ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.17/1-3
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : ซุยถัง เล่ม 5 ชื่อผู้แต่ง : -ปีที่พิมพ์ : 2510 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภาจำนวนหน้า : 334 หน้า สาระสังเขป : ซุยถัง เป็นพงศาวดารจีนที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย โดยเรื่องราวเกิดในสมัยกษัตริย์จีนราชวงศ์ซุย และราชวงศ์ถังตอนต้น (พ.ศ. 1132-1161) เรื่องราวบอกเล่าเหตุการณ์ช่วงราชวงศ์ซุยแผ่นดินเกิดการจลาจล เหล่าผู้กล้าต่างรวมตัวต่อต้านราชวงศ์ซุย โดยในเล่มนี้เป็นเรื่องราวซุยถังในตอนที่ 5
โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข ๒ เป็นเจดีย์สมัยทวารวดีที่ตั้งอยู่บนเทือกเขารางกะปิด ในพื้นที่บ้านเขาพระ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สภาพปัจจุบันเหลือเพียงส่วนฐานก่ออิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกัน ๓ ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นหินที่เกิดจากการนำหินธรรมชาติมาถมปรับพื้นที่เพื่อรับน้ำหนักเจดีย์และเป็นลานประกอบกิจกรรม พบร่องรอยการก่อสร้างซ้อนทับกัน ๒ สมัย จากการขุดแต่งพบโบราณวัตถุที่เป็นส่วนประกอบของเจดีย์ได้แก่อิฐและศิลาแลง พระพิมพ์ดินเผาประดับศาสนาสถาน ทั้งยังพบภาชนะดินเผาจำนวน ๓ ใบบรรจุโบราณวัตถุเนื่องในศาสนา ฝังอยู่ในพื้นหินที่ตั้งของโบราณสถาน ในภาชนะดินเผาใบหนึ่งพบพระพิมพ์ดินเผามีจารึกอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ระบุนามกษัตริย์ผู้สร้างพระพิมพ์ จึงสันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์หรือชนชั้นปกครอง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาตามคติความเชื่อเรื่องการสร้างบุญกุศล มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ ต่อมาเจดีย์องค์นี้พังทลายลง จึงมีการสร้างเจดีย์สมัยที่ ๒ ครอบทับ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ พระพิมพ์ดินเผามีจารึก พระพิมพ์ดินเผาปิดทองคำเปลว พระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ แผ่นตะกั่วรูปพระโพธิสัตว์และแผ่นตะกั่วรูปสตรี ปัจจุบันโบราณวัตถุเหล่านี้จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง -----------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี-----------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง ปรัชญา รุ่งแสงทอง. ผลการขุดแต่งโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ กับการตอบคำถามเรื่อง “หินตั้ง”ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พุหางนาคและคอกช้างดินร่องรอยพุทธและพราหมณ์บนเขาศักดิ์สิทธิ์. สมุทรสาคร:บางกอกอินเฮ้าส์, ๒๕๖๑. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พระพุทธรูปและพระพิมพ์ทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.
ก่อร่างสร้างตึก ตึกเดชะปัตตนยานุกูลหรือตึกขาวสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๔๖๕ โดยมหาเสวกโทพระยาเดชานุชิต สยามิศร์ภักดีพิริยะพาหะ (หนา บุนนาค) สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปัตตานี และคุณหญิงเดชานุชิต(แหม่ม) ได้ชักชวนบรรดาข้าราชการ พ่อค้า และราษฎร บริจาคเงินรวมเข้ากับเงินบำรุงการศึกษารวมเป็นเงิน ๑๒๕,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างอาคารเรียนถาวรหลังแรกของโรงเรียนสตรีปัตตานีที่เริ่มเปิดสอนมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๖ //กำเนิดชื่อ “ตึกเดชะปัตตนยานุกูล” เมื่อการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ มหาอำมาตย์ตรีพระยาเดชานุชิต สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปัตตานี มีหนังสือถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ แจ้งการสร้าง ตึก ๒ ชั้นขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๔ เมตร แบ่งเป็นห้องเรียน ๘ ห้อง โดยมีกำหนดเปิดและทำบุญฉลองราวต้นเดือนตุลาคม ๒๔๖๕ ขอให้กระทรวงตั้งนามตึกนี้ด้วย และเสนาบดีให้ใช้ชื่อว่า "เดชะปัตตนยานุกูล" โดยมีที่มาจากคำว่า เดชา + ปัตนะ + อนุกูล แต่ชาวเมืองเรียกอาคารหลังนี้ว่า "ตึกขาว" ตามลักษณะของอาคารซึ่งมีผนังสีขาวทั้งหลัง และในครั้งนั้นได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น โรงเรียนสตรีปัตตานีเดชะปัตตนยานุกูล ตึกขาวกับการศึกษา ตึกเดชะปัตตนยานุกูลได้ใช้เป็นอาคารเรียนของนักเรียนโรงเรียนสตรีปัตตานีเดชะปัตตนยานุกูล ตั้งแต่พ.ศ.๒๔๕๖ – ๒๔๘๖ หลังจากนั้นเมื่อมีการย้ายที่ตั้งของโรงเรียนสตรีปัตตานีเดชะปัตตนยานุกูล ไปยังที่ตั้งในปัจจุบันแล้ว ตึกหลังนี้ได้ใช้เป็นที่ตั้งของหน่วยยุวชนทหาร ที่ทำการศึกษานิเทศก์จังหวัดปัตตานี และสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดปัตตานี ตามลำดับ การขุดค้นทางโบราณคดี กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่ตึกขาวในพ.ศ.๒๕๖๐ ผลการขุดค้นพบว่า อาคารหลังนี้ เป็นอาคารแบบตะวันตกก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๑๐.๒๐ เมตร ยาว ๑๔.๗๐ เมตร ระดับพื้นดินใช้งานเดิมตึกขาวอยู่ลึกลงไปในดินอีกราว ๙๐ เซนติเมตร และลึกลงไปเป็นชั้นถมอัดด้วยดินเหนียวและเศษอิฐหักซึ่งเป็นกิจกรรมการถมและบดอัดพื้นที่เมื่อครั้งก่อสร้างตึกขาว ในพ.ศ.๒๔๖๕ ชั้นดินนี้หนาประมาณ ๔๐ เซนติเมตร ในส่วนของอาคารนั้นบริเวณประตูทางเข้าซึ่งหันไปทางทิศทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีบันไดปูนประกอบชุดพนักบันได ๑ ชุด โดยหน้าบันไดกว้าง ๒.๕๐ เมตรสอบเข้า ช่องประตูกว้าง ๑.๘๕ เมตร มีขั้นบันได ๔ ขั้น ลูกบันไดกว้างขั้นละ ๓๐ เซนติเมตร เป็นทางขึ้นอาคาร นอกจากนี้ยังพบการเจาะช่องระบายอากาศบนผนังส่วนล่างรอบอาคารจำนวนทั้งสิ้น ๑๗ ช่อง ประกอบด้วยช่องด้านหน้าและด้านข้างฝั่งละ ๔ ช่อง ส่วนด้านหลังพบจำนวน ๕ ช่อง โดยสันนิษฐานว่าอาจจะมีอีก ๑ ช่องแต่ถูกปิดไปโดยบันไดที่สร้างขึ้นภายหลังแล้ว ทั้งนี้ตำแหน่งช่องระบายอากาศเหล่านี้จะอยู่ตรงกับช่องหน้าต่างทุกช่อง นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการตอกเสาเข็มไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐ เซนติเมตร แล้ววางอิฐเป็นฐานรากอาคาร ก่อขึ้นไปเป็นผนังก่อนที่จะวางโครงสร้างไม้ที่สานเป็นพื้น เสา และโครงสร้างหลังคาด้านบน การบูรณะตึกขาว เมื่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดปัตตานี ย้ายไปยังที่ตั้งใหม่ ตึกขาวไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาใช้พื้นที่อีก ทำให้ตึกขาวอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ทั้งนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ กรมศิลปากรได้รับอนุมัติงบประมาณ เพื่อดำเนินการบูรณะตึกขาว การดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานตึกขาวในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๗ง หน้า ๔ วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๒ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒ งาน ๖.๖๗ ตารางวา เรียบเรียงโดย I นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ I กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา-----------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/1356970881307738?notif_id=1611194509007805¬if_t=page_post_reaction&ref=notif
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฏฐาน) สพ.บ. 394/1หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก เทศน์มหาชาติ คาถาพันประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 24 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58 ซม. บทคัดย่อเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
กรมศิลปากร ขยายเวลาจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และปราสาท เขาโล้น กลับคืนสู่ประเทศไทย” ถึงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๕ และนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี – ศรีรามเทพนคร” ถึงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการปิดบริการแหล่งเรียนรู้ของกรมศิลปากรเป็นการชั่วคราวอยู่เป็นระยะ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) และขณะนี้ได้กลับมาเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จึงขยายเวลาการจัดนิทรรศการพิเศษเพื่อให้ประชาชน ได้มีโอกาสเข้าชมและศึกษาหาความรู้ได้มากยิ่งขึ้น ได้แก่ - นิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และปราสาทเขาโล้น กลับคืนสู่ประเทศไทย” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดพิธีรับมอบทับหลังทั้ง ๒ รายการ พร้อมทั้งนำมาจัดแสดง ณ พระที่นั่ง อิศราวินิจฉัย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ ขยายเวลาจัดแสดงไปจนถึงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๕ โดยนิทรรศการนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หลักฐานต่าง ๆ ที่ได้สืบค้น รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานในการติดตาม เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงขั้นตอนและวิธีการกว่าจะได้มาซึ่งโบราณวัตถุ โดยความพยายามและความร่วมมือจากหลายฝ่าย กระตุ้นจิตสำนึกรักและหวงแหนมรดกวัฒนธรรมของไทยและร่วมกันปกป้องดูแลรักษาให้สืบทอดต่อไป - นิทรรศการพิเศษ เรื่อง “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี - ศรีรามเทพนคร” นำเสนอความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยคัดเลือกโบราณวัตถุที่มีความสำคัญ ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สะท้อนให้เห็นที่มาของวิวัฒนาการทางอารยธรรม เน้นอิทธิพลของศิลปะลพบุรี ที่ส่งผลต่อบ้านเมืองบนแผ่นดินไทย และยังคงมีอิทธิพลต่อมา โดยเฉพาะศิลปะอยุธยา ตกทอดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่นำมาจัดแสดง เช่น ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปรางค์กู่สวนแตง จังหวัดบุรีรัมย์ จารึกลานทองวัดส่องคบ ๑ ซึ่งแสดงถึงธรรมเนียมการจารึกบนแผ่นโลหะมีค่า ประติมากรรมหน้ายักษ์หรืออสูร ภาชนะดินเผารูปสัตว์ สิงห์สำริด นอกจากนี้ ยังมีการคืนชีวิตให้กับประติมากรรม โดยนำชิ้นส่วนประติมากรรมพระโพธิสัตว์สำริดจากบ้านโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา มาประกอบและติดตั้งบนหุ่นจำลองขนาดเท่าจริงตามรูปแบบการสันนิษฐานและการบูรณาการทางด้านวิชาการระหว่างนักวิชาการหลายแขนง ทั้งภัณฑารักษ์ นักวิทยาศาสตร์ นายช่างศิลปกรรม และนักวิชาการช่างศิลป์ เป็นการจัดแสดงและนำเสนอความรู้เรื่องราวของโบราณวัตถุในอีกมิติหนึ่ง ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ ณ พระที่นั่ง ศิวโมกขพิมาน ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ และงดบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มขณะเข้าชมหรือใช้บริการ (ยกเว้นพื้นที่ร้านอาหาร-ร้านกาแฟ) อย่างเคร่งครัด
เล่าถึงขั้นตอนต่างในการประกอบเรือ ว่าใช้เทคนิคหรือวิธีการอย่างไร จึงสามารถประกอบมาเป็นเรือทั้งลำอย่างสมบูรณ์ได้ โดยสิ่งที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานจากหลักฐานที่พบบนชิ้นส่วนไม้เรือ
เรือลำนี้ใช้เทคนิคการต่อเรือโดยการขึ้นโครงเปลือกเรือก่อน (Shell-base Construction) แล้วจึงค่อยๆเสริมความแข็งแรงของตัวเรือด้วยกงเรือ
ไม้กระดานแต่ละแผ่นนั้นจะถูกร้อยติดกัน โดยการเจาะรูส่วนข้างของแผ่นไม้กระดานเป็นระยะๆ แล้วร้อยติดกันด้วยเชือก ต่อมาจึงใช้ลิ่มไม้ สอดระหว่างปมเชือก (สันนิษฐานว่าเพื่อขัดปมให้เชือกแน่นหนาขึ้น)
เมื่อได้โครงสร้างเปลือกเรือทั้งหมด แล้วจึงเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างทั้งหมดด้วยกงเรือ ซึ่งเปรียบเสมือนซี่โครงเรือ ที่คอยยึดชิ้นส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน โดยกงเรือนั้นจะถูกร้อยในแนวขนานติดกับเปลือกเรือแต่ละแผ่น โดยเปลือกเรือส่วนที่ใช้ร้อยเชือก จะถูกสลักเป็นลักษณะสันนูนขึ้นมา แล้วเจาะรูทะลุสันสำหรับใช้รัดเชือก
เท่านี้ก็จะได้โครงสร้างหลักๆของตัวเรือ เรียบร้อย สำหรับอายุของตัวเรือนั้น เราเลือกส่งตัวอย่างชิ้นส่วนลิ่มไม้ไปกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีการ AMS (Accelerator Mass Spectrometry) ที่ห้องปฏิบัติการ Direct Ams ได้ค่าอายุ 85-229 calCe หรือพุทธศตวรรษที่ 7-8 หรือประมาณ 1,800 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นเรือแบบผูกที่เก่าแก่ลำหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ชื่อเรื่อง สุพฺรหฺมโมกฺข (สุพรหมโมกข์)สพ.บ. 290/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 54 หน้า : กว้าง 4.4 ซม. ยาว 56 ซม. หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่อง ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง มาตาปิตุคุณกถา (มาตาปิตุคุณ)
สพ.บ. 335/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 48 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี