ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,907 รายการ

          พระวิษณุและกลุ่มเทวรูปบริวาร จากเขาพระนารายณ์ ได้ถูกบันทึกไว้ในจดหมายเหตุเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๒๘ ของพระบรมโอรสาธิราช (พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖) ถึงเรื่องการเคลื่อนย้ายจากยอดเขาเวียง มาอยู่บริเวณที่พระนารายณ์ (โคนต้นตะแบก) ว่า "...เทวรูปนี้เดิมอยู่บนเขาเวียง บนนั้นยังมีฐานก่อด้วยอิฐปรากฎอยู่ ครั้นพม่ามาตีเมืองไทย ได้ลงมาที่เขาเวียง ยกเทวรูปลงมาได้ถึงที่เนินนี้ ตั้งใจจะไปทางแม่น้ำ เผอิญเกิดฝนตกห่าใหญ่ พม่าจึงต้องทิ้งเทวรูปไว้ หนีเอาตัวรอด ... "              ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๐๙ จากการสร้างทางหลวงสาย ๔๐๑ สุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า ทำให้มีคนร้ายเข้ามาทุบสกัดพระพักตร์ฤาษีมารกัณเฑยะ และพระนางภูเทวีไป โดยนำส่วนพระองค์ของนางภูเทวีไปทิ้งในหนองน้ำ (ชาวบ้านได้มาพบส่วนพระองค์ของนางภูเทวีช่วงหน้าแล้งของปีพ.ศ. ๒๕๑๐ จึงได้นำไปไว้ที่วัดนารายณิการาม) จากเหตุการณ์นี้ทำให้หน่วยศิลปากรที่ ๘ นครศรีธรรมราช ได้นำเทวรูปพระวิษณุ ฤาษีมารกัณเฑยะ และจารึกเมืองตะกั่วป่า (จารึกหลักที่ ๒๖) ไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช             ในปีพ.ศ. ๒๕๑๖ กรมศิลปากรได้รับการติดต่อจากร้านขายของเก่าในประเทศอังกฤษ ว่าต้องการส่งมอบคืนพระพักตร์นางภูเทวีซึ่งทราบว่าเป็นของที่ถูกโจรกรรมมา                     สำหรับระบบบริวารของพระวิษณุตามคัมภีร์ไวขณสมาคม รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี จากภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้ข้อมูลไว้ ดังนี้ ที่มาข้อมูล เชษฐ์ ติงสัญชลี.  พระวิษณุจากตะกั่วป่า.  สไลด์ประกอบการบรรยายวิชาการ เรื่อง พระวิษณุบนคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๓. บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ.  ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ.  กรุงเทพฯ : สมาพันธ์,  ๒๕๕๒.






ชื่อเรื่อง                     ประวัติพระแท่นศิลาอาสน์ และ ประวัติเมืองทุ่งยั้ง, เวียงท้าวสามล เวียงเจ้าเงาะ ในจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้แต่ง                       สงัด รอดมัน เปรียญประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ศาสนาเลขหมู่                      294.3135 ส148ปสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์เลี่ยงเชียงปีที่พิมพ์                    2479ลักษณะวัสดุ               52 หน้า หัวเรื่อง                     พระแท่นศิลาอาสน์                                  อุตรดิตถ์ -- ประวัติศาสตร์      ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก                   เนื้อหาภายในประกอบด้วยประวัติพระแท่นศิลาอาสน์ และ ประวัติเมืองทุ่งยั้ง, เวียงท้าวสามล เวียงเจ้าเงาะ ในจังหวัดอุตรดิตถ์



สรีดภงส์ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างไปประมาณ ๒.๓ กิโลเมตร บริเวณส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาประทักษ์อันเป็นแหล่งที่อุดมด้วยพืชพรรณไม้ต่าง ๆ รวมทั้งพืชสมุนไพร และเป็นพื้นที่เปรียบเสมือนหลังคาที่สามารถรองรับน้ำฝนได้อีกด้วย . จากความชาญฉลาดของคนสุโขทัยในอดีตจึงรู้จักสร้างคันดินกั้นน้ำขนาดใหญ่ในระหว่างหุบเขากิ่วอ้ายมาถึงเขาพระบาทใหญ่อันเป็นที่รวมของน้ำจากโซกต่าง ๆ ตามบริเวณเขาถึง ๑๗ โซก เป็นคันดินสำหรับผันแปรทิศทางของน้ำ ที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่าคือ สรีดภงส์ ที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกที่ ๑ น้ำจาก สรีดภงส์จะถูกระบายไปตามคลองเสาหอ เพื่อเข้าไปใช้อุปโภคบริโภคภายในเมือง โดยระบายเข้าสู่เมืองตรงมุมตะวันตกเฉียงใต้ . สรีดภงส์ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยกรมชลประทานร่วมกับกรมศิลปากร ให้มีความสูงและแข็งแรงกว่าเดิมสำหรับใช้กักเก็บน้ำ มีความสูงประมาณ ๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร


เลขทะเบียน : นพ.บ.120/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  60 หน้า ; 4.5 x 55.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 68 (220-224) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อผู้แต่ง           พระมหาพิจิตร ชื่อเรื่อง            ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย ครั้งที่พิมพ์        พิมพ์ครั้งที่ ๑ สถานที่พิมพ์      กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       ประจักษ์การพิมพ์ ปีที่พิมพ์            ๒๕๑๘              จำนวนหน้า       ๕๑ หน้า หมายเหตุ  พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ จ.ส.ต.ผัน  พงศ์สิฎานนท์ ณ ฌาปนสถาน กองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๑๘                 หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปริพพานไปแล้ว พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศอินเดียอันเป็นแหล่งกำเนิดของตนอยู่เป็นเวลานาน สาเหตุสำคัญคือ เพราะพระเจ้าอโสกมหาราช แห่งราชวงศ์เมาริยะ ซึ่งตั้งอยู่แคว้นมคธในสมัยนั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และพระองค์ได้ทรงอุปถัมป์พระพุทธศาสนาโดยประการต่าง ๆ เช่น ได้ทรงอุปถัมภ์สังคายนา ครั้งที่ ๓ ในปีพ.ศ. ๒๓๔ อันเป็นสังคายนาที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์สมัยพระพุทธศาสนา


ฤกษ์ยามและเวทมนต์คาถา ชบ.ส. ๘ เจ้าอาวาสวัดรังษีสุทธาวาส ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๙ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.18/1-4 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : วิวัฒนาการการปกครองของจีนชื่อผู้แต่ง : ธีระวิทย์ปีที่พิมพ์ : 2509 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์ของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยจำนวนหน้า : 410 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาครอบคลุมการปกครองของจีนและญี่ปุ่น ทั้งในอดีตจนถึง พ.ศ. 2509 ซึ่งถือเป็นตำราวิชาการประวัติศาสตร์ของจีนที่นำไปใช้อ้างอิงต่อไปได้



          ตุ๊กตาสังคโลก เป็นสังคโลกประเภทหนึ่งที่พบมากในแหล่งโบราณคดีที่ปรากฏหลักฐานการพบเครื่องสังคโลก นิยมปั้นเป็นรูปบุคคลในอิริยาบถต่าง ๆ เช่น สตรีอุ้มเด็ก บุคคลขี่กระบือ และรูปสัตว์ อาทิ ช้าง วัว นก แม่ไก่กับลูก           ตุ๊กตาสังคโลกเป็นหลักฐานหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของคนในสมัยสุโขทัยได้ชัดเจนมากขึ้น อาทิ การแต่งกาย การเลี้ยงสัตว์ สัตว์พาหนะ นอกจากนี้ ยังสะท้อนความเชื่อและการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากดินแดนใกล้เคียงด้วย ตัวอย่างเช่น ตุ๊กตาสังคโลกที่มีการผสมระหว่างคนและสัตว์นั้น ในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเคยมีพระวินิจฉัย เรียกว่า นรสิงห์ เป็นสัตว์ผสมที่มีศีรษะเป็นคนสวมเครื่องประดับศีรษะ มีลำตัวเป็นสิงห์ ซึ่งปรากฏในตำนานของชาวมอญแถบ เมืองสะเทิมในประเทศพม่า           ปัจจุบัน เรายังไม่พบหลักฐานที่สามารถชี้ชัดได้ว่าตุ๊กตาสังคโลกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร มีผู้สันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อเป็นของเล่น หรือใช้ในพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์โดยใช้ตุ๊กตาเป็นตัวตายตัวแทน เมื่อเสร็จพิธีก็จะหักคอ แขน หรือขาของตุ๊กตา หรือที่คนไทยมักเรียกกันว่า ตุ๊กตาเสียกบาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หน้าที่การใช้งานที่แท้จริงของตุ๊กตาสังคโลกก็ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องศึกษาหาคำตอบต่อไป ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก


กุฏิลาย วัดราษฏร์ประดิษฐ์ วัดราษฎร์ประดิษฐ์ ตั้งอยู่บ้านกระเดียน ตำบลกระเดียน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ประวัติการก่อตั้งชุมชน กล่าวว่า ชุมชนบ้านกระเดียนก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายถิ่นมาจากบริเวณจังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน เมื่อประมาณช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อว่า บ้านกระเบียน หรือกระด้งขนาดเล็ก ด้วยในพื้นที่มีต้นไผ่จำนวนมาก และชาวบ้านได้นำมาสานเป็นเครื่องจักสาน จนเป็นที่รู้จัก ซึ่งในภายหลังได้มีการเพี้ยนจากบ้านกระเบียนเป็นบ้านกระเดียน และเรียกสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน วัดราษฎร์ประดิษฐ์ ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2370 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2470 มีเสนาสนะที่สำคัญได้แก่ อุโบสถ (สิม) ศาลาการเปรียญ(หอแจก) กุฏิลาย นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญที่ได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เช่น พระพุทธรูปแกะสลักจากไม้ หีบไม้สำหรับเก็บคัมภีร์และตำรา เป็นต้น กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ เล่มที่ 118 ตอนพิเศษ 124ง ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2544 กุฎิลาย เดิมจากคำบอกเล่ากล่าวว่าเป็นกุฏิ 3 หลัง ปัจจุบันเหลือเพียง 2 หลัง เป็นอาคารใต้ถุนสูง แต่ละหลังมีเสาจำนวน 12 ต้น หันหน้าไปทางทิศตะวันตกอันเป็นทิศเดียวกับศาลาการเปรียญ (หอแจก)และอุโบสถ (สิม) ตัวอาคารใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก แต่ละหลังเป็นอาคารหลังคาทรงจั่ว ประดับโหง(ช่อฟ้า) ใบระกา หางหงส์ สำหรับกุฎิหลังทิศใต้บริเวณกลางสันหลังคามีการประดับช่อฟ้า ส่วนหน้าบันมีการทาสีประดับกระจกสวยงาม โดยหลังด้านทิศเหนือ หน้าจั่วเป็นจั่วลูกฟัก ทาสีประดับกระจก หลังคาจะยาวเลยส่วนล่างของหน้าจั่วลงมา และมีปีกนกคลุมใต้จั่วทั้งด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ส่วนหลังทิศใต้เป็นจั่วรูปพระอาทิตย์ทาสีและประดับกระจกเช่นกัน ทำปีกนกรับหลังคาสามด้าน ยกเว้นด้านทิศตะวันตกซึ่งมีการต่อพาไลหรือเทิบยาวใต้จั่วเพื่อรับส่วนชานของอาคาร เดิมกุฏิลายมุงด้วยกระเบื้องไม้หรือแป้นเกล็ด ในภายหลังชาวบ้านจึงได้เปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาเป็นสังกะสีซึ่งหาง่ายและมีราคาถูกกว่า เมื่อสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี ดำเนินการบูรณะในปี พ.ศ. 2556 ได้เปลี่ยนกลับหลังคาเป็นกระเบื้องไม้หรือแป้นเกล็ดเช่นเดิมเมื่อแรกสร้าง กุฏิลายสองหลังนี้ถูกสร้างเจตนาให้เชื่อมต่อประโยชน์ระหว่างกัน กล่าวคือ หลังด้านทิศใต้ ซึ่งไม่มีผนังหรือเป็นอาคารโล่งมีบันไดทางขึ้นด้านหน้าทั้งฝั่งด้านทิศเหนือและใต้ ส่วนกุฏิหลังทิศเหนือนั้นไม่มีบันไดขึ้นหาอาคารได้โดยตรง หากแต่มีประตูที่บริเวณกลางผนังด้านทิศใต้ซึ่งติดต่อกับกุฏิหลังทิศใต้ นั่นหมายความว่าหากต้องการไปยังกุฏิหลังทิศเหนือต้องขึ้นบันไดและผ่านมาจากกุฏิหลังทิศใต้นั่นเอง เมื่อพิจารณาจากลักษณะของกุฏิทั้งสองหลังที่หากเปรียบกับเรือนไทยภาคกลางจะเห็นได้ว่า กุฏิหลังทิศใต้ทำหน้าที่เป็นเรือนชานของกลุ่มเรือน ใช้ประโยชน์ในการพบปะกับผู้มาติดต่อหรือวางสิ่งของที่ไม่ใช่ของใช้ส่วนตัว หากแต่กุฏิหลังทิศเหนือนั้น มีลักษณะความยาวตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก เป็นอาคารสามห้อง แต่ละห้องที่ผนังด้านทิศเหนือมีหน้าต่างห้องละ 1 บาน ส่วนผนังด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเจาะช่องหน้าต่างด้านละหนึ่งบาน ส่วนตัวเรือนของกุฏิหลังทิศเหนือมีความมิดชิด ผนังทั้งสี่ด้านเป็นผนังปิดด้วยฝาสายบัวประดับตกแต่งด้วยการทาสี กุฏิหลังทิศเหนือจึงน่าจะใช้เป็นส่วนจำวัดของพระภิกษุสงฆ์ วัดราษฏร์ประดิษฐ์มีโบราณสถานที่สำคัญหลายหลัง ซึ่งจะได้นำมาเสนอให้แก่ผู้ติดตามในโอกาสต่อไปนะคะ ........................................................................................................................................ นางสาวสิริพัฒน์ บุญใหญ่ นักโบราณคดีชำนาญการ ผู้เรียบเรียง อ้างอิง http://kradian.go.th/th/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี .รายงานการบูรณะโบราณสถานกุฏิไม้ วัดราษฎร์ประดิษฐ์ บ้านกระเดียน ตำบลกระเดียน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี,พ.ศ. 2556  


black ribbon.