ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,058 รายการ

ชื่อเรื่อง : ตำนานพระบรมธาตุดอนเต้า ผู้แต่ง : พิพิธพัฒนาภิรัต, พระครู ปีที่พิมพ์ : 2536 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : คนเมืองเหนือ


เป็นกลุ่มอาคาร ส่วนใหญ่ยึดแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตกเป็นหลัก โดยเมื่อผ่านประตูเมืองด้านทิศตะวันออกเข้าไป ๒๒๗ เมตร ก็จะถึงชานศิลาแลง ลักษณะเป็นชานศิลาแลงรูปกากบาท ตัวชานทำเป็นฐานเขียงลดชั้นขึ้นมาเป็นเส้นลวดและฐานบัวคว่ำ มีหน้ากระดานเป็นลูกฟัก ส่วนบนทำเป็นกระดานเรียบ ปลายด้านทิศตะวันตกต่อกับประตูทางเข้าซุ้มกำแพงแก้ว ปลายด้านทิศตะวันออก เหนือและใต้ทำเป็นบันไดทางขึ้น ที่ขอบชานโดยรอบสกัดเป็นร่องตื้นๆ กว้างประมาณ ๑ ฟุต ยาวขนานไปกับขอบของชานคล้ายว่าจะทำเป็นระเบียงขอบชาน หรือเปรียบเทียบกับโบราณสถานขอมที่อื่นๆ แล้วก็คือราวสะพานนาค หรือระเบียงอาจเป็นเพราะสร้างไม่เสร็จหรือชำรุดสูญหายไปหมดแล้ว ถัดจากสะพานนาคเป็นกำแพงแก้ว ซึ่งเป็นกำแพงแก้วล้อมรอบปราสาท ขนาดกว้าง ๘๑.๒๐ เมตร ความยาวโดยรอบ ๙๗.๖๐ เมตร กำแพงส่วนใหญ่พังเกือบหมดแล้ว แต่ยังคงเหลือแนวกำแพงที่สมบูรณ์อยู่เป็นบางตอน ที่ตรงกลางของกำแพงด้านตะวันออกและตะวันตกเป็นช่องประตูทางเข้าด้านหน้าและด้านหลัง ผ่านกำแพงแก้วเข้าไปจะเป็นลานศิลาแลงสี่เหลี่ยมกว้าง ๒๓.๖๐ เมตร และยาว ๒๕.๖๐ เมตร เป็นลานทางเดินประกอบด้วยแนวทางเดิน ๓ แนว ซึ่งเชื่อมต่อกันและตัดกันเป็นรูปกากบาท แนวทางเดินดังกล่าวยกสูงจากระดับพื้นเล็กน้อย จึงทำให้เกิดเป็นแอ่งตื้นๆ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสคั่นอยู่ระหว่างแนวทางเดิน เป็นจำนวน ๔ แอ่ง ขนาดกว้าง ๑.๖๐ เมตร ยาว ๒.๐๐ เมตร ลึก ๑๕ ซ.ม. รอบๆ แอ่งมีหลุมสี่เหลี่ยมประมาณ ๓๔-๓๕ หลุมเรียงกันเป็นระยะ สันนิษฐานว่าคงจะเป็นหลุมเสารองรับหลังคาคลุมทางเดินกากบาท ลานทางเดินนี้เชื่อมระหว่างบันไดทางขึ้นโคปุระด้านทิศตะวันออกกับประตูกำแพงแก้ว ถัดจากลานหน้าปราสาทมีบันไดขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาทหลังเดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ขนาดด้านตะวันออกและตะวันตก ยาวประมาณ ๓๖.๔๐ เมตร ส่วนด้านทิศเหนือและทิศใต้ยาว ๔๒.๕๐ เมตร และตรงกลางของระเบียงคดแต่ละด้านมีซุ้มประตูหรือโคปุระซึ่งมีลักษณะระเบียงคด โคปุระด้านหน้าเหลือส่วนยอดด้านหน้าเพียงด้านเดียว โคปุระด้านทิศเหนือและทิศใต้พังทลายจนเหลือแต่ฐาน โคปุระที่สมบูรณ์ที่สุดคือโคปุระด้านหลังหรือด้านทิศตะวันตก ลักษณะของโคปุระมีองค์เรือนธาตุเป็นฐานบัวคว่ำ ตั้งอยู่บนฐานเขียงมีเส้นลวดสามเส้นรัดโดยรอบ ส่วนบนของโคปุระทำเป็นชั้นรัดเกล้าซ้อนกัน ๓ ชั้น ต่อจากชั้นรัดเกล้าทำเป็นลักษณะโค้งมนคล้ายบัวคว่ำแล้วจึงต่อยอดสุดด้วยอัมลกะหรือหมวกแขก ลักษณะเป็นแฉกๆ คล้ายกลีบดอกไม้ จากโคปุระด้านทิศตะวันออกจะเป็นทางผ่านเข้าสู่มุขด้านหน้าของปราสาทประธาน ซึ่งเป็นลานปูด้วยศิลาแลงเชื่อมต่อระหว่างปราสาทประธานกับโคปุระ (ซุ้มประตู) ด้านทิศตะวันออกที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของลานนี้ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือที่เรียกว่าบรรณาลัย ขนาดกว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๕.๕๐ เมตร ฐานเป็นบัวคว่ำมีช่องประตูทางเข้าด้านทิศตะวันตกเพียงด้านเดียว ผนังด้านทิศตะวันออกทำเป็นประตูหลอก ที่ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ทำเป็นช่องแสงเล็กๆ ด้านละ ๔ ช่อง ส่วนบนของอาคารพังทลายไปหมด กึ่งกลางของอาคารนี้เป็นปราสาทประธาน ลักษณะเป็นปราสาทองค์เดียวตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้ ๒๐ ขนาดกว้าง ๑๓.๒๐ เมตร มีมุขยื่นออกไปรับกับมุขด้านในของโคปุระทั้ง ๔ ทิศ มุขด้านทิศตะวันออกมีขนาดยาวกว่าด้านอื่นๆ ตัวปราสาทตั้งอยู่บนฐานปัทม์หรือบัวคว่ำและบัวหงายซ้อนกันอยู่ ๓ ชั้น เรือนธาตุเป็นฐานบัวคว่ำ บริเวณส่วนบนขององค์เรือนธาตุและส่วนยอดขององค์ปราสาทพังทลายหมด มีบันไดทางเข้าที่มุขด้านทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือและทิศใต้ จากภายในองค์ปราสาทด้านทิศเหนือมีรางน้ำมนต์รองรับน้ำสรงรูปเคารพหรือน้ำมนต์ ให้ไหลออกมาด้านนอก และมีแอ่งรับน้ำปรากฏอยู่ที่บริเวณฐานด้านตะวันออกเฉียงเหนือขององค์ปราสาทประธาน นอกจากนี้ที่ผนังด้านนอกของมุขด้านทิศตะวันตกยังมีร่องรอยการถากศิลาแลง อาจทำเป็นหน้าต่างหลอก และที่ด้านหน้าองค์ปราสาทมีฐานประติมากรรม ๒ ชิ้น ทำด้วยหินทรายตั้งอยู่ ด้านหลังของปราสาทประธานเป็นโคปุระและระเบียงคดด้านทิศตะวันตก กำแพงแก้วด้านทิศตะวันตก และชานปูด้วยศิลาแลงเป็นรูปกากบาท มีลักษณะเช่นเดียวกับชานด้านหน้า โดยมีปลายด้านหนึ่งเชื่อมกับซุ้มประตูกำแพงแก้วเช่นเดียวกัน                




1. ว่าด้วยการทำนายลักษณะหรือวันต่างๆ เช่น วันที่นุ่งผ้า, ขนาดของเสาเรือน, วันแรกไถนา, วันที่จะทำการ, ดูวันทิศทางที่ฟ้าร้อง, ทำนายดวงดาว, พระจันทร์และพระอาทิตย์, ดูความสมพงษ์ที่ตัวนาคราช, ดูลักษณะสตรี ฯลฯ 2. ว่าด้วยเรื่องสวัสดิการรักษา 3. ตารางแสดงวันจม วันฟูของวันและของเดือน 4. เวทย์มนต์คาถา อักษรขอม – ไทย ภาษาบาลี - ไทย


พระประสิทธิวีริยคุณ. ประวัติวัดดุสิดาราม. พระนคร : กรมศิลปากร, 2502.               นำเสนอเนื้อหาประวัติของวัดดุสิดาราม จังหวัดธนบุรี ซึ่งเป็นพระอารามที่มีศิลปที่น่าสนใจ เนื่องจากมีจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ และเรื่องไตรภูมิกับเทพชุมนุม และทวารบาล เขียนไว้เป็นภาพสีที่ผนังและบานประตูหน้าต่างภายในพระอุโบสถ และมีจิตรกรรมเรื่องพระสมุทโฆษอยู่ในช่องประตูและหน้าต่างภายใน









          ด้วยภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของคาบสมุทรมลายู (Malay Peninsula) เริ่มที่บริเวณคอคอดกระที่ประมาณละติจูด ๑๐ องศาเหนือ ยื่นยาวลงไปทางใต้จนถึงประเทศมาเลเซีย มีชายฝั่งทะเลขนาบอยู่ ๒ ด้าน คือ ด้านตะวันตกติดทะเลอันดามัน มีลักษณะเป็นที่ราบชายฝั่งแบบยุบตัว แคบ เว้าแหว่ง บางแห่งมีภูเขาจดชายฝั่งทำให้เกิดเป็นหน้าผาชันตามแนวชายฝั่งทะเล ด้วยเหตุนี้จึงมีพื้นที่จำกัดและขยายตัวยากจึงเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดเล็ก แต่ด้วยความที่อยู่ด้านตรงข้ามกับอินเดียจึงมีความเหมาะสมต่อการเดินเรือมาขึ้นบกของพ่อค้าชาวต่างชาติ ดังปรากฏหลักฐานว่ามีชุมชนโบราณฝั่งตะวันตกได้พัฒนาขึ้นและมีบทบาทเป็นเมืองท่าสำคัญทางฝั่งทะเลอันดามันอย่างชัดเจนในเวลาต่อมา ส่วนด้านตะวันออกติดทะเลอ่าวไทย มีลักษณะเป็นชายฝั่งแบบยกตัวมีการทับถมของโคลนตะกอนที่แม่น้ำและกระแสน้ำในทะเลพัดพามาทำให้เกิดเป็นที่ราบกว้างขึ้นมีสันทรายปรากฏอยู่ทั้งบนหาดและในพื้นน้ำนอกฝั่ง มีความเหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐานและการเพาะปลูกจึงพบร่องรอยชุมชนโบราณอยู่บริเวณเชิงเขาและที่ราบริมฝั่งทะเล ในช่วงแรกเริ่มประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆ ในเวลาต่อมา            ชุมชนโบราณฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน) : ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงแรกเริ่มประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ - จังหวัดระนอง เช่น แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง แหล่งเรือโบราณคลองกล้วย เป็นต้น - จังหวัดพังงา เช่น แหล่งโบราณคดีนางย่อน ชุมชนโบราณตะกั่วป่า ประกอบด้วย แหล่งโบราณคดีเขาพระเหนอ แหล่งโบราณคดีเหมืองทอง-เกาะคอเขา (ทุ่งตึก) แหล่งโบราณคดีเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) - จังหวัดกระบี่ เช่น แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด (คลองท่อม) เป็นต้น - จังหวัดตรัง เช่น แหล่งโบราณคดีนาพละ เป็นต้น ชุมชนโบราณฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) : ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงแรกเริ่มประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ - จังหวัดชุมพร เช่น แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว แหล่งโบราณคดีเขาเสก เป็นต้น - จังหวัดสุราษฏร์ธานี เช่น แหล่งโบราณคดีวัดอัมพาวาส แหล่งโบราณคดีวัดศาลาทึง แหล่งโบราณคดีท่าชนะ แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ แหล่งโบราณคดีไชยา แหล่งโบราณคดีพุนพิน แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย แหล่งโบราณคดีเวียงสระ เป็นต้น - จังหวัดนครศรีธรรมราช เช่น แหล่งโบราณคดีริมคลองท่าเรือและบ้านเกตกาย แหล่งโบราณคดีเขาคา แหล่งโบราณคดีท่าศาลา-สิชล แหล่งโบราณคดีโมคลาน แหล่งโบราณคดีตุมปัง เป็นต้น - จังหวัดสงขลา เช่น แหล่งโบราณคดีสทิงพระ แหล่งเตาปะโอ เป็นต้น - จังหวัดปัตตานี เช่น แหล่งโบราณคดียะรัง เป็นต้น ภาพ : แหล่งเรือโบราณคลองกล้วย จังหวัดระนอง (ปัจจุบันกองโบราณคดีใต้น้ำได้นำชิ้นส่วนไม้ที่คาดว่าเป็นส่วนประกอบของเรือไปศึกษาและดำเนินการอนุรักษ์ต่อไป) ภาพโดย : กลุ่มโบราณคดีและอนุรักษ์โบราณสถาน สาขาภูเก็ต ภาพ : โบราณสถานหมายเลข ๑๒ แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย จังหวัดสุราษฏร์ธานี ภาพโดย : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช          แหล่งโบราณคดีและชุมชนโบราณต่างๆ เหล่านี้ พบหลักฐานทางโบราณคดีหลายประเภทที่สัมพันธ์กับการติดต่อค้าขายกับอินเดีย เช่น ลูกปัดชนิดต่างๆ เครื่องประดับทองคำ ตราประทับ หัวแหวนหรือจี้สลักจากหินมีค่า เหรียญโลหะ เศษภาชนะดินเผาแบบอินเดีย และบางแหล่งพบหลักฐานทางศาสนา เช่น ประติมากรรมรูปเคารพทั้งในศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โบราณสถาน และจารึก -------------------------------------ค้นคว้า/เรียบเรียงข้อมูล : น.ส.สุขกมล วงศ์สวรรค์ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ -------------------------------------อ้างอิง : - ผาสุข อินทราวุธ, “ร่อยรอยวัฒนธรรมอินเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”, โบราณคดีและประวัติศาสตร์ไทย ฉบับครูสังคม. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี, ๒๕๔๕. - มหาวิทยาลัย,จุฬาลงกรณ์. ภูมิลักษณ์ประเทศไทย. กรุงเทพฯ: บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๓๔.


ผู้แต่ง : พระรัตนปัญญาเถระ, แสง มนวิทูร, แปล. ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร ปีที่พิมพ์ : 2501 หมายเหตุ : กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในการบูรณะโบราณสถาน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย               หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ ต้นฉบับเดิมเป็นภาษาบาลี เป็นหนังสือใบลานจารอักษรขอม จารครั้งแรกสมัยกรุงศรีอยุธยา แปลโดย ร.ต.ท.แสง มนวิทูร เนื้อหากล่าวถึงประวัติของพระพุทธเจ้า พระผู้ซึ่งมีพระนามว่า พระศากยโคดม เป็นลำดับ          จนกระทั่งพระชาติสุดท้ายที่เสด็จมาเป็นมนุษย์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธ แล้วทรงบำเพ็ญพุทธกิจ จนกระทั่งเสด็จดับขันธปรินิพพาน และคำสั่งสอนของพระองค์ที่เรียกว่า ธรรมวินัย


ชื่อเรื่อง : สรรพสิทธิ์คำฉันท์ ชื่อผู้แต่ง : ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระ ปีที่พิมพ์ : 2511 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : ศิวพร จำนวนหน้า : 170 หน้า สาระสังเขป : สรรพสิทธิ์คำฉันท์ เรื่องเดิมเป็นนิทานอยู่ในปัญญาสชาดก กล่าวถึง พระโพธิสัตว์มาประสูติเป็นเจ้าชายสรรพสิทธิ์แห่งเมืองอลิกนครผู้มีความสามารถถอดหัวใจคนได้ และเจ้าหญิงสุพรรณโสภาแห่งเมืองคีริพัชรนครผู้งดงาม พระบิดากำหนดพิธีการอภิเษกเจ้าหญิงไว้ว่าหากมีชายใดทำให้นางพูดคุยด้วยได้จะยกเจ้าหญิงให้ มีชายหนุ่มคนมาทดสอบมากมายแต่ไม่มีใครสามารถทำให้เจ้าหญิงพูดโต้ตอบได้เลย เจ้าชายสรรพสิทธิ์ทราบกิตติศัพท์จึงไปขอลองวิชา โดยถอดหัวใจจิตรเสนไปไว้ในที่ต่าง ๆ แล้วเล่านิทานถามจิตรเสนเป็นทำนองปริศนาและไขปัญหาเหล่านั้นด้วย คำตอบของจิตรเสนไม่ถูกใจเจ้าหญิงสุพรรณโสภานางจึงกล่าวแย้งขึ้น เจ้าชายสรรพสิทธิ์จึงได้แต่งงานกับเจ้าหญิงตามสัญญา


ปริวรรต/เรียบเรียง :  ผศ.ดร.อธิราชย์ นันขันตี  และ นางสาวเอกสุดา ไชยวงศ์คตห้องจัดเก็บ : กรมศิลปากรประเภทสื่อ : สิ่งพิมพ์ - หนังสือISBN/ISSN : 978-616-283-523-0ผู้จัดทำ : หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนมหมวดหมู่ : พุทธศาสนาปีที่จัดทำ : 2563ลักษณะวัสดุ :  219 หน้า  : ภาพประกอบ ; 25.5 ซม. ชื่อชุด : ฉบับหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนมหัวเรื่อง : ลำเซียงโจระโต--วรรณกรรมชาดกนอกนิบาต การเสวยชาติของพระโพธิสัตว์เป็นเซียงโจระโต            ลำเซียงโจระโต--คัมภีร์ใบลาน            วรรณกรรมพุทธศาสนาบทคัดย่อ : ลำเซียงโจระโต ฉบับนี้แปลปริวรรตจากเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลานฉบับลานดิบทะเบียนเลขที่ นพ.บ.1542/1-6 ของหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม จำนวน 6 ผูก 16 ลาน  122 หน้าลาน จารด้วยอักษรธรรมอีสาน เป็นวรรณกรรมประเภทนิทาน ลักษณะเป็นวรรณกรรมชาดกนอกนิบาต คือเป็นวรรณกรรมที่แต่งเลียนแบบวรรณกรรมนิบาตชาดก โดยให้ยกเป็นพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า ผู้แต่งได้ยกอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่ทรงเสวยชาติเป็นคนเกียจคร้านมาเป็นมูลเหตุของการผูกเรื่อง 


++ขุดค้นศึกษากำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก++ --เมื่อ​ พ.ศ.2561 กลุ่มโบราณคดี​ สำนักศิลปากรที่​ 7​ เชียงใหม่​ ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างก้อนอิฐที่ก่ออยู่แนวกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก​(กำแพงดิน)​ ไปศึกษาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน​ (TL)​ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่​ 18 -​ 19​ หรือราว​ 700-800​ ปีมาแล้ว --เพื่อสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับอายุสมัยและพัฒนาการของกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก​ (กำแพงดิน)​ ในปี​งบประมาณ​ พ.ศ.2562​ กลุ่มโบราณคดี​ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่​ จึงได้ดำเนินการขุดค้นตัดแนวกำแพงฯ เพื่อศึกษาชั้นดินทับถมทางโบราณคดี​ โบราณวัตถุ​ และเตรียมนำตัวอย่างดินแต่ละชั้นไปศึกษาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์​ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกมีความชัดเจน​มากยิ่งขึ้น อันจะนำมาสู่การอธิบายพัฒนาการทางสังคม​ วัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ต่อไป --ปล.ความคืบหน้าเป็นอย่างไร​ แอดมินจะรายงานให้ทราบเป็นระยะ​


black ribbon.