ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,059 รายการ



ภูเขานับตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาบรรดาพื้นที่ส่วนต่าง ๆ บนพื้นโลกนั้น พื้นที่ส่วนที่เป็น ภูเขา นั้นนับเป็นพื้นที่ ที่มักถูกยึดโยงทางความเชื่อและวัฒนธรรมให้เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ โดยถือว่าเป็นอำนาจจากเบื้องบน โดยมีน้ำและแผ่นดินเป็นอำนาจพื้นล่างที่รองลงมา ภูเขาในพื้นที่ต่าง ๆ มักจะถูกกำหนดไว้ให้เป็นพื้นที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งความเชื่อนี้ก็พบโดยทั่วไปในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพื้นที่อื่น ๆ อีก เช่น จีน ทิเบต และอินเดีย .. ในจังหวัดชัยนาทนั้นปรากฎภูเขาอยู่หลายลูก เช่น เขาแหลม เขาพลอง เขาขยาย เขาท่าพระ เขาสรรพยา และเขาธรรมามูล เป็นต้น แต่ภูเขาที่ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฎในตราประจำจังหวัดชัยนาทมีด้วยกันอยู่ 2 ลูก อันได้แก่ เขาสรรพยา ในอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท และ เขาธรรมามูล ในอำเภอเมืองฯ จังหวัดชัยนาท โดยความสำคัญของภูเขา 2 ลูกนี้นั้นถึงขนาดที่มีผลให้ กรมศิลปากร ในสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น เห็นควรทำตราประจำจังหวัดชัยนาท เป็นรูปธรรมจักรกับภูเขา โดย ธรรมจักร มีความหมายถึง วัดธรรมามูล ส่วนภูเขา มีความหมายถึง เขาธรรมามูล หรือเขาสรรพยาก็ได้ เลยทีเดียว .. เมื่อภูเขาถูกยึดโยงเข้ากับความเชื่อที่ว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากเบื้องบนแล้วนั้น ภูเขาในหลาย ๆ ที่จึงมักถูกชาวบ้านและชาวเมืองนั้น ๆ ใช้เป็นพื้นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนหรือบ้านเมืองนั้น ๆ นับถือ เฉกเช่น บนเขาธรรมามูล ของเมืองชัยนาท ที่ปรากฎการสร้างวิหารประดิษฐานรูปเคารพบนเขา .. เมื่อเดินเท้าขึ้นไปตามบันไดขึ้นเขาที่ทอดตัวตามแนวเชิงเขาอยู่ จำนวน 565 ขั้น ที่เริ่มขั้นแรกอยู่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถวัดธรรมามูลวรวิหาร ก็จะพบลานพื้นที่ราบบนเขาธรรมามูล หลังจากนั้นเดินเท้าไปตามทางราบสลับที่สูงอีกราว 500 เมตร ก็จะพบกับวิหารหลวงพ่อนาค ที่เป็นศาสนสถานบนเขาธรรมามูลแห่งนี้ วิหารแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่ค่อนข้างเล็ก เป็นวิหารก่ออิฐถือปูนและฉาบผนังอาคารด้วยปูนตำโบราณที่มีทางเข้าทางเดียวทางด้านหน้า ผนังด้านข้างทั้ง 2 และผนังด้านหลังพระประธาน ทึบไม่มีช่องหน้าต่าง ฐานวิหารปรากฎการทำฐานบัว ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวน 3 องค์ โดยองค์กลางเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขนาบด้านข้างทั้ง 2 ด้วยพระพุทธรูปนาคปรก ส่วนหลังคาของวิหารดั้งเดิมน่าจะผุพังไป มีการสร้างหลังคากระเบื้องลอนแบบปัจจุบันทดแทนไว้ .. จากร่องรอยดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้าน ชาวเมือง ต่อภูเขาจนทำให้เกิดการสร้างศาสนสถานบนเขา เพื่อเชื่อมโยงอำนาจศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนกับความศรัทธาของชาวพื้นราบ ให้สอดประสานทางใจอันเป็นที่พึ่งอีกทางของชาวบ้านชาวเมืองชัยนาทนั่นเอง


ชื่อเรื่อง                     สพ.ส.13 แผนภูมิของร่างกายและตำรายาแผนโบราณประเภทวัสดุ/มีเดีย       สมุดไทยขาวISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                  เวชศาสตร์ลักษณะวัสดุ              134; หน้า : มีภาพประกอบหัวเรื่อง                    เวชศาสตร์                ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก                   ประวัติวัดชายทุ่ง ต.ท่าระหัด  อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี มอบให้หอสมุดฯ วันที่ 10 ส.ค.2538 


องค์ความรู้จากสำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี เรื่อง พระโคตะโม แลพระศิรอะริโย : ร่มโพธิ์แห่งศรัทธาของชาวเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี www.facebook.com


          พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2544 นิยามความหมายของยาม นอกจากแปลว่า ช่วงเวลาแห่งวันแล้ว ยังมีความหมายว่า “คนเฝ้าสถานที่หรือระวังเหตุการณ์ตามกำหนดเวลา เช่น แขกยาม ไทยยาม คนยาม”     จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูล พบเอกสารที่แสดงถึงคุณความดีของคนยามหอพระสมุด ได้กล่าวไว้ ดังนี้     “ว่าด้วยแขกแชเบอร์ โจวทุรี รับราชการรักษายามที่หอพระสมุดแห่งพระนคร ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2463 เป็นเวลาสามปีหกเดือน รักษาหน้าที่เรียบร้อยตลอด  มีความชอบพิเศษ 3 ครั้ง จับได้คนร้ายพยายามลักทรัพย์  สภานายกหอพระสมุดฯ ประทานรางวัล 1 ครั้ง ส่วนอีก 2 ครั้งไม่ได้ให้ จึงระบุความดีไว้ในหนังสือนี้ด้วย และลาจากหน้าที่รักษายามหอพระสมุด เพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองบิดร จึงได้ทำหนังสือแสดงคุณความดี ฉบับนี้ไว้เป็นสำคัญ” ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2466”      ช่วงเวลานั้นแขกมาเป็นนายยามที่หอพระสมุดฯในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่เสมอ เช่น ในปีพ.ศ. 2460 มีคนยาม 3 คน ได้แก่ แขกสรัส (ชาติฮินดู แผลต้นนิ้วชี้ซ้าย) , แขกเชอดิเซ็ง (ชาติฮินดู  แผลที่จมูกข้างขวา) และแขกพรหมหลัด(ชาติฮินดู แผลหลังมือซ้าย) ทั้งสามได้เงินเดือนเดือนละ 24 บาท แต่ไม่พบข้อมูลของแขกโจวทุรี ในเอกสารอื่น ทราบแต่ว่าได้รับเงินเดือนเดือนละ 25 บาท จากเอกสารปี พ.ศ. 2464 มีนายยาม 1 คน คือ แขกเซอร์ดิเซง และ คนยาม 2 คน คือ แขกแชเบอร์โจวทุรี (ในต้นฉบับสะกด โจวุดรี) และแขกงังเงอบีซน ระบุได้เงินเดือนปีละ 300 บาท เฉลี่ยเดือนละ 25 บาท      แม้ว่าจะไม่ได้ทราบประวัติหรือรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับแขกโจวทุรี แต่ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญที่ตนทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดด้วยความสุจริต นั่นคือเกียรติของตนเอง และทำให้ได้ตระหนักว่า ความดีไม่มีวันสูญหาย เอกสารยังปรากฏคุณความดีจนถึงทุกวันนี้ร่วมศตวรรษ ความดีจะเป็นนิรันดร์  ----------------------------------------------------------- ข้อมูลอ้างอิง ศธ 0701.6/220 ตัวอย่างแสดงคุณความดีของคนยามหอพระสมุดฯ ศธ 0701.6/189 ค่าใช้สอยต่างๆ พ.ศ.2464 ศธ 0701.6/107 ขอรับยกเว้นเงินค่าราชการ พ.ศ. 2460 -----------------------------------------------------------   เรียบเรียงข้อมูลโดย :  นายบารมี สมาธิปัญญา นักวิชาการเผยแพร่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ  


วัดพระฝาง : มหาธาตุแห่งเมืองสวางคบุรี"วัดพระฝาง" เป็นวัดสำคัญของเมืองสวางคบุรีที่เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า โดยถือเป็นพระธาตุกลางเมืองฝางหรือเมืองสวางคบุรีซึ่งสร้างตามคติโบราณที่นิยมสร้างพระธาตุเป็นศูนย์กลางของเมือง ทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพศรัทธามาตั้งแต่อดีตกาล ทั้งจากผู้คนในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ผู้คนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงชาวมอญจากพม่าและชาวลาวจากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าบริเวณวัดพระฝางมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงสมัยสุโขทัย โดยปรากฏชื่อในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายในฐานะที่เป็นพระธาตุสำคัญประจำเมืองฝาง เช่น ในศิลาจารึกหลักที่ ๒ จารึกวัดศรีชุมที่กล่าวว่าพระมหาเถรศรีศรัทธาได้เดินทางมากราบไหว้พระธาตุเมืองฝางก่อนจะเดินทางต่อไปอ่าวเมาะตะมะเพื่อลงเรือไปยังลังกาความศรัทธาในพระธาตุวัดพระฝางยังคงได้รับการสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง ดังพบว่าพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จฯ มาสักการะพระธาตุที่วัดพระฝางแห่งนี้โดยถือเป็นวัดสำคัญเช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก อาทิ พ.ศ. ๒๒๘๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จฯ มาสมโภชพระธาตุ พ.ศ. ๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดฯ ให้จัดการสมโภชพระธาตุแห่งนี้อีกครั้งภายหลังจากการปราบปรามชุมนุมเจ้าพระฝางซึ่งใช้วัดพระฝางเป็นศูนย์กลางในการซ่องสุมกำลังพลหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ และพระราชศรัทธานี้ยังคงสืบเนื่องต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) โปรดฯ ให้มีการบูรณะพระธาตุนี้ใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ การเสด็จฯ มาสักการะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ ซึ่งในการนี้โปรดฯ ให้อัญเชิญ "พระฝาง" พระประธานในอุโบสถไปประดิษฐาน ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร จวบจนปัจจุบันกล่าวได้ว่าวัดพระฝางเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของเมืองสวางคบุรีโดยได้รับการบูรณะมาโดยตลอดจึงยังสามารถตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลา เป็นที่นับถือของผู้คนทั้งในจังหวัดอุตรดิตถ์และในประเทศไทยตราบจนทุกวันนี้ที่มาภาพ : - https://www.hoteluttaradit.com/.../wat-phra-fang...- ที่มา : https://www.silpa-mag.com/culture/article_8965




สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 147/1เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 178/5 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : กำลังความคิด ชื่อผู้แต่ง : หลวงวิจิตรวาทการ ปีที่พิมพ์ : 2494สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : วรรธนะวิบูลย์ จำนวนหน้า : 552 หน้า สาระสังเขป : เป็นเรื่องราวของการสร้างสมรรถภาพของมันสมอง การฝึกประสาท ทางตา ทางหู ทางกาย ทางใจ สมาธิ ปฏิภาณ เหตุผล การตัดสินใจ ลักษณะของศิลปิน มโนคติ ความจำ ความเฉียบแหลมคมคาย ความสังเกต การเปรียบเทียบ การทอดถ่ายความรู้เปรียบเทียบกำลังความคิดกับหัวข้อธรรมทางพุทธศาสนา


สนามหลวง ชื่อผู้แต่ง          - ชื่อเรื่อง           สนามหลวง ครั้งที่พิมพ์        พิมพ์ครั้งที่ ๑ สถานที่พิมพ์      กรุงเทพมหานคร สำนักพิมพ์        เมืองโบราณ ปีที่พิมพ์          ม.ป.ป. จำนวนหน้า      ๑ เล่ม : ภาพประกอบ หมายเหตุ         -                    สนามหลวงแปลว่า สนามของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นทุ่งโล่งมีอาณาเขตครึ่งเดียวของปัจจุบัน อีกฟากหนึ่งไปทางทิศเหนือเมื่อก่อนยังเป็นวังหน้า ทุ่งนี้ใช้เป็นที่ตั้งงานพระมุเผาศพเจ้านาย จึงเรียกว่าทุ่งพระเมรุ เป็นการเล่าเรื่องสนามหลวงด้วยภาพ          


ชื่อผู้แต่ง          -         ชื่อเรื่อง           วารสารคหเศรษฐศาสตร์( ปีที่ ๗  ฉบับที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๐๕) ครั้งที่พิมพ์        - สถานที่พิมพ์      พระนคร สำนักพิมพ์        โรงพิมพ์ของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ปีที่พิมพ์           ๒๕๐๕ ปีที่  ๗  ฉบับที่  ๓ ( พ.ค.๐๕ ) จำนวนหน้า      ๖๑  หน้า         หมายเหตุ         - รายละเอียด      วารสารของสมาคมคหเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทยประกอบด้วยบทความเรื่องการใช้ความร้อนเพื่อรักษาปลาสด การเลี้ยงดูเด็กด้วยวินัย มีสลึงพึงบรรจงให้ครบบาท  การแนะแนวในการเลือกคู่ครอง  การเลือกภาชนะหุงต้มและการศึกษาหาตำหรับการใช้น้ำมันหมูแทนเนยในการทำขนมมเค้ก


ชื่อเรื่อง        วารสารคหเศรษฐศาสตร์  (ปีที่ 5 ฉบับที่ 5 กรกฎาคม 2503) ชื่อผู้แต่ง       สมาคมคหเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย  ครั้งที่พิมพ์     - สถานที่พิมพ์   ธนบุรี   สำนักพิมพ์     โรงเรียนช่างพิมพ์เพชรรัตน์ ปีที่พิมพ์        ๒๕๐๓ จำนวนหน้า    92 หน้า รายละเอียด                   เป็นวารสารวิชาการสำหรับชาวคหกรรมศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ แนวคิดทาง คหกรรมศาสตร์และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ภายในเล่มประกอบด้วย 9 บทความ เช่น ปลูกไม้ยืนต้นประดับบ้าน  อาหารตามฤดูกาล  ปัญหาการแพ้เครื่องสำอาง ฯลฯ


black ribbon.