ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,381 รายการ
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๘๘ กลุ่มแสนคร้าว ซึ่งเป็นขุนนางเชียงใหม่ก่อรัฐประหารและปลงพระชนม์พระเมืองเกษเกล้าแล้ว กลุ่มแสนคร้าว ได้ไปทูลเชิญพระเขมรัฐราช เจ้าฟ้านครเชียงตุงให้มาครองอาณาจักรล้านนา แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ ต่อมาจึงไปเชิญเจ้าฟ้าเมืองนาย โดยคราวนี้เจ้าฟ้าเมืองนายทรงตอบรับที่จะมาครองอาณาจักรล้านนา แต่ระหว่างที่เจ้าฟ้าเมืองนายยังไม่มานั้น
ส่วนทางกลุ่มเชียงแสน ประกอบไปด้วย เจ้าหมื่นสามล้าน เจ้าเมืองเชียงแสน เจ้าเมืองเชียงราย เจ้าเมืองลำปาง และเจ้าเมืองพาน เป็นต้น ได้ไปทูลเชิญพระโพธิสาลราชแห่งล้านช้าง พระองค์ทรงตอบรับจะมาครองอาณาจักรล้านนาเช่นเดียวกัน
ในขณะที่กลุ่มหมื่นหัวเคียนเมืองแสนหวี ได้สู้รบกับทางกลุ่มแสนคร้าวเป็นเวลาสามวันสามคืน แต่ไม่สามารถต้านทานและพ่ายแพ้หนีถอยหนีไปตั้งรับอยู่ลำพูน พร้อมกับส่งทูตไปรายงานกับทางกรุงศรีอยุธยาให้ยกทัพขึ้นมายึดเมืองเชียงใหม่ จึงเป็นเหตุทำให้สมเด็จพระไชยราชาธิราช เสด็จยกทัพขึ้นมายังเมืองเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทันมาถึงกลุ่มเชียงแสนสามารถปราบกลุ่มแสนคร้าวและพวกที่ร่วมกันปลงพระชนม์พระเมืองเกษเกล้า โดยนำกลุ่มดังกล่าวไปรับโทษจนหมดสิ้น
พระนางจิรประภาเทวี ในฐานะพระอัครมเหสีพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระราชมารดาท้าวซายคำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเชียงแสนให้ขึ้นเป็นพระมหากษัตรีย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๕ ในราชวงศ์มังราย ตรงกับปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๐๘๘ เดือน ๑๐ แรม ๒ ค่ำ เม็งวันพฤหัสบดี ปีขาล
สมเด็จพระไชยราชาธิราช พระมหากษัตริย์อยุธยา รัชกาลที่ ๑๓ แห่งอาณาจักรอยุธยา ทรงจัดทัพอยุธยาขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่ โดยมาตั้งทัพบริเวณวัดยางกวง (เดือน ๑๐ แรม ๔ ค่ำ วัน ๗ ปีมะโรง) จังหวัดเชียงใหม่ พระนางจิรประภามหาเทวี ทรงเล็งเห็นถึงความสูญเสียถ้าหากว่าทัพเชียงใหม่จะต่อสู้คงจะไม่สามารถต้านทานได้ไหว เนื่องจากกองทัพอยุธยามีแสนยานุภาพมากกว่า พระนางจิรประภามหาเทวี จึงใช้ยุทธวิธีทางเจริญสัมพันธ์ไมตรีทางการทูต นำบรรณาการถวายการต้อนรับสมเด็จพระไชยราชาธิราชโดยทางพระราชไมตรี พร้อมทูลเชิญเข้าร่วมเคารพพระบรมอัฐิของพระราชบิดาที่วัดโลกโมฬี ทางสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงร่วมทำบุญ โดยพระราชทานเงินไว้สร้างกู่ ๕,๐๐๐ บาท กับผ้าทรงผืนหนึ่ง พร้อมกับพระราชทานบำเหน็จขุนศึกนายกองที่ยกทัพขึ้นมาช่วยในครั้งนี้ ต่อมาจึงทูลเชิญให้สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงประทับในเวียงเจ็ดลิน ตรงกับเดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ ซึ่งเป็นพระราชวังของกษัตริย์เชียงใหม่ที่เชิงดอยสุเทพ ปัจจุบันอยู่ตรงบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพเชียงใหม่ ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ และสวนสัตว์เชียงใหม่ หลังจากนั้น เดือน ๑๐ แรม ๑๒ ค่ำสมเด็จพระไชยราชาธิราช พักพลที่สบกวงใต้เมืองลำพูน (ปากน้ำลำพูน) สันนิษฐานว่าน่าจะตรงบริเวณจุดบรรจบแม่น้ำกวงกับแม่น้ำปิง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน แล้วเสด็จนิวัติกรุงศรีอยุธยา
จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๘๘ - ๘๙ กล่าวว่า “ยามนั้น พระยาใต้สมเด็จพระไชยราชาธิราช นำรี้พลมาถึงเชียงใหม่แล้ว ตั้งทัพอยู่ทุ่งหนองผา บริเวณตะวันออกสวนลาน พระนางจิรประภามหาเทวีจึงแต่งให้ขุนนางผู้ใหญ่เอาบรรณาการไปถวาย เดือน ๑๐ แรม ๔ ค่ำ วัน ๗ ปีมะโรง มาตั้งทัพที่เวียงรั้วน่าง แรม ๖ ค่ำ บำเพ็ญพระราชกุศลแด่พระเมืองเกษเกล้าที่เจดีย์ บรรจุอัฐิวัดโลกโมฬี พระยาใต้บรมไตรจักรได้ทรงบริจาคเงิน ๕,๐๐๐ บาท สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระเกษเกล้ากับผ้าทรงผืน ๑ กับ ให้รางวัลแก่ขุนนางเสนาบดีที่ไปถวายการต้อนรับครบทุกคน”
“เดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ พระยาใต้สรงเสพยังเจ็ดลิน เดือนแรม ๑๒ ค่ำ วันอาทิตย์ยามกลองรุ่ง (ยามเช้า) พระยาใต้เสด็จกลับ ประทับแรมที่สบกวง เสด็จกลับโดยลำดับตราบถึงอยุธยาแล”
เถ้าเมืองนายฟ้ายองห้วย (เจ้าฟ้าไทใหญ่แห่งเมืองยองห้วย) ทราบว่าทางกลุ่มแสนคร้าวได้ถูกปราบจนหมดสิ้นแล้ว พระองค์ทรงยกทัพเข้ามาประชิดยังดินแดนล้านนา ตรงกับ เดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำ พระนางจิรประภามหาเทวี ขอพระราชทานกับทางฝ่ายพระเจ้าโพธิสาลราช พระมหากษัตริย์แห่งล้านช้าง และทัพของทางล้านช้างเข้ามาช่วยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ พระองค์ทรงโปรดโปรดฯ ให้พระยากลาง ซึ่งมีฐานะเป็นลุงของพระเป็นเจ้าอุปโยวราช และพระยาสุนหรือพระยาซุน (พระยาอรชุน) นำทัพไปช่วยล้านนาร่วมรบกับเจ้าฟ้าเมืองนายจนทางฝ่ายเมืองนายถอยทัพกลับไป ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจและความวิตกให้กับสมเด็จพระไชยราชาธิราช จึงเป็นเหตุทำให้เสด็จนำทัพอยุธยาขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๐๘๙ เนื่องจากทรงพิจารณาเห็นว่าถ้าหากอาณาจักรล้านช้างเข้ามาปกครองและแผ่ขยายอำนาจในอาณาจักรล้านนา จะเป็นภัยกับกรุงศรีอยุธยาเพราะถูกกระหนาบหลายด้าน จากอาณาจักรที่เข้มแข็งหลายอาณาจักร ในครั้งนี้ทางฝ่ายเมืองเชียงใหม่พยายามขอเจราจาเป็นไมตรีกับทางฝ่ายอยุธยาอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ
จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๘๙ “...สมเด็จพระไชยราชาธิราช ให้หมื่นสุโขทัยเอาเรือบรรทุกเครื่องศึก (ทหารและอาวุธ) ขึ้นมาทางน้ำมาถึงลำพูนเดือน ๓ แรม ๑๒ ค่ำ เม็งวันพฤหัสบดี ปีเถาะ...”
“...เดือน ๕ ออกค่ำ ๑ วันศุกร์ พระยาใต้หมื่นศรีมหาเทส ๑ พันเทพมณเทียร ๑ เอาบรรณาการมา ถวายพระเป็นเจ้าแม่ลูกทั้ง ๒ อ่อนน้อม ออก ๒ ค่ำ วันเสาร์ เจรจาความเมืองยังไม่เสร็จ...”
กองทัพล้านนาได้ทำการตั้งรับกองทัพอยุธยาอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากอาณาจักรล้านช้าง ในส่วนของสมเด็จพระไชยราชาธิราชให้พระยาสุโขทัยนำทัพหน้าพร้อมกับอาวุธเดินทางมาตั้งทัพรออยู่ที่ปากน้ำลำพูน และสามารถตีลำพูนได้
สมเด็จพระไชยราชาธิราชได้จึงยกกองทัพออกมาตั้งอยู่นอกเมือง และทรงตัดสินพระทัยยกทัพกลับไปตั้งรับเมืองกำแพงเพชร โดยให้กองทัพของพระยาสุโขทัย กองทัพพระยากำแพงเพชร และกองทัพพระยาพิจิตร อยู่ทำศึกกับกองทัพล้านนา หลังจากนั้นพระเจ้าโพธิสาลราชยกกองทัพมาช่วยแม่ทัพเมืองเหนือ สามารถป้องกันเมืองได้สำเร็จ กรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายถอยทัพกลับลงไป พระยาสุโขทัยพ่ายแต่หนี พระยากำแพงเพชรและพระยาพิจิตรตายในที่รบ ทหารฝ่ายล้านนาและล้านช้างตามตีจนสุดแดนได้อาวุธยุทโธปกรณ์ ช้าง ม้า และเชลยศึกจำนวนมาก ซึ่งสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นอย่างมาก ส่วนสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จนิวัติกรุงศรีอยุธยา
จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๐ “... พระยาใต้ถอยทัพหนี แต่ให้กำลังส่วนหนึ่งตั้งอยู่เป็นกองระวังหลัง วัน ๑๑ ค่ำ จึงถอยหนีทั้งหมด เจ้าขุนทั้งหลาย ทั้งทะแกล้วทหารหาญออกไล่ตีข้าศึกถึงเชียงเคิ่งยึดได้ม้า ๓๐ ตัว ฆ่าข้าศึกตายมาก จับเป็นได้ก็มากนัก พระยาใต้หนีทัพกลับทางเมืองลี้ม่วงป้อม ถึงห้วยหาด เจ้าเมืองน่านชื่อยี่มังคละ และหมื่นควรกับชาวนคร หมื่นน้อยเชียงเลือกไล่ทันได้รบชาวใต้ไล่ตกห้วยหาดตายมากนัก ได้ช้าง ๔ เชือก หมื่นกำแพงเพชร หมื่นจิตรชาวใต้ตายด้วย ชาวใต้หนีกลับไปทางน้ำ ๓ หมื่น หมื่นดางประตูหอ หมื่นแช่หน่อคำ ทั้งทหารหาญไล่ตาม ตีได้ฆ่าขุนภูริปัญญาเฒ่าตาย ขุนจอมราชมณเฑียรบาลตาย พลเดินเท้าตายหมื่นกว่า ทิ้งเรือชานาวาไว้ ๓ พันลำ ก็มีวันนั้นแล”
หลังเสร็จศึกสงครามกรุงศรีอยุธยาแล้ว ทางอาณาจักรล้านช้างมีบทบาทสำคัญต่อการรวมอาณาจักรอาณาจักรล้านนากับล้านช้างไว้ด้วยกัน จากนั้นขุนนางล้านนา จึงทูลเชิญและถวายราชสมบัติแด่พระเป็นเจ้าอุปโยวราช จากอาณาจักรล้านช้าง มาราชาภิเษกเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เป็นโอรสองค์โตของพระเจ้าโพธิสาลราช เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๖ ในราชวงศ์มังราย พร้อมทั้งอภิเษกพระราชธิดา ๒ องค์ จากคำว่าพระราชธิดา ๒ องค์ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเป็นพระราชธิดาของท้าวซายคำ และเป็นพระราชนัดดาของพระนางจิรประภามหาเทวี เหมือนกับเหตุการณ์ตอนนำเอาบรรณาการมาทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระไชยราชาธิราช ซึ่งในครั้งนั้นการเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ “...เอาบรรณาการมา ถวายพระเป็นเจ้าแม่ลูกทั้ง ๒ อ่อนน้อม...เจรจาความเมืองยังไม่เสร็จ...”
จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๐ “ถึงปีมะเมีย จุลศักราช ๙๐๘ (พ.ศ. ๒๐๘๙) เดือน ๙ ออก ๑๐ ค่ำ วันเสาร์ ไทปีจอ พระเป็นเจ้าอุปโยวราช (พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช) เสด็จจากเมืองลานช้างมาถึงเชียงแสน...” เดือน ๑๐ แรม ๖ ค่ำ วันพฤหัสบดี ไทปีชวด “...พร้อมกันเอาเครื่องราชูปโภคและฉัตรพัดยวดยาน ช้าง ม้า หอกดาบ เครื่องแห่เครื่องแหนทั้งมวล ออกไพต้อนรับเอาพระยาอุปปโย อังคาสอัญเชิญเข้ามาถึงประตูโขงวัดเชียงยืน...ถึงเดือน ๑๑ ออก ๔ ค่ำ วันพุธ ไทปีกุน ฤกษ์ ๒๖ ตัว ยามเที่ยงวัน เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย พร้อมกันกระทำมงคลอุสสาราชาภิเษก พระราชอุปโยเป็นพระยาเมืองพิงค์เชียงใหม่ที่สวนแหร่ นั่งแท่นแก้วโรงหลวง กับพระราชธิดาทั้ง ๒ คือ พระองค์ทิพย์เป็นอัครมเหสี และพระองค์คำผู้เป็นน้อง...”
และจากพงศาวดารโยนก หน้า ๓๘๗ “ครั้นถึง ณ วันพุธ เดือน ๑๑ ขึ้น ๔ ค่ำ ได้ฤกษ์ ๒๖ ยามเที่ยงวัน สรงมุรธาภิเษก ณ สวนแร แล้วอภิเษกราชธิดาทั้งสองของ พระเจ้าเชียงใหม่ คือพระนางตนทิพและพระนางตนคำ ตั้งไว้ในที่เป็นอัครมเหสีฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย”
ปี พ.ศ. ๒๐๙๐ พระยาโพธิสาลราช พระราชบิดาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช สวรรคตจากอุบัติเหตุในการคล้องช้างป่า (โขลงช้างเถื่อน) เข้าทำร้ายและล้มทับ ซึ่งช้างพระที่นั่งไม่สามารถทานกำลังช้างป่าได้ เป็นเหตุทำให้ทางสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เสด็จนิวัติไปขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ทรงปกครองอาณาจักรล้านนาระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๘๙ – ๒๐๙๐ เป็นเวลา ๒ ปี ทั้งนี้ในการเสด็จนิวัติของสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชในครั้งนี้สันนิษฐานว่าพระนางจิรประภามหาเทวี ตามเสด็จไปประทับในนครหลวงพระบางด้วย
จากพงศาวดารล้านช้าง หน้า ๒๖ “...พระโพธิสาราชคืนจากลานนาได้ ๓ ปี แต่ชาติมาได้ ๔๒ ปี ถึงอนิจกรรม เหตุอันท่านขี่ช้างแม่ช้างโขลงช้างเถื่อนแลล้มทับคนตายในสนามห้วยอดนครกลางเมืองชวานั้น ในปีเมืองเม็ดศักราชได้ ๙๐๙ ตัวนั้นแล...”
และจากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๑ “ถึงจุลศักราช ๙๐๙ (พ.ศ. ๒๐๙๐) ปีมะเมีย เดือน ๑๒ ออก ๕ ค่ำพระเป็นเจ้าอุปโยวราชเสด็จกลับเมืองล้านช้าง”
ปี พ.ศ. ๒๐๙๑ สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เสด็จนิวัติไปขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากเมืองเชียงใหม่ไปไว้ยังนครหลวงพระบาง ได้เเก่ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระแก้วขาว พระแทรกคำ พระพุทธสิหิงค์ และพระอื่นๆ ไปประดิษฐานที่นครหลวงพระบาง และนครเวียงจันท์ตามลำดับ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๐๙๔ สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชมิได้เสด็จนิวัตกลับมายังล้านนาอีกเลยตลอดปลายพระชนม์ชีพ
จากพงศาวดารโยนก หน้า ๓๘๘ - ๓๘๙ “...แต่การที่จะละเมืองนครเชียงใหม่ไปนั้น ก็มุ่งหมายจะได้สืบสันตติวงศ์ดำรงรัฐในล้านข้าง ไม่คิดว่าจะได้กลับคืนมาเมืองเชียงใหม่อีก จึงได้เก็บรวบรวมสรรพของวิเศษต่างๆ ในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่พอพระทัยเอาไปเสียด้วย คือได้เชิญเอาพระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตและพระจันทรรัตนแก้วชาวกรุงละโว้ (น่าจะเป็นพระพุทธบุศยรัตนกระมัง) พระพุทธสิหิงค์ พระแทรกคำและพระอื่นๆ พาไป เมืองนครหลวงพระบาง ได้เสด็จออกจากเมืองนครเชียงใหม่ไป เมื่อ ณ วันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ คือเดือน ๑๐ จุลศักราช ๙๑๐ ปีวอก สัมฤทธิศก...”
และจากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๑ “ถึงปีกุน จุลศักราช ๙๑๓ (พ.ศ. ๒๐๙๔) เดือน ๘ พระเป็นเจ้าอุปโยวราช (พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช) ใช้ให้เอาธูปเทียนข้าวตอกดอกไม้เทียนเงินเทียนทอง มาขอขมาคารวะพระธรรมและสังฆเจ้า แล้วบอกว่า ไม่มาแล้ว ขอมอบบ้าน เวนเมืองเชียงใหม่ทั้งมวลแก่มหาเทวีดังเดิม”
หลักฐานจากศิลาจารึก ชม. ๗ วัดเชียงสา จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๐๙๖ เป็นแผ่นหินทรายสีแดงภาษาที่ใช้จารึกเป็นตัวอักษรฝักขาม ตัวอักษรสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่แพร่ขยายจากสุโขทัยขึ้นไปยังล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ จากข้อความในจารึกระบุ “... สมเด็จพระไชยราชาธิราช องค์เสวยราชย์ทั้ง ๒ แผ่นดินล้านช้าง - ล้านนา ได้ถวายที่ดินและข้าวัดแด่วัดเชียงสา ที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๐๙๖...”
จารึกนี้แสดงให้ว่าพระองค์ได้เป็นกษัตริย์ทั้งสองแผ่นดิน คือ ล้านช้าง - ล้านนาอยู่ แต่ในความเป็นจริงทางล้านนาไม่ถือว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากเหล่าขุนนางในเชียงใหม่เห็นว่าพระองค์คงไม่ได้เสด็จนิวัติมายังเชียงใหม่อีกแล้ว และได้ไปทูลเชิญพระเมกุฏิสุทธิวงศ์ จากเมืองนายให้มาเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๗ ในราชวงศ์มังราย เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๙๔ แล้ว
จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๔ “เสนาอำมาตย์ทั้งหลายรู้ว่าท้าวอุปโยไม่คืนมาแล้ว จึงใช้ให้คนไปเชิญเอาเจ้าท้าวแม่กุอันเป็นราชวงศ์สืบสายมาแต่เจ้าขุนเครือ ขุนเครือเป็นพระโอรสพระเจ้ามังรายที่อยู่เมืองนายนั้น เจ้าท้าวแม่กุก็รับเชิญของเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แล้วก็เสด็จมาปีกุน จุลศักราช ๙๑๓ (พ.ศ. ๒๐๙๔) เดือน ๙ ออก ๔ ค่ำ...”
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
กรมศิลปากร. จารึกล้านนา ภาค ๒ เล่ม ๑ : จารึกจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๕๑.ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๒. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าหญิงจามรีวงศ์ ท จ. ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๗๒).บุญเสริม สาตราภัย. ลานนาไทยในอดีต. เชียงใหม่: โรงพิมพ์ช้างเผือกการพิมพ์, ๒๕๒๒.ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา. พงศาวดารโยนก. กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖.ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา. พงศาวดารล้านช้าง. พระนคร: โรงพิมพ์ธรรมพิทยาคาร, ๒๔๗๓. (พิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพ ปวิน วิเศษภักดี มารดาหลวงรัตนสมบัติ วันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๓).ประวิทย์ ตันตลานุกุล. พระมหากษัตริย์กับวัดในตำนานล้านนา. เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, ๒๕๕๒.พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี). ตำนานเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐.วิกิพีเดีย. สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช#/media/ไฟล์:Setthathirat.JPGศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกวัดเชียงสา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/13074สำนักนายกรัฐมนตรี. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. พระนคร: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๔.สำนักพระราชวัง. พระแก้วมรกต และพระพุทธรูปอื่นๆ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘, จาก: https://www.royalgrandpalace.th/th/discover/architecture/1/the-emerald-buddha
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เปิดให้เข้าชม "ฟรี" ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙ ระหว่างวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ - ๑ มกราคม ๒๕๖๙ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. พร้อมของที่ระลึกสุดพิเศษ เมื่อเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี รับพระ (คเณศ) พิมพ์ ฟรี มีจำนวนจำกัด วันละ ๕๐ องค์ เท่านั้น
พระ (คเณศ) พิมพ์ ด้านหน้าเป็นลวดลายพระคเณศศิลาที่รัฐบาลอินโดนีเซียน้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ปัจจุบันจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร ด้านหลังเป็นลายอักษร "โอม" ซึ่งมีต้นแบบมาจากจารึกสด๊กก๊อกธม ๑ ปัจจุบันจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ทั้งนี้ พระ (คเณศ) พิมพ์ ได้รับการสนับสนุนโดย อ.ธนพันธุ์ ขจรพันธุ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๗๒๑ ๑๕๘๖ Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี : Prachinburi National Museum https://www.facebook.com/prachinburimuseum
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ขอเชิญชวนทุกท่านร่วม”สวดมนต์ข้ามปี“ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในคืนวันพุธ ที่ 31 ธันวาคม 2568 ณ วัดไชยวัฒนาราม พร้อมกับรับผ้ายันต์ชัยมงคลคาถา“พาหุงมหากา” ไปสักการะบูชาเพื่อความสิริมงคล มาร่วมบุญกันได้ในงาน "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย“ เปิดให้ชมโบราณสถานยามราตรี ณ วัดไชยวัฒนาราม และวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลา 18.30 - 21.30 น. ทั้งนี้ กิจกรรมต่าง ๆ จัดที่วัดไชยวัฒนารามเป็นหลัก โดยมีการจัดแสดง 2 เวที เวทีเล็กแสดงดนตรีไทย เวทีใหญ่การแสดง ตลาดโบราณนานาชาติ ตลาดมุสลิม รวมทั้งนักท่องเที่ยวยังสามารถไปชมไฟและบรรยากาศยามราตรีที่วัดพระรามได้อีกด้วย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3524 2525 อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park https://www.facebook.com/AY.HI.PARK
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาคมแมวไทยโบราณนานาชาติ (TIMBA) จัดการกิจกรรมประกวดแมวไทยโบราณคืนถิ่นกรุงศรี ปีที่ 2 ปีนี้มาในหัวข้อ “แมวไทยโบราณ ประชันแมวนานาชาติ” จัดในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขอเชิญเหล่าทาสส่งเจ้านายมาประชันชิงรางวัลกันได้ ทั้งแมวไทยโบราณ (วิเชียรมาศ โคราช ขาวมณี ศุภลักษณ์ โกญจา) แมวสุขภาพดี แมวสีแปลก (วิเชียรมาศสีบูลพอยท์ แมวสีกลีบบัว วิฬาร์กรุงเทพ วิลาศ ศุภโชค (แมวเบอร์มิส) ศิริลักษณ์ (แมวท็องกีนิส) และแมวแฟนซีที่จะให้เหล่าทาสและเจ้านายได้ร่วมสนุกแต่งชุดในธีมนานาชาติ ผู้สนใจสมัครร่วมประกวดได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfNLDD3RrX6C70giRpuvXFiRI6pyau4GN3axA1om8SanBBisw/viewform
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มอบของขวัญปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป โดยเปิดให้บริการและงดเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานที่อยู่ในความดูแล ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2569
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยกรมศิลปากร เปิดให้บริการและงดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรทุกแห่ง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวม 2 วัน ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาในการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมร่วมกัน
ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศจะนำพระพุทธรูปมงคลโบราณที่มีประวัติความเป็นมาและสร้างขึ้นตามคติอันเป็นมงคล มาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนสักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้อัญเชิญพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2568 - วันที่ 4 มกราคม 2569
กรมศิลปากรยังได้จัดโครงการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์และโบราณสถานยามราตรี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พบกับกิจกรรมท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พิมายยามราตรี Phimai Night Light Up ปีที่ 3 ชมการประดับไฟแสงสีสุดอลังการ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ตลอดเดือนธันวาคม 2568 และเดือนมกราคม 2569 และกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 ณ วัดไชยวัฒนาราม วัดพระราม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในคืนข้ามปี วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะมีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดไชยวัฒนาราม เพื่อเป็นมงคลเนื่องในโอกาสปีใหม่ด้วย
มรดกอารยธรรม สานพลังใจปวงชน : ของขวัญปีใหม่พุทธศักราช ๒๕๖๙ จากกรมศิลปากร
กรมศิลปากรขอร่วมส่งมอบความสุขและกำลังใจแก่ประชาชน ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ศักราชใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ด้วยการเปิดพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และพักใจ ผ่านการงดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ – ๑ มกราคม ๒๕๖๙
สำหรับหน่วยงานในพื้นที่ในความรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ได้จัดเตรียมกิจกรรมพิเศษเพื่อร่วมต้อนรับปีใหม่และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสคุณค่าของมรดกอารยธรรมอย่างใกล้ชิด ดังนี้
๑. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย (อ.พิมาย จ.นครราชสีมา)
- งดเก็บค่าธรรมเนียม: ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๑ ม.ค. ๖๙)
- Phimai Night Light Up: สัมผัสความยิ่งใหญ่ของปราสาทหินทรายที่ใหญ่ที่สุดในไทย ผ่านการประดับไฟส่องสว่างองค์ปราสาทอย่างตระการตายามค่ำคืน
- Phimai Night Tour: ชมความงามพร้อมรับฟังเรื่องราวจากวิทยากรและน้องๆ Phimai Junior Guide (ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ๓ รอบ: ๑๗.๓๐ / ๑๘.๓๐ / ๑๙.๓๐ น.) ลงทะเบียนล่วงหน้าที่นี่ https://forms.gle/ndrN29K2hLPMmKrd8
๒. ปราสาทพนมวัน (อ.เมือง จ.นครราชสีมา)
- งดเก็บค่าธรรมเนียม: ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๑ ม.ค. ๖๙)
- สิริมงคลแห่งพนมวัน: สักการะพระพุทธรูปปางประทานอภัยและปางประทานพรศิลปะอยุธยาอันศักดิ์สิทธิ์ ณ ซุ้มประตูทางทิศเหนือของปรางค์ประธานสัมผัสพลังศรัทธาในปราสาทหินที่ใหญ่เป็นอันดับ ๕ ของไทย พร้อมชม "เนินนางอรพิมพ์" พลับพลาลงสรงหนึ่งเดียวในประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศอารยธรรมขอมนับพันปี
๓. โบราณสถานเมืองแขก (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา)
- งดเก็บค่าธรรมเนียม: ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๑ ม.ค. ๖๙)
- ยลโฉมปราสาทขอมพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และทับหลังศิลปะเกาะแกร์สุดวิจิตรที่สร้างถวายแด่พระศิวะเพื่อพลังอำนาจและชัยชนะ แวะกราบสักการะ "พระนอนปางไสยาสน์" ณ วัดธรรมจักรเสมาราม พระพุทธรูปหินทรายสมัยทวารวดีที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในไทย เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข
๔. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ (อ.เมือง จ.นครราชสีมา)
- งดเก็บค่าธรรมเนียม: ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๑ ม.ค. ๖๙)
- ชมพระศิลาสมัยทวารวดีและพระสัมฤทธิ์สมัยอยุธยาที่หาชมยากใจกลางเมืองโคราช กิจกรรม Memories in Museum: ร่วมเช็คอินและส่งต่อความสุขผ่านโปสการ์ด “ส่งท้ายปีเก่า เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความทรงจำดี ๆ” (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๔ ม.ค. ๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.)
๕. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง (อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์)
- งดเก็บค่าธรรมเนียม: ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๑ ม.ค. ๖๙)
- ปราสาทพนมรุ้ง เทวสถานสีชมพูบนยอดภูเขาไฟศิลปะขอมแบบนครวัดที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย โดดเด่นด้วยภูมิปัญญาดาราศาสตร์ ๑๕ ช่องประตู และทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์อันวิจิตร ออกแบบตามคติจักรวาลวิทยาประดุจเขาไกรลาสบนเส้นทางราชมรรคาอันทรงคุณค่า เชิญรับสิริมงคลช่วงปีใหม่ ณ โบราณสถานสำคัญที่สะท้อนความรุ่งเรืองของราชวงศ์มหิธรปุระ
๖. ปราสาทเมืองต่ำ (อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์)
- งดเก็บค่าธรรมเนียม: ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๑ ม.ค. ๖๙)
- ยลโฉมปรางค์อิฐ ๕ องค์และสระน้ำล้อมรอบระเบียงคดที่วิจิตรที่สุด รับสิริมงคล ณ จุดสลักดอกบัว ๘ กลีบจำลองผังจักรวาล และชมบารายโบราณขนาดมหึมา "ทะเลเมืองต่ำ"
๗. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ (อ.เมือง จ.สุรินทร์)
- งดเก็บค่าธรรมเนียม: ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๑ ม.ค. ๖๙)
- อัตลักษณ์แห่งสุรินทร์แหล่งรวมมรดกขอม-ทวารวดี และวิถีชีวิต ๔ ชาติพันธุ์ที่ผูกพันกับช้าง
- กิจกรรมไหว้พระขอพร (๒๕ ธ.ค. ๖๘ – ๓๑ ม.ค. ๖๙): อัญเชิญพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา (ขอพรด้านสุขภาพ), พระพิฆเณศ (ขอพรความสำเร็จ) และพระพุทธรูปปางประทานพร เพื่อสิริมงคลต้นปี ๒๕๖๙
๘. ปราสาทศีขรภูมิ (อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์)
- งดเก็บค่าธรรมเนียม: ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (๓๑ ธ.ค. ๖๘ – ๑ ม.ค. ๖๙)
- ชมทับหลังพระศิวนาฏราชที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย และรูปสลัก "นางอัปสรา" หนึ่งเดียวในประเทศที่มีรูปลักษณ์คล้ายนครวัด บนปรางค์อิฐ ๕ องค์ที่สง่างามเหนือกาลเวลา
ของขวัญปีใหม่ปี ๒๕๖๙ จากกรมศิลปากรในครั้งนี้ เป็นมากกว่าการเปิดประตูสู่แหล่งท่องเที่ยว แต่คือการเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้กลับมาพึ่งพิงจิตวิญญาณแห่งบรรพชน ในห้วงเวลาที่เราโหยหาความหวังและพลังใจมากที่สุด มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้จะยืนหยัดเป็นประจักษ์พยานว่า ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านหรือสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นเช่นไร รากเหง้าแห่งอารยธรรมและความสมานฉันท์ของคนในชาติ จะยังคงเป็นแสงสว่างที่นำทางเราไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงสืบไป
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำ : นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน
กราฟิก : นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา
สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ เชิญฟังและรับชม "THE KINGDOM'S BLACKSMITH ลัวะ : เหล็ก : ล้านนา" กิจกรรมเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ ที่จะชวนมองอดีตของล้านนาผ่านมุมมองของทรัพยากรและผู้คน ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 13.00 - 15.30 น. ณ หอกลางเวียง ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ (หลังอนุสาวรีย์สามกษัตริย์) จังหวัดเชียงใหม่
- ฟัง เสวนาพิเศษ "มองอดีตผ่านทรัพยากร : ลัวะ เหล็ก และระบบเศรษฐกิจจารีตล้านนา" แลกเปลี่ยนผ่านมุมมองของ 3 นักวิชาการ ได้แก่ ดร.ภีร์ เวณุนันทน์ อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ และอาจารย์วิชญา มาแก้ว อาจารย์ประจำหลักสูตรประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
- รับ เอกสาร "ลัวะทำเหล็ก กลุ่มชาติพันธุ์และทรัพยากรโบราณล้านนา" ผลงานล่าสุดจากสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ที่จะนำมาเปิดตัวในงานนี้ (มีจำนวนจำกัด ลงทะเบียนและรับฟรี)
- ชม นิทรรศการพิเศษ "THE KINGDOM'S BLACKSMITH ลัวะ : เหล็ก : ล้านนา" นำเสนอภาพถ่ายหาชมยาก และหลักฐานของกลุ่มชาวลัวะทำเหล็กสมัยโบราณ และการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน
- ชิม เครื่องดื่มสุดพิเศษ กาแฟลัวะจากดอยบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
พิเศษ! รับของที่ระลึก สำหรับผู้มาร่วมงานทุกท่านจะได้รับเอกสาร “ลัวะทำเหล็ก กลุ่มชาติพันธุ์และทรัพยากรโบราณล้านนา”
.
ผู้สนใจร่วมงานและรับเอกสาร สามารถลงทะเบียนได้โดยสแกน QR CODE ด้านล่างโปสเตอร์ หรือทางลิ้งก์นี้ https://qrfy.io/Q_e9b8_AdI เพื่อสำรองที่นั่งสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5322 2262 หรือ เฟซบุ๊ก เพจ: สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ https://www.facebook.com/finearts7chiangmai
เนื่องในเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จัดกิจกรรมพิเศษสักการะพระพุทธรูป “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” อัญเชิญพระพุทธรูปที่กอปรด้วยพุทธศิลป์อันงดงาม โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยล้วนเป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ในโอกาสที่ราชบัณฑิตยสภาได้ดำเนินการปรับปรุงและขยายส่วนจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานเดิม ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ ประกอบด้วย
๑. พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑
๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗
๓. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘
๔. พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะลังกา พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘
๕. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะก่อนอยุธยา แบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙
๖. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙
๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐
๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒
๙. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๔
๑๐. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะพม่า แบบมัณฑะเลย์ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ขอเชิญพุทธศาสนิกชนสักการะพระพุทธรูป “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ "มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙"๑. พระพุทธสิหิงค์
ศิลปะ ล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ (๕๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๑๓๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๖๓ เซนติเมตร
องค์พระสูง ๗๘.๕ เซนติเมตร
ประวัติ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๐ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง ประทับขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนพระเพลาแสดงปางสมาธิ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามตำนานพระพุทธสิหิงค์ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นสิริยังพระนครหลวงโบราณหลายแห่ง นับแต่สุโขทัย เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา ตราบเท่าถึงกรุงรัตนโกสินทร์
๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย
ศิลปะ ศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ (๙๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๒๘.๒ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๙.๓ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยองค์นี้ มีรูปแบบอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบปาละ อาทิ การประทับขัดสมาธิเพชร ชายจีวรที่แผ่ออกมาด้านหน้าบริเวณกึ่งกลางพระเพลา แผ่นประภามณฑลทึบ ขอบประดับแถบลายกระหนกเปลว ส่วนยอดด้านบนลักษณะมน ขณะเดียวกันยังแสดงอิทธิพลของศิลปะชวา อาทิ พระวรกายค่อนข้างอวบอ้วน ตลอดจนรูปแบบของงานช่างท้องถิ่น คือส่วนชายจีวรสั้นเป็นแผ่น ส่วนปลายตัดตรง รูปแบบของพระพุทธรูปองค์นี้สามารถเทียบเคียงได้กับพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่พบในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย
๓. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์
ศิลปะ ลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘ (๘๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูง ๓๕.๕ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙
การแสดงปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์เป็นลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปศิลปะลพบุรี สันนิษฐานว่าคลี่คลายมาจากปางแสดงธรรมสองพระหัตถ์ หรือ วิตรรกมุทราในพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ปางนี้มีที่มาจากภาษาสันสกฤตเรียกว่า อภยมุทรา (อภย แปลว่า ไม่มีภัย และมุทรา แปลว่า การแสดงท่าทางด้วยมือ) หมายถึง “การไม่มีภัยทั้งปวง” หรือ “การไม่หวั่นเกรงภัยใด ๆ”
๔. พระพุทธรูปปางสมาธิ
ศิลปะ ลังกา พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ (๘๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๒๘ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๒๐ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เดิมได้มาจากเมืองเชียงราย
พระพุทธรูปปางสมาธิสัมฤทธิ์ พุทธลักษณะที่ปรากฏเป็นพระพุทธรูปศิลปะลังกา สมัยโปลนนารุวะ สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ศรีลังกาย้ายเมืองหลวงจากเมืองอนุราธปุระทางตอนเหนือลงมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศิลป์ในเวลานี้แสดงลักษณะที่สืบทอดต่อมาจากสมัยอนุราธปุระผสานกับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียใต้ นิยมสร้างพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์กลมมน มีอุษณีษะต่ำ ยอดพระรัศมีเป็นเปลว พระเกศาขมวดเป็นก้นหอย ไม่มีอุณาโลม พระอังสากว้าง พระอุระหนา บั้นพระองค์เล็ก
๕. พระพุทธรูปปางมารวิชัย
ศิลปะ ก่อนอยุธยา แบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ (๖๕๐ - ๗๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูง ๔๗.๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๓๕.๕ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เดิมได้มาจากเมืองสรรค์
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย จากพุทธศิลป์กำหนดเป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทอง รุ่นที่ ๑ ซึ่งเป็นศิลปะก่อนสมัยอยุธยา แสดงความคาบเกี่ยวกับพระพุทธรูปในช่วงปลายของศิลปะลพบุรี พบมากบริเวณเมืองโบราณก่อนสมัยอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จนในอดีตขนานนามพระพุทธรูปกลุ่มนี้ว่า “พระเมืองสรรค์” เมื่อภายหลังการสถาปนาอาณาจักรอยุธยา เมืองสรรคบุรีจึงกลายเป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองลูกหลวงและเมืองหน้าด่าน
๖. พระพุทธรูปปางมารวิชัย
ศิลปะ สุโขทัย กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (๗๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๓๔.๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๓๐.๕ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย จัดเป็นพระพุทธรูประยะแรกของศิลปะสุโขทัยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่าง “หมวดเบ็ดเตล็ด” มีพระพักตร์ที่ค่อนข้างกลม พระหนุเป็นปม พระศอสั้น กับ “หมวดใหญ่” ที่มีพระอังสาใหญ่ พระอุระนูน บั้นพระองค์คอด พระอุทรเป็นร่องลึก สังฆาฏิพาดลงมาจากพระอังสาซ้ายเป็นแนวตรง หรือลักษณะการนั่งด้วยการประทับขัดสมาธิราบบนฐานหน้ากระดาน พระพุทธรูปองค์นี้จึงมีความสำคัญในฐานะหลักฐานแสดงจุดเชื่อมต่อของพระพุทธรูประยะแรกที่จะพัฒนาไปสู่งานพุทธศิลป์ที่ได้รับความนิยมและได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดของศิลปกรรมไทย
๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย
ศิลปะ ล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐ (๖๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๗๐.๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๔๓ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙
ภายหลังการสถาปนาอาณาจักรล้านนา ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ประมาณ ๖๐๐ ปีมาแล้ว พระพุทธรูปล้านนากลับไปรับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียแบบปาละผ่านทางศิลปะพุกามอีกครั้งหนึ่ง พระพุทธรูปจึงปรากฏพระพุทธลักษณะ พระพักตร์กลม พระวรกายอวบอ้วน ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ ประทับขัดสมาธิเพชร แต่ลักษณะที่แตกต่างไปคือ การทำชายจีีวรบริเวณระหว่างพระเพลาแยกออกเป็นสองชาย แทนที่จะคลี่ออกเป็นรูปพัดอย่างศิลปะปาละ พุกาม และหริภุญชัย
๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย
ศิลปะ อยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๔๒.๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๓๓ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรสมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓) ซึ่งมีแรงบันดาลใจและรูปแบบจากพระพุทธสิหิงค์ หรือพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร ในศิลปะล้านนา แต่มีลักษณะเฉพาะที่ต่างไป อาทิ พระพักตร์มีการทำเส้นขอบไรพระศก จีวรมีการเล่นชายสังฆาฏิ โดยตกแต่งริ้วผ้าซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ และส่งอิทธิพลต่อพระพุทธปฏิมาสมัยอยุธยาพื้นที่ภาคใต้ โดยเรียกตามลักษณะพระวรกายอ้วนป้อมว่า “แบบขนมต้ม” หรือ “พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรศิลปะอยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช” โดยเป็นที่นิยมสร้างและจำลองแบบนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๒ ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
๙. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม
ศิลปะ ลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๔ (๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๓๔.๕ เซนติเมตร องค์พระสูง ๓๐.๕ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙
พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี สร้างขึ้นในสมัยที่มีเมืองแคนดีเป็นเมืองหลวง อยู่ทางตอนกลางของเกาะลังกา เจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔ ตรงกับช่วงอยุธยาตอนปลายและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธรูปสมัยแคนดีพบว่ามีการสร้างด้วยวัสดุที่หลากลาย หากเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มักใช้การก่ออิฐถือปูน หากมีขนาดรองลงมาหรือขนาดเล็กนิยมสร้างด้วยงาช้างหรือไม้ ขณะที่พระพุทธรูปที่สร้างจากสัมฤทธิ์พบได้น้อยมาก
๑๐. พระพุทธรูปปางมารวิชัย
ศิลปะ พม่า แบบมัณฑะเลย์ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (๑๕๐ - ๒๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๓๒.๒ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๒๗.๒ เซนติเมตร
ประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัย ศิลปะพม่าแบบมัณฑะเลย์ ช่วงปลายสมัยราชวงศ์โก้นบอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ราชวงศ์คองบอง หรืออลองพญา (พ.ศ. ๒๒๙๕ – ๒๔๒๘) พุทธลักษณะสำคัญคือ กรอบพระพักตร์เป็นแถบกว้างพาดเหนือพระนลาฏคล้ายไรพระศกประดับด้วยแก้วสีแดงและเขียวอย่างเทคนิคของช่างหลวง ซึ่งเตรียมพื้นผิวด้วยธาโย (thayo) เป็นวัสดุผสมน้ำรักพม่ากับผงไม้หรือปูนขาว พระอุษณีษะที่มีลักษณะสูงและกว้าง โดยไม่มียอดพระรัศมี ครองจีวรห่มเฉียงปิดพระอังสาซ้าย ชักชายจีวรมาปิดบนพระอังสะด้านขวา
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันเสาร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ ขอเชิญร่วมกิจกรรมวันเด็กที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และเข้าชมนิทรรศการการจัดแสดงฟรี พร้อมให้เด็กๆและผู้ปกครองร่วมกิจกรรมมากมาย ผู้ร่วมกิจกรรมลงทะเบียนลุ้นรางวัลและรับของแจก ขนม ของขวัญมากมาย
วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นางสาวซาบีดา กล่าวว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลก จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มาตั้งแต่ พุทธศักราช 2534 โดยเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในแต่ละปี มีผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและต่างประเทศไม่ต่ำกว่าปีละสามล้านคน ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวแก่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและประเทศไทย ปีละหลายหมื่นล้านบาท และเพื่อเป็นการเพิ่มมิติการท่องเที่ยวโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรจึงได้จัดโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี กิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืนของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ พร้อมทั้งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกำหนดให้โบราณสถานวัดไชยวัฒนารามซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพระตำหนักสิริยาลัยเป็นสถานที่จัดกิจกรรมหลัก ร่วมด้วยโบราณสถานวัดพระราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ วันที่ 26 ธันวาคม 2568 - วันที่ 4 มกราคม 2569 เป็นเวลา 10 วันต่อเนื่อง และวันที่ 9 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.30 น. - 21.30 น. ซึ่งนอกจากจะได้ชมไฟประดับโบราณสถานแล้ว ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้
วัดไชยวัฒนาราม มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นไทยโบราณสลับสับเปลี่ยนกันไป เช่น การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ละครนอก ละครพันทาง รำวงย้อนยุค การแสดงดนตรีไทย ดนตรีสากล การขับร้องเพลงลูกทุ่ง การลอยประทีปถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง เลือกซื้อสินค้าที่ตลาดโบราณนานาชาติ ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เพื่อเป็นมงคลเนื่องในโอกาสปีใหม่ 2569 อีกด้วย
โบราณสถานวัดพระราม แต่งชุดไทยชมไฟประดับโบราณสถานและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม Night at the Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม พบกับกิจกรรมชาววังพาชม ชาววังชวนขึ้นหอ สายมู ยูต้องมา และการสาธิตงานศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. - 21.00 น.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ร่วมจัดกิจกรรมในภาคกลางวัน โดยจัดแสดงนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมสัญจร จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 - วันที่ 4 มกราคม 2569 และจัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ ในวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 13.00 น. - 16.00 น. นอกจากนี้ ในวันที่ 11 มกราคม 2569 ยังมีการจัดกิจกรรมการประกวดแมวไทยโบราณคืนถิ่นกรุงศรี ปีที่ 2 พร้อมนิทรรศการโบราณวัตถุและของสะสม การออกร้านของที่ระลึก และการสาธิตการคัดลอกตำราแมวและฤกษ์การเดินเรือ จากสมุดไทยฉบับระยอง ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 16.00 น. นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานในภาคกลางคืน ทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้านที่พัก ร้านอาหาร และบริการอื่น ๆ สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริม “พลังวัฒนธรรม” ให้เกิดเป็น “รายได้จริง” ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” ยกระดับและส่งเสริมภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ทางมรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงง่ายมากขึ้น จึงขอเชิญนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยพร้อมแต่งชุดไทย ชุดนานาชาติ เพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน
วันศุกร์ที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๑๓.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ ๑-๖ โรงเรียนบึงวิทยาคาร ตำบลตรมไพร อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๑๒๔ คน คุณครู ๑๖ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมี นางสาวอภิญญา สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ นางสาวพรพิมล ชูใจ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันศุกร์ที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๑๔.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนปราสาท ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๑๖๑ คน คุณครู ๑๒ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม นางถนอม หลวงกลาง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
"No GIFT POLICY 2026" กรมศิลปากร ขอแสดงเจตนารมณ์ในการเป็นหน่วยงาน ที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคน #ไม่รับ ของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฎิบัติหน้าที่ #ร่วมรณรงค์เปลี่ยนจากของขวัญเป็นคำอวยพร