ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,644 รายการ
โบราณสถานวัดพัฒนาราม
ตั้งอยู่ในเขตตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยหลวงพ่อพัฒน์ นารโท และได้ผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ เดิมวัดพัฒนารามเป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของทางราชการมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงได้ยกเลิกไปภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชาวบ้านเรียกชื่อวัดนี้ ๒ ชื่อ คือ “วัดพัฒนาราม" เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่หลวงพ่อพัฒน์ผู้ก่อสร้างวัด และเรียกกันว่า "วัดใหม่" เนื่องจากเป็นวัดที่สร้างขึ้นหลังวัดอื่น ๆ ในย่านตลาดเมืองสุราษฎร์ธานี
สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่ อุโบสถ ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ. ๑๑๖ (พุทธศักราช ๒๔๔๐) ขนาดกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๒๒ เมตร หลังคาทรงจั่วมีปีกนกสองชั้น หน้าบันทั้งสองด้านเป็นลายไม้แกะสลักประดับกระจกและลงรักปิดทอง ด้านทิศตะวันออกเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ ส่วนด้านทิศตะวันตกเป็นภาพตอนโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตัวอาคารตั้งอยู่บนฐานยกพื้นสูง มีเสากลมรองรับปีกนกโดยรอบอาคาร ทางด้านหน้าและด้านหลังมีประตูทางเข้า-ออกด้านละ ๒ บาน หน้าต่างมีการเจาะช่องผนังประดับด้วยลูกกรงไม้ บริเวณเสาร่วมในริมประตูทางเข้าทั้งสองด้านมีปูนปั้นรูปยักษ์ ส่วนเสาร่วมนอกเป็นปูนปั้นรูปทวารบาล มีลักษณะเป็นรูปบุคคลแต่งตัวคล้ายทหารบกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง แสดงปางมารวิชัย ขนาบข้างด้วยพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรและปางห้ามสมุทร ด้านละ ๑ องค์ เหนือบานหน้าต่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาพจิตรกรรมแบบไทยประเพณีตั้งแต่สมัยอุยธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยฝีมือช่างท้องถิ่นภาคใต้ ด้านนอกอุโบสถมีซุ้มเสมา ๘ ซุ้ม และยังมีจารึกหลังพระกสิณที่สร้างขึ้นประมาณพ.ศ. ๒๔๖๗ โดยหลวงพ่อพัฒน์อีกด้วย
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานวัดพัฒนารามในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๒๗ ง หน้า ๑๐ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ เนื้อที่โบราณสถานประมาณ ๑ ไร่ ๑ งาน ๓ ตารางวา
Wat Phatthanaram
Wat Phatthanaram is located in Talat Sub-district, Mueang Surat Thani District, Surat Thani Province. It was founded in 1896 by a Buddhist monk named Luang Pho Phat Naratho and received royal permission to build the ordination hall in 1901. Originally, Wat Phatthanaram was known for its role in drinking an oath of allegiance. However, the drinking an oath of allegiance was cancelled after the Siamese Revolution in 1952. Local people called the temple with two names. The first name is called “Wat Phatthanaram” as a memorial of Luang Pho Phat who built the temple and the second name is called “Wat Mai” because it was built after other temples in the market area of Surat Thani.
There is an Ubosot or ordination hall which was built in 1897. It was made of brick and lime. The size of the ubosot is 13 metres wide and 22 metres long. It has a double-tiered roof. The two wooden gables were carved and decorated with glass mosaic and gilded on black lacquer. The gables were represented the life stories of the Lord Buddha, the eastern gable was a scene of performing a series of double miracles while the western gable was a scene of the Lord Buddha went to Tavatimsa Heaven to preach his mother. The building is on a raised platform with round poles to support the wings. There are two doors at the front and the back of the building. The windows had been made in the style of bars of balustrade. The interior columns of the ubosot are next to the doors and were made of stucco with giant images, while the exterior columns of the ubosot were made of stucco with giant images and figures of people dressed like army during the reign of King Chulalongkorn (Rama V). The Buddha image in the attitude of subduing Mara which is between a Buddha image in the attitude of holding an alms bowl and a Buddha image in the attitude of calming the ocean were enshrined inside ubosot. The wall above the windows were decorated with mural paintings about the life stories of the Lord Buddha. The mural paintings had the specific characteristics of traditional Thai painting during the late Ayutthaya period to the early Rattanakosin period and were made by local craftsmen. Outside the ubosot, there are eight arches housing boundary markers.
The Fine Arts Department announced the registration of Wat Phattanaram as a national monument and 2,012 squares - metres of national monument area in the Royal Gazette, Volume 118, Special Part 127, page 10, dated 21st December 2001.
ชื่อผู้แต่ง ฉันท์ ขำวิไล
ชื่อเรื่อง การโต้วาที
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์พระจันทร์
ปีที่พิมพ์ ๒๔๗๘
จำนวนหน้า ก - ฆ , ๔๕ หน้า
ISBN -
เลขเรียกหนังสือ ๘๐๘.๕๓ ฉ ๒๕๓ ก
เลขทะเบียนหนังสือ ๐๖๓๕๙๖
หมายเหตุ การโต้วาที เมื่อ วันพุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๘ เรื่อง ตายดีกว่าไม่ตาย พระยาโอวาทกิจ เสนอ นายกี อยู่โพธิ์ ค้าน ผลการแห่งการตัดสิน ฝ่ายเสนอชนะ
หนังสือโต้วาที นี้ นอกจากมีเรื่องของคู่โต้วาทีแล้วท่านผู้อ่านนอกจากจะได้รับความรู้จากผู้โต้แล้ว ยังได้ฟังคารมแถมให้เป็นพิเศษอีกด้วย
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน) อย.บ. 147/4หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 66 หน้า : กว้าง 5.3 ซม. ยาว 54.4 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ศาสนพิธีและตำรายาพิเศษ นี้ เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพนางสถลสถานพิทักษ์ (แช่ม ณ ระนอง)
ภายในเล่มรวบรวมเนื้อหาชีวประวัติของนางสถลสถานพิทักษ์ (แช่ม ณ ระนอง) เรื่องศาสนพิธีเบื้องต้น และตำรายาแผนโบราณบรรณานุกรมศาสนาพิธีและตำรายาพิเศษ. นครศรีธรรมราช: โรงพิมพ์ศิริสวัสดิ์, ๒๕๑๔. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางสถลสถานพิทักษ์ (แช่ม ณ ระนอง)
ณ วัดตรังคภูมิพุทธาวาส ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๔).
เลขทะเบียน : นพ.บ.611/9 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4 x 56 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม่มีไม้ประกับ ชื่อชุด : มัดที่ 198 (19-32) ผูก 9 (2568)หัวเรื่อง : สัตตัปปกรณาภิธรรม--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.668/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 44 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 214 (174-184) ผูก 4 (2568)หัวเรื่อง : นิไสทุกกนีบาด--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.744/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 44 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม้มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 230 (341-348) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : ลำอภิธัมมา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
องค์ความรู้ เรื่อง "เสื้อของพระนครศรีบริรักษ์ (อิน)" อดีตเจ้าเมืองขอนแก่น
เรียบเรียง/ภาพ นางสาวพรพิณ โพธิวัฒน์
ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น
สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น
#องค์ความรู้
#พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น
#สำนักศิลปากรที่๘ขอนแก่น
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเรียนรู้รากเหง้าของวัฒนธรรมการบริโภคข้าวเหนียวผู้คนเมืองเหนือ ร่องรอยหลักฐานเกี่ยวกับข้าวโบราณในดินแดนล้านนา ขั้นตอนวิธีการทำข้าวนึ่งแบบดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์จากข้อมูลและวัตถุด้านชาติพันธุ์ ในนิทรรศการพิเศษ "ข้าวนึ่งคนเมือง" เนื่องในโอกาสวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ ๘ เมษายน - ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๙ เวลา 09.00 - 16.00 น. (เปิดทุกวัน ยกเว้นวันนักขัตฤกษ์) พิเศษสำหรับผู้เข้าชม ๑๐๐ ท่านแรก รับของที่ระลึกสุดน่ารัก เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ยังมีมุม Workshop ให้ได้นั่งเพ้นท์ถุงผ้าและเครื่องปั้นดินเผาอวดฝีมือกันด้วย และกิจกรรมพิเศษเฉพาะวันที่ 23 - 24 เมษายนนี้เท่านั้น กับกิจกรรม "แต่งปุ๊บ กินปั๊บ ซูชิไทยไทย" ใครกำลังมองหาที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ หรือกิจกรรมทำแก้เบื่อช่วงเดือนเมษายนนี้ แวะไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย กันได้เลย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6113, 0 3553 6116 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย สุพรรณบุรี Thai Farmers National Museum https://www.facebook.com/ThaiFarmersNationalMuseum
สรุปผลการดำเนินงานการสำรวจทางโบราณคดีบริเวณอ่าวพนังตักและอ่าวชุมพร ประจำปีงบประมาณ 2568
กองโบราณคดีใต้น้ำได้ดำเนินการสำรวจเชิงรุกในพื้นที่อ่าวพนังตักและอ่าวชุมพร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลของไทยมาแต่โบราณ โดยสามารถสืบย้อนไปได้ถึงราวพุทธศตวรรษที่ 5 ทั้งนี้ แหล่งโบราณคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวคือเมืองท่าโบราณเขาสามแก้ว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลำน้ำที่เชื่อมต่อกับปากอ่าวทั้งสอง
การสำรวจในครั้งนี้ใช้เทคนิคผสมระหว่างเครื่องมือโซนาร์สแกนด้านข้าง (Side-Scan Sonar) และการดำน้ำตรวจสอบ ครอบคลุมพื้นที่รวมเกือบ 5 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นระยะทางการสำรวจทั้งสิ้นเกือบ 100 กิโลเมตร
บริเวณปากอ่าวพนังตัก ผลการสำรวจไม่พบโบราณวัตถุหรือร่องรอยทางโบราณคดี เครื่องมือโซนาร์สามารถระบุวัตถุขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เสาคอนกรีต ลูกกรงโลหะ ยางรถยนต์ และบานประตู อย่างไรก็ตาม วัตถุขนาดเล็กหรือโบราณวัตถุต้องอาศัยนักดำน้ำตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากทัศนวิสัยใต้น้ำในพื้นที่มีข้อจำกัด ไม่เกิน 1 เมตร ทำให้การค้นหาวัตถุขนาดเล็กดำเนินไปด้วยความยากลำบาก ทีมสำรวจจึงสรุปว่า ไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีในบริเวณดังกล่าว
ในทางตรงกันข้าม บริเวณตอนเหนือของอ่าวชุมพร ผลการสำรวจพบหลักฐานสำคัญคือ สมอเรือเหล็ก ปรากฏอยู่บริเวณกองหินชุมพร ที่ระดับความลึกประมาณ 7 เมตร สมอดังกล่าวไม่ใช่แบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แต่ตรงกับรูปแบบที่นิยมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “Admiralty Pattern Anchor” เป็นสมอที่ราชนาวีอังกฤษนำมาใช้เป็นมาตรฐานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1852
สมอชนิดนี้มีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ ก้านสมอ (shank) หล่อด้วยเหล็กตัน ปลายด้านหนึ่งเชื่อมกับแขนสมอ (arm) ด้วยวิธีตีขึ้นรูป ปลายอีกด้านเจาะรูสำหรับใส่กะสมอ (stock) และมีห่วง (ring) สำหรับร้อยโซ่ ทั้งหมดนี้ยังคงปรากฏให้เห็นในสภาพดี ยกเว้นเพียงกะสมอที่สูญหายไป
แม้จะยังไม่สามารถระบุอายุของสมอได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าสมอเรือนี้มีอายุไม่เก่ากว่าปี ค.ศ. 1852 หรือตรงกับช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) การค้นพบนี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า บริเวณดังกล่าวของอ่าวชุมพรเคยใช้เป็นจุดทอดสมอของเรือเดินทะเลในอดีต ซึ่งแสดงถึงบทบาทของพื้นที่ในฐานะจุดพักเรือหรือจุดจอดเรือที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการค้า การขนส่ง หรือการเดินทางระหว่างประเทศ
แม้การสำรวจครั้งนี้จะยังไม่พบโบราณวัตถุร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้วโดยตรง แต่การค้นพบสมอเรือในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของกิจกรรมทางทะเลในอ่าวชุมพร และเป็นหลักฐานสนับสนุนว่า พื้นที่นี้เคยมีความคึกคักด้านการคมนาคมทางน้ำในอดีต ถือเป็นความสำเร็จของการสำรวจเชิงรุก ที่แม้บางครั้งอาจเปรียบได้กับการงมเข็มในมหาสมุทร แต่ก็สามารถค้นพบข้อมูลสำคัญที่ต่อยอดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
เอกสารอ้างอิง
Curryer, Betty Nelson (1999). Anchors: An Illustrated History. Chatham. pp. 114–115. ISBN 978-1-86176-080-7.