ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,686 รายการ
พระเจ้าเข้านิพพาน (พระพุทธรูปปางถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ)
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕ (ประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)
สมบัติเดิมของวัดโบสถ์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
โลหะผสมปิดทอง กว้าง ๘.๗ เซนติเมตร ยาว ๒๐ เซนติเมตร สูงพร้อมฐาน ๑๙.๕ เซนติเมตร
ปัจจุบันจัดแสดงใน นิทรรศการพิเศษ “พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จนถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๖
ประติมากรรมรูปพระหีบประดิษฐานพระพุทธสรีระ ซึ่งแสดงปาฏิหาริย์เหยียดพระบาททะลุออกมาภายนอกพระหีบเพื่อให้พระมหากัสสปะบูชาด้วยเศียรเกล้า พระหีบปากผายมีฝาปิดตั้งบนพระจิตกาธาน ส่วนบนประดับกลีบบัวหงายพระหีบและฐานตกแต่งลวดลายนูน มีรูปพระสาวก ๕ องค์ นั่งอยู่ฐานสี่เหลี่ยม ฐานแต่ละองค์จารึกระบุนาม คือ พระอนุรุทธ พระอุบาลี และพระมหากัสสปะ ทั้ง ๓ รูป นั่งประคองอัญชลีระหว่างอก พระสุภัททะ นั่งชันเข่าข้างหนึ่ง และพระอานนท์ นั่งกระหย่งก้มใบหน้า มือขวาทาบที่หน้าอก มือซ้ายยกป้องใบหน้า แสดงความโศกเศร้าเสียใจ
พระสุภัททะ ที่นั่งในท่าทางไม่สำรวมนี้ คงได้แก่ พระสุภัททวุฑฒบรรพชิต ภิกษถผู้บวชเมื่อแก่ พระสุภัททะเมื่อรู้ว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้กล่าวว่า “การที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนั้นดีแล้ว เพราะเวลาที่ทรงพระชนม์อยู่นั้น มีแต่ทรงห้ามไม่ให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว พวกเราก็จักทำตามชอบใจได้” ครั้งพระมหากัสสปเถระได้ฟังคำพระสุภัททะเช่นนั้น ก็เกิดธรรมสังเวชและเหตุนี้ส่งผลให้เกิดการทำสังคายนาครั้งแรกขึ้นภายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๓ เดือน
งานศิลปกรรมพระพุทธเจ้าเข้านิพพานในประเทศไทยพบหลักฐานการสร้างเก่าที่สุดในสมัยสุโขทัย เมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ (ประมาณ ๖๐๐ ปีมาแล้ว) ในสมัยกรุงศรีอยุธยา-รัตนโกสินทร์ พบทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม และพระพิมพ์ โดยมีคติการสร้างเพื่อบูชาเนื่องในพิธีอัฐมีบูชา หรือการบูชาในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ วันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ มกุฏพันธนเจดีย์
อธิบดีกรมศิลปากรปลื้ม “ราตรีนี้...ที่ วัดไชยวัฒนาราม” คึกคัก ต่อยอดความสำเร็จขยายเวลาเปิดพิพิธภัณฑ์เครื่องทอง เพิ่มอยุธยาไนท์มาร์เก็ต วัดราชบูรณะ รับนักท่องเที่ยว
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เดินทางไปติดตามความคืบหน้าโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชมกิจกรรมตลาดย้อนยุค อยุธยาไนท์มาร์เก็ต บริเวณลานด้านข้างวัดราชบูรณะ และกิจกรรม “ราตรีนี้...ที่ วัดไชยวัฒนาราม”
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการท่องเที่ยวโบราณยามราตรีที่วัดไชยวัฒนาราม ถือเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่สำคัญ แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนนโยบายการดำเนินการแบบควิกวิน (Quick Win) ของรัฐบาล นอกจากจะส่งผลสำเร็จด้านการท่องเที่ยว คือจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นหันมาพัก ค้างแรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามากขึ้น ยังทำให้ธุรกิจในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านเช่าชุดไทย ร้านอาหาร บริการต่าง ๆ มีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมาก กรมศิลปากรจึงมีแนวคิดต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยการขยายเวลาเปิดให้บริการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ซึ่งจัดแสดงเครื่องทองสมัยอยุธยาที่สวยงามและมีจำนวนมากที่สุดของประเทศไทย และเปิดให้เข้าชมวัดราชบูรณะ ยามค่ำคืน เพิ่มเติม เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราว และทำให้นักท่องเที่ยวมีสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่นของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดตั้งตลาดย้อนยุค ไนท์มาร์เก็ต ขึ้นบริเวณลานด้านข้างวัดราชบูรณะ เพี่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในภาพรวมของผู้ประกอบการโอทอป วิสาหกิจชุมชน SME รองรับนักท่องเที่ยวยามค่ำ รวมถึงภาคธุรกิจโรงแรม ที่พัก เกสต์เฮ้าส์ รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ รถจักรยานเช่า ร้านเช่าชุดไทย ร้านค้าต่าง ๆ จะได้รับอานิสงส์จากการที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นและมาพักค้างคืนในอยุธยา ช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ โดยตลาดอยุธยาไนท์มาร์เก็ต เปิดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตามนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล
สำหรับกิจกรรม “ราตรีนี้...ที่ วัดไชยวัฒนาราม” ซึ่งเปิดให้เข้าชมในเวลา ๑๘.๐๐ – ๒๒.๐๐ น. ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และเทศกาลสำคัญนั้น จะเปิดให้เข้าชมเป็นพิเศษ ติดต่อกัน ๕ วัน ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เพื่อเป็นการรับลมหนาว โดยวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ จะมีการขับร้องและบรรเลงดนตรี จากศิลปินสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ท่ามกลางโบราณสถานในยามค่ำคืน อีกด้วย
กรมศิลปากรจัดกิจกรรมศิลปากรสัญจร ครั้งที่ 2 “มรดกโลก 2 นครา อยุธยา - ศรีเทพ” นำผู้สนใจกว่า 80 คน ร่วมทัวร์ไปกับกรมศิลปากร ระหว่างวันที่ 9 - 10 มีนาคม 2567 พร้อมชมการแสดงโขนประกอบแสงสี ณ วัดไชยวัฒนาราม เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “สัจจะพาลี” โดยมีวิทยากรและนักโบราณคดีในแต่ละพื้นที่เป็นมัคคุเทศก์ร่วมให้ความรู้และข้อมูลแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ตามที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบนโยบายให้กรมศิลปากรดำเนินโครงการส่งเสริม Soft Power ด้านการท่องเที่ยว ในมิติทางวัฒนธรรม โดยเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวโบราณสถานตามจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน กรมศิลปากรจึงจัดกิจกรรมศิลปากรสัญจร เพื่อแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จัก พร้อมทั้งให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชนและประเทศ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจชาติ หลังจากนี้จะมีการจัดกิจกรรมศิลปากรสัญจรในอีก 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางในกรุงเทพมหานคร สืบสานธรรมเนียมโบราณ นมัสการพระใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคล ย้อนประวัติศาสตร์ “ชุมชนกุฎีจีน” ท่องไปในชุมชนเก่าแก่ สะท้อนภาพวิถีชีวิตผู้คนจากแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และเส้นทางวัฒนธรรมวงแหวนตะวันตก : ต้นธารแห่งอารยธรรมไทย นำเที่ยวแหล่งโบราณสถานและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในพื้นที่ภาคตะวันตกของไทย ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
ศิลปากรสัญจร ครั้งที่ 2 “มรดกโลก 2 นครา อยุธยา - ศรีเทพ” เยือนแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 2 แห่ง ได้แก่ เมืองโบราณพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เริ่มต้นด้วยการสักการะพระพุทธสิหิงค์ และชมห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปะทวารวดีและศิลปะอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จากนั้นเดินทางไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เมื่อพุทธศักราช 2534 ภายใต้ชื่อ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ชมนิทรรศการเครื่องทองอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และแต่งชุดไทยชมวัดไชยวัฒนารามยามเย็น พร้อมชมการแสดงโขนสุดวิจิตรครั้งประวัติศาสตร์ โขนประกอบแสงสี เรื่องรามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี โดยศิลปินจากสำนักการสังคีต รุ่งเช้าร่วมกิจกรรมตักบาตร ณ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร และออกเดินทางไปจังหวัดเพชรบูรณ์ ชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เมื่อพุทธศักราช 2566 ภายใต้ชื่อเมืองโบราณศรีเทพ และโบราณสถานสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้อง
หม่อมราชวงศ์ถนอมศักดิ์ กฤดากร
ผลงาน : ม.ร.ว.ถนอมศักดิ์ กฤดากร (M.R. Thanomsak Kritsadakorn)
ศิลปิน : นายเฟื้อ หริพิทักษ์ (Fua Hariphitak)
เทคนิค : ปั้นดินเหนียว หล่อบรอนซ์ (Technique of Clay Sculpture and Bronze Cast)
ขนาด : สูง 35 เซนติเมตร (Height 35 cm.)
ปีที่สร้างสรรค์ : พ.ศ. 2481 (1938)
ประวัติ :เฟื้อ หริพิทักษ์ เป็นศิลปินหัวก้าวหน้า ที่ท้าทายและปฏิเสธศิลปะตามหลักวิชาการ อันเป็นกระแสหลักของวงการศิลปะไทยในช่วงทศวรรษที่ 2470 - 2480 (สุธี 2454 : 55) มีความชำนาญทั้งการเขียนภาพ และงานประติมากรรม พื้นฐานการศึกษาของเฟื้อ เริ่มต้นที่โรงเรียนเพราะช่าง แล้วเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนประณีตศิลปกรรม และมีโอกาสไปศึกษาที่แระเทศอินเดียและอิตาลีตามลำดับ ทางด้านหน้าที่การงาน เฟื้อประสบความสำเร็จอย่างสูง นอกจากรับราชการตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและวิทยาลัยช่างศิลปแล้ว ยังได้รับยกย่องเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมใน พ.ศ.2500 ได้รับรางวัลแมกไซไซใน พ.ศ.2526 และได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตกรรมฉ เมื่อปี พ.ศ.2528 (ขนิษฐษ และคณะ 2535 : 55 - 56) ประติมากรรมภาพเหมือนรูปนี้ จัดเป็นงานยุคแรกเริ่มต้นเส้นทางการเป็นศิลปินของท่าน
อ้างอิง : หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (Guide to The National Gallery, Bangkok)
หนังสือ 100 ปี เฟื้อ หริพิทักษ์ (หน้า 111)
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery/360/model/zz08ok/
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery/
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (ม.6) จ.นครปฐม (เวลา 09.00 น.) จำนวน 47 คนวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. คณะนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จำนวน ๔๗ คน เข้าเยี่ยมชม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ โดยมีว่าที่ร้อยตรีรุ่งเรือง ชื่นชม ตำแหน่งพนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เป็นวิทยากรนำชมในครั้งนี้
พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ). ประเพณีเรื่องแต่งงานบ่าวสาวของไทย. พระนคร : รุ่งเรืองธรรม, 2510.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการบูรณะหลังคาอาคารจัดแสดง ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ ในโอกาสนี้จึงนำชุดภาพถ่ายเก่า Then & Now มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อย้อนวันวานที่สวยงาม และเตรียมรับอาคารจัดแสดงโฉมใหม่ มีจำนวน ๔ ภาพดังนี้
ภาพที่ 1 : พระยาสขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) และข้าราชการ พ่อค้า คหบดีในจังหวัดสงขลา พ.ศ. 2449 ในการเลี้ยงส่งเมื่อจะย้ายไปรับตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงโยธาธิการ ภาพจาก : หนังสือโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
ภาพที่ 2 : ข้าราชการในจังหวัดสงขลาถ่ายภาพร่วมกัน ณ ศาลากลางจังหวัดสงขลา (หลังเก่า) ไม่ปรากฏปีที่ถ่าย ภาพจาก : Songkhla National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
ภาพที่ 3 : ถ่ายภาพโปสการ์ดขาวดำโดยร้านบ้วนเฮงสงขลา ในช่วงประมาณปีพ.ศ. 2480 ที่ระบุชื่อสถานที่ว่า “ศาลารัฐบาล” ภาพจาก : The National Archives of Thailand, Songkhla หอจดหมายเหตุเเห่งชาติฯ สงขลา
ภาพที่ 4 : ระหว่างการบูรณะอาคารศาลากลางจังหวัดสงขลา (หลังเก่า) เพื่อปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา เมื่อปี พ.ศ. 2518 ภาพจาก : สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา
ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมโพสต์ภาพความทรงจำที่เคยถ่ายคู่กับอาคารพิพิธภัณฑ์ได้ทางเฟซบุ๊ก Songkhla National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในช่องคอมเมนท์ใต้โพสต์นี้ https://www.facebook.com/songkhlanationalmuseum/posts/pfbid0M7NYKytX5VVce3FLbNjprU6eSuQ421sYEEEA1i8MfpZ9GJ8F3wAB7CD2zP8Pe1Nil
โบราณสถานวัดพัฒนาราม
ตั้งอยู่ในเขตตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยหลวงพ่อพัฒน์ นารโท และได้ผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ เดิมวัดพัฒนารามเป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของทางราชการมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงได้ยกเลิกไปภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชาวบ้านเรียกชื่อวัดนี้ ๒ ชื่อ คือ “วัดพัฒนาราม" เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่หลวงพ่อพัฒน์ผู้ก่อสร้างวัด และเรียกกันว่า "วัดใหม่" เนื่องจากเป็นวัดที่สร้างขึ้นหลังวัดอื่น ๆ ในย่านตลาดเมืองสุราษฎร์ธานี
สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่ อุโบสถ ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ. ๑๑๖ (พุทธศักราช ๒๔๔๐) ขนาดกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๒๒ เมตร หลังคาทรงจั่วมีปีกนกสองชั้น หน้าบันทั้งสองด้านเป็นลายไม้แกะสลักประดับกระจกและลงรักปิดทอง ด้านทิศตะวันออกเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ ส่วนด้านทิศตะวันตกเป็นภาพตอนโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตัวอาคารตั้งอยู่บนฐานยกพื้นสูง มีเสากลมรองรับปีกนกโดยรอบอาคาร ทางด้านหน้าและด้านหลังมีประตูทางเข้า-ออกด้านละ ๒ บาน หน้าต่างมีการเจาะช่องผนังประดับด้วยลูกกรงไม้ บริเวณเสาร่วมในริมประตูทางเข้าทั้งสองด้านมีปูนปั้นรูปยักษ์ ส่วนเสาร่วมนอกเป็นปูนปั้นรูปทวารบาล มีลักษณะเป็นรูปบุคคลแต่งตัวคล้ายทหารบกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง แสดงปางมารวิชัย ขนาบข้างด้วยพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรและปางห้ามสมุทร ด้านละ ๑ องค์ เหนือบานหน้าต่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาพจิตรกรรมแบบไทยประเพณีตั้งแต่สมัยอุยธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยฝีมือช่างท้องถิ่นภาคใต้ ด้านนอกอุโบสถมีซุ้มเสมา ๘ ซุ้ม และยังมีจารึกหลังพระกสิณที่สร้างขึ้นประมาณพ.ศ. ๒๔๖๗ โดยหลวงพ่อพัฒน์อีกด้วย
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานวัดพัฒนารามในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๒๗ ง หน้า ๑๐ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ เนื้อที่โบราณสถานประมาณ ๑ ไร่ ๑ งาน ๓ ตารางวา
Wat Phatthanaram
Wat Phatthanaram is located in Talat Sub-district, Mueang Surat Thani District, Surat Thani Province. It was founded in 1896 by a Buddhist monk named Luang Pho Phat Naratho and received royal permission to build the ordination hall in 1901. Originally, Wat Phatthanaram was known for its role in drinking an oath of allegiance. However, the drinking an oath of allegiance was cancelled after the Siamese Revolution in 1952. Local people called the temple with two names. The first name is called “Wat Phatthanaram” as a memorial of Luang Pho Phat who built the temple and the second name is called “Wat Mai” because it was built after other temples in the market area of Surat Thani.
There is an Ubosot or ordination hall which was built in 1897. It was made of brick and lime. The size of the ubosot is 13 metres wide and 22 metres long. It has a double-tiered roof. The two wooden gables were carved and decorated with glass mosaic and gilded on black lacquer. The gables were represented the life stories of the Lord Buddha, the eastern gable was a scene of performing a series of double miracles while the western gable was a scene of the Lord Buddha went to Tavatimsa Heaven to preach his mother. The building is on a raised platform with round poles to support the wings. There are two doors at the front and the back of the building. The windows had been made in the style of bars of balustrade. The interior columns of the ubosot are next to the doors and were made of stucco with giant images, while the exterior columns of the ubosot were made of stucco with giant images and figures of people dressed like army during the reign of King Chulalongkorn (Rama V). The Buddha image in the attitude of subduing Mara which is between a Buddha image in the attitude of holding an alms bowl and a Buddha image in the attitude of calming the ocean were enshrined inside ubosot. The wall above the windows were decorated with mural paintings about the life stories of the Lord Buddha. The mural paintings had the specific characteristics of traditional Thai painting during the late Ayutthaya period to the early Rattanakosin period and were made by local craftsmen. Outside the ubosot, there are eight arches housing boundary markers.
The Fine Arts Department announced the registration of Wat Phattanaram as a national monument and 2,012 squares - metres of national monument area in the Royal Gazette, Volume 118, Special Part 127, page 10, dated 21st December 2001.