ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,702 รายการ
เล่าถึงขั้นตอนต่างในการประกอบเรือ ว่าใช้เทคนิคหรือวิธีการอย่างไร จึงสามารถประกอบมาเป็นเรือทั้งลำอย่างสมบูรณ์ได้ โดยสิ่งที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานจากหลักฐานที่พบบนชิ้นส่วนไม้เรือ
เรือลำนี้ใช้เทคนิคการต่อเรือโดยการขึ้นโครงเปลือกเรือก่อน (Shell-base Construction) แล้วจึงค่อยๆเสริมความแข็งแรงของตัวเรือด้วยกงเรือ
ไม้กระดานแต่ละแผ่นนั้นจะถูกร้อยติดกัน โดยการเจาะรูส่วนข้างของแผ่นไม้กระดานเป็นระยะๆ แล้วร้อยติดกันด้วยเชือก ต่อมาจึงใช้ลิ่มไม้ สอดระหว่างปมเชือก (สันนิษฐานว่าเพื่อขัดปมให้เชือกแน่นหนาขึ้น)
เมื่อได้โครงสร้างเปลือกเรือทั้งหมด แล้วจึงเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างทั้งหมดด้วยกงเรือ ซึ่งเปรียบเสมือนซี่โครงเรือ ที่คอยยึดชิ้นส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน โดยกงเรือนั้นจะถูกร้อยในแนวขนานติดกับเปลือกเรือแต่ละแผ่น โดยเปลือกเรือส่วนที่ใช้ร้อยเชือก จะถูกสลักเป็นลักษณะสันนูนขึ้นมา แล้วเจาะรูทะลุสันสำหรับใช้รัดเชือก
เท่านี้ก็จะได้โครงสร้างหลักๆของตัวเรือ เรียบร้อย สำหรับอายุของตัวเรือนั้น เราเลือกส่งตัวอย่างชิ้นส่วนลิ่มไม้ไปกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีการ AMS (Accelerator Mass Spectrometry) ที่ห้องปฏิบัติการ Direct Ams ได้ค่าอายุ 85-229 calCe หรือพุทธศตวรรษที่ 7-8 หรือประมาณ 1,800 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นเรือแบบผูกที่เก่าแก่ลำหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วันเสาร์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. กรมศิลปากร โดยสำนักการสังคีต เปิดการแสดงละครเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน พระไวยแตกทัพ ณ โรงละครแห่งชาติ เป็นวันแรก มีผู้ให้ความสนใจเข้าชมเป็นจำนวนมาก พร้อมให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-19) สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กำหนดจัดการแสดงละครเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวย แตกทัพ จำนวน ๔ รอบ ได้แก่ วันเสาร์ที่ ๒๗ และวันอาทิตย์ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ วันเสาร์ที่ ๑๑ และวันอาทิตย์ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ โรงละครแห่งชาติ นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต กำกับ การแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ บัตรราคา ๒๐๐, ๑๕๐ และ ๑๐๐ บาท เปิดจำหน่ายบัตรที่ ห้องจำหน่ายบัตร โรงละครแห่งชาติ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๕.๓๐ น. และจำหน่ายบัตรออนไลน์ที่ https://ntt.finearts.go.th ทั้งนี้ การแสดงอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันโรคตามแผนมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยและมาตรการที่ทางราชการกำหนด โดยสำนักการสังคีตได้ออกแนวทางปฏิบัติของผู้เข้าชมการแสดง กำหนดให้มีผู้เข้าชมไม่เกินร้อยละ ๕๐ เว้นระยะห่างของเก้าอี้ในการนั่งชม มีระบบคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ผู้ชมต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา และห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดเข้าในโรงละครแห่งชาติ เพื่อป้องกันการแพร่ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-19) นอกจากนี้ ในวันเสาร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ น.สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ได้ กำหนดจัดรายการศิลปากรคอนเสิร์ต ชุด “มนต์เสียงสำเนียงเพลงลูกทุ่ง” โดย วงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร บรรเลงและขับร้องเพลง อาทิ ไอ้หนุ่มผมยาว, ปูไข่ไก่หลง, ยอยศพระลอ, แคนลำโขง, คาถามหานิยม, งิ้วต่อง ต้อนอ้อนผู้บ่าว, กุหลาบเวียงพิงค์ ขับร้องโดยศิลปินกรมศิลปากร ดวงดาว เถาว์หิรัญ, สุรพัฒน์ โสภณวิมลรุจน์, มานิต ธุวะเศรษฐกุล, ณัฐธิกา เอี่ยมท่าไม้, อิสรพงศ์ ดอกยอ, ถิรวัฒน์ ศรีสุรางค์, โฉมวิลัย ยูฮันเงาะ และธนิษฐา นิลบุตร อำนวยเพลงโดย วานิช โปตะวนิช ผู้สนใจสามารถจองบัตรชมการแสดง ณ โรงละครแห่งชาติ ได้ ๒ ช่องทาง คือ ห้องจำหน่ายบัตร โรงละครแห่งชาติ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๕.๓๐ น. และจำหน่ายบัตรออนไลน์ที่ https://ntt.finearts.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ และ ๐ ๒๒๒๑ ๐๑๗๑ (วันและเวลาราชการ)
ชื่อเรื่อง เทศนาเสือป่าผู้แต่ง มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระ, 2423-2468. ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ศาสนาเลขหมู่ 294.3144 ม113ทสถานที่พิมพ์ พระนคร สำนักพิมพ์ ม.ป.พ.ปีที่พิมพ์ 2457ลักษณะวัสดุ 29 หน้าหัวเรื่อง เสือป่า ธรรมะกับชีวิตประจำวัน ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกรวบรวมคำเทศนาซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงแก่บรรดาเสือป่า ณ พระราชวังสนามจันทร์ ระหว่างวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2457 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2458 ที่ทรงมุ่งจะให้คณะเสือป่าเห็นถึงความจำเป็นของคนไทยในการนับถือศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาประจำชาติ ควรช่วยกันทะนุบำรุงและปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ดังนั้น ภาษาและสำนวนโวหารจึงเสมือนเป็นภาษาพูด เมื่อได้อ่านจะรู้สึกคล้ายกับได้ยินคำเทศนาจากพระโอษฐ์ของพระองค์จริงๆ กอปรกับพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์ และเนื้อหาที่ให้ความรู้ ข้อคิด และคติเตือนใจ ทำให้เรื่องนี้ดูมีชีวิตชีวาอ่านได้สนุกสนาน และยังสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านให้คล้อยตามได้เป็นอย่างดี
เลขทะเบียน : นพ.บ.176/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 30 หน้า ; 4.5 x 57.5 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 99 (67-73) ผูก 5 (2565)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(พระอภิธรรมสังคิณี - พระปัฎฐาน)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (ปุคฺคลปญฺญตฺติ-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.48/1-5ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ปฐมสมฺโพธิ (ปถมสมฺโพธิ)
ชบ.บ.89/1-15ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.231/1จห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 5 x 57.5 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 113 (180-193) ผูก 1จ (2565)หัวเรื่อง : ขีรธารกถา(แทนน้ำนมแม่)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.366/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 28 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 140 (420-433) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : กมฺมวาจาวิธี (กรรมวาจาวิธี)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง แนวพระราชดำริเก้ารัชกาลผู้แต่ง กรมวิชาการประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากISBN/ISSN 974-00-1872-6หมวดหมู่ ประวัติศาสตร์ทวีปเอเชีย เลขหมู่ 959.3 ว546นอสถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าวปีที่พิมพ์ 2527ลักษณะวัสดุ 410 หน้าหัวเรื่อง ไทย – ประวัติศาสตร์ – กรุงรัตนโกสินทร์ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก หนังสือ “แนวพระราชดำริเก้ารัชกาล” จัดพิมพ์ขึ้นให้ประชาชนชาวไทยได้นำไปอ่านและคิดไตร่ตรองให้ถ่องแท้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ทรงมีความห่วงใยและทรงปรารถนาที่จะให้พสกนิกร ชาติบ้านเมืองของพระองค์อยู่เย็นเป็นสุข
ชื่อผู้แต่ง พระมหาโพธิธรรมาจารย์ วงศ์ศากยะ , ภิกษุณีโพธิสัตต์ วรมัย กบิลสิงห์
ชื่อเรื่อง ประวัติ พระกวนอิมมาตาฯ
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์พระโพธิสัตต์ วัดทรงธรรมกัลยาณี
ปีที่พิมพ์ 2520
จำนวนหน้า 356 หน้า
รายละเอียด
เรื่องประวัติพระกวนอิมมาตาฯนี้ ผู้เขียนได้ฟังเรื่องเล่าจากคนอ่านต้นฉบับจีนบ้าง อ่านจากผู้แปลจากต้นฉบับอังกฤษบ้าง ทางทีวีหรือภาพยนตร์บ้าง ซึ่งคนที่เคยดูมาเล่าให้ฟัง เลยทำให้รู้สึกสนใจจึงได้ถามดู ได้รับคำตอบว่าประวัติเรื่องนั้นจริงแต่ชื่อของคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น คนเขียนเขาสมมุติขึ้นมาและอนุญาตให้ผู้เขียน เขียนตามประวัติเรื่องจริง แต่ส่วนธรรมะนั้นให้เขียนได้ตามที่ผู้เขียนได้เรียนรู้มาจากท่านพระอาจารย์ฝ่ายพระโพธิสัตต์
บทความออนไลน์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
"พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม"
พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔
พบที่เมืองศรีมโหสถ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี
**พระพุทธรูปยืนปางประทานธรรม มีลักษณะเป็นหินทรายสีเขียว สูง ๑๑๓ ซม. ลักษณะพระพักตร์ ตาโปน คิ้วต่อกันเป็นปีกกา จมูกค่อนข้างแบน ปากหนา แสดงปางแสดงธรรมหรือวิตรรกะมุทรา นิ้วโป้งและนิ้วชี้จรดกันเป็นวงกลมที่เหลือชี้ขึ้นหรือกางออกทั้ง ๒ ข้าง ซึ่งการแสดงวิตรรกะมุทราสองพระหัตถ์ เป็นเอกลักษณ์และรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมทวารวดี ด้านหน้ามีจีวรห่มคลุม พาดผ่านพระกรทั้งสองข้าง มีชายจีวรด้านหน้าห้อยลงมาเป็นวงโค้ง เท้าทั้งสองข้างขาดหายไป
**นอกจากนี้ยังมีลักษณะศิลปะที่สามารถจัดเป็นกลุ่มเดียวกันกับพระพุทธรูปางประทานธรรมที่พบที่พื้นที่บ้านฝ้าย ตำบลไทยสามัคคี อ.ปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ รวมทั้งพระพุทธรูปปางประทานธรรมอื่น ๆ ที่พบในวัฒนธรรมทวารดีด้วย
อ้างอิง :
- สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร.โบราณคดีเมืองศรีมโหสถ. กรุงเทพฯ, ๒๕๔๘.
- กรมศิลปากร. ประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองศรีมโหสถ. กรุงเทพฯ, ๒๕๓๕.
- ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนประเทศไทย. นนทบุรี, ๒๕๖๒
ผู้เรียบเรียง :
นายนนทนันทน์ ใหม่อ้วน นักศึกษาฝึกประสบการณ์คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยบูรพา
นางสาวพิมชนน์ จันทร์งาม
นักศึกษาฝึกประสบการณ์คณะโบราณคดี สาขาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มหาวิทยาลัยศิลปากร
เมื่อวันพุธที่ 22 มิถุนายน 2565 กรมศิลปากรเปิดให้ประชาชนเข้าชมโบราณวัตถุที่ได้รับมอบจากสหรัฐอเมริกาและผู้บริจาคชาวไทย เป็นวันแรก หลังจากพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับมอบโบราณวัตถุดังกล่าวในนามของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ มิถุนายนที่ผ่านมา โดยครอบพระเศียรทองคำสมัยล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 ที่ได้รับมอบจากครอบครัวชาวอเมริกัน จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ส่วนเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 19 ที่รับมอบจากนายโยธิน และนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. – 16.00 น. ปิดวันจันทร์ - วันอังคารครอบพระเศียรพระพุทธรูป ทองคํา ครอบครัว Cornell ชาวอเมริกัน มีความประสงค์ส่งมอบครอบพระเศียรพระพุทธรูป ทองคำ ที่บรรพบุรุษได้เก็บสะสมไว้กลับคืนสู่ประเทศไทย โดยประสานผ่านทาง ศ.ดร.ม.ล. ภัทรธร จิรประวัติ หนึ่งในคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นำเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านวิชาการและมีมติยืนยันขอรับมอบครอบพระเศียรดังกล่าว โดยมีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นผู้แทนรับมอบและส่งกลับคืนประเทศไทยผ่านกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ถึงกรมศิลปากร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2565 ครอบพระเศียรพระพุทธรูปล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดกว้าง 14 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร น้ำหนัก 202.10 กรัม ผลการตรวจพิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีส่วนประกอบคือ ทองคำ 85-95 % เงิน 8-11 % ทองแดง 1-2 % โลหะชนิดอื่น น้อยกว่า 1% กรรมวิธีในการสร้างครอบพระเศียร ใช้การขึ้นรูปโดยการตี บุ ดุน แผ่นทองให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ โดยรูปแบบที่ปรากฏ เป็นครอบพระเศียรที่มีรัศมีเป็นเปลวเพลิง เม็ดพระศกกลม เล็ก มีร่องรอยการฝังอัญมณีที่บริเวณเหนือพระนลาฏ พระรัศมีและขอบพระเศียรแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่ตกแต่งพระพุทธรูปให้งดงามด้วยอัญมณี และโลหะมีค่าถวายเป็นพุทธบูชา กรมศิลปากรได้นำมาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปชม ณ จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ นายโยธิน และนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท บีเอสวายกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้มอบเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ ให้กับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 164 รายการ มูลค่า 82 ล้านบาท โดยทำพิธีรับมอบอย่างเป็นทางการ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการรับมอบ นายโยธิน และนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ได้มอบเครื่องปั้นดินเผาชุดนี้ให้กับกรมศิลปากร เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ และจัดแสดงในนิทรรศการเครื่องปั้นดินเผา ห้องลพบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1. เพื่อให้คนไทยโดยเฉพาะอนุชนรุ่นใหม่ ได้ภาคภูมิใจในความสามารถของคนไทยในอดีต ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพดีมาตั้งแต่โบราณ จากหลักฐานแหล่งผลิตที่เตาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกไปยังราชสำนักเมืองพระนครและเมืองอื่นภายใน อาณาจักรเขมรโบราณ เช่นเดียวกับในปัจจุบันคนไทยยังคงเป็นผู้ผลิตสินค้าชั้นนำที่มีคุณภาพดีส่งไป จำหน่ายทั่วโลก 2. เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาเมืองบุรีรัมย์ชุดนี้เมื่อจัดแสดงในนิทรรศการ เครื่องปั้นดินเผาที่ห้องลพบุรีแล้ว จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มากยิ่งขึ้น นายโยธินใช้เวลาในการศึกษารวบรวมมากว่า 20 ปี ผ่านกระบวนการศึกษาวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องปั้นดินเผาทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จนเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากนักวิชาการด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ทั่วโลกว่าเป็นเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาบุรีรัมย์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ทั้งนี้ เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรี กรมศิลปากรได้พบแหล่งผลิตเป็นเตาเผาจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ อันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมในอดีต ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-19 นิยมผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นเอกลักษณ์ คือใช้น้ำเคลือบสีน้ำตาล สีเขียว สร้างสรรค์เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าในภูมิภาค ปัจจุบันจึงพบเครื่องปั้นดินเผาจากเตานี้ ในแหล่งโบราณคดีที่เป็นศาสนสถานทั้งในประเทศไทย และประเทศกัมพูชา ปัจจุบันกรมศิลปากรได้นำโบราณวัตถุดังกล่าวจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปชม ณ ห้องศิลปะลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตามเจตนารมณ์ของผู้มอบ
พระที่นั่งพุดตานฝ่ายพระราชวังบวร (พระที่นั่งพุดตานวังหน้า)
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔กระทรวงวังส่งมาปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ ห้องเฉลิมพระเกียรติกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มุขกระสันพระที่นั่งพุดตาน พระราชยานสำหรับเสด็จกระบวนพยุหยาตรา ใช้พลแบกหาม ๑๖ นาย สันนิษฐานว่ารัชกาลที่ ๔ พระราชทานแก่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นวังหน้าที่มีพระเกียรติยศเสมอพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สอง ภายหลังจึงใช้เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระมหาอุปราชและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร