ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 37,843 รายการ

ชื่อเรื่อง                             มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาดก) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ทสพร-นครกัณฑ์) อย.บ.                                423/3ประเภทวัสดุ/มีเดีย          คัมภีร์ใบลาน หมวดหมู่                          พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                     46 หน้า : กว้าง 4.5 ซม.  ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                             พุทธศาสนา--การศึกษาและการสอน                                           ชาดกบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน  เส้นจาร ฉบับล่องชาด ทองทึบ รักทึบ ลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี  


องค์ความรู้ตอนที่ 2 ที่นำเสนอในวันนี้มีชื่อว่า "Ep.2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ?" นำเสนอเกี่ยวกับชื่อ “ลังกาสุกะ” ที่ปรากฏในเอกสารโบราณต่างๆ และสันนิษฐานว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณยะรัง ลังกาสุกะ เป็นชื่อเมืองที่ปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณ กล่าวกันว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 21 ผลจากการศึกษาเอกสารโบราณ นักวิชาการได้สรุปในเบื้องต้นว่าที่ตั้งของเมืองลังกาสุกะนั้นตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายูโดยมีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนใต้และบริเวณเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าลังกาสุกะนั้นตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณยะรัง แต่ทั้งนี้การศึกษาเรื่องเอกสารโบราณยังมีข้อถกเถียงอีกมากมายหลายประการ การนำเสนอองค์ความรู้ในครั้งนี้เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่งในการศึกษาเมืองลังกาสุกะที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูลทางด้านวิชาการถือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ แต่ทั้งนี้ การศึกษาเอกสารโบราณ ยังมีปัญหาอีกมากในการนำมาใช้งาน ทั้งการอ่านหรือแปลความ หรืออคติของผู้เขียนเอง ดังนั้น การศึกษาเอกสารโบราณเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตีความทางด้านโบราณคดี --------------------------- Ep1 เมืองโบราณยะรัง : เมืองโบราณสำคัญในพื้นที่ 3  จังหวัดชายแดนใต้ https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/628320109334790 Ep2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ? Ep3 เมืองโบราณยะรัง : การดำเนินงานทางด้านโบราณคดี Ep4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ EP5 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR) Ep6 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณอ่าวปัตตานี --------------------------- อ้างอิง กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร. พัฒนาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ๓ จังหวัดชายแดนใต้. สงขลา : สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา, ๒๕๖๕. อมรา ศรีสุชาติ.ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร,๒๕๕๗. --------------------------- ข้อมูลการศึกษาลังกาสุกะเพิ่มเติม  Gustaaf Schlegel, “Geographical Notes  Lang-ga-siu or Lang-ga-su and Sih-lan shan Ceylon, in T’uong Pao vol.9 No.3 (1898), 191-200  Ed. Huber, “Reviewed Work: En Oud-Javaansch geschiedkundig gedicht uit het bloeitijdperk van Madjapahit by H. Kern”in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient Vol.4, No. 1/2 (janvier-juin 1904), 474-475  Paul Pelliot, Deux itinéraires de Chine en Inde à la fin du VIIIe siècle in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient ,1904 vol 4, 131-413  G.E. Gerini, “The Nagarakretakama list of the countries on the Indo-Chinese mainland” in Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain & Ireland, (1905), 485-511  Charles Otto Blagden, “Siam and the Malay peninsula” in Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain & Ireland, (1906), 107-119  G.P. Rouffaer, Was Malaka Emporium Voor 1400 A. D., Genaamd Malajoer? En Waar Lag Woerawari, Ma-Hasin, Langka, Batoesawar? in Bijdragen tot de taal-, land- en volkenkunde, deel Ixxvii (1921), 359-569   W. Linehan, “Langkasuka The Island of Asoka” in Journal of the Malayan Branch of the Royal Asiatic Society, Vol. 21, No. 1 (144) (April 1948), pp. 119-123.  G. Ferrand, “Le Melaka, Le Melayur” in Journal Asiatique (paris), 1918, 391-484.   George Coedes, “Le royaume de Crivijaya” in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient ,1918 vol XVIII,no.6, 1-36. and Les états hindouisés d'Indochine et d'Indonésie (Paris : De Boccard, 1964)  Roland Braddell, “Notes on Ancient Times in Malaya - Langkasuka and Kedah” in Journal of the Malayan Branch of the Royal Asiatic Society, Vol. 23, No. 1 (151) (February, 1950), 1-36.  Paul Wheatley, “Langkasuka” in The Golden Khersonese (Kuala Lumpur : University of Malaya Press, 1961), 252 - 267.



          พลับพลาที่ประทับ สถานีรถไฟบางปะอิน ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงราวปี พ.ศ.2434-2439 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้สร้างทางรถไฟสายเหนือ กรุงเทพ-โคราช ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟสายแรกในประเทศไทยไม่เพียงแต่รูปแบบของสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแล้ว ภายในยังถูกประดับดับตกแต่งด้วยงานศิลปกรรมที่สวยงามและประณีต ประกอบด้วย งานแกะสลักไม้ งานปิดทอง และงานกระจกเขียนสี หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่ากระจกสเตนกลาส ณ เวลานี้ อาคารหลังนี้มีอายุราว 130 กว่าปี ซึ่งควรถึงแก่เวลาในการอนุรักษ์ตัวอาคารและกระจกสเตนกลาส ซึ่งเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานของวัสดุ รวมถึงปัจจัยภายนอก          เมื่อวันที่ 12-16 มิถุนายน 2566 สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยาจึงได้ดำเนินการสำรวจและบันทึกสภาพความเสียหายอย่างครบถ้วนโดยวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ก่อนดำเนินการรื้อถอนกระจกสเตนกลาสถอดเก็บเพื่อดำเนินการอนุรักษ์ตัวอาคารและกระจกสเตนกลาสต่อไป การดำเนินงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย - สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา -  การรถไฟแห่งประเทศไทย - รองศาสตราจารย์ จักรพันธ์ วิลาสินิกุล และอาจารย์สวรรยา จันทรสมัยสตูดิโอแก้ว คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร - Jerry Cummins & Jill Stehn Pty. Ltd.           จากการตรวจสอบสภาพของกระจกสเตนกลาสโดยสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา และผู้เชี่ยวชาญด้านงานอนุรักษ์กระจกสเตนกลาสจากประเทศออสเตรเลีย สตูดิโอแก้ว จากคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาศิลปากร พบว่า รางตะกั่วซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่จะประคองชิ้นกระจกให้ยึดติดบนผนังได้นั้นเสื่อมสภาพลง รวมถึงชิ้นกระจกบางส่วนได้แตกและหลุดหาย จึงทำให้น้ำฝนสามารถไหลผ่านเข้าตัวอาคารได้ และมีโอกาสที่งานศิลปกรรมจะเสืยหายโดยง่ายในอนาคตที่มาของข้อมูล : Facebook สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา https://www.facebook.com/100064413381094/posts/pfbid0DvgL3Yve5YBBjdcENx3VqkZ1zhCAHrGLBptM1uVmkZ3ZiA3ig5YdxcEqp382W9eKl/


องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “วันสุนทรภู่ 26 มิถุนายน” วันสุนทรภู่ หมายถึง วันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวัง ซึ่งมีผลงานด้านบทกลอนที่มีคุณค่าแก่แผ่นดินเป็นจำนวนมาก สุนทรภู่ เกิดวันจันทร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2329 ณ บริเวณด้านเหนือของพระราช วังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ส่วนมารดาไม่ทราบแน่ชัดว่า เป็นคนจังหวัดใด สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เมื่อท่านเกิดได้ไม่ถึงหนึ่งขวบ บิดามารดาได้หย่าร้างกัน บิดากลับไปบวชที่วัดป่า อำเภอแกลง ส่วนมารดาได้ถวายตัวเป็นแม่นมของพระธิดาในกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข สุนทรภู่อยู่กับมารดา เข้าเรียนที่สำนักวัดชีปะขาวหรือวัดศรีสุดาราม มีความรู้จนได้เป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ด้วยความไม่ชอบงานเสมียน ทำได้ไม่นานก็ลาออก สุนทรภู่อยู่ในวังกับมารดา จนอายุได้ 20 ปี ได้ลอบรักใคร่กับสาวชาววัง ชื่อ จัน จนถูกลงโทษจองจำและถูกโบย เมื่อพ้นโทษ ได้กลับไปหาบิดาที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง และแต่งงานกับจัน แต่อยู่กันไม่นานก็เกิดระหองระแหง คงเป็นเพราะสุนทรภู่เมาสุราอยู่เป็นนิตย์ จึงได้เลิกหย่าร้างกัน ในสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด ในสมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ถูกกล่าวหา ด้วยเรื่องเสพสุรา และเรื่องอื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร ต่อมาสุนทรภู่ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ บวชใหม่ถึง 2 ครั้ง แล้วลาสิกขาบทถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ) ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร เจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระบวรราชวัง ในปี พ.ศ. 2394 รับราชการอยู่ 4 ปีก็ถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ผลงานของสุนทรภู่มีนิราศ 9 เรื่อง นิทาน 5 เรื่อง สุภาษิต 3 เรื่อง บทละคร 1 เรื่อง บทเสภา 2 เรื่อง และบทเห่กล่อม 4 เรื่อง ในปี พ.ศ. 2529 ในโอกาสครบรอบ 200 ปี สุนทรภู่ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นกวีเอกของโลก เพื่อรำลึกถึงสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้วันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันที่รำลึกถึงสุนทรภู่ มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไว้ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง อ้างอิง : ประชิด สกุณะพัฒน์ ผศ., อุดม เชยกีวงศ์. วันสำคัญ. กรุงเทพฯ : ภูมิปัญญา, 2549. บุญเติม แสงดิษฐ์. วันสำคัญ. กรุงเทพฯ : พัชรการพิมพ์. 2541. ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี



ชื่อเรื่อง: เหตุการณ์ตอนต้นรัชชกาลที่ ๔ ผู้แต่ง: ราชบัณฑิตยสภา ปีที่พิมพ์: พ.ศ. ๒๔๗๕ สถานที่พิมพ์: พระนคร สำนักพิมพ์: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร จำนวนหน้า: ๗๔  หน้า  เนื้อหา: เหตุการณ์ตอนต้นรัชชกาลที่ ๔ เล่มนี้ จัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิ์สโมสร ณ พระเมรุวัดเทพศิริน    ทราวาส ปีวอก พ.ศ.๒๔๗๕ โดยราชบัณฑิตยสภาได้พิจารณาคัดความตอนที่ขาดจากพระราชพงศาวดารรัชชกาลที่ ๔ มาบูรณะให้ความติดต่อกันตลอดเรื่อง เนื้อหาเริ่มด้วยพระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร คำแปลคาถา คำประกาศ ต่อจากนั้นเป็นส่วนของเนื้อความบันทึกเล่าเรื่องเปลี่ยนรัชชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยไปเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทวาวงศที่วัดบวรนิเวศน์ ตั้งการพิธีลาพระผนวช ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จารึกพระสุพรรณบัฏ พระราชพิธีบรมราชาภิเศก เจ้าพระยาคลัง (ดิศ) ว่าที่สมุหะพระกลาโหมกราบบังคมทูล ข้าราชการฝ่ายในถวายตัว เสด็จเลียบพระนครทางสถลมารค พระราชพิธีบวรราชาภิเศก และเสด็จเลียบพระนคร เป็นต้น นับว่าเป็นหนังสือหายากที่ทรงคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ทำให้ทราบเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคสมัยนั้น สามารถใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยได้อย่างดียิ่งเลขทะเบียนหนังสือหายาก: ๑๐๒๘ เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์: E-book ๒๕๖๖_๐๐๒๑ หมายเหตุ: โครงการจัดเก็บและอนุรักษ์หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุ และเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ (ไฟล์ดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์เท่านั้น)


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช จัดการบรรยายทางวิชาการออนไลน์สาธารณะ ประจำปี พ.ศ.2566  "คนพิพิธภัณฑ์อยากจะเล่า" ครั้งที่ 9 ขอเชิญร่วมฟังเรื่องเล่า ในหัวข้อ "การทำนิทรรศการและการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร" เล่าเรื่องโดย นางสาววัชรี ชมภู ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน 2566 ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป           ผู้สนใจสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live : Thalang National Museum พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง


          ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุทำให้เราทราบว่า การสร้างโครงข่ายเส้นทางคมนาคมในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างทางรถไฟนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการก่อสร้างที่ต้องบุกเบิกขนอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่มีเส้นทางคมนาคมประเภทอื่นที่เหมาะสมนอกจากทางน้ำ ดังตัวอย่างการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือที่บริเวณเมืองพิจิตร ที่ปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุชุด กรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงโยธาธิการ ดังนี้            เมื่อเดือนตุลาคม ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัดติวงษ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ (พระยศและตำแหน่งในขณะนั้น – สะกดตามต้นฉบับ) ทรงมีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า ทรงได้รับรายงานจากเจ้ากรมรถไฟว่า การก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือซึ่งต้องขนส่งเครื่องเหล็กก่อสร้างไปทางเรือนั้นไม่สะดวก เนื่องจากติดแก่งสะพานหิน 2 แห่ง บริเวณใต้เมืองพิจิตรลงมา เจ้ากรมรถไฟเสนอให้ระเบิดศิลาใต้น้ำเป็นช่องเล็กๆ พอให้เรือสามารถแล่นผ่านไปได้ ประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งกรมขุนนริศรานุวัดติวงษ์ทรงเห็นว่าการระเบิดศิลานี้จะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะการก่อสร้างทางรถไฟเท่านั้น หากจะเป็นประโยชน์ต่อการสัญจรของประชาชนด้วย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น กรมรถไฟจะออกแต่ค่าแรง ส่วนค่าสิ่งของจะขอให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติโอนเงินเหลือจ่ายในกระทรวงโยธาธิการไปจ่าย เนื่องจากการบำรุงรักษาแม่น้ำลำคลองเป็นหน้าที่ของกระทรวงโยธาธิการที่ต้องทำอยู่แล้ว ซึ่งในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบกลับว่า ทรงทราบเรื่องแล้ว และทรงเห็นว่าเป็นการดีควรจะระเบิด            หากพูดถึงการระเบิดหินในสมัยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน อาจมีข้อสงสัยว่าจะระเบิดกันอย่างไร ใช้ระเบิดประเภทไหน แม้ว่าในเอกสารเรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวถึงการดำเนินการระเบิดหินหลังจากที่มีพระราชหัตถเลขาแล้ว แต่ในเอกสารเรื่องเดียวกันนี้ได้ปรากฏหลักฐานการขออนุญาตสั่งเครื่องระเบิดของกรมรถไฟเพื่อใช้ในการสร้างรถไฟสายเหนือเมื่อเดือนสิงหาคม ร.ศ. 122 (ก่อนมีลายพระหัตถ์เรื่องขอระเบิดศิลาราว 2 เดือน) เครื่องระเบิดนี้ประกอบด้วย แก๊บดีโตเนเตอร์ (Blasting cap / Detonator) 25 หีบ หีบละ 10,000 ดอก ดินนาไมต์ (Dynamite) 200 หีบ หีบละ 50 ปอนด์ และฝักแค 50 ถัง ถังละ 250 ขด ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า การขออนุญาตสั่งเครื่องระเบิดจำนวนมากเช่นนี้ นอกเหนือจากการระเบิดหินเพื่อประโยชน์ในการวางรางรถไฟแล้ว เครื่องระเบิดส่วนหนึ่งอาจจะนำมาใช้ระเบิดหินในแม่น้ำด้วย -------------------------------------------   ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา) -------------------------------------------   เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงโยธาธิการ ร.5 ยธ. 5.9/17 เรื่อง ระเบิดแก่งสพานหินใต้เมืองพิจิตรเพื่อการรถไฟสายเหนือ [ 5 ส.ค. – 31 ต.ค. 122 ].  -------------------------------------------   ที่มาของข้อมูล: เฟสบุ๊ก  หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ฯ พะเยา https://www.facebook.com/PhayaoNationalArchiveshttps://www.facebook.com/PhayaoNationalArchives/posts/pfbid02Tm14Y8xMd8Nzfdb9ewQ5A4AmMAGpWUbcyPMBX8TFnbjfod4vVnLmtWdvUTKa8wNVl


ชื่อเรื่อง                                 อพท.หน่วยการเรียนรู้ รายวิชาประวัติศาสตร์ ม.ต้น ท้องถิ่นเมืองโบราณอู่ทองผู้แต่ง                                    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2ประเภทวัสดุ/มีเดีย                 หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                            -หมวดหมู่                                ประวัติศาสตร์เอเชีย โลกตะวันออก เลขหมู่                                   959.373สถานที่พิมพ์                          -สำนักพิมพ์                             -ปีที่พิมพ์                                 2551ลักษณะวัสดุ                           146 หน้าหัวเรื่อง                                  อู่ทอง--ประวัติศาสตร์เอเชีย โลกตะวันออกภาษา                                    ไทย  


         กาน้ำเปลือกไข่นกกระจอกเทศ          เดิมเป็นทรัพย์สินของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฐ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิวัฒน์) ตกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รับมาจากกระทรวงการคลัง เมื่อ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๘๒ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ได้ส่งเก็บรักษาในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓          ตัวกาน้ำทำจากเปลือกไข่นกกระจอกเทศ ประกอบเข้ากับทองแดงหล่อเป็นเชิง หู ฝา และพวย ตกแต่งเป็นลายเถาไม้ ฝาทำเป็นลายดอกไม้พร้อมก้านดอกประดับโซ่คล้องกับหูกาน้ำ มีหูปละพวยโค้งสูง งานประณีตศิลป์ชิ้นนี้งดงาม หายาก มีมูลค่าสูง โดยสั่งนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อการสะสมของชนชั้นสูง ที่นิยมมาตั้งแต่สมัยรัชการที่ ๕ โดยเฉพาะสิ่งของจากวัตถุเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยา          ปัจจุบันจัดแสดงในนิทรรศการ  “Museum Unveiling” เรื่องลึกเบื้องหลังพิพิธภัณฑ์ไทย ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  ถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ไทยในอดีตที่เก็บสะสมโบราณวัตถุหายาก          ในพุทธศักราช ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้าย “มิวเซียมหลวง”จากในพระบรมมหาราชวังมายังพระราชวังบวรสถานมงคล “มิวเซียมหลวงที่วังหน้า” ในยุคนั้นจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภททั่วไป การจัดแสดงวัตถุจึงเป็นการรวบรวมวัตถุจากทุกสาขาวิชา อาทิ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ และวัตถุทางธรรมชาติวิทยา เพื่อนำเสนอของแปลก ของหายาก เครื่องราชบรรณาการ และศิลปวัตถุอันมีค่า ตอบสนองคำว่า “พิพิธภัณฑ์” ซึ่งแปลว่า นานาวัตถุ          ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๖๙ เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงปรับปรุงการจึงแสดงพิพิธภัณฑสถาน เป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทโบราณคดีและศิลปะ จึงมีการเคลื่อนย้ายและจัดส่งโบราณวัตถุศิลปวัตถุส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับโบราณคดีไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น สัตว์ชำแหละเนื้ออาบน้ำยาส่งไปโรงเรียนเพาะช่าง ตัวอย่างแร่ธาตุส่งให้กรมโลหะกิจ และตัวอย่างสินค้าพื้นเมืองส่งไปให้กรมพาณิชย์ เป็นต้น          ส่วนโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่ไม่สามารถจำแนกให้หน่วยงานอื่นๆ ได้เก็บรวบรวมไว้ในคลังพิพิธภัณฑสถาน ทั้งนี้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พุทธศักราช ๒๔๗๕ ของสะสมของชนชั้นสูงส่วนหนึ่ง ได้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินและใช้ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วย     อ้างอิง ยุทธนาวรากร แสงอร่าม. “ดุริยางค์แห่งราชสำนัก : นิทรรศการรำลึก ๑๔๐ ปี พิพิธภัณฑ์ไทย”. ศิลปากร. ๕๗ ๔ (กันยายน-ตุลาคม) ๒๕๕๗.  กรมสิลปากร, วัธนธัมไทย เรื่องของไนพิพิธภันทแห่งชาติ. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันท, ๒๔๘๖.


วันศุกร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๘.๐๐ น. นางปริญญา สุขใหญ่ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และนายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ร่วมงานพิธีเปิดและควบคุมการขอนุญาตใช้สถานที่จัดงานสืบสานตำนานพันปีปราสาทศีขรภูมิ ปี ๒๕๖๖ พร้อมกับควบคุมและตรวจสอบการบินโดรนบันทึกภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถาน


          นายจรวย พงษ์ชีพ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “ดำน้ำหยด” เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2476เป็นเกษตรกรสวนผลไม้ชาวอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เป็นบุคคลต้นแบบผู้ริเริ่มนวัตกรรมใหม่เพื่อพัฒนาการทำสวนผลไม้ ผลงานชิ้นแรกที่ทำให้นายจรวยเป็นที่รู้จัก คือ การแก้ปัญหาเงาะขี้ครอก หรือเงาะที่ไม่ติดผล โดยค้นพบว่าน้ำยาเร่งดอกสับปะรดเพื่อให้สับปะรดออกผลตามฤดูกาลนั้น สามารถนำมาใช้กับเงาะเพื่อแก้ปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นผู้ริเริ่มการผสมข้ามพันธุ์ผลไม้หลายชนิด เช่น เงาะไทยกับเงาะอินโดนีเซีย ทุเรียนพันธุ์ทองย้อยกับทุเรียนพันธุ์กระดุมทอง ซึ่งทำให้ได้ทุเรียนที่มีรสหวาน เมล็ดลีบ และทนต่อโรค             ผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้นายจรวยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในระดับชาติและนานาชาติ คือ การพัฒนาชลประทานระบบน้ำหยดเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นวิธีการให้น้ำแบบประหยัดและให้ผลตอบแทนสูงสุด เนื่องจากสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ตามความต้องการ และช่วยประหยัดเวลาในการให้น้ำ โดยนายจรวย  เกิดการจุดประกายความคิดมาจากความบังเอิญที่พบว่าบริเวณต้นเงาะที่ให้ผลผลิตมากเป็นพิเศษนั้นมีท่อน้ำวางผ่านและมีรูรั่ว จึงได้เริ่มต้นคิดค้นและพัฒนาระบบการให้น้ำแบบน้ำหยดมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ และเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรชาวสวนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยชื่อ “ดำน้ำหยด” ที่เป็นที่รู้จักนั้น “ดำ” มาจากชื่อเล่นของนายจรวย และในช่วงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจึงได้ขนานนามว่า “ดำน้ำหยด” จนเรียนกันติดปากถึงทุกวันนี้            ระบบน้ำหยดที่นายจรวยได้คิดค้นและพัฒนาขึ้นนั้นจำเป็นต้องใช้ร่วมกับระบบไฟฟ้า โดยพื้นที่นั้นจะต้องมีแหล่งน้ำสำหรับใช้กับระบบสปริงเกอร์ มีการวางและต่อระบบน้ำ การประกอบระบบพ่นน้ำ และติดตั้งมอเตอร์ปั๊มน้ำ หากแหล่งน้ำอยู่ไกลก็อาจใช้เครื่องสูบน้ำแทน ภายหลังมีการพัฒนาระบบหัวฉีดหรือหัวจ่ายน้ำแบบต่างๆ เพื่อการประยุกต์ใช้กับพืชและระบบน้ำแต่ละชนิดให้เหมาะสม ทั้งนี้การให้น้ำโดยระบบน้ำหยดเพื่อให้พืชได้ผลผลิตที่ดี จำเป็นต้องมีการคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น ปริมาณน้ำที่พืชแต่ละชนิดต้องการ ระบบการสูบจ่ายน้ำ ประเภทและคุณภาพของดิน ตลอดจนสภาพภูมิอากาศร่วมด้วย           นายจรวย พงษ์ชีพ ได้รับการยกย่องจากมูลนิธิธารน้ำใจให้เป็นคนไทยตัวอย่างด้านการเกษตร ประจำปี พ.ศ. 2522 และได้รับการประสาทปริญญาเทคโนโลยีการเกษตร มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พืชศาสตร์) จากสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2529   แหล่งข้อมูลอ้างอิง ข้อควรรู้สักนิดก่อนติดสปริงเกอร์. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2566, จาก: https://www.baanlaesuan.com/45192/maintenance/sprinkler วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดจันทบุรี. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ, 2544. ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคตะวันออก.  ดำน้ำหยด ผู้พิชิตน้ำแห่งเมืองขลุง.  ระยอง: ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคตะวันออก, ม.ป.ป.    เรียบเรียง: นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี



          หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี ขอเชิญชวนร่วมกิจกรรม "Chocolate Fondue ช็อกโกแลต ฟองดูว์" ในโครงการKidsเรียนรู้@หอสมุดแห่งชาติฯ กาญจนบุรี ในวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2567 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องเด็กและเยาวชน หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3451 3925 - 6


Messenger