธุปายาส หรือข้าวกระยาทิพย์ ข้าวยาคู น้ำผึ้ง น้ำตาล และกล้วยไข่ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจและสัญญาลักษณ์ของจังหว­ัดกำแพงเพชร ไปทำบุญตักบาตรถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ วัดอารามต่างๆ และกลางคืนจะมีการทอดผ้าป่าแถว พร้อมการละเล่นพื้นบ้าน


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการ “ตามรอยเสด็จพระราชดำเนินสู่ล้านนา” ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ได้ทรงเปิด “หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่” และ “พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2556 เวลา 09.10 น. ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จถึงหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จากนั้น อธิบดีกรมศิลปากร เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือประกอบนิทรรศการ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรและของที่ระลึก ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับการจัดนิทรรศการ “ตามรอยเสด็จพระราชดำเนินสู่ล้านนา” นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา และหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ต่อจากนั้นทรงพระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้มีอุปการคุณและผู้สนับสนุนการดำเนินงานจำนวน 100 ราย จากนั้นทรงเสด็จฯ ไปยังหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการ “ตามรอยเสด็จพระราชดำเนินสู่ล้านนา” เสด็จฯ ไปยังที่ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระศรีสวรินทรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะ ทอดพระเนตรนิทรรศการ จากนนั้นทรงเสด็จฯ ไปยังหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ทรงตัดแถบแพรเปิดหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ทอดพระเนตรนิทรรศการ จากนั้นทรงประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่งไปยังพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ทรงตัดแถบแพรเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา เสด็จเข้าภายในพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ทอดพระเนตรนิทรรศการ ทรงลงพระนามาภิไธยในแผ่นศิลา และเสด็จออกจากพิพิธภัณฑ์ฯ เวลา 11.30 น. ทั้งนี้ มีข้าราชการ พสกนิกรร่วมให้การต้อนรับเสด็จเป็นจำนวนมาก หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา เทศบาลนครเชียงใหม่ สำรวจหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา เพื่อที่จะทำการปรับปรุง เนื่องจากเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน ศิลปะล้านนาโดดเด่นที่ความงดงามและมีรูปแบบที่หลากหลาย สะท้อนภูมิปัญญาและความหมายที่แฝงเร้นมากับคติความเชื่อของบรรพชนล้านนา เมื่อเทศบาลนครเชียงใหม่ได้วางแนวทางการพัฒนาพื้นที่กลางเวียงเชียงใหม่เพื่อเป็นสถานที่ส่งเสริมการเรียนรู้ โดยสร้างหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ขึ้น ณ บริเวณอาคารศาลากลางเดิม เป็นสถานที่ให้ความรู้ภาพรวมของเอกลักษณ์สิ่งดีงาม คติความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของคนเมืองเชียงใหม่ พื้นที่บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านอัยการเดิมซึ่งอยู่ติดกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ได้สร้างหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ บริเวณที่ตั้งของอาคารศาลแขวงเดิมได้จัดสร้างเป็นหอศิลป์ล้านนา เพื่อจัดแสดงเรื่องราวของประวัติศาสตร์ด้านศิลปะของอาณาจักรล้านนา และภูมิปัญญาทางศิลปะของผู้คนในอาณาจักรล้านนาจากอดีตถึงปัจจุบัน ที่ตั้งของอาคารหอศิลป์ล้านนาในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของคุ้มกลางเวียง เชื่อว่าเป็นส่วนที่ตั้งของ “วังหน้า” เพราะเป็นมรดกของเจ้าอุปราชสุริยะ เดิมเจ้าอุปราชสุริยะเตรียมถวายให้ใช้เป็นที่ทำการเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ ร.ศ.118 (พ.ศ.2442) แต่เนื่องจากเจ้าจอมมารดาดารารัศมีได้มีพระประสงค์ทูลเกล้าฯ ถวายคุ้มกลางเวียงบางส่วนที่เป็นมรดกของพระองค์ให้รัฐบาลเพื่อจัดสร้างศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ(ปัจจุบันเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่) ดังนั้น คุ้มส่วนนี้จึงตกทอดเป็นมรดกแก่เจ้าน้อยเลาแก้ว(เจ้าราชบุตร) ต่อมาทางราชการขอซื้อเพื่อก่อสร้างที่ทำการศาลแขวง จังหวัดเชียงใหม่ แทนหลังเดิมซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงสะพานนวรัฐ พื้นที่ส่วนนี้มีเนื้อที่ 6 ไร่ 2 ตารางวา ทั้งหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ และหอศิลป์ล้านนา เป็นกิจกรรมที่หนุนเสริมกันและมีพื้นที่ต่อเนื่องกัน โน้มนำการอนุรักษ์พัฒนาพื้นที่กลางเมืองเก่าเชียงใหม่ให้มีทิศทางที่เหมาะสมและเป็นการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อเป็นการโน้มนำการพัฒนาเชียงใหม่ไปสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน การปรับปรุงหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนาเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ที่ให้สาระความรู้ สร้างภาพพจน์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพักอาศัยอยู่ในเชียงใหม่นานขึ้น ให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทางด้านศิลปะและภูมิปัญญาศิลปะของล้านนาที่เป็นรากฐานของเมืองเชียงใหม่ และเข้าใจในคุณค่าของเมืองอย่างแท้จริง เป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลป์และภูมิปัญญางานศิลป์ของล้านนา กระตุ้นให้คนในท้องถิ่นมีความภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนและเกิดจิตสำนึกในการดูแลรักษาเมืองในระยะยาว โดยเชื่อมโยงกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่และหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ และเพื่อโน้มนำการพัฒนาของภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่เขตเมืองอนุรักษ์ให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำกิจการที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์เมือง รวมทั้งพัฒนาพื้นที่บริเวณใจกลางเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ให้เกิดคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์เมืองในระยะยาว เมื่อปลายปี 2555 เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ทำการเปิดหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ให้กับชาวเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ได้รับชม และศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทยเข้ารับชมและ ศึกษาประวัติสาสตร์อย่างมากมาย อีกทั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ยังมีโครงการนำนักเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ เข้าศึกษาดูงานด้านประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ วิถีชีวิตของชาวล้านนา พิธีกรรม สถาปัตยกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เยาวชนได้ศึกษาถึงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชาวล้านนา เพื่อการอนุรักษ์ และสืบทอดต่อไป


วัสดุ หินทราย แบบศิลปะ ศิลปะทวารวดี อายุสมัย อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 13-15 (ประมาณ 1,100–1,300 ปีมาแล้ว) สถานที่พบ พบที่บ้านเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด นายวีระ วุฒิจำนงค์ มอบให้เมื่อ 11 เมษายน 2538 หินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหนึ่งแกะเป็นรูปเครื่องประดับลึกลงไปในเนื้อหินเป็นรูปตุ้มหูรูปกลม 3 อัน ตุ้มหูคล้ายดาวหรือกลีบดอกไม้หกแฉก และตุ้มหูรูปดอกไม้มีขอบเป็นหยัก ลักษณะเป็นช่อคล้ายฉัตรขนาดเล็ก แม่พิมพ์แต่ละอันต่อกับร่องหรือก้านสำหรับเทน้ำโลหะ ลักษณะเป็นแม่พิมพ์แบบประกบกัน 2 ชิ้น ใช้หล่อเครื่องประดับในชีวิตประจำวันซึ่งทำมาจากทอง เงิน ดีบุก เช่น ตุ้มหู และเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ รูปแบบของเครื่องประดับเหล่านี้ แม้จะเริ่มทำมาตั้งแต่สมัยฟูนันราวพุทธศตวรรษที่ 8 แล้วก็ตาม แต่ความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปแบบนั้นมีน้อยมาก


โครงการสำรวจเอกสารโบราณ วันพุธที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ วัดไทรงาม ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง


วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ องค์การบริหารส่วนตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ได้รับแจ้งจากอำเภอปราสาทว่าจะทำการถ่ายทำวิดีทัศน์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของอำเภอ โดยเข้าถ่ายทำ  ณ  โบราณสถานปราสาททนง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และขอความอนุเคราะห์สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ส่งบุคลากรร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานดังกล่าว โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ มอบหมายให้นายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ไปควบคุมและให้ข้อมูล


จัดแสดงภูมิปัญญาไทยพื้นถิ่น สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น เตาเชิงกราน หม้อดินเผา กระจ่า กระบวย ฯลฯ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา เช่น ไถ คราด ฯลฯ เครื่องประกอบอาชีพเสริม เช่น อุปกรณ์ปั้นหม้อดินเผา เครื่องทอผ้า เครื่องหีบอ้อย ฯลฯ เครื่องมือในการประมง เช่น ชะนาง สุ่ม ตุ้ม ข้อง กระชัง ฯลฯ และพาหนะในการเดินทาง เช่น เกวียน หรือระแทะ เป็นต้นการละเล่นพื้นบ้านจัดแสดงเครื่องการละเล่นต่างๆ ของเด็กไทยสมัยก่อน เช่น เดินกะลา หมากเก็บ ลูกหิน กระโดดเชือก ลูกข่าง ไม้หึ่ง ว่าว เป็นต้น


เลขทะเบียน : นพ.บ.1/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  50 หน้า  ; 4.5 x 57 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากบอกชื่อคัมภีร์ 1 แผ่น ชื่อชุด : มัดที่ 1 (1-10) ผูก 3หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม   


black ribbon.