ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,131 รายการ
วันจันทร์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เข้าร่วมการประชุมกรมการจังหวัดนครราชสีมา และหัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๙ ประจําเดือนสิงหาคม ๒๕๖๙ โดยนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประธานในการประชุม แจ้งให้ที่ประชุมทราบ หัวหน้าส่วนราชการย้ายมาดำรงตำแหน่งใหม่ นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อํานวยการสํานักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา จากตำแหน่งเดิมผู้อำนวยการสํานักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี ณ ห้องประชุมชั้น ๔ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา (อาคารหลังใหม่)
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ประธานตรวจการจ้าง พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ควบคุมงาน ประชุมตรวจรับงานโครงการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและปรับปรุงภูมิทัศน์อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา งวดที่ 3
ประกาศสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เรื่อง การขายทอดตลาดครุภัณฑ์ชำรุด และเศษซากวัสดุที่หมดความจำเป็นในการใช้งาน (แบบเหมารวม) จำนวน 55 รายการ
วันพุธที่ 2 กันยายน 2569 นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ลงพื้นที่ร่วมกับกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร เพื่อบันทึกเทปรายการ “ศิลป์ stories“ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ โบราณสถานปราสาทตาควาย โดยสามารถติดตามรับชมได้ทางเพจ กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร เร็ว ๆนี้
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวา (กระดูกกระหม่อมด้านขวา) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันมีสัณฐานสีขาวนวลกลมเกลี้ยง ขนาดเท่าเมล็ดพุทรา สีคล้ายดอกพิกุลแห้ง บรรจุในพระโกศ ๕ ชั้น ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปปราสาท อยู่บริเวณกลางพระวิหารจตุรมุข สร้างขึ้นในสมัยพญาแก้ว หรือพญาแก้วภูตาธิปติราช เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๐ ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดปีชวด (ปีหนู) อีกด้วย
ในสมัยพุทธกาลมียอดดอยหนึ่งชื่อว่าดอยจอมทอง เป็นภูเขาดินที่มีความสูงกว่าระดับพื้นที่ราบอื่นๆ ยอดดอยแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองอังครัฏฐะ มีเจ้าผู้ครองเมืองนามว่า พระยาอังครัฏฐะ เป็นผู้ที่สนใจทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากกรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ว่า “พระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก และเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์” ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงตั้งจิตอธิฐานรักษาศีลอย่างแน่วแน่ พร้อมอาราธนาว่า “ขอให้ได้พบกับพระพุทธองค์ด้วยเทอญ”
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๖-๗) “...ครั้นอยู่มาวันหนึ่งท้าวเธอได้สดับข่าวจากพวกพ่อค้า ซึ่งมาจากกรุงราชคฤห์ว่าพระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก และเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ ก็มีใจปิติยินดีมากนัก ได้พระราชทานข้าวของเงินทองเสื้อผ้าแก่พวกพ่อค้าเหล่านั้นเป็นอันมาก เป็นผู้มีจิตต์เลื่อมใสใคร่ประสพพบเห็นพระพุทธเจ้าเป็นกำลัง จึงได้ อธิษฐานรักษาศีล ๕ แล้วประคองอัญชลี (ประณมมือ) หันหน้าสู่ทิศอุดรกล่าวคำอาราธนาว่า “ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา แก่หมู่สัตว์เป็นอันมาก วันพรุ่งนี้ขอพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงเสด็จมาโปรดข้าพระองค์เพื่อให้ข้าพระองค์ได้บำเพ็ญทานบารมี เพื่อเป็นปัจจัยแก่พระสัพพัญญุตญาณแห่งข้าพระองค์ด้วยเทอญ”...”
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณแล้วจึงเสด็จมาสู่เมืองอังครัฏฐะ ทรงแสดงธรรมและทรงพยากรณ์ว่าเมื่อเราตถาคตนิพพานแล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวาของเราจักมาประดิษฐานอยู่บริเวณดอยจอมทองแห่งนี้ หลังจากนั้นพระยาอังครัฏฐะทรงสดับพระดำรัสที่ตรัสพยากรณ์นั้นแล้ว ทรงรับสั่งให้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๙-๑๐) “...ครั้งนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อจะยกย่องสรรเสริญและทำนายสถานที่นั้น จึงตรัสแก่พระยาอังครัฏฐะว่า ดูก่อนมหาราช สถานที่นี้ต่อไปข้างหน้าจักเป็นอัครสถานอันประเสริฐ จักเป็นที่ประดิษฐานทักษิณโมลีธาตุจอมหัวเบื้องขวาแห่งเรา กับทั้งธาตุกระดูกด้ามมีดเบื้องขวา มีสัณฐานเป็นรูปสามเหลี่ยม เท่าเมล็ดข้าวสารหัก และธาตุย่อยอีก ๕ องค์ เท่า เมล็ดพันธุ์ผักกาด จักมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้...”
ต่อมาในรัชสมัยแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย พระองค์ได้เสด็จสู่ดอยจอมทอง ได้ขุดคูหูเปิดอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทองแล้วทรงรับสั่งให้สร้างพระสถูปไว้ภายในคูหานี้ ทรงอัญเชิญพระบรมธาตุที่อยู่ในสถูปที่พระยาอังครัฏฐะรับสั่งให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปประดิษฐานในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้นดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาไว้ แล้วทรงอธิษฐานไว้ว่า “ต่อไปข้างหน้า ถ้าพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ฝูงชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา”
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๕) “...พระเจ้าอโศกมหาราชพร้อมด้วยท้าวพระยาเสนามาตย์ เทพยดา และพระอรหันต์ ทั้งหลาย จึงกล่าวคำอธิษฐานไว้ว่า “ข้าแต่พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐ ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้เคยเสด็จมาสู่ที่นี่ และได้ตรัสทำนายไว้แก่พระยายังครัฏฐะว่า “พระทักษิณโมลีธาตุของเรา ตถาคตจะมาประดิษฐานอยู่ที่นี่” ดังนี้ และบัดนี้พระบรมธาตุเจ้าก็ได้เสด็จ เข้าไปประดิษฐานอยู่ในที่นี้ สมดังพระพุทธทำนายแล้ว...”
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๗) “...ในกาลนั้นพระเจ้าอโศกธรรมราชา ได้รับสั่งให้เสนาอำมาตย์ราชบริพารทั้งหลายให้ขุดหลุมใหญ่ฝังทองคำไว้ ในทิศทั้ง ๘ แห่งดอยศรีจอมทองทรงอธิษฐานไว้ว่า “เมื่อใดพระบรมธาตุเจ้าเจริญรุ่งเรื่องไปภายหน้าขอจงให้ผู้อยู่ปฏิบัติรักษาพระบรมธาตุนี้ จงขุดเอาทองคำที่ฝังไว้นี้ออกบำรุงก่อสร้าง สถาปนาพระพุทธศาสนา ให้เจริญถาวรต่อไปชั่วกาลนานเทอญ” ครั้นแล้วท้าวเธอพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ราชบริวาร ก็เสด็จคมนาคมการกลับไปสู่พระนครของพระองค์...”
ปี พ.ศ. ๑๙๙๔ มีสามีชื่อพ่อสร้อย และภรรยาชื่อนางเม็ง ซึ่งทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) ปีมะเมีย ได้สมาทานศีล ๘ อยู่บนดอยจอมทอง ได้สังเกตเห็นว่าดอยจอมทองมีลักษณะที่สวยงามและเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการสร้างวัดเพื่อเป็นสถานที่ให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญ ฟังธรรม ประกอบประเพณีทางศาสนา และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หลังจากนั้นสามีภรรยาทั้งคู่ได้สร้างเสนาสนะ ก่อพระเจดีย์และสร้างพระพุทธรูป ๒ องค์ ไว้บนดอยจอมทอง แต่ในการสร้างวัดยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งสองได้ถึงแก่กรรมจากไปเสียก่อน แต่ด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาในครั้งนั้นถือว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น ถือว่าเป็นปฐมอารามแห่งวัดพระธาตุศรีจอมทอง
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๘) “...จนถึงจุลศักราชได้ ๘๑๓ ปี พ.ศ. ๑๙๙๔ มีชายผู้หนึ่งชื่อนายสอย มีภรรยาชื่อนางเมง, ผัวเมียคู่นี้มีบ้านเรือนตั้งอยู่ใกล้ดอยศรีจอมทอง, เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) ปีมะเมีย, นายสอยอาบน้ำชำระกายแล้ว ได้สมาทานศีล ๘ อยู่ ณ ดอยจอมทองนั้น ได้สังเกตเห็นดอยจอมทอง มีสัณฐานอันงาม สูงขึ้นเป็นลำดับคล้ายหลังเต่า จึงคิดว่า “สถานที่นี้ สมควรจะเป็นสถานที่ตั้งแห่งพระรัตนตรัย” วันหนึ่งนายสอยจึงปรึกษา กับนางเมงภรรยาว่า “เราทั้งสองจะคิดสร้างวัดขึ้นบนดอยนี้เพื่อเป็นสถานที่ตั้งแห่งพระศาสนา ท่านจะเห็นเป็นประการใด” ฝ่ายนางเมงภรรยา ตอบเห็นเป็นการสมควรด้วย, จึงปรึกษากันต่อไปว่า “เราควรสร้างบนถ้ำ คูหายอดดอยต้นทองหลางนี้แหละเป็นดี” คนทั้งสองได้ปรึกษาเป็นที่ตกลงกันแล้ว จึงได้ลงมือชำระแผ้วถางสถานที่นั้นเสร็จแล้ว เมื่อจุลศักราช ล่วงได้ ๘๑๔ พ.ศ. ๑๙๙๕ เดือน ๗ ขึ้น ๙ ค่ำ (เดือน ๙ เหนือ) วันจันทร์ฤกษ์ได้ ๑๒ ตัวเวลาเช้า, นายสอย นางเมงได้ยกเสาศาลาขึ้นเป็นปฐมฤกษ์ พร้อมกับได้ก่อเจดีย์ไว้บนถ้าคูหาและก่อพระพุทธรูปไว้ ๒ องค์ เมื่อนายสอยนางเมงได้ปลูกสร้างศาลาและก่อเจดีย์ขึ้นแล้ว คนทั้งหลายจึงเข้าใจ กันว่านายสอยนางเมงได้สร้างวัดขึ้นบนดอยนั้น, ฉะนั้นจึงได้พากันเรียก วัดนั้นว่า วัดศรีจอมทอง มาจนกระทั่งบัดนี้...”
ในปี พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ชื่อสิบเงินและสิบถัว ทั้งสองได้ช่วยกันบูรณะวัดศรีจอมทอง โดยการก่อสร้างวิหารมุงหญ้าคาขึ้นหลังหนึ่งจนแล้วเสร็จ แล้วจึงได้อาราธนาพระสารีปุตตเถระ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙) “นับตั้งแต่นายสอยนางเมงเริ่มสร้างวัดศรีจอมทองมาเป็นเวลา ๑๕ ปี, ถึงมีระกา จุลศักราช ๘๒๘ พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ๆ หนึ่งชื่อสิบเงิน อีกคนหนึ่งชื่อสิบถัว, ได้ชักชวนกันสร้างวิหารขึ้นหลังหนึ่ง หลังคามุงหญ้าคา แล้วนิมนต์ภิกษุรูปหนึ่งชื่อ สาริปุตตเถระมาเป็นเจ้าอาวาส อยู่วัดนั้น...”
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๑๓ หลังจากที่เจ้าอาวาสองค์แรก มรณภาพแล้ว ชาวบ้านได้นิมนต์พระเทพกุลเถระ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ ซึ่งท่านได้ทำการเปลี่ยนหลังคาวิหารเป็นกระเบื้องแทน
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙) “...ปีจุลศักราช ๘๓๒ พ.ศ. ๒๐๑๓ พระเทพกุลเถระ มาอยู่เป็นเจ้าอาวาส ท่านผู้นี้ได้จัดการปฏิสังขรณ์วิหารใส่ไม้ระแนงและมุงกระเบื้องไว้...”
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๐๑๗ ชาวบ้านได้นิมนต์พระธัมมปัญญโญ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓ แล้วได้นำพระพุทธรูปจากวัดย่าแต้ม ซึ่งอยู่บริเวณแม่น้ำกลางมาประดิษฐาน พร้อมสร้างเสนาสนะต่างๆ ขึ้นภายในวัด
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙-๒๐) “...จุลศักราช ๘๓๗ พ.ศ. ๒๐๑๗ ชาวบ้านทั้งหลายไปนิมนต์พระมหาเถระเจ้าองค์หนึ่ง ชื่อพระธมฺมปญฺโญ มาอยู่เป็นเจ้าอาวาส, ท่านผู้นี้พร้อมด้วยชาวบ้าน ได้พากันไปรื้อถอนเอาวิหารกับทั้งพระพุทธรูปองค์ใหญ่หล่อ (ก่อ-ปั้น) ด้วยปูน จากวัดย่าแต้มซึ่งอยู่ข้างแม่น้ำกาละ มาไว้ในวัดศรีจอมทองในปี พ.ศ. ๒๐๒๒ แล้วได้ชักชวนกันสร้างระเบียงหน้ามุขหลังวิหารขึ้น, แล้วก่อปราสาทเฟื่องโดยสูง ๒ วา ๒ ศอก โดยกว้าง ๑ วา ๒ ศอก เพื่อเป็นที่ไว้พระพุทธรูปแล้ว, ก่อกำแพงรอบวิหารทั้ง ๔ ด้านยาว ๑๐ วา ๓ ศอก และได้สร้างกุฎีหลังหนึ่งยาว ๕ วา ๒ ศอก กว้าง ๒ วา สูง ๓ วา ๓ ศอก ไว้สำหรับเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์”
วันหนึ่งได้มีตาปะขาวคนหนึ่งได้นิมิตฝันว่าเทวดามาบอกว่าบริเวณใต้พื้นวิหารบนยอดดอยจอมทองแห่งนี้ มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าและพระบรมธาตุดังกล่าวจะเสด็จมาให้ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้กราบไหว้สักการบูชา ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันให้กับพระธัมมปัญญโญ ผู้เป็นเจ้าอาวาสฟัง ทางเจ้าอาวาสจึงได้ทำการอธิษฐานว่า ถ้าหากเป็นเรื่องจริงดังความฝัน “ขอพระบรมสารีริกธาตุเจ้าจงเสด็จออกมาเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด”
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๐) “...มีปะขาวผู้หนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อ อาศัยอยู่เหนือวัด เป็นผู้อุปการะวัดวันหนึ่งเวลากลางคืน เทพยดามาบอกแก่ตาปะขาวนั้นโดยมิมิตตฝันว่า “พระบรมธาตุองค์หนึ่ง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ในถ้าใต้พื้นดอยศรีจอมทองนี้ จักเสด็จออกมาให้คนและเทวดาทั้งหลายสักการบูชา สถานที่นี้เป็นที่วิเศษนัก จักเป็นที่ตั้งแห่งพระศาสนาต่อไปในกาลข้างหน้า” ดังนี้ รุ่งขึ้นเช้าตาปะขาวนั้นจึงไปเล่าความฝันนี้ให้พระธมฺมปญฺโญเถระเจ้าอาวาสฟัง, ท่านได้ฟังแล้วก็มีใจยินดียิ่งนัก, แล้วท่านจึงอธิษฐานว่า “ขอพระบรมสารีริกธาตุเจ้าจงเสด็จออกมาเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด...”
ปี พ.ศ. ๒๐๔๒ เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) มีเหตุการณ์สำคัญในสมัยที่พระธัมมปัญญโญเถระ คือ พระบรมธาตุได้เสด็จออกจากคูหาจากพื้นดอยแล้วได้แสดงปาฏิหาริย์ มาอยู่ตรงบริเวณพระเพลา (บนตัก) ของพระพุทธรูปองค์ในวิหาร ซึ่งพระพุทธองค์นี้คุณลักษณะสามารถถอดพระโมลี (ส่วนยอดของมวยผม) ได้ พอรุ่งเช้าซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตรงกับเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) เป็นที่อัศจรรย์แก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้พบเห็นว่าส่วนยอดของมวยผมของพระพุทธรูปตกลงมาวางอยู่บนหน้าตัก เมื่อเปิดพระโมลีดูจึงพบพระบรมธาตุอยู่ภายใน จากนั้นจึงได้นำพระบรมธาตุบรรจุไว้ในโกศงาช้างแล้วนำไปไว้ในช่องพระโมลีของเศียรพระพุทธรูปภายในพระวิหารดังเดิม
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๐-๒๑) “ครั้นอธิษฐานแล้วล่วงมาถึงปีจุลศักราช ๘๖๑ พ.ศ. ๒๐๔๒ เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) เวลากลางคืน, พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐก็เสด็จออกจากพระสถูปทองคำอันตั้งอยู่ในคูหาพื้นดอยศรีจอมทอง แสดงปาฏิหาริย์เป็นมหัศจรรย์ต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย ก็และในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีพระโมลีถอดได้, รุ่งขึ้นเช้าเป็นวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ คนทั้งหลายได้มาบูชาข้าวพระพุทธรูป เห็นประตูวิหารเปิดไว้ จึงไปบอกแก่พระธมฺมปญโญเถระเจ้าอาวาส, ท่านไปตรวจดูในวิหาร เห็นพระโมลีพระพุทธรูปถูกถอดออกจากพระเศียร วางไว้บนพระเพลา (บนตัก) พระเถระจึงไปตรวจดู เห็นห่อผ้าทิพย์เล็ก ๆ วางอยู่ในรูพระ โมลีแห่งพระพุทธรูปองค์นั้น, จึงเอาไม้คีบออกมาแล้วแก้ห่อออกดู ก็เห็นพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในห่อผ้านั้น พระเถระเจ้ามีความยินดียิ่งนัก จึงเอาพระบรมธาตุนั้นบรรจุในโกศงาแล้วเอาเก็บไว้ในรูพระโมลี่พระพุทธองค์นั้นตามเดิม...”
สมัยพระมหาสีลปัญฺโญ เจ้าอาวาสองค์ที่ ๑๑ ในปี พ.ศ. ๒๐๕๘ มีพระมหาพุทฺธญฺาโณเถระอยู่ป่าฟ้าหลั่งได้กลับมาจากเมืองพุกาม และได้รับรู้เกี่ยวกับตำนานพระทักขิณโมลีธาตุ จึงได้ให้พระอานันทะ ผู้เป็นศิษย์ไปสืบเรื่องราวเกี่ยวกับพระทักขิณโมลีธาตุที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง แล้วให้ทำการสักการบูชาอธิษฐาน ส่วนทางเจ้าอาวาสได้รับรู้ความเป็นมาเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจ้าองค์หนึ่งที่เสด็จออกจากคูหาพื้นดอยศรีจอมทองแล้วเข้าอยู่ในช่องพระโมลี จึงได้นำเอาพระบรมธาตุที่ได้เก็บรักษามาแสดงให้พระอานันทะได้ทราบถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นพระอานันทะจึงได้นำเรื่องราวดังกล่าวไปบอกแก่พระมหาพุทฺธญฺาโณ
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๒-๒๓) “...ถึงปีจุลศักราช ๘๗๕ พ.ศ. ๒๐๕๖ เดือน ๗ (เดือน ๙ เหนือ) แรม ๘ ค่ำ วันอาทิตย์, ชาวบ้านทั้งหลายจึงได้นิมนต์พระมหาสีลปญฺโญมาอยู่เป็นเจ้าอาวาส รักษาพระบรมธาตุต่อมา. ถึงจุลศักราช ๘๗๗ พ.ศ. ๒๐๕๘ มีพระเถระเจ้าองค์หนึ่งชื่อว่าพระมหาพุทฺธญฺาโณอยู่ป่าฟ้าหลั่ง ท่านไปเมืองพุกาม ได้ตำนานพระบรมธาตุเจ้าจากเมืองพุกามมาพิจารณาดูที่พระบรมธาตุเจ้าตั้งอยู่คือวัดพระธาตุศรีจอมทอง ก็เห็นถูกต้องตามตำนานทุกประการ, แต่หามีผู้ใดบอกว่าพระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาจากคูหาและอยู่ในพระโมลีของพระพุทธรูปในวิหารนั้นไม่. พระเถระเจ้า จึงสั่งให้พระอานันทะ ผู้เป็นอนุเถระอยู่ป่าฟ้าหลั่งด้วยกัน พร้อมด้วยปะขาวนักบุญทั้งหลาย ให้ไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทอง และสั่งว่า “เมื่อไปถึงที่นั้นแล้วให้ทำสักการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนแล้วคงสัตยาธิษฐาน ถ้าหากว่าพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในที่นั้นจริงดังตำนานกล่าวไว้แล้ว, พระบรมธาตุเจ้าก็จะแสดงปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายแล” ดังนี้ ส่วนพระอานันทะพร้อมด้วยปะขาวและนักบุญทั้งหลายได้พากันไปสู่ดอยจอมทอง, ทำสักการะแล้วอธิษฐานตามที่พระมหาพุทฺธญฺาโณสั่งทุกประการ, ครั้นแล้วจึงพากันนั่งคอยดอยู่ที่กลางลานวัด.
ส่วนพระมหาสีลปฺโญ ผู้เป็นเจ้าอาวาส ได้เห็นอาการแห่งชนเหล่านั้นแล้ว จึงได้นำความไปแจ้งแก่พระอานันทะว่า “พระบรมธาตุเจ้าองค์หนึ่ง เสด็จออกจากคูหาพื้นดอยศรีจอมทองแล้วเข้าอยู่ในช่องพระโมลี แห่งพระพุทธรูปในวิหาร” แล้วจึงได้นำเอาพระบรมธาตุเจ้าองค์นั้นออก มาแสดงแก่พระอานันทะและปะขาวนักบุญทั้งหลาย ณ กาลนั้นแล.”
หลังจากนั้นทางพระมหาพุทฺธญฺาโณได้ทราบเรื่องราวต่างๆ และตรงกับตำนานดังกล่าว จึงได้นำความไปทูลพญาแก้ว หรือพญาแก้วภูตาธิปติราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งและทรงทำนุบำรุงส่งเสริมสนับสนุนพระพุทธศาสนา โดยในปี พ.ศ. ๒๐๖๐ พญาแก้วได้อาราธนาพระมหาพุทฺธญฺาโณ ให้เป็นหัวหน้าในการบูรณปฏิสังขรณ์ พร้อมสร้างวิหารจัตุรมุขเหมือนกับวัดชัยศรีภูมิหรือวัดปันต๋าเกิ๋น และให้มีมณฑปปราสาทตั้งอยู่กลางวิหารจตุรมุข เหมือนกับอุโบสถวัดโพธารามมหาวิหารหรือวัดเจ็ดยอด แล้วจึงอัญเชิญพระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) ไปประดิษฐานไว้ภายใน
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๓-๒๔) “... ส่วนพระมหาพุทฺธญฺาโณเถระเจ้า เมื่อได้ทราบเช่นนั้นแล้วก็มีจิตต์ปิติยินดียิ่งนัก จึงได้นำความไปถวายพระพรพระรัตนราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ให้ทรง ทราบทุกประการ.
ฝ่ายพระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อได้ทรงทราบจากพระมหาพุทฺธญฺาโณว่า “พระบรมธาตุเจ้าได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองภายในอาณาเขตต์แว่นแคว้นของ พระองค์เช่นนั้นแล้ว” ก็มีพระทัยยินดีปีติปราโมทย์เป็นกำลัง จึงรับสั่งแก่พระมหาพุทฺธญฺาโณเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าจงไปจัดการเริ่มปฏิสังขรณ์ปลูกสร้างพระวิหารหลังหนึ่ง ให้เป็น ๔ มุขเหมือนวิหารวัดชัยศรีภูมิแล้วให้ก่อปราสาทหลังหนึ่งให้เหมือนปราสาทอันมีอยู่ในพระอุโบสถวัดมหาโพธิหลวง (วัดเจ็ดยอด) ไว้ภายในท่ามกลางพระวิหารนั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าให้เป็นอัครสถานอันประเสริฐต่อไป” ดังนี้ แล้วทรงประทานเงินหมื่นหนึ่งเพื่อเป็นค่าอุปกรณ์ในการก่อสร้าง. พระเถระเจ้ารับคำแล้วพร้อมด้วยปะขาวนักบุญและนายช่างทั้งหลาย ไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทองแล้วร่วมกับเจ้าอาวาสเริ่มการปลูกสร้างพระวิหาร และปราสาท, ในปีชวดอัฏฐศก พ.ศ. ๒๐๖๐ ตามแบบที่พระเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองนครสั่งนั้นทุกประการ.”
พระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) เป็นพระเศียรเบื้องขวา (กระดูกกระหม่อมด้านขวา) มีสัณฐานสีขาวนวลกลมเกลี้ยงขนาดเท่าเมล็ดพุทรา สีคล้ายดอกพิกุลแห้งอยู่ในผอบแก้วใส มณฑปก่อด้วยอิฐถือปูนสลักลวดลายแบบไทยอย่างงดงาม เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสฐานกว้าง ๔ เมตร สูงจากพื้นถึงยอด ๔ เมตร ภายในปราสาทเป็นคูหามีประตูทั้ง ๔ ด้าน มีคูหาและแท่นสำหรับตั้งพระบรมธาตุจอมทอง ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น ประติมากรรมเทวดาท่ายืนประจำอยู่ทั้ง ๔ มุม พระหัตถ์ถือช่อดอกไม้ก้านยาวทั้ง ๒ ข้าง นอกจากนี้ยังมีลวดลายบัวคอเสื้อลายประจำยาม และลายบัวเชิงล่างที่มีลวดลายได้อย่างสวยงาม
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒) “ปราสาทที่ประดิษฐานพระบรมธาตุนี้ สร้างโดยพระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มีอายุประมาณ ๔๐๐ กว่าปี (ปัจจุบันอายุประมาณ ๕๐๐ กว่าปี) ก่อด้วยอิฐถือปูน สลักลวดลายแบบไทยอย่างงดงาม และปิดทองทั้งองค์ ลักษณะสัณฐานเป็น ๔ เหลี่ยมจัตุรัส คล้ายพระเจดีย์ ฐานกว้าง ๔ เมตร สูงจากพื้นถึงยอด ๔ เมตร ภายในปราสาทเป็นคูหา มีประตูทั้ง ๔ ด้าน ท่ามกลางคูหามีแท่นสำหรับตั้งพระโกศพระบรมธาตุ”
พระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) ได้บรรจุไว้ในพระโกศ ๕ ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงินสัณฐานกลม ชั้นที่ ๒ อยู่ภายในชั้นที่ ๑ (โกศเงิน) เป็นโกศทองเหลืองหล่อปิดทอง ชั้นที่ ๓ อยู่ภายในชั้นที่ ๒ (โกศทองเหลือง) เป็นผอบเงิน ชั้นที่ ๔ อยู่ภายในชั้นที่ ๓ (ผอบเงิน) เป็นผอบทองคำลงยา และชั้นที่ ๕ อยู่ภายในชั้นที่ ๔ (ผอบทองคำลงยา) เป็นผอบทองคำองค์เล็กชั้นในสุด และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฯ
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒) “โกศที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ มี ๕ ชั้น คือ ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงินสัณฐานกลม กว้าง ๑ ศอก สูง ๑ เมตร ชั้นที่ ๒ ภายในโกศเงิน เป็นโกศทองเหลืองหล่อปิดทองสัณฐานกลม กว้าง ๑๐ นิ้ว สูง ๑ ศอก ชั้นที่ ๓ ภายในโกศทองเหลือง เป็นผอบเงิน ชั้นที่ ๔ ภายในผะอบเงิน เป็นผะอบทองคำลงยา ประดับเพชร น้ำหนัก ๔๑ กรัม ชั้นที่ ๕ ภายใน ผะอบทองคำลงยา เป็นผะอบทองคำเกลี้ยง น้าหนัก ๑๖ กรัมขนาดเท่าผลมะยมเขื่องๆ พระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในผอบทองคำขั้นที่ ๕ นี้...”
ประเพณีสำคัญของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ซึ่งทางวัดมีการจัดพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุฯ เช่น วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ (เหนือ), วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ หรือวัน ๕ เป็ง (วันมาฆบูชา), วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (เหนือ), วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) หรือวัน ๘ เป็ง (วันวิสาขบูชา) และวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) เป็นต้น โดยอัญเชิญองค์พระทักขิณโมลีธาตุพระบรมธาตุเจ้าจอมทองประดิษฐานในโกศแก้วทำด้วยทองคำแท้แผ่นบุมีลวดลาย ประดับด้วยเพชร ยอดแหลมคล้ายฝาชี ตั้งบนพานที่ประดับด้วยพลอย และมีสายสร้อยทองคำโยงฝาโกศติดกับพานทั้ง ๔ ด้าน
ตามความเชื่อของท้องถิ่นในสมัยโบราณน้ำที่ใช้ประกอบในประเพณีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ มักนิยมนำน้ำแม่กลางและเชื่อว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญ เจือด้วยน้ำหอมหรือแก่นจันทน์ สำหรับในปัจจุบันสามารถนำน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ผสมขมิ้นส้มป่อยตามกำลังศรัทธา นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนสามารถสักการะทำการสรงน้ำพระบรมธาตุได้โดยตรง ซึ่งสามารถมองเห็นพระบรมธาตุที่อยู่ในสุวรรณโกศหรือโกศแก้วได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน และยังเป็นการสืบฮีตสานฮอยตามประเพณีตามแบบโบราณกาล
กรมศิลปากรได้กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๐ง หน้า ๓๖๘๓ ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ภายในวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ยังมีสิ่งสำคัญ อย่างเช่น พระอุโบสถ หอพระไตรปิฎก อาคารพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศึกษาพระวิปัสสนาจารย์ ภาคเหนือ หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล มหาศาลาหทัยนเรศว์ร กุฏิหทัยนเรศว์ร ศาลาธรรมสามัคคี สำนักงานรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ หอระฆัง และน้ำบ่อทิพย์ เป็นต้น วัดแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญ มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนทำสมาธิได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดปีชวด (ปีหนู) อีกด้วย
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
บุปผา คุณยศยิ่ง. “วัดพระธาตศรีจอมทอง.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ. ๙ (๒๕๔๒): ๔๔๕๑-๔๔๕๖.
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร. ตำนานพระบรมธาตุจอมทอง. เชียงใหม่: ดาราวรรณการพิมพ์, ๒๕๕๕. (พิมพ์เนื่องในงานทำบุญอายุวัฒนมงคล ๘๙ ปี ๖๙ พรรษา พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. (ทอง สิริมงฺคโล)).
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร. ตำนานพระบรมธาตุจอมทอง. พิมพ์ครั้งที่ ๕. พระนคร: ไทยวัฒนาพาณิชย์, ๒๔๙๓.
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร . วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (WatChomthong AjarnTong). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.facebook.com/watchomtong/?locale=th_TH
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวา (กระดูกกระหม่อมด้านขวา) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันมีสัณฐานสีขาวนวลกลมเกลี้ยง ขนาดเท่าเมล็ดพุทรา สีคล้ายดอกพิกุลแห้ง บรรจุในพระโกศ ๕ ชั้น ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปปราสาท อยู่บริเวณกลางพระวิหารจตุรมุข สร้างขึ้นในสมัยพญาแก้ว หรือพญาแก้วภูตาธิปติราช เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๐ ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดปีชวด (ปีหนู) อีกด้วย
ในสมัยพุทธกาลมียอดดอยหนึ่งชื่อว่าดอยจอมทอง เป็นภูเขาดินที่มีความสูงกว่าระดับพื้นที่ราบอื่นๆ ยอดดอยแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองอังครัฏฐะ มีเจ้าผู้ครองเมืองนามว่า พระยาอังครัฏฐะ เป็นผู้ที่สนใจทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากกรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ว่า “พระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก และเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์” ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงตั้งจิตอธิฐานรักษาศีลอย่างแน่วแน่ พร้อมอาราธนาว่า “ขอให้ได้พบกับพระพุทธองค์ด้วยเทอญ”
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๖-๗) “...ครั้นอยู่มาวันหนึ่งท้าวเธอได้สดับข่าวจากพวกพ่อค้า ซึ่งมาจากกรุงราชคฤห์ว่าพระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก และเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ ก็มีใจปิติยินดีมากนัก ได้พระราชทานข้าวของเงินทองเสื้อผ้าแก่พวกพ่อค้าเหล่านั้นเป็นอันมาก เป็นผู้มีจิตต์เลื่อมใสใคร่ประสพพบเห็นพระพุทธเจ้าเป็นกำลัง จึงได้ อธิษฐานรักษาศีล ๕ แล้วประคองอัญชลี (ประณมมือ) หันหน้าสู่ทิศอุดรกล่าวคำอาราธนาว่า “ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา แก่หมู่สัตว์เป็นอันมาก วันพรุ่งนี้ขอพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงเสด็จมาโปรดข้าพระองค์เพื่อให้ข้าพระองค์ได้บำเพ็ญทานบารมี เพื่อเป็นปัจจัยแก่พระสัพพัญญุตญาณแห่งข้าพระองค์ด้วยเทอญ”...”
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณแล้วจึงเสด็จมาสู่เมืองอังครัฏฐะ ทรงแสดงธรรมและทรงพยากรณ์ว่าเมื่อเราตถาคตนิพพานแล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวาของเราจักมาประดิษฐานอยู่บริเวณดอยจอมทองแห่งนี้ หลังจากนั้นพระยาอังครัฏฐะทรงสดับพระดำรัสที่ตรัสพยากรณ์นั้นแล้ว ทรงรับสั่งให้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๙-๑๐) “...ครั้งนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อจะยกย่องสรรเสริญและทำนายสถานที่นั้น จึงตรัสแก่พระยาอังครัฏฐะว่า ดูก่อนมหาราช สถานที่นี้ต่อไปข้างหน้าจักเป็นอัครสถานอันประเสริฐ จักเป็นที่ประดิษฐานทักษิณโมลีธาตุจอมหัวเบื้องขวาแห่งเรา กับทั้งธาตุกระดูกด้ามมีดเบื้องขวา มีสัณฐานเป็นรูปสามเหลี่ยม เท่าเมล็ดข้าวสารหัก และธาตุย่อยอีก ๕ องค์ เท่า เมล็ดพันธุ์ผักกาด จักมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้...”
ต่อมาในรัชสมัยแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย พระองค์ได้เสด็จสู่ดอยจอมทอง ได้ขุดคูหูเปิดอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทองแล้วทรงรับสั่งให้สร้างพระสถูปไว้ภายในคูหานี้ ทรงอัญเชิญพระบรมธาตุที่อยู่ในสถูปที่พระยาอังครัฏฐะรับสั่งให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปประดิษฐานในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้นดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาไว้ แล้วทรงอธิษฐานไว้ว่า “ต่อไปข้างหน้า ถ้าพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ฝูงชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา”
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๕) “...พระเจ้าอโศกมหาราชพร้อมด้วยท้าวพระยาเสนามาตย์ เทพยดา และพระอรหันต์ ทั้งหลาย จึงกล่าวคำอธิษฐานไว้ว่า “ข้าแต่พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐ ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้เคยเสด็จมาสู่ที่นี่ และได้ตรัสทำนายไว้แก่พระยายังครัฏฐะว่า “พระทักษิณโมลีธาตุของเรา ตถาคตจะมาประดิษฐานอยู่ที่นี่” ดังนี้ และบัดนี้พระบรมธาตุเจ้าก็ได้เสด็จ เข้าไปประดิษฐานอยู่ในที่นี้ สมดังพระพุทธทำนายแล้ว...”
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๗) “...ในกาลนั้นพระเจ้าอโศกธรรมราชา ได้รับสั่งให้เสนาอำมาตย์ราชบริพารทั้งหลายให้ขุดหลุมใหญ่ฝังทองคำไว้ ในทิศทั้ง ๘ แห่งดอยศรีจอมทองทรงอธิษฐานไว้ว่า “เมื่อใดพระบรมธาตุเจ้าเจริญรุ่งเรื่องไปภายหน้าขอจงให้ผู้อยู่ปฏิบัติรักษาพระบรมธาตุนี้ จงขุดเอาทองคำที่ฝังไว้นี้ออกบำรุงก่อสร้าง สถาปนาพระพุทธศาสนา ให้เจริญถาวรต่อไปชั่วกาลนานเทอญ” ครั้นแล้วท้าวเธอพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ราชบริวาร ก็เสด็จคมนาคมการกลับไปสู่พระนครของพระองค์...”
ปี พ.ศ. ๑๙๙๔ มีสามีชื่อพ่อสร้อย และภรรยาชื่อนางเม็ง ซึ่งทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) ปีมะเมีย ได้สมาทานศีล ๘ อยู่บนดอยจอมทอง ได้สังเกตเห็นว่าดอยจอมทองมีลักษณะที่สวยงามและเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการสร้างวัดเพื่อเป็นสถานที่ให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญ ฟังธรรม ประกอบประเพณีทางศาสนา และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หลังจากนั้นสามีภรรยาทั้งคู่ได้สร้างเสนาสนะ ก่อพระเจดีย์และสร้างพระพุทธรูป ๒ องค์ ไว้บนดอยจอมทอง แต่ในการสร้างวัดยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งสองได้ถึงแก่กรรมจากไปเสียก่อน แต่ด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาในครั้งนั้นถือว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น ถือว่าเป็นปฐมอารามแห่งวัดพระธาตุศรีจอมทอง
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๘) “...จนถึงจุลศักราชได้ ๘๑๓ ปี พ.ศ. ๑๙๙๔ มีชายผู้หนึ่งชื่อนายสอย มีภรรยาชื่อนางเมง, ผัวเมียคู่นี้มีบ้านเรือนตั้งอยู่ใกล้ดอยศรีจอมทอง, เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) ปีมะเมีย, นายสอยอาบน้ำชำระกายแล้ว ได้สมาทานศีล ๘ อยู่ ณ ดอยจอมทองนั้น ได้สังเกตเห็นดอยจอมทอง มีสัณฐานอันงาม สูงขึ้นเป็นลำดับคล้ายหลังเต่า จึงคิดว่า “สถานที่นี้ สมควรจะเป็นสถานที่ตั้งแห่งพระรัตนตรัย” วันหนึ่งนายสอยจึงปรึกษา กับนางเมงภรรยาว่า “เราทั้งสองจะคิดสร้างวัดขึ้นบนดอยนี้เพื่อเป็นสถานที่ตั้งแห่งพระศาสนา ท่านจะเห็นเป็นประการใด” ฝ่ายนางเมงภรรยา ตอบเห็นเป็นการสมควรด้วย, จึงปรึกษากันต่อไปว่า “เราควรสร้างบนถ้ำ คูหายอดดอยต้นทองหลางนี้แหละเป็นดี” คนทั้งสองได้ปรึกษาเป็นที่ตกลงกันแล้ว จึงได้ลงมือชำระแผ้วถางสถานที่นั้นเสร็จแล้ว เมื่อจุลศักราช ล่วงได้ ๘๑๔ พ.ศ. ๑๙๙๕ เดือน ๗ ขึ้น ๙ ค่ำ (เดือน ๙ เหนือ) วันจันทร์ฤกษ์ได้ ๑๒ ตัวเวลาเช้า, นายสอย นางเมงได้ยกเสาศาลาขึ้นเป็นปฐมฤกษ์ พร้อมกับได้ก่อเจดีย์ไว้บนถ้าคูหาและก่อพระพุทธรูปไว้ ๒ องค์ เมื่อนายสอยนางเมงได้ปลูกสร้างศาลาและก่อเจดีย์ขึ้นแล้ว คนทั้งหลายจึงเข้าใจ กันว่านายสอยนางเมงได้สร้างวัดขึ้นบนดอยนั้น, ฉะนั้นจึงได้พากันเรียก วัดนั้นว่า วัดศรีจอมทอง มาจนกระทั่งบัดนี้...”
ในปี พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ชื่อสิบเงินและสิบถัว ทั้งสองได้ช่วยกันบูรณะวัดศรีจอมทอง โดยการก่อสร้างวิหารมุงหญ้าคาขึ้นหลังหนึ่งจนแล้วเสร็จ แล้วจึงได้อาราธนาพระสารีปุตตเถระ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙) “นับตั้งแต่นายสอยนางเมงเริ่มสร้างวัดศรีจอมทองมาเป็นเวลา ๑๕ ปี, ถึงมีระกา จุลศักราช ๘๒๘ พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ๆ หนึ่งชื่อสิบเงิน อีกคนหนึ่งชื่อสิบถัว, ได้ชักชวนกันสร้างวิหารขึ้นหลังหนึ่ง หลังคามุงหญ้าคา แล้วนิมนต์ภิกษุรูปหนึ่งชื่อ สาริปุตตเถระมาเป็นเจ้าอาวาส อยู่วัดนั้น...”
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๑๓ หลังจากที่เจ้าอาวาสองค์แรก มรณภาพแล้ว ชาวบ้านได้นิมนต์พระเทพกุลเถระ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ ซึ่งท่านได้ทำการเปลี่ยนหลังคาวิหารเป็นกระเบื้องแทน
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙) “...ปีจุลศักราช ๘๓๒ พ.ศ. ๒๐๑๓ พระเทพกุลเถระ มาอยู่เป็นเจ้าอาวาส ท่านผู้นี้ได้จัดการปฏิสังขรณ์วิหารใส่ไม้ระแนงและมุงกระเบื้องไว้...”
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๐๑๗ ชาวบ้านได้นิมนต์พระธัมมปัญญโญ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓ แล้วได้นำพระพุทธรูปจากวัดย่าแต้ม ซึ่งอยู่บริเวณแม่น้ำกลางมาประดิษฐาน พร้อมสร้างเสนาสนะต่างๆ ขึ้นภายในวัด
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙-๒๐) “...จุลศักราช ๘๓๗ พ.ศ. ๒๐๑๗ ชาวบ้านทั้งหลายไปนิมนต์พระมหาเถระเจ้าองค์หนึ่ง ชื่อพระธมฺมปญฺโญ มาอยู่เป็นเจ้าอาวาส, ท่านผู้นี้พร้อมด้วยชาวบ้าน ได้พากันไปรื้อถอนเอาวิหารกับทั้งพระพุทธรูปองค์ใหญ่หล่อ (ก่อ-ปั้น) ด้วยปูน จากวัดย่าแต้มซึ่งอยู่ข้างแม่น้ำกาละ มาไว้ในวัดศรีจอมทองในปี พ.ศ. ๒๐๒๒ แล้วได้ชักชวนกันสร้างระเบียงหน้ามุขหลังวิหารขึ้น, แล้วก่อปราสาทเฟื่องโดยสูง ๒ วา ๒ ศอก โดยกว้าง ๑ วา ๒ ศอก เพื่อเป็นที่ไว้พระพุทธรูปแล้ว, ก่อกำแพงรอบวิหารทั้ง ๔ ด้านยาว ๑๐ วา ๓ ศอก และได้สร้างกุฎีหลังหนึ่งยาว ๕ วา ๒ ศอก กว้าง ๒ วา สูง ๓ วา ๓ ศอก ไว้สำหรับเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์”
วันหนึ่งได้มีตาปะขาวคนหนึ่งได้นิมิตฝันว่าเทวดามาบอกว่าบริเวณใต้พื้นวิหารบนยอดดอยจอมทองแห่งนี้ มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าและพระบรมธาตุดังกล่าวจะเสด็จมาให้ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้กราบไหว้สักการบูชา ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันให้กับพระธัมมปัญญโญ ผู้เป็นเจ้าอาวาสฟัง ทางเจ้าอาวาสจึงได้ทำการอธิษฐานว่า ถ้าหากเป็นเรื่องจริงดังความฝัน “ขอพระบรมสารีริกธาตุเจ้าจงเสด็จออกมาเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด”
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๐) “...มีปะขาวผู้หนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อ อาศัยอยู่เหนือวัด เป็นผู้อุปการะวัดวันหนึ่งเวลากลางคืน เทพยดามาบอกแก่ตาปะขาวนั้นโดยมิมิตตฝันว่า “พระบรมธาตุองค์หนึ่ง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ในถ้าใต้พื้นดอยศรีจอมทองนี้ จักเสด็จออกมาให้คนและเทวดาทั้งหลายสักการบูชา สถานที่นี้เป็นที่วิเศษนัก จักเป็นที่ตั้งแห่งพระศาสนาต่อไปในกาลข้างหน้า” ดังนี้ รุ่งขึ้นเช้าตาปะขาวนั้นจึงไปเล่าความฝันนี้ให้พระธมฺมปญฺโญเถระเจ้าอาวาสฟัง, ท่านได้ฟังแล้วก็มีใจยินดียิ่งนัก, แล้วท่านจึงอธิษฐานว่า “ขอพระบรมสารีริกธาตุเจ้าจงเสด็จออกมาเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด...”
ปี พ.ศ. ๒๐๔๒ เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) มีเหตุการณ์สำคัญในสมัยที่พระธัมมปัญญโญเถระ คือ พระบรมธาตุได้เสด็จออกจากคูหาจากพื้นดอยแล้วได้แสดงปาฏิหาริย์ มาอยู่ตรงบริเวณพระเพลา (บนตัก) ของพระพุทธรูปองค์ในวิหาร ซึ่งพระพุทธองค์นี้คุณลักษณะสามารถถอดพระโมลี (ส่วนยอดของมวยผม) ได้ พอรุ่งเช้าซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตรงกับเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) เป็นที่อัศจรรย์แก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้พบเห็นว่าส่วนยอดของมวยผมของพระพุทธรูปตกลงมาวางอยู่บนหน้าตัก เมื่อเปิดพระโมลีดูจึงพบพระบรมธาตุอยู่ภายใน จากนั้นจึงได้นำพระบรมธาตุบรรจุไว้ในโกศงาช้างแล้วนำไปไว้ในช่องพระโมลีของเศียรพระพุทธรูปภายในพระวิหารดังเดิม
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๐-๒๑) “ครั้นอธิษฐานแล้วล่วงมาถึงปีจุลศักราช ๘๖๑ พ.ศ. ๒๐๔๒ เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) เวลากลางคืน, พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐก็เสด็จออกจากพระสถูปทองคำอันตั้งอยู่ในคูหาพื้นดอยศรีจอมทอง แสดงปาฏิหาริย์เป็นมหัศจรรย์ต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย ก็และในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีพระโมลีถอดได้, รุ่งขึ้นเช้าเป็นวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ คนทั้งหลายได้มาบูชาข้าวพระพุทธรูป เห็นประตูวิหารเปิดไว้ จึงไปบอกแก่พระธมฺมปญโญเถระเจ้าอาวาส, ท่านไปตรวจดูในวิหาร เห็นพระโมลีพระพุทธรูปถูกถอดออกจากพระเศียร วางไว้บนพระเพลา (บนตัก) พระเถระจึงไปตรวจดู เห็นห่อผ้าทิพย์เล็ก ๆ วางอยู่ในรูพระ โมลีแห่งพระพุทธรูปองค์นั้น, จึงเอาไม้คีบออกมาแล้วแก้ห่อออกดู ก็เห็นพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในห่อผ้านั้น พระเถระเจ้ามีความยินดียิ่งนัก จึงเอาพระบรมธาตุนั้นบรรจุในโกศงาแล้วเอาเก็บไว้ในรูพระโมลี่พระพุทธองค์นั้นตามเดิม...”
สมัยพระมหาสีลปัญฺโญ เจ้าอาวาสองค์ที่ ๑๑ ในปี พ.ศ. ๒๐๕๘ มีพระมหาพุทฺธญฺาโณเถระอยู่ป่าฟ้าหลั่งได้กลับมาจากเมืองพุกาม และได้รับรู้เกี่ยวกับตำนานพระทักขิณโมลีธาตุ จึงได้ให้พระอานันทะ ผู้เป็นศิษย์ไปสืบเรื่องราวเกี่ยวกับพระทักขิณโมลีธาตุที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง แล้วให้ทำการสักการบูชาอธิษฐาน ส่วนทางเจ้าอาวาสได้รับรู้ความเป็นมาเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจ้าองค์หนึ่งที่เสด็จออกจากคูหาพื้นดอยศรีจอมทองแล้วเข้าอยู่ในช่องพระโมลี จึงได้นำเอาพระบรมธาตุที่ได้เก็บรักษามาแสดงให้พระอานันทะได้ทราบถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นพระอานันทะจึงได้นำเรื่องราวดังกล่าวไปบอกแก่พระมหาพุทฺธญฺาโณ
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๒-๒๓) “...ถึงปีจุลศักราช ๘๗๕ พ.ศ. ๒๐๕๖ เดือน ๗ (เดือน ๙ เหนือ) แรม ๘ ค่ำ วันอาทิตย์, ชาวบ้านทั้งหลายจึงได้นิมนต์พระมหาสีลปญฺโญมาอยู่เป็นเจ้าอาวาส รักษาพระบรมธาตุต่อมา. ถึงจุลศักราช ๘๗๗ พ.ศ. ๒๐๕๘ มีพระเถระเจ้าองค์หนึ่งชื่อว่าพระมหาพุทฺธญฺาโณอยู่ป่าฟ้าหลั่ง ท่านไปเมืองพุกาม ได้ตำนานพระบรมธาตุเจ้าจากเมืองพุกามมาพิจารณาดูที่พระบรมธาตุเจ้าตั้งอยู่คือวัดพระธาตุศรีจอมทอง ก็เห็นถูกต้องตามตำนานทุกประการ, แต่หามีผู้ใดบอกว่าพระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาจากคูหาและอยู่ในพระโมลีของพระพุทธรูปในวิหารนั้นไม่. พระเถระเจ้า จึงสั่งให้พระอานันทะ ผู้เป็นอนุเถระอยู่ป่าฟ้าหลั่งด้วยกัน พร้อมด้วยปะขาวนักบุญทั้งหลาย ให้ไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทอง และสั่งว่า “เมื่อไปถึงที่นั้นแล้วให้ทำสักการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนแล้วคงสัตยาธิษฐาน ถ้าหากว่าพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในที่นั้นจริงดังตำนานกล่าวไว้แล้ว, พระบรมธาตุเจ้าก็จะแสดงปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายแล” ดังนี้ ส่วนพระอานันทะพร้อมด้วยปะขาวและนักบุญทั้งหลายได้พากันไปสู่ดอยจอมทอง, ทำสักการะแล้วอธิษฐานตามที่พระมหาพุทฺธญฺาโณสั่งทุกประการ, ครั้นแล้วจึงพากันนั่งคอยดอยู่ที่กลางลานวัด.
ส่วนพระมหาสีลปฺโญ ผู้เป็นเจ้าอาวาส ได้เห็นอาการแห่งชนเหล่านั้นแล้ว จึงได้นำความไปแจ้งแก่พระอานันทะว่า “พระบรมธาตุเจ้าองค์หนึ่ง เสด็จออกจากคูหาพื้นดอยศรีจอมทองแล้วเข้าอยู่ในช่องพระโมลี แห่งพระพุทธรูปในวิหาร” แล้วจึงได้นำเอาพระบรมธาตุเจ้าองค์นั้นออก มาแสดงแก่พระอานันทะและปะขาวนักบุญทั้งหลาย ณ กาลนั้นแล.”
หลังจากนั้นทางพระมหาพุทฺธญฺาโณได้ทราบเรื่องราวต่างๆ และตรงกับตำนานดังกล่าว จึงได้นำความไปทูลพญาแก้ว หรือพญาแก้วภูตาธิปติราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งและทรงทำนุบำรุงส่งเสริมสนับสนุนพระพุทธศาสนา โดยในปี พ.ศ. ๒๐๖๐ พญาแก้วได้อาราธนาพระมหาพุทฺธญฺาโณ ให้เป็นหัวหน้าในการบูรณปฏิสังขรณ์ พร้อมสร้างวิหารจัตุรมุขเหมือนกับวัดชัยศรีภูมิหรือวัดปันต๋าเกิ๋น และให้มีมณฑปปราสาทตั้งอยู่กลางวิหารจตุรมุข เหมือนกับอุโบสถวัดโพธารามมหาวิหารหรือวัดเจ็ดยอด แล้วจึงอัญเชิญพระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) ไปประดิษฐานไว้ภายใน
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๓-๒๔) “... ส่วนพระมหาพุทฺธญฺาโณเถระเจ้า เมื่อได้ทราบเช่นนั้นแล้วก็มีจิตต์ปิติยินดียิ่งนัก จึงได้นำความไปถวายพระพรพระรัตนราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ให้ทรง ทราบทุกประการ.
ฝ่ายพระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อได้ทรงทราบจากพระมหาพุทฺธญฺาโณว่า “พระบรมธาตุเจ้าได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองภายในอาณาเขตต์แว่นแคว้นของ พระองค์เช่นนั้นแล้ว” ก็มีพระทัยยินดีปีติปราโมทย์เป็นกำลัง จึงรับสั่งแก่พระมหาพุทฺธญฺาโณเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าจงไปจัดการเริ่มปฏิสังขรณ์ปลูกสร้างพระวิหารหลังหนึ่ง ให้เป็น ๔ มุขเหมือนวิหารวัดชัยศรีภูมิแล้วให้ก่อปราสาทหลังหนึ่งให้เหมือนปราสาทอันมีอยู่ในพระอุโบสถวัดมหาโพธิหลวง (วัดเจ็ดยอด) ไว้ภายในท่ามกลางพระวิหารนั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าให้เป็นอัครสถานอันประเสริฐต่อไป” ดังนี้ แล้วทรงประทานเงินหมื่นหนึ่งเพื่อเป็นค่าอุปกรณ์ในการก่อสร้าง. พระเถระเจ้ารับคำแล้วพร้อมด้วยปะขาวนักบุญและนายช่างทั้งหลาย ไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทองแล้วร่วมกับเจ้าอาวาสเริ่มการปลูกสร้างพระวิหาร และปราสาท, ในปีชวดอัฏฐศก พ.ศ. ๒๐๖๐ ตามแบบที่พระเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองนครสั่งนั้นทุกประการ.”
พระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) เป็นพระเศียรเบื้องขวา (กระดูกกระหม่อมด้านขวา) มีสัณฐานสีขาวนวลกลมเกลี้ยงขนาดเท่าเมล็ดพุทรา สีคล้ายดอกพิกุลแห้งอยู่ในผอบแก้วใส มณฑปก่อด้วยอิฐถือปูนสลักลวดลายแบบไทยอย่างงดงาม เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสฐานกว้าง ๔ เมตร สูงจากพื้นถึงยอด ๔ เมตร ภายในปราสาทเป็นคูหามีประตูทั้ง ๔ ด้าน มีคูหาและแท่นสำหรับตั้งพระบรมธาตุจอมทอง ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น ประติมากรรมเทวดาท่ายืนประจำอยู่ทั้ง ๔ มุม พระหัตถ์ถือช่อดอกไม้ก้านยาวทั้ง ๒ ข้าง นอกจากนี้ยังมีลวดลายบัวคอเสื้อลายประจำยาม และลายบัวเชิงล่างที่มีลวดลายได้อย่างสวยงาม
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒) “ปราสาทที่ประดิษฐานพระบรมธาตุนี้ สร้างโดยพระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มีอายุประมาณ ๔๐๐ กว่าปี (ปัจจุบันอายุประมาณ ๕๐๐ กว่าปี) ก่อด้วยอิฐถือปูน สลักลวดลายแบบไทยอย่างงดงาม และปิดทองทั้งองค์ ลักษณะสัณฐานเป็น ๔ เหลี่ยมจัตุรัส คล้ายพระเจดีย์ ฐานกว้าง ๔ เมตร สูงจากพื้นถึงยอด ๔ เมตร ภายในปราสาทเป็นคูหา มีประตูทั้ง ๔ ด้าน ท่ามกลางคูหามีแท่นสำหรับตั้งพระโกศพระบรมธาตุ”
พระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) ได้บรรจุไว้ในพระโกศ ๕ ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงินสัณฐานกลม ชั้นที่ ๒ อยู่ภายในชั้นที่ ๑ (โกศเงิน) เป็นโกศทองเหลืองหล่อปิดทอง ชั้นที่ ๓ อยู่ภายในชั้นที่ ๒ (โกศทองเหลือง) เป็นผอบเงิน ชั้นที่ ๔ อยู่ภายในชั้นที่ ๓ (ผอบเงิน) เป็นผอบทองคำลงยา และชั้นที่ ๕ อยู่ภายในชั้นที่ ๔ (ผอบทองคำลงยา) เป็นผอบทองคำองค์เล็กชั้นในสุด และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฯ
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒) “โกศที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ มี ๕ ชั้น คือ ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงินสัณฐานกลม กว้าง ๑ ศอก สูง ๑ เมตร ชั้นที่ ๒ ภายในโกศเงิน เป็นโกศทองเหลืองหล่อปิดทองสัณฐานกลม กว้าง ๑๐ นิ้ว สูง ๑ ศอก ชั้นที่ ๓ ภายในโกศทองเหลือง เป็นผอบเงิน ชั้นที่ ๔ ภายในผะอบเงิน เป็นผะอบทองคำลงยา ประดับเพชร น้ำหนัก ๔๑ กรัม ชั้นที่ ๕ ภายใน ผะอบทองคำลงยา เป็นผะอบทองคำเกลี้ยง น้าหนัก ๑๖ กรัมขนาดเท่าผลมะยมเขื่องๆ พระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในผอบทองคำขั้นที่ ๕ นี้...”
ประเพณีสำคัญของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ซึ่งทางวัดมีการจัดพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุฯ เช่น วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ (เหนือ), วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ หรือวัน ๕ เป็ง (วันมาฆบูชา), วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (เหนือ), วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) หรือวัน ๘ เป็ง (วันวิสาขบูชา) และวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) เป็นต้น โดยอัญเชิญองค์พระทักขิณโมลีธาตุพระบรมธาตุเจ้าจอมทองประดิษฐานในโกศแก้วทำด้วยทองคำแท้แผ่นบุมีลวดลาย ประดับด้วยเพชร ยอดแหลมคล้ายฝาชี ตั้งบนพานที่ประดับด้วยพลอย และมีสายสร้อยทองคำโยงฝาโกศติดกับพานทั้ง ๔ ด้าน
ตามความเชื่อของท้องถิ่นในสมัยโบราณน้ำที่ใช้ประกอบในประเพณีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ มักนิยมนำน้ำแม่กลางและเชื่อว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญ เจือด้วยน้ำหอมหรือแก่นจันทน์ สำหรับในปัจจุบันสามารถนำน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ผสมขมิ้นส้มป่อยตามกำลังศรัทธา นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนสามารถสักการะทำการสรงน้ำพระบรมธาตุได้โดยตรง ซึ่งสามารถมองเห็นพระบรมธาตุที่อยู่ในสุวรรณโกศหรือโกศแก้วได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน และยังเป็นการสืบฮีตสานฮอยตามประเพณีตามแบบโบราณกาล
กรมศิลปากรได้กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๐ง หน้า ๓๖๘๓ ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ภายในวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ยังมีสิ่งสำคัญ อย่างเช่น พระอุโบสถ หอพระไตรปิฎก อาคารพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศึกษาพระวิปัสสนาจารย์ ภาคเหนือ หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล มหาศาลาหทัยนเรศว์ร กุฏิหทัยนเรศว์ร ศาลาธรรมสามัคคี สำนักงานรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ หอระฆัง และน้ำบ่อทิพย์ เป็นต้น วัดแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญ มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนทำสมาธิได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดปีชวด (ปีหนู) อีกด้วย
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการสำรวจ ศึกษา และกำหนดแนวทางการบูรณะโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา (ครั้งที่4) โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชั้น 8 กรมศิลปากร เทเวศร์
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจโบราณสถานกู่ปราสาทหินทราย(บุถ้ำ) ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเตรียมแผนในการขุดแต่งทางโบราณคดี ต่อไป
จากนั้นลงพื้นที่ตรวจโบราณสถานอุโบสถเก่าวัดหมื่นไวย ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เพื่อวางแผนในการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบที่ได้รับความเสียหาย และเตรียมขอรับจัดสรรงบประมาณในการดำเนินงาน ต่อไป
กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ไทย ขอเชิญชมถ่ายทอดสดการแถลงข่าวและการเสวนา กิจกรรมวันพิพิธภัณฑ์ไทย ภายใต้แนวคิด "พิพิธภัณฑ์ไทยเชื่อมโลก" (Thai Museums : The Bridges Uniting the World) ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 ณ พระที่ศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สามารถรับชมผ่านทาง Facebook: Office of National Museums, Thailand https://www.facebook.com/onmthailand และ YouTube: Office of National Museums, Thailand https://www.youtube.com/@officeofnationalmuseumsthai สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Inbox ทาง Facebook : Thai Museum Day และ Office of National Museums, Thailand “มาร่วมสร้าง "สะพาน" เชื่อมโยงพิพิธภัณฑ์ไทย ไปพร้อมกัน”
วันอังคารที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๙ คุณอัจฉราวดี บัวคลี่ บรรณธิการหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ และคุณบัณรส บัวคลี่ มอบหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ ฉบับล่วงเวลา ให้กับหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ โดยมีนางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ