ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,726 รายการ
สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี ขอเชิญรับชมการถ่ายทอดสด Facebook Live การจัดโครงการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “พื้นนคราเมืองร้อยเอ็ด” โดยมีวิทยากรประกอบไปด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมชาติ มณีโชติ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชู ภูศรี ผู้ดำเนินรายการ นางสาวอาทิพร ผาจันดา นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ ศูนย์บริการและส่งเสริมสุขภาพประชาชนสระสิม ศูนย์บริการและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้สนใจสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook Live : สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี
องค์ความรู้ทางวิชาการ เรื่อง โบราณสถานกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช
กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่ากำแพงเมืองนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัยอยุธยา ราว พ.ศ.๒๒๒๙ โดยโปรดเกล้า ฯ ให้มิสเตอร์ลามาร์ (Monsieur Lamare) วิศวกรชาวฝรั่งเศส เข้ามาทำแผนที่และร่างแบบแปลนแผนผังป้อมและกำแพงเมือง
ลักษณะของกำแพงเมืองมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูเมืองล้อมรอบ ๑ ชั้น ขนาดความกว้างของเมือง ประมาณ ๕๐๐ เมตร ความยาว ประมาณ ๒,๒๓๙ เมตร แนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกและตะวันตกถูกเกลื่อนกลายเป็นถนนแล้วตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เหลือเพียงกำแพงด้านทิศเหนือฟากตะวันออกประมาณ ๑๐๐ เมตร ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ลักษณะเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน อยู่บนสันเชิงเทินดิน ยอดกำแพงก่ออิฐเป็นรูปใบเสมามีป้อมตรงกลางปากประตูเมือง (ติดกับสะพานนครน้อย) คูเมืองด้านทิศเหนือ (คลองหน้าเมือง) ยังมีสภาพค่อนข้างดี เนื่องจากได้รับการบำรุงรักษาขุดลอกอยู่เสมอ โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราช คูเมืองด้านทิศตะวันออกได้รับผลกระทบจากการรื้อกำแพงเมืองไถปรับเป็นถนนศรีธรรมโศก คูเมืองจึงถูกถมและถูกบุกรุกปลูกสร้างบ้านเรือนสภาพตื้นเขินและขาดเป็นช่วง ๆ หมดสภาพแล้ว กำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกกลายเป็นถนนศรีธรรมราช คูเมืองตื้นเขินเหลือเพียงร่องน้ำเล็ก ๆ กำแพงเมืองด้านทิศใต้กลายเป็นที่ราบคูเมืองด้านทิศใต้คือคลองป่าเหล้าเป็นลำน้ำธรรมชาติ
ปัจจุบันกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ หน้า ๑๕๓๐ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙
จัดทำโดย
นายสรรชัย แย้มเยื้อน และ นายสหภาพ ขนาน นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาการจัดการสารสนเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช #โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนนครศรีธรรมราช
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อ้างอิง
๑) นภัคมน ทองเฝือ. โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๖๓
๒) กองโบราณคดี กรมศิลปากร. โบราณสถานอำเภอเมือง-อำเภอท่าศาลา-และอำเภอสิชล นครศรีธรรมราช. สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช, ๒๕๖๓.
องค์ความรู้เรื่อง วันศิลปินแห่งชาติ 24 กุมภาพันธ์
ผู้เรียบเรียง : นางสาวทิพย์สุดา อาจดี เจ้าพนักงานห้องสมุดปฏิบัติงาน
จารึกวัดข่วงชุมแก้ว พ.ศ. ๒๐๓๒ จารึกวัดข่วงชุมแก้ว หรือจารึกวัดหนองหนาม ลพ. ๒๓ เดิมอยู่ในพิพิธภัณฑ์มณฑลพายัพ วัดพระธาตุหริภุญชัย หนังสือวิเคราะห์ศิลาจารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย เรียกจารึกนี้ตามสถานที่พบว่าจารึกวัดหนองหนาม ปัจจุบันอยู่ในตำบลหนองหนาม อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ต่อมาในจารึกล้านนา ภาค ๒ เล่ม ๑ จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ได้ใช้ชื่อว่าวัดข่วงชุมแก้ว ด้วยพบคำว่าวัดข่วงชุมแก้วปรากฏในจารึกหลักนี้ จารึกวัดข่วงชุมแก้ว แผ่นหินทรงใบเสมา จารึกด้วยอักษรฝักขาม ระบุ พ.ศ. ๒๐๓๒ ตรงกับรัชกาลพญายอดเชียงราย กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังรายพระองค์ที่ ๑๐ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๓๐-๒๐๓๘ เนื้อหาของจารึก ระบุศักราชได้ ๘๕๑ ตัว ปีกัดเร้า หรือจุลศักราชได้ ๘๕๑ ตรงกับพ.ศ. ๒๐๓๒ ปีระกา เนื้อหาโดยย่อ ด้านที่ ๑ กล่าวถึงมหาเทวี ได้พระราชทานจังโกอันปิดด้วยทองคำ พร้อมทั้งได้ถวายข้าคำสำหรับอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าและดูแลวัด จำนวน ๑๐ ครัวเรือน ซึ่ง มหาเถรมังคลพุทธิมาเจ้า ได้สร้างอารามข่วงชุมแก้ว เมืองควก ตามฤกษ์ที่ปรากฏบนจารึก ตรงกับวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๐๓๒ ในครั้งนั้นได้มีการถวายข้าคน ตามรายนามดังนี้ พันจัน ถวายข้าคน ๓ ครัวเรือน แม่มหาเถรมังคลพุทธิมาเจ้า จำนวน ๑ ครัวเรือน มหาเถรมังคลพุทธิมาเจ้า ๔ ครัวเรือน สืบต่อเนื่องกันไปจนถึงลูกหลานสืบต่อกันไปตราบต่อเท่าสิ้นศาสนา ๕,๐๐๐ ปีเนื้อหาโดยย่อด้านที่ ๒ ส่วนแรกกล่าวถึงจารึกระบุถึงการฝังหินจารึกในอีก ๒ วันต่อมา โดยมีปรากฏสักขีพยานประกอบไปด้วยพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ท่ามกลางประชาชนในเมืองควก ได้แก่ มหาพุกามเจ้า มหาสามีศรีสุนันทะกัลยาณะ กับราชบัณฑิต ตามด้วยชื่อขุนนาง มีพันนาหลังเชียงน้อย แสนเขาสอย ร้อยนาหลัง ล่ามหมื่น ลำพันคอม ส่วนที่สอง กล่าวถึงการรับพระราชอาชญาจากมหาราชเทวีให้ราชบัณฑิตชื่อญาณวิสารทะ พร้อมด้วยมหาพุกามเจ้า ไปยังที่ประชุมพระสงฆ์โดยมี มหาสามีศรีสุนันทะกัลป์ยาณะเป็นประธาน ผูกพัทธสีมาไว้ในวัดข่วงชุมแก้วนี้ แบ่งเป็นเขต ๒ เขต ท่ามกลางหมู่พระสงฆ์ที่มาชุมนุมกันอยู่ในขณะนี้ทราบโดยทั่วกัน มหาเทวีที่ปรากฏในจารึกนี้ อาจเป็นพระมเหสีในพระเจ้ายอดเชียงราย ที่ครองราชย์ในขณะนั้น ด้วยในรัชสมัยของพระองค์ปรากฏการสร้างวัดหลายแห่งโดยปรากฏชื่อมหาเทวี เช่น จารึกวัดตะโปทารามที่กล่าวถึงพระนางอะตะปาเทวี จารึกวัดพวกชอด พ.ศ. ๒๐๓๔ จารึกวัดมหาวัน (พะเยา) และจารึกวัดต้องแต้ม ที่กล่าวถึงการสร้างวัดของมหาเทวี แสดงให้เห็นถึงสถานะของสตรีชั้นสูงในสมัยล้านนาที่มีบทบาทในการทำนุบำรุงพระศาสนาโดยได้ถวายสิ่งของ ข้าคน มอบอำนาจให้ราชบัณฑิตในการกำหนดเขตวัดหรือเขตสีมาหรือกระทำการแทน อ้างอิง ก่องแก้ว วีระประจักษ์ (และคนอื่นๆ). จารึกล้านนา ภาค ๒ เล่ม ๑-๒ : จารึกจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ :กรมศิลปากร, ๒๕๕๑.
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากร โดยสำนักการสังคีต เตรียมจัดการแสดงละคร เรื่อง เลือดสุพรรณ บทประพันธ์ของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร นำแสดงโดยนาฏศิลปินรุ่นใหม่ ในวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2567 ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี ละคร เรื่อง เลือดสุพรรณ เป็นละครที่มีรูปแบบละครผสม คือ มีบทพูดแบบละครพูด มีทั้งการรำแบบละครรำ การบรรเลงและขับร้องเพลงไทย และเพลงไทยสากล จัดการแสดงเพื่อจูงใจให้ผู้ชมเกิดความสมัครสมานสามัคคี มีไมตรีต่อกัน และเสียสละชีวิตเพื่อชาติ ประพันธ์บทโดย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ออกแสดงเผยแพร่ให้ประชาชนชมครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2479 และได้รับความนิยมจากผู้ชมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพลงร้องในละคร คือ เพลงเลือดสุพรรณ และเพลงดวงจันทร์ เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ต่อมามีการนำมาสร้างใหม่หลายครั้งทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ได้อนุรักษ์ สืบทอด และเผยแพร่การแสดงละคร เรื่องเลือดสุพรรณ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ที่มีต่อกรมศิลปากรอย่างมากมาย เนื่องในวาระต่างๆ พุทธศักราช 2567 กรมศิลปากร จึงกำหนดจัดการแสดงละคร เรื่องเลือดสุพรรณ ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบการบรรเลงและขับร้องเพลงไทย และเพลงไทยสากล โดยวงดุริยางค์ไทย และวงดุริยางค์สากล สำนักการสังคีต นำแสดงโดยนาฏศิลปินรุ่นใหม่ อาทิ ปริญเมศร์ จูไหล รับบท มังราย นงลักษณ์ กลีบศรี รับบทดวงจันทร์ วัชรวัน ธนะพัฒน์ รับบทมังมหาสุรนาท กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ อำนวยการแสดงโดย ลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต กำหนดจัดแสดง ในวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2567 ติดตามรายละเอียดการจองบัตรได้ที่เว็บไซต์กรมศิลปากร finearts.go.th และเฟสบุ๊ก เพจ กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts
พระพุทธรูปจีวรลายดอกปางห้ามสมุทร
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๔๓๔
ได้รับจากวัดวิเศษการ กรุงเทพมหานคร
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องธนบุรี-รัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระพุทธรูปจีวรลายดอก ทรงยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างแสดงปางห้ามสมุทร พระพักตร์กลม รัศมีเป็นเปลวสูง พระอุษณีษะใหญ่ นิ้วพระหัตถ์ยาวเสมอกัน ทรงจีวรห่มเฉียง จีวรพาดพระกรซ้ายและทิ้งชายลงทางด้านซ้าย จีวรเป็นลายดอกพิกุล ทรงยืนบนฐานแปดเหลี่ยม มีอักษรภาษาไทยจารึกว่า “ พระองค์นี้ แม่รอดมารดา แม่ปุ้ยบุตร ทร่างไว้...าหนา (ศัก) ราชหล้วง ๒๔๓๔ ”
การสร้างพระพุทธรูปจีวรลายดอก ปรากฎมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฎในเอกสารเรื่องการถวายผ้าแพรอย่างดีแด่พระพุทธปฏิมาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ครั้งรัชกาลที่ ๑ ความว่า “ทรงพระกรุณาให้เอาแพรลายย้อมครั่ง ทรงพระพุทธรูปในวิหารทิศ พระระเบียงวิหารคดการบุเรียน พระมหาธาตุเจดีย์ใหญ่น้อยสิ้นแพรร้อยพับ แต่พระพุทธรูปเทวะปฏิมากรในพระอุโบสถ ทรงผ้าทับทิมชั้นใน ตาดชั้นนอก”
จีวรลายดอกได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ ๓ พุทธศาสนิกชนมีศรัทธานำผ้าย่ำตะหนี่ [Jamdani -ผ้าฝ้ายเนื้อบางละเอียด ทอลายดอกไม้ขนาดเล็กทั้งผืน] ผ้ามัสลินเนื้อดี มีราคาค่อนข้างสูง นำเข้าจากเบงกอลมาถวายพระสงฆ์ ลักษณะของผ้าย่ำตะหนี่ ที่นำมาถวายยังคงยึดถือตามพระวินัยโดยเป็นผ้าทอลายดอกขนาดเล็ก จากพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ ระบุว่าพระฉัพพัคคีย์ครองจีวรชายเป็นลายดอกไม้ ชาวบ้านพากันติเตียนว่าเหมือนคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสห้ามว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...ภิกษุไม่พึงทรงจีวรมีชายเป็นลายดอกไม้...รูปใดทรง ต้องอาบัติทุกกฎ ” และปรากฏต่อมาในหนังสือ วินัยมุข พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายว่า “จีวรนั้น ไม่โปรดให้เป็นของกาววาว [แวววาว ฉูดฉาด] จึงทรงห้ามไม่ให้ใช้จีวรดอกเป็นลายรูปสัตว์ เป็นลายดอกไม้ เว้นไว้แต่เป็นดอกเล็ก ๆ ที่ไม่กาววาว เช่นดอกเม็ดพริกไทย หรือเป็นริ้ว เช่นแพรโล่ ”
ลวดลายบนไตรจีวรสะท้อนผ่านจิตรกรรมฝาผนังที่พระวิหารพระไสยาสน์ วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ช่างเขียนรูปพระพุทธเจ้าทรงจีวรลายดอกขนาดใหญ่ ส่วนพระสงฆ์ครองจีวรลายดอกขนาดเล็ก ซึ่งนอกจากผ้าย่ำตะหนี่แล้ว ยังนิยมถวายผ้าแพรจีนที่มีลายดอกดวงต่าง ๆ ตัดเย็บเป็นจีวรถวายพระสงฆ์เช่นกัน จากความนิยมนี้เอง ส่งผลให้ช่างหล่อพระพุทธรูปครองจีวรลายดอกดวงชนิดต่าง ๆ
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ การถวายจีวรลายดอกแด่พระภิกษุสงฆ์เสื่อมความนิยมลงและไม่ค่อยปรากฎหลักฐานเท่าไหร่นัก คงมีแต่การถวายผ้าห่มพระพุทธรูปทำจากผ้าแพรลายดอก หรือผ้านำเข้าเป็นผ้าที่ตกแต่งให้มีความสวยงาม ส่วนการหล่อพระพุทธรูปยังคงปรากฎเช่นเดิมว่ายังมีนิยมทรงจีวรลายดอกและสร้างต่อเนื่องมาจนปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๕ หรือเมื่อราว ๗๐ ปีที่ผ่านมา
อ้างอิง
อานุภาพ นันติ. รูปแบบและกรรมวิธีการสร้างพระพุทธรูปครองจีวรลายดอกสมัยรัตนโกสินทร์. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๒.
พิริยะ ไกรฤกษ์. ลักษณะไทย พระพุทธปฏิมา อัตลักษณ์พุทธศิลป์ไทย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๑.
มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ และอรรถกถา. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕.
วชิรญาณวโรรส. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. วินัยมุข เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓๑. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๔๓.
เรียบเรียง: นายปภังกร คงถาวรเจริญกิจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนโรงเรียนกสิณธรเซนต์ปีเตอร์
นักเรียนจิตอาสา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ๒๕๖๗
ตรวจแก้: ภัณฑารักษ์ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ชวนร่วมรับชมภาพยนตร์เรื่อง มันดาลา (Rivulet of Universe) โดยฝีมือของคนพิมาย รอบพิเศษ ในวันที่ 13 - 14 กันยายน 2567 นี้ ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตั้งแต่เวลา 17.00 - 22.30 น. โดยสามารถจองบัตรเข้าร่วมงานได้แล้วที่ https://shorturl.at/N3T9f จำกัดเพียงรอบละ 100 ที่ เท่านั้น!!! รวมทั้งยังสามารถร่วม “ชิม ช็อป ชิล” ในตลาดเมืองพิมาย ณ บริเวณด้านหน้าสถานีดับเพลิง เทศบาลตำบลพิมายได้อีกด้วย