ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,381 รายการ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๓๘๙ คน


วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ นางปริญญา สุขใหญ่ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีเสริมสิริมงคลทั่วไทย ถวายพระราชกุศล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับพุทธศักราชใหม่ ๒๕๖๙ จังหวัดสุรินทร์ ณ วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจัวหวัดสุรินทร์ เป็นประธาน


บรรยากาศนักท่องเที่ยวเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ร่วมกิจกรรมไหว้พระขอพรช่วงส่งท้ายปีเก่า ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ ต้อนรับปีใหม่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙ ผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๑๑๑ คน


วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๒.๓๐ น. โรงเรียนบ้านนารุ่ง(ญาณมุนีราษฎร์สามัคคี) ตำบลนารุ่ง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ขอความอนุเคราะห์นำนักเรียนเข้าใช้สถานที่โบราณสถานปราสาทศีขรภูมิ เพื่อทำการบันทึกวิตีโอการไหว้ครูและศิลปะมวยไทย เพื่อส่งเข้าประกวดศิลปะมวยไทยชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี ๒๕๖๙ ประกอบด้วยครูผู้ควบคุมและนักเรียน รวม ๙ คน โดยมีนายกรภทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ควบคุมและอำนวยความสะดวกการถ่ายทำ


รายงานงบทดลองหน่วยเบิกจ่ายรายเดือนธันวาคม ๒๕๖๘ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์


หมวด 000 วิทยาการคอมพิวเตอร์ สารสนเทศ และความรู้ทั่วไป วิเทตยนตรกิจ, หลวง.  เรื่องเบ็ดเตล็ด.  พระนคร: โรงพิมพ์การรถไฟ, 2497. (089.95911 ว594รผ)   หมวด 100 ปรัชญา จิตวิทยา พหลพลพยุหเสนา, พระยา.  เรื่องความเพริศพริ้งของชาติ.  พระนคร: โรงพิมพ์ทรงธรรม, 2500. (158.1 พ481ร)  วิชิต ธรรมรังษี.  ปาฐกถา เรื่อง ตาทิพย์.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สุทธิสารการพิมพ์, 2518. (121.6 ว549ป)   หมวด 200 ศาสนา ชุมนุมรูปเจ้าพระคุณสมเดจพระพุทธโฆษาจารย ญาณวรเถระ วัดเทพศิรินทราวาส.  พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2495. (294.30922 ช625) ธรรมสโมธาน.  พระนคร: สหอุปกรณ์การพิมพ์, 2498. (294.313 ธ363ง) ปวเรศวริยาลงกรณ์, สมเด็จฯ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยา.  พระราชประวัติและพระราชนิพนธ์บางเรื่องในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว.  พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์,      2505. (294.31218 ป493พป) พระครูศิริปัญญามุนี (อ่อน เทวนิโก).  ธนญชัยบัณฑิต.  พระนคร: โรงพิมพ์พานิชศุภผล, 2479. (294.31883 ศ461ธก) พระมหาเปรม.  บรรยายกลียุค.  พระนคร: โรงพิมพ์พิริยกิจ, 2493. (294.308 พ358บ) พระราชนันทมุนี (ปั่น ปัญญานนฺโท).  ชาวพุทธควรจะเชื่ออย่างไร.  พระนคร: บริษัท ชุมนุมช่าง, 2508. (294.304 พ369ชว) มนู ยูประพัฒน์.  สูตรชีวิต.  กรุงเทพฯ: ไทยสงเคราะห์ไทย, 2512. (294.3144 ม174สฮ) วชิรญาณวงศ์, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวง.  วชิรานุสาสน์ พุทธสาสนคติ.  พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2499. (294.304 ว149ว) วิทย์ พิณคันเงิน.  พุทธสิปปกถา ภาคว่าด้วยพระพุทธรูป.  พระนคร: บริษัทการพิมพ์สตรีสาร, 2510. (294.31873 ว579พส) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์.  สัมปชัญญกถา วิทยุเทศนากัณฑ์ที่ 4.  พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, 2476. (294.304 ส245ส) สุตตันตปิฎก.  พระไตรปิฎกแปล สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต คือหมวด 3.  พระนคร: สำนักเทพศิรินทร, 2479. (294.3182 ส771พ) แส สายะเสวี.  นำเที่ยวพระนิพพาน.  พระนคร: โรงพิมพ์เลี่ยงเซียงจงเจริญ, 2511. (294.3123 ส953น) อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ นางสมพงษ์ ภาสะประหาส บม., บช. ณ เมรุวัดเศวตรฉัตร วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2513.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2513.      (294.313 อ234ส)   หมวด 300 สังคมศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ.  เอกสารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการฉบับที่ 6 แผนการศึกษาแห่งชาติ.  พระนคร: โรงพิมพ์ รสพ., 2504. (371.207 ศ615อ) คณะลูกเสือแห่งชาติ.  อนุสรณ์เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ พ.ศ.2454-2458.      พระนคร: แผนกการพิมพ์วิทยาลัยครูสวนสุนันทา, 2510. (369.43 ล712อ) ไทย.  กฎหมายและระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร.  พระนคร: โรงพิมพ์สยามอักษรกิจ, 2480. (342.59307 ท931กฉ)   หมวด 500 วิทยาศาสตร์ มหาอำมาตยาธิบดี (แสง วิรยศิริ), พระยา.  เรื่องกำเนิดกรมแผนที่.  พระนคร: โรงพิมพ์ บริษัท ส.พยุงพงศ์ จำกัด, 2499. (526.0221 ม248ร)   หมวด 800 วรรณคดี จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ.  พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมครั้งที่ 3.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2465.      (895.916 จ196พ) จอยุ่ยเหม็ง.  พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2498. (895.13 จ211จช) นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา.  สาส์นสมเด็จ (ภาคที่ 4) : ลายพระหัตถ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ.      พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2493. (895.916 น254สจ) _____.  สาส์นสมเด็จ (ภาคที่ 5) : ลายพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ.  พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2495. (895.916 น254สว)_____.  สาส์นสมเด็จ (ภาคที่ 6) : ลายพระหัตถ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ.  พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2499. (895.916 น254สบ)_____.  สาสน์สมเด็จ (ภาคที่ 17) : ลายพระหัตถ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ.  พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, 2498.      (895.916 น254สพ)_____.  สาส์นสมเด็จ (ภาคที่ 22) : ลายพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ.  พระนคร: โรงพิมพ์ฉัตรา, 2499. (895.916 น254สป)_____.  บทละครดึกดำบรรพ์ ฉบับเพิ่มเติม.  พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2496. (895.912 น254บว)ประมูลมาศ อิศรางกูร ณ อยุธยา, หม่อมหลวง.  อติรูปคำฉันท์.  พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2496. (895.9114 ป358อป)พระลอ.   ลิลิตพระลอ.  พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2497. (895.9115 พ386ลต)อิศรนุภาพ (อ้น), พระยา.  สุธนูคำฉันท์.  พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2471. (895.9114 อ757ส)เฮอร์น, ลาฟคาดิโอ.  เรื่องอ่านหนังสือวรรณคดีและสมาคมวรรณคดี.  พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2511. (028 ฮ694รธ)   หมวด 900 ประวัติศาสตร์ กิ่งพงศาวดารจีนแผ่นดินใต้เชงเรื่องเคี่ยนล่งกุนอิวกังหนำ.  [ม.ป.ท. : ม.ป.พ.], 2464. (895.913 ก634) จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ.  จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาคที่ 24.  พระนคร: โรงพิมพ์ตีรณสาร, 2508. (959.3057 จ657จจ) ดิลกฤทธิ์ กฤดากร, หม่อมเจ้า.  รายงานการไปเยี่ยมดินแดนในภาวะทรัสตีในอาฟริกาตะวันออก.  พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2501.  (916.76 ด561รด) บรรจบ พันธุเมธา.  ชื่อดี.  พระนคร: บริษัทการพิมพ์สตรีสาร, 2512.  (929.4 บ149ช) มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ.  พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และลายพระหัตถ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส      การปลูกกล้วยไม้เบื้องต้น โดยระพี สาคริก.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2517. (895.916 ม113พบ) ราโชทัย (กระต่าย อิศรางกูร ณ กรุงเทพ), หม่อมราชวงศ์.  จดหมายเหตุ แลนิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัย เรื่อง ราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 4 เมื่อปีมะเสง      จุลศักราช 1219 พ.ศ. 2400 ฉบับชำระใหม่ในหอพระสมุดวชิรญาณ.  พระนคร: โรงพิมพ์ไทย, 2461. (914.21 ร438จม) วิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล, หม่อมเจ้า.  จดหมายเหตุรายวัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสประเทศอินโดจีน พ.ศ. 2473.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภรพิพรรฒธนากร, 2473.        (915.97 ว235จ) โสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง), เจ้าพระยา.  พงศาวดารและลำดับวงศ์สกุลเมืองพัทลุง.  พระนคร: เจริญผลการพิมพ์, 2505. (929.709593 ส982พข)    


เนื่องในโอกาสปีใหม่ ขอให้ท่านและครอบครัวมีแต่ความร่มเย็น ร่ำรวยเงินทองทรัพย์สิน สูงส่งด้วยบารมี พรใดล้ำ พรใดเลิศ พรใดประเสริฐ ขอจงบังเกิดแก่ท่าน และครอบครัวตลอดปีใหม่ ๒๕๖๙


         เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า         “บัดนี้ บรรลุอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ วาระเถลิงศกเช่นนี้ เป็นเวลาที่ทุกคนควรเพิ่มพูนขวัญและกำลังใจให้ทวีขึ้นอย่างมั่นคง เพื่อสร้างเหตุเสริมปัจจัย ในการประกอบคุณงามความดีสืบไป          ตลอดปีที่ผ่านมา คนไทยจำต้องประสบความสูญเสียอันยังให้เกิดความโทมนัสอาลัยอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งยังเผชิญภยันตรายอย่างหนักหน่วง ทั้งธรณีพิบัติภัย ยุทธภัย และอุทกภัย เป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึงกันทั่วหน้า แต่ท่ามกลางความทุกข์ทั้งปวงนั้น คุณธรรมสำคัญซึ่งเป็นรากฐานของสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทย คือ “ความกตัญญูกตเวที” กลับแจ่มจรัสเด่นชัดขึ้น อุปมาดุจแสงอรุณ ที่เรื่อเรืองขึ้นในยามมืดมน ดังจะเห็นประจักษ์ว่า แม้ในยามทุกข์ยาก ทุกคนทุกฝ่ายต่างแสดงความกตัญญูกตเวที รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน โดยสมฐานะแห่งความเป็นลูกไทย ในขณะเดียวกัน ก็ยังเต็มเปี่ยมด้วยน้ำใจกตัญญูกตเวทีต่อมาตุภูมิ ต่างร่วมแรงร่วมใจกัน บำบัดทุกข์ บรรเทาภัย อุทิศสรรพกำลังเข้าช่วยปกป้อง คุ้มครอง และเกื้อกูลเพื่อนร่วมชาติ ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์นานา นำพาขวัญและกำลังใจให้ฟื้นฟูคืนคง ด้วยเจตจำนงจะสนองคุณของผู้เสียสละ รักษาปณิธานของบรรพชน ผู้สู้อุตสาหะปกป้องคุ้มครองประเทศชาติ ให้ยืนยงสืบมานับร้อยนับพันปี          ณ โอกาสเถลิงศกใหม่นี้ จึงขอเชิญชวนทุกท่าน จงเทิดทูนความกตัญญูกตเวทีไว้เป็นคุณธรรมประจำชีวิต ให้เพียรคิดถึง ซาบซึ้งพระคุณบุพการีของตน และของมหาชนทั้งหลายอยู่ทุกขณะจิต เมื่อใดที่บุคคล ตามรำลึกถึงพระคุณท่าน และปรารถนาจะสนองพระคุณท่านอยู่เสมอ เมื่อนั้นเขาย่อมปิดประตูโอกาสที่จะคิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว คนโบราณจึงมักกล่าวว่า “คนกตัญญูกตเวที ชีวิตไม่มีวันตกต่ำ” เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้มีกตัญญูกตเวทิตาธรรมอย่างจริงใจ จักเป็นที่ไว้วางใจได้สนิท เป็นมิตรที่น่ารักใคร่ เพราะมีอัธยาศัยน่ารัก ไม่เนรคุณ ไม่ลอบทำร้าย ไม่กล้าประพฤติทุจริตเสียหาย ซึ่งจะทำให้บิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ ตลอดถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ต้องทรงพระโทมนัส หรือต้องเสียใจ หากแต่จะหมั่นเพิ่มพูนสุจริตธรรมให้งอกงามขึ้นในตน เพื่อสนองพระคุณของบุพการี โดยมุ่งหมายให้ท่านได้ชื่นใจ จะคอยระวังรักษาเกียรติ เพื่อให้ไม่ให้ใครตำหนิติเตียนกระทบกระเทือนไปถึงเกียรติของบุพการี วงศ์สกุล สถาบัน และชาติบ้านเมืองของตน สมด้วยธรรมภาษิตที่ว่า “นิมิตตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา” แปลความว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี” ด้วยประการฉะนี้          ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณความดีที่ทุกท่านร่วมกันบำเพ็ญ เป็นเครื่องจรรโลงสันติสุขสู่ประเทศชาติและประชาชน ดลความโสมนัสพระราชหฤทัย ให้บังเกิดในสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อจักได้ทรงเพียบเพ็ญด้วยพระบารมีธรรม และขอปวงประชาชาติไทย จงสำเร็จสมมโนรถในสรรพกิจ อันประกอบด้วยธรรมจรรยา นำความผาสุกเกษมศานต์มาสู่พี่น้องร่วมชาติ ตลอดพุทธศักราช ๒๕๖๙ โดยทั่วหน้ากัน เทอญ.”


         ในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๖๙ ข้าพเจ้าขอส่งความสุขและความปรารถนาดี มายังท่านทั้งหลาย โดยทั่วกัน.           ดังที่ทุกท่านได้ทราบแล้วว่า เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมมราชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จสวรรคต. ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตัน ที่ได้เห็นประชาชนทุกหมู่เหล่า พรั่งพร้อมกันมาถวายสักการะ พระบรมศพอย่างต่อเนื่อง ด้วยความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระราชกรณียกิจ ที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญเพื่อบ้านเมืองตลอดมา. จึงขอขอบใจทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง และข้าพเจ้าจะถือน้ำใจไมตรีของทุกท่านในครั้งนี้ เป็นกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจทุกอย่าง โดยเต็มกำลังความสามารถต่อไป.          ในรอบปีผ่านมา กล่าวได้ว่า มีเหตุการณ์ที่น่าวิตกห่วงใยอยู่พอสมควร เช่น สถานการณ์ระหว่างประเทศในส่วนต่างๆ ของโลก ที่มีความแปรปรวนและตึงเครียด รวมทั้งภัยธรรมชาติอันร้ายแรง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ได้เผยให้เห็นปัญหาข้อขัดข้องในด้านต่าง ๆ อันกระทบกระเทือนถึงชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนขวัญและกำลังใจของเราทุกคนอย่างมาก. ด้วยเหตุนี้ การเพิ่มพูนสัมพันธไมตรีระหว่างมิตรประเทศ และเสริมสร้างความรักสมัครสมานระหว่างเราทุกคนในประเทศเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะร่วมแรงร่วมใจกันให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น ในอันที่จะประกอบกรณียกิจตามภาระหน้าที่ ให้ประสานสอดคล้องกัน โดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความดีงาม และประโยชน์ของส่วนรวมประเทศชาติ ซึ่งจะทำให้ทุกคนในชาติได้รับประโยชน์สูงสุด. ความร่วมมือดังกล่าวนี้ จะเป็นหลักประกันความมั่นคงของบ้านเมือง และความร่มเย็นเป็นสุขของเราทุกคนได้อย่างแท้จริง.          ขออานุภาพของคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือ จงคุ้มครองรักษาทุกท่าน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และมีความสุขความสำเร็จในสิ่งอันพึงปรารถนาตลอดศกหน้านี้และตลอดไป.


         สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย พระราชทานพรเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ พร้อมภาพวาดฝีพระหัตถ์อันงดงามในชื่อ “ปีม้าน่ารัก” เนื่องในปีมะเมีย สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชน พระราชดำรัสอวยพรปีใหม่ ความว่า         ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก ๒๕๖๙                “ปีมะเมียนี้หรือคือ ปีม้า          มีประโยชน์นักหนา ช่วยเราได้          เป็นพาหะ ช่วยเราไปไกลไกล          เดินไม่ไหว มีม้าพาจรลี          สภากาชาด ทำฟาร์ม ม้ามานานครัน          ทำเวชภัณฑ์ เซรุ่ม เป็นแหล่งที่          คนงูกัด กาชาด ช่วยชีวี          ม้าทุกตัว เราเลี้ยงดี จนแก่ชรา”            ภาพวาดฝีพระหัตถ์ “ปีม้าน่ารัก” และพระราชดำรัสพระราชทาน เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนไทยในการเริ่มต้นศักราชใหม่ ด้วยความหวัง ความเมตตา ความเสียสละ เป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนตระหนักถึงคุณประโยชน์ของม้าในฐานะพาหนะ การผลิตเซรุ่มและเวชภัณฑ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ประสบภัย โดยเฉพาะผู้ถูกงูกัด อันสอดคล้องกับพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและประชาชนสืบมาอย่างยาวนาน


นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมเมืองโบราณโนนเมือง ประจำเดือนธันวาคม 2568 รวมทั้งหมด 462 คน ดังนี้* ชาวไทย                    ชาย 105 คน หญิง 119 คน รวมเป็น  224 คน* ชาวต่างชาติ               ขาย 9 คน หญิง 1 คน รวมเป็น 10 คน* นักเรียน/นักศึกษา        ชาย 76 คน หญิง 68 รวมเป็น 144 คน * นักบวช                     ชาย 9 คน หญิง 3 คน รวมเป็น 12 คน* แขกราชการ                ชาย - คน หญิง - คน รวมเป็น - คน* ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)     ชาย 23 คน หญิง 49 คน รวมเป็น 72 คน


         หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร อัปเดตตู้ชุดใหม่! ชวนยลโฉม "ตู้พระธรรมรัตนโกสินทร์" อัญมณีแห่งพุทธศิลป์ที่หาชมยาก ผู้ชื่นชอบงานศิลปะ สายอาร์ตและคนรักประวัติศาสตร์ห้ามพลาด! นิทรรศการตู้พระธรรม ณ อาคารถาวรวัตถุ มีการสลับผลงานชุดใหม่มาให้ชมกันแล้ว  ร่วมสัมผัสเสน่ห์งานประณีตศิลป์ชั้นสูงที่รวมความศรัทธาและฝีมือช่างไทยสมัยรัตนโกสินทร์ไว้ในที่เดียว โดยมี Highlight ตู้พระธรรมชุดใหม่ที่น่าสนใจ ดังนี้          - ตู้ทวารบาล 2 วัฒนธรรม (กท. 59): งานศิลปะชั้นครูจากวัดระฆังฯ ที่รวม "เซี่ยวกาง" (จีน) และ "เทพทวารบาล" (ไทย) ไว้บนตู้ใบเดียวกันอย่างลงตัว           - ตู้จำหลักนูนต่ำมงคล (กท. 108): โดดเด่นด้วยงานแกะสลักรูปกิเลนและสัญลักษณ์ ฮก ลก ซิ่ว บนพื้นรักสีแดง ตัดกับทองทึบสวยสง่าตามแบบฉบับศิลปะจีน           - ตู้ลายรดน้ำ "นานาชาติ" (กท. 228): สนุกไปกับจินตนาการของช่างโบราณที่เขียนภาพรามสูรแต่งชุดงิ้ว และภาพกองทัพจีนเผชิญหน้ากับทหารชาวยุโรป            ผู้สนใจสามารถเดินชม 9 ห้องนิทรรศการ จะได้พบกับลวดลายมงคลจากพุทธประวัติ ชาดก และป่าหิมพานต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสมัยรัตนโกสินทร์ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) โดยจัดแสดงตู้พระธรรม 47 ตู้ และนาฬิกาประวัติศาสตร์ 1 เรือน เริ่มเปิดให้เข้าชมในเทศกาลปีใหม่ 2569 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2569



         ด้านหน้าของบัตรพระราชทานพรปีใหม่ มีตราประจำพระราชวงศ์จักรีอยู่กึ่งกลาง ด้านล่างซ้ายเป็นพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และด้านล่างขวาเป็นพระนามาภิไธย ส.ท.               เมื่อเปิดบัตรพระราชทานพร ด้านขวาของบัตรพระราชทานพร เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์ชุดสูทสกล ที่ทรงฉายคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในฉลองพระองค์ชุดไทยจิตรลดา          ด้านบนของกรอบบัตรพระราชทานพร มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงฉายคู่กับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทั้ง สองพระองค์ทรแย้มพระสรวล และโบกพระหัตถ์          ส่วนด้านซ้ายมีข้อความว่า “พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๙“ พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย


เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๘๘ กลุ่มแสนคร้าว ซึ่งเป็นขุนนางเชียงใหม่ก่อรัฐประหารและปลงพระชนม์พระเมืองเกษเกล้าแล้ว กลุ่มแสนคร้าว ได้ไปทูลเชิญพระเขมรัฐราช เจ้าฟ้านครเชียงตุงให้มาครองอาณาจักรล้านนา แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ ต่อมาจึงไปเชิญเจ้าฟ้าเมืองนาย โดยคราวนี้เจ้าฟ้าเมืองนายทรงตอบรับที่จะมาครองอาณาจักรล้านนา แต่ระหว่างที่เจ้าฟ้าเมืองนายยังไม่มานั้น ส่วนทางกลุ่มเชียงแสน ประกอบไปด้วย เจ้าหมื่นสามล้าน เจ้าเมืองเชียงแสน เจ้าเมืองเชียงราย เจ้าเมืองลำปาง และเจ้าเมืองพาน เป็นต้น ได้ไปทูลเชิญพระโพธิสาลราชแห่งล้านช้าง พระองค์ทรงตอบรับจะมาครองอาณาจักรล้านนาเช่นเดียวกัน ในขณะที่กลุ่มหมื่นหัวเคียนเมืองแสนหวี ได้สู้รบกับทางกลุ่มแสนคร้าวเป็นเวลาสามวันสามคืน แต่ไม่สามารถต้านทานและพ่ายแพ้หนีถอยหนีไปตั้งรับอยู่ลำพูน พร้อมกับส่งทูตไปรายงานกับทางกรุงศรีอยุธยาให้ยกทัพขึ้นมายึดเมืองเชียงใหม่ จึงเป็นเหตุทำให้สมเด็จพระไชยราชาธิราช เสด็จยกทัพขึ้นมายังเมืองเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทันมาถึงกลุ่มเชียงแสนสามารถปราบกลุ่มแสนคร้าวและพวกที่ร่วมกันปลงพระชนม์พระเมืองเกษเกล้า โดยนำกลุ่มดังกล่าวไปรับโทษจนหมดสิ้น พระนางจิรประภาเทวี ในฐานะพระอัครมเหสีพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระราชมารดาท้าวซายคำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเชียงแสนให้ขึ้นเป็นพระมหากษัตรีย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๕ ในราชวงศ์มังราย ตรงกับปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๐๘๘ เดือน ๑๐ แรม ๒ ค่ำ เม็งวันพฤหัสบดี ปีขาล สมเด็จพระไชยราชาธิราช พระมหากษัตริย์อยุธยา รัชกาลที่ ๑๓ แห่งอาณาจักรอยุธยา ทรงจัดทัพอยุธยาขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่ โดยมาตั้งทัพบริเวณวัดยางกวง (เดือน ๑๐ แรม ๔ ค่ำ วัน ๗ ปีมะโรง) จังหวัดเชียงใหม่ พระนางจิรประภามหาเทวี ทรงเล็งเห็นถึงความสูญเสียถ้าหากว่าทัพเชียงใหม่จะต่อสู้คงจะไม่สามารถต้านทานได้ไหว เนื่องจากกองทัพอยุธยามีแสนยานุภาพมากกว่า พระนางจิรประภามหาเทวี จึงใช้ยุทธวิธีทางเจริญสัมพันธ์ไมตรีทางการทูต นำบรรณาการถวายการต้อนรับสมเด็จพระไชยราชาธิราชโดยทางพระราชไมตรี พร้อมทูลเชิญเข้าร่วมเคารพพระบรมอัฐิของพระราชบิดาที่วัดโลกโมฬี ทางสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงร่วมทำบุญ โดยพระราชทานเงินไว้สร้างกู่ ๕,๐๐๐ บาท กับผ้าทรงผืนหนึ่ง พร้อมกับพระราชทานบำเหน็จขุนศึกนายกองที่ยกทัพขึ้นมาช่วยในครั้งนี้ ต่อมาจึงทูลเชิญให้สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงประทับในเวียงเจ็ดลิน ตรงกับเดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ ซึ่งเป็นพระราชวังของกษัตริย์เชียงใหม่ที่เชิงดอยสุเทพ ปัจจุบันอยู่ตรงบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพเชียงใหม่ ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ และสวนสัตว์เชียงใหม่ หลังจากนั้น เดือน ๑๐ แรม ๑๒ ค่ำสมเด็จพระไชยราชาธิราช พักพลที่สบกวงใต้เมืองลำพูน (ปากน้ำลำพูน) สันนิษฐานว่าน่าจะตรงบริเวณจุดบรรจบแม่น้ำกวงกับแม่น้ำปิง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน แล้วเสด็จนิวัติกรุงศรีอยุธยา จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๘๘ - ๘๙ กล่าวว่า “ยามนั้น พระยาใต้สมเด็จพระไชยราชาธิราช นำรี้พลมาถึงเชียงใหม่แล้ว ตั้งทัพอยู่ทุ่งหนองผา บริเวณตะวันออกสวนลาน พระนางจิรประภามหาเทวีจึงแต่งให้ขุนนางผู้ใหญ่เอาบรรณาการไปถวาย เดือน ๑๐ แรม ๔ ค่ำ วัน ๗ ปีมะโรง มาตั้งทัพที่เวียงรั้วน่าง แรม ๖ ค่ำ บำเพ็ญพระราชกุศลแด่พระเมืองเกษเกล้าที่เจดีย์ บรรจุอัฐิวัดโลกโมฬี พระยาใต้บรมไตรจักรได้ทรงบริจาคเงิน ๕,๐๐๐ บาท สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิพระเกษเกล้ากับผ้าทรงผืน ๑ กับ ให้รางวัลแก่ขุนนางเสนาบดีที่ไปถวายการต้อนรับครบทุกคน” “เดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ พระยาใต้สรงเสพยังเจ็ดลิน เดือนแรม ๑๒ ค่ำ วันอาทิตย์ยามกลองรุ่ง (ยามเช้า) พระยาใต้เสด็จกลับ ประทับแรมที่สบกวง เสด็จกลับโดยลำดับตราบถึงอยุธยาแล” เถ้าเมืองนายฟ้ายองห้วย (เจ้าฟ้าไทใหญ่แห่งเมืองยองห้วย) ทราบว่าทางกลุ่มแสนคร้าวได้ถูกปราบจนหมดสิ้นแล้ว พระองค์ทรงยกทัพเข้ามาประชิดยังดินแดนล้านนา ตรงกับ เดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำ พระนางจิรประภามหาเทวี ขอพระราชทานกับทางฝ่ายพระเจ้าโพธิสาลราช พระมหากษัตริย์แห่งล้านช้าง และทัพของทางล้านช้างเข้ามาช่วยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ พระองค์ทรงโปรดโปรดฯ ให้พระยากลาง ซึ่งมีฐานะเป็นลุงของพระเป็นเจ้าอุปโยวราช และพระยาสุนหรือพระยาซุน (พระยาอรชุน) นำทัพไปช่วยล้านนาร่วมรบกับเจ้าฟ้าเมืองนายจนทางฝ่ายเมืองนายถอยทัพกลับไป ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจและความวิตกให้กับสมเด็จพระไชยราชาธิราช จึงเป็นเหตุทำให้เสด็จนำทัพอยุธยาขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๐๘๙ เนื่องจากทรงพิจารณาเห็นว่าถ้าหากอาณาจักรล้านช้างเข้ามาปกครองและแผ่ขยายอำนาจในอาณาจักรล้านนา จะเป็นภัยกับกรุงศรีอยุธยาเพราะถูกกระหนาบหลายด้าน จากอาณาจักรที่เข้มแข็งหลายอาณาจักร ในครั้งนี้ทางฝ่ายเมืองเชียงใหม่พยายามขอเจราจาเป็นไมตรีกับทางฝ่ายอยุธยาอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๘๙ “...สมเด็จพระไชยราชาธิราช ให้หมื่นสุโขทัยเอาเรือบรรทุกเครื่องศึก (ทหารและอาวุธ) ขึ้นมาทางน้ำมาถึงลำพูนเดือน ๓ แรม ๑๒ ค่ำ เม็งวันพฤหัสบดี ปีเถาะ...” “...เดือน ๕ ออกค่ำ ๑ วันศุกร์ พระยาใต้หมื่นศรีมหาเทส ๑ พันเทพมณเทียร ๑ เอาบรรณาการมา ถวายพระเป็นเจ้าแม่ลูกทั้ง ๒ อ่อนน้อม ออก ๒ ค่ำ วันเสาร์ เจรจาความเมืองยังไม่เสร็จ...” กองทัพล้านนาได้ทำการตั้งรับกองทัพอยุธยาอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากอาณาจักรล้านช้าง ในส่วนของสมเด็จพระไชยราชาธิราชให้พระยาสุโขทัยนำทัพหน้าพร้อมกับอาวุธเดินทางมาตั้งทัพรออยู่ที่ปากน้ำลำพูน และสามารถตีลำพูนได้ สมเด็จพระไชยราชาธิราชได้จึงยกกองทัพออกมาตั้งอยู่นอกเมือง และทรงตัดสินพระทัยยกทัพกลับไปตั้งรับเมืองกำแพงเพชร โดยให้กองทัพของพระยาสุโขทัย กองทัพพระยากำแพงเพชร และกองทัพพระยาพิจิตร อยู่ทำศึกกับกองทัพล้านนา หลังจากนั้นพระเจ้าโพธิสาลราชยกกองทัพมาช่วยแม่ทัพเมืองเหนือ สามารถป้องกันเมืองได้สำเร็จ กรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายถอยทัพกลับลงไป พระยาสุโขทัยพ่ายแต่หนี พระยากำแพงเพชรและพระยาพิจิตรตายในที่รบ ทหารฝ่ายล้านนาและล้านช้างตามตีจนสุดแดนได้อาวุธยุทโธปกรณ์ ช้าง ม้า และเชลยศึกจำนวนมาก ซึ่งสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นอย่างมาก ส่วนสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จนิวัติกรุงศรีอยุธยา จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๐ “... พระยาใต้ถอยทัพหนี แต่ให้กำลังส่วนหนึ่งตั้งอยู่เป็นกองระวังหลัง วัน ๑๑ ค่ำ จึงถอยหนีทั้งหมด เจ้าขุนทั้งหลาย ทั้งทะแกล้วทหารหาญออกไล่ตีข้าศึกถึงเชียงเคิ่งยึดได้ม้า ๓๐ ตัว ฆ่าข้าศึกตายมาก จับเป็นได้ก็มากนัก พระยาใต้หนีทัพกลับทางเมืองลี้ม่วงป้อม ถึงห้วยหาด เจ้าเมืองน่านชื่อยี่มังคละ และหมื่นควรกับชาวนคร หมื่นน้อยเชียงเลือกไล่ทันได้รบชาวใต้ไล่ตกห้วยหาดตายมากนัก ได้ช้าง ๔ เชือก หมื่นกำแพงเพชร หมื่นจิตรชาวใต้ตายด้วย ชาวใต้หนีกลับไปทางน้ำ ๓ หมื่น หมื่นดางประตูหอ หมื่นแช่หน่อคำ ทั้งทหารหาญไล่ตาม ตีได้ฆ่าขุนภูริปัญญาเฒ่าตาย ขุนจอมราชมณเฑียรบาลตาย พลเดินเท้าตายหมื่นกว่า ทิ้งเรือชานาวาไว้ ๓ พันลำ ก็มีวันนั้นแล” หลังเสร็จศึกสงครามกรุงศรีอยุธยาแล้ว ทางอาณาจักรล้านช้างมีบทบาทสำคัญต่อการรวมอาณาจักรอาณาจักรล้านนากับล้านช้างไว้ด้วยกัน จากนั้นขุนนางล้านนา จึงทูลเชิญและถวายราชสมบัติแด่พระเป็นเจ้าอุปโยวราช จากอาณาจักรล้านช้าง มาราชาภิเษกเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เป็นโอรสองค์โตของพระเจ้าโพธิสาลราช เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๖ ในราชวงศ์มังราย พร้อมทั้งอภิเษกพระราชธิดา ๒ องค์ จากคำว่าพระราชธิดา ๒ องค์ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเป็นพระราชธิดาของท้าวซายคำ และเป็นพระราชนัดดาของพระนางจิรประภามหาเทวี เหมือนกับเหตุการณ์ตอนนำเอาบรรณาการมาทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระไชยราชาธิราช ซึ่งในครั้งนั้นการเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ “...เอาบรรณาการมา ถวายพระเป็นเจ้าแม่ลูกทั้ง ๒ อ่อนน้อม...เจรจาความเมืองยังไม่เสร็จ...” จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๐ “ถึงปีมะเมีย จุลศักราช ๙๐๘ (พ.ศ. ๒๐๘๙) เดือน ๙ ออก ๑๐ ค่ำ วันเสาร์ ไทปีจอ พระเป็นเจ้าอุปโยวราช (พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช) เสด็จจากเมืองลานช้างมาถึงเชียงแสน...” เดือน ๑๐ แรม ๖ ค่ำ วันพฤหัสบดี ไทปีชวด “...พร้อมกันเอาเครื่องราชูปโภคและฉัตรพัดยวดยาน ช้าง ม้า หอกดาบ เครื่องแห่เครื่องแหนทั้งมวล ออกไพต้อนรับเอาพระยาอุปปโย อังคาสอัญเชิญเข้ามาถึงประตูโขงวัดเชียงยืน...ถึงเดือน ๑๑ ออก ๔ ค่ำ วันพุธ ไทปีกุน ฤกษ์ ๒๖ ตัว ยามเที่ยงวัน เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย พร้อมกันกระทำมงคลอุสสาราชาภิเษก พระราชอุปโยเป็นพระยาเมืองพิงค์เชียงใหม่ที่สวนแหร่ นั่งแท่นแก้วโรงหลวง กับพระราชธิดาทั้ง ๒ คือ พระองค์ทิพย์เป็นอัครมเหสี และพระองค์คำผู้เป็นน้อง...” และจากพงศาวดารโยนก หน้า ๓๘๗ “ครั้นถึง ณ วันพุธ เดือน ๑๑ ขึ้น ๔ ค่ำ ได้ฤกษ์ ๒๖ ยามเที่ยงวัน สรงมุรธาภิเษก ณ สวนแร แล้วอภิเษกราชธิดาทั้งสองของ พระเจ้าเชียงใหม่ คือพระนางตนทิพและพระนางตนคำ ตั้งไว้ในที่เป็นอัครมเหสีฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย” ปี พ.ศ. ๒๐๙๐ พระยาโพธิสาลราช พระราชบิดาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช สวรรคตจากอุบัติเหตุในการคล้องช้างป่า (โขลงช้างเถื่อน) เข้าทำร้ายและล้มทับ ซึ่งช้างพระที่นั่งไม่สามารถทานกำลังช้างป่าได้  เป็นเหตุทำให้ทางสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เสด็จนิวัติไปขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ทรงปกครองอาณาจักรล้านนาระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๘๙ – ๒๐๙๐ เป็นเวลา ๒ ปี ทั้งนี้ในการเสด็จนิวัติของสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชในครั้งนี้สันนิษฐานว่าพระนางจิรประภามหาเทวี ตามเสด็จไปประทับในนครหลวงพระบางด้วย จากพงศาวดารล้านช้าง หน้า ๒๖ “...พระโพธิสาราชคืนจากลานนาได้ ๓ ปี แต่ชาติมาได้ ๔๒ ปี ถึงอนิจกรรม เหตุอันท่านขี่ช้างแม่ช้างโขลงช้างเถื่อนแลล้มทับคนตายในสนามห้วยอดนครกลางเมืองชวานั้น ในปีเมืองเม็ดศักราชได้ ๙๐๙ ตัวนั้นแล...” และจากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๑ “ถึงจุลศักราช ๙๐๙ (พ.ศ. ๒๐๙๐) ปีมะเมีย เดือน ๑๒ ออก ๕ ค่ำพระเป็นเจ้าอุปโยวราชเสด็จกลับเมืองล้านช้าง” ปี พ.ศ. ๒๐๙๑ สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เสด็จนิวัติไปขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากเมืองเชียงใหม่ไปไว้ยังนครหลวงพระบาง ได้เเก่ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระแก้วขาว พระแทรกคำ พระพุทธสิหิงค์ และพระอื่นๆ ไปประดิษฐานที่นครหลวงพระบาง และนครเวียงจันท์ตามลำดับ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๐๙๔ สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชมิได้เสด็จนิวัตกลับมายังล้านนาอีกเลยตลอดปลายพระชนม์ชีพ จากพงศาวดารโยนก หน้า ๓๘๘ - ๓๘๙ “...แต่การที่จะละเมืองนครเชียงใหม่ไปนั้น ก็มุ่งหมายจะได้สืบสันตติวงศ์ดำรงรัฐในล้านข้าง ไม่คิดว่าจะได้กลับคืนมาเมืองเชียงใหม่อีก จึงได้เก็บรวบรวมสรรพของวิเศษต่างๆ ในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่พอพระทัยเอาไปเสียด้วย คือได้เชิญเอาพระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตและพระจันทรรัตนแก้วชาวกรุงละโว้ (น่าจะเป็นพระพุทธบุศยรัตนกระมัง) พระพุทธสิหิงค์ พระแทรกคำและพระอื่นๆ พาไป เมืองนครหลวงพระบาง ได้เสด็จออกจากเมืองนครเชียงใหม่ไป เมื่อ ณ วันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ คือเดือน ๑๐ จุลศักราช ๙๑๐ ปีวอก สัมฤทธิศก...” และจากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๑ “ถึงปีกุน จุลศักราช ๙๑๓ (พ.ศ. ๒๐๙๔) เดือน ๘ พระเป็นเจ้าอุปโยวราช (พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช) ใช้ให้เอาธูปเทียนข้าวตอกดอกไม้เทียนเงินเทียนทอง มาขอขมาคารวะพระธรรมและสังฆเจ้า แล้วบอกว่า ไม่มาแล้ว ขอมอบบ้าน เวนเมืองเชียงใหม่ทั้งมวลแก่มหาเทวีดังเดิม” หลักฐานจากศิลาจารึก ชม. ๗ วัดเชียงสา จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๐๙๖ เป็นแผ่นหินทรายสีแดงภาษาที่ใช้จารึกเป็นตัวอักษรฝักขาม ตัวอักษรสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่แพร่ขยายจากสุโขทัยขึ้นไปยังล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ จากข้อความในจารึกระบุ “... สมเด็จพระไชยราชาธิราช องค์เสวยราชย์ทั้ง ๒ แผ่นดินล้านช้าง - ล้านนา ได้ถวายที่ดินและข้าวัดแด่วัดเชียงสา ที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๐๙๖...” จารึกนี้แสดงให้ว่าพระองค์ได้เป็นกษัตริย์ทั้งสองแผ่นดิน คือ ล้านช้าง - ล้านนาอยู่ แต่ในความเป็นจริงทางล้านนาไม่ถือว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากเหล่าขุนนางในเชียงใหม่เห็นว่าพระองค์คงไม่ได้เสด็จนิวัติมายังเชียงใหม่อีกแล้ว และได้ไปทูลเชิญพระเมกุฏิสุทธิวงศ์ จากเมืองนายให้มาเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๗ ในราชวงศ์มังราย เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๙๔ แล้ว จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๙๔ “เสนาอำมาตย์ทั้งหลายรู้ว่าท้าวอุปโยไม่คืนมาแล้ว จึงใช้ให้คนไปเชิญเอาเจ้าท้าวแม่กุอันเป็นราชวงศ์สืบสายมาแต่เจ้าขุนเครือ ขุนเครือเป็นพระโอรสพระเจ้ามังรายที่อยู่เมืองนายนั้น เจ้าท้าวแม่กุก็รับเชิญของเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย แล้วก็เสด็จมาปีกุน จุลศักราช ๙๑๓ (พ.ศ. ๒๐๙๔) เดือน ๙ ออก ๔ ค่ำ...” เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : กรมศิลปากร.  จารึกล้านนา ภาค ๒ เล่ม ๑ : จารึกจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๕๑.ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๒. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าหญิงจามรีวงศ์ ท จ. ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๗๒).บุญเสริม สาตราภัย.  ลานนาไทยในอดีต.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์ช้างเผือกการพิมพ์, ๒๕๒๒.ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖.ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารล้านช้าง.  พระนคร: โรงพิมพ์ธรรมพิทยาคาร, ๒๔๗๓.            (พิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพ ปวิน วิเศษภักดี มารดาหลวงรัตนสมบัติ วันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๓).ประวิทย์ ตันตลานุกุล.  พระมหากษัตริย์กับวัดในตำนานล้านนา.  เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, ๒๕๕๒.พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐.วิกิพีเดีย.  สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช#/media/ไฟล์:Setthathirat.JPGศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).  จารึกวัดเชียงสา.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/13074สำนักนายกรัฐมนตรี.  ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่.  พระนคร: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๔.สำนักพระราชวัง.  พระแก้วมรกต และพระพุทธรูปอื่นๆ.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘,           จาก: https://www.royalgrandpalace.th/th/discover/architecture/1/the-emerald-buddha


black ribbon.