ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,501 รายการ


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่พบจากเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่”“เวียงกุมกาม” ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1829 โดยพระญามังราย สันนิษฐานว่าพื้นที่ตั้งเวียงแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้งและมีภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสมต่อการสร้างเมือง พระญามังรายจึงได้ย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิงใน พ.ศ.1839 อย่างไรก็ดีเวียงกุมกามก็ยังคงมีการใช้พื้นที่มาตลอดสมัยอาณาจักรล้านนา กระทั่งถูกทิ้งร้างหลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และเวียงแห่งนี้ได้ถูกตะกอนดินทับถมเป็นเวลากลายร้อยปี กระทั่งมีการดำเนินงานทางโบราณคดีให้เวียงแห่งนี้กลับมาเผยโฉมอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2527พ.ศ.2527 กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินงานทางโบราณคดีที่เวียงกุมกาม โดยสำรวจพบวัดร้าง 25 แห่ง และโบราณสถาน 2 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่ คือ วัดช้างถ้ำกานโถม และวัดเจดีย์เหลี่ยม จากนั้นได้ขุดค้นทางโบราณคดีและบูรณะเสริมความมั่นคงตามวัดต่าง ๆ นับตั้งแต่ พ.ศ.2528 เป็นต้นมา พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่สะท้อนความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมล้านนาและการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนอื่น ๆ โดยเฉพาะจีนและกรุงศรีอยุธยา ที่จะกล่าวต่อไปนี้พ.ศ.2531-2532 หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดีวัดหัวหนอง (ร้าง) และวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยาแห่งละ 1 ชิ้น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ โบราณสถานวัดหัวหนอง (ร้าง) เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่เวียงกุมกาม แต่เดิมตั้งอยู่ใกล้กับหนองน้ำ จึงเรียกว่าวัดหัวหนอง โบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 วิหารและเจดีย์ช้างล้อม กลุ่มที่ 2 อุโบสถและมณฑป และกลุ่มที่ 3 แนวกำแพงแก้วและซุ้มโขง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์เหลี่ยม พระขนง(คิ้ว)ต่อกันเป็นปีกกา ปรากฏขอบไรพระศก เม็ดพระศกขนาดเล็กคล้ายหนามขนุน และพระรัศมีเป็นเปลว เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดจากวัดธรรมิกราช และที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้สามารถกำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 โบราณสถานวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเวียงกุมกาม เดิมเป็นเนินโบราณสถาน 2 เนิน เรียกว่าเนินพระเจ้ามังรายและเนินพระเจ้าองค์ดำ สาเหตุที่เรียกเนินพระเจ้าองค์ดำเนื่องจากพบพระพุทธรูปสำริดที่ถูกไฟไหม้ เมื่อกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณดคี ได้แยก 2 เนินดังกล่าวออกเป็น 2 วัด คือ วัดพระเจ้ามังรายแห่งหนึ่งและวัดพระเจ้าองค์ดำแห่งหนึ่ง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริด ลงรักปิดทอง ศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์รูปไข่ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ปรากฏขอบไรพระศก ปรากฏเส้นวงแหวนใต้อุษณีษะ และพระรัศมีเป็นเปลวสูง เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 หลักฐานศิลปกรรมแบบอยุธยาซึ่งเป็นดินแดนทางตอนใต้ที่แพร่เข้ามายังดินแดนล้านนาแสดงให้เห็นว่า ทั้ง 2 ดินแดนมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสงคราม การค้า และศาสนา โดยพบหลักฐานอยู่ที่เวียงกุมกามแห่งนี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 อันสะท้อนให้เห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวเวียงกุมกามยังถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างสิ้นเชิงหลังการสถาปนานครพิงค์เชียงใหม่ ค้นคว้า/เรียบเรียง  นายนนทวัชร์ ไกรสกุล  ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงพิสิฐศักดิ์ บรรณานุรักษ์ และเสน่ห์ มั่นประสงค์. รายงานการขุดแต่งและบูรณะเสริมความมั่นคง วัดหัวหนอง เวียงกุมกาม เสนอ หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร. ม.ป.ท, 2531.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูป พระพิมพ์ จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2564.ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม. กรุงเทพฯ: ถาวรกิจการพิมพ์, 2548.สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะอยุธยา งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2542.


เลขทะเบียน 0896


สุเทพ ตันติเวชวุฒิกุล (ตั้งเกียรติ) (2474 – 2533) นายสุเทพ ตันติเวชวุฒิกุล (ตั้งเกียรติ) เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2474 บิดาชื่อ ซำช้ง แซ่ตั๊ง มารดาชื่อ นางงื่อเจ็ง แซ่ลี้ มีพี่น้อง 7 คน โดยเป็นบุตรคนที่ 3 และเป็นที่รู้จักของคนระยองในชื่อ นายสุเทพ ตั้งเกียรติ หรือ เสี่ยกุ้ย   การศึกษา นายสุเทพจบการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ เนื่องจากต้องทำงานหนักเพื่อช่วยบุกเบิกและพัฒนากิจการโรงงานน้ำปลาของครอบครัว   การทำงาน   ได้ช่วยบุกเบิกและพัฒนากิจการโรงงานน้ำปลาตั้งไถ่เชียง ซึ่งเป็นกิจการโรงงานน้ำปลาของครอบครัวที่ได้ก่อตั้งขึ้นในสมัยคุณพ่อซำช้ง ต่อมาได้ขยายมาทำกิจการด้านการประมง และก่อตั้งสำนักงานตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บรรทุกฮีโน่ ในชื่อ “ห.จ.ก. สุเทพมอเตอร์” และก่อตั้งกิจกรรมด้านเกษตรกรรม “ไร่เกษตรไท” ขึ้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี    ตำแหน่งและเกียรติประวัติ 1.      นายกสมาคมประมงระยอง 2.      นายกสโมสรลูกเสือ จังหวัดระยอง 3.      เลขาธิการสมาคมไร่อ้อยแห่งประเทศไทย 4.      นายกสโมสรโรตารี่จังหวัดระยอง 5.      กรรมการเหล่ากาชาด จังหวัดระยอง 6.      กรรมการสมาคมศิษย์เก่าป้วยกวง 7.      ได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้น 2   ชีวิตครอบครัว ได้สมรสกับนางแซะกี่ แซ่แต้  มีบุตรและธิดาด้วยกัน 6 คน เป็นชาย 3 คน และหญิง 3 คน   การถึงแก่กรรม           นายสุเทพ ตันติเวชวุฒิกุล (ตั้งเกียรติ) ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2533 รวมอายุได้ 59 ปี     ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ   บรรณานุกรม ที่ระลึกเนื่องในพิธีบรรจุศพ คุณพ่อสุเทพ ตันติเวชวุฒิกุล (ตั้งเกียรติ) ณ สุสาน เม่งฮกซัวจึง (บางจาก) อำเภอเมือง จังหวัดระยอง วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2533.       [ม.ป.ท.]: [ม.ป.พ.], 2533.   รายละเอียดเนื้อหา  การหมดความเห็นแก่ตัว คือหมดทุกข์ โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ   เลขเรียกหนังสือ   ห 294.315 ท535ส สถานที่จัดเก็บ     ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี


ร่างพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ








วันที่ ๑๒-๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา จัดโครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท หลักสูตร"การเสริมสร้างวัฒนธรรม ค่านิยมสุจริต การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม การต่อต้านการทุจริต และผลประโยชน์ทับซ้อนในหน่วยงานและชุมชน" โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิด ณ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา




  วัฒนธรรมการฝังศพทุ่งกุลาร้องไห้             จากการศึกษาวิจัยทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าภูมิภาคนี้เป็นเขตสะสมทางวัฒนธรรมที่สำคัญ มีการแบ่งเขตสะสมทางวัฒนธรรมตามลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็น ๒ เขตใหญ่ๆ คือ แอ่งสกลนคร และ แอ่งโคราช มีเทือกเขาภูพานเป็นตัวกั้นกลาง             แอ่งโคราชมีหลักฐานทางวัฒนธรรมชัดเจน บริเวณของทุ่งกุลาร้องไห้ สภาพภูมิประเทศมีลักษณะที่โดดเด่น เรียกว่า แบบ broad depression หรือ แอ่งกระทะ เนื้อที่ทั้งหมด ๒.๑ ล้านไร่ ความยาวของทุ่งตามแนวตะวันออก – ตะวันตก ประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดยโสธรและจังหวัดศรีสะเกษ             คนทุ่งกุลาร้องไห้ในอดีต แตกต่างจากกลุ่มวัฒนธรรมอื่นๆ ในเรื่องการฝังศพที่มีการนำกระดูกคนตายใส่ลงไปในภาชนะดินเผาแล้วฝังอีกครั้งหนึ่งเรียกกันว่า การฝังศพครั้งที่ ๒ (Secondary Burial)             นอกจากความพิเศษและความเป็นลักษณะเฉพาะในเรื่องประเพณีการฝังศพแล้ว ยังมีลักษณะของภาชนะดินเผาที่แตกต่างจากกลุ่มวัฒนธรรมอื่น คือ ภาชนะเนื้อดินสีนวลขาว และภาชนะดินเผาที่เรียกว่า แบบร้อยเอ็ด โดยการตกแต่งผิวด้านนอกด้วยลายเชือกทาบ จากนั้นทำให้เรียบ แล้วเขียนด้วยสีแดงทับ             การประกอบพิธีกรรมการฝังศพในภาชนะดินเผา ( Burial Jar ) ลักษณะดังกล่าว นอกจากจะพบแพร่กระจายในวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ยังปรากฏในชุมชนโบราณทั้งในเอเชียภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ เช่น อินเดีย จีน ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และภาคพื้นหมู่เกาะ อันได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และแถบตะวันออกไกล เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ปัจจุบันยังสรุปไม่ได้ว่าประเพณีการฝังศพในลักษณะนี้เริ่มขึ้นเมื่อใด หรือแม้แต่การแลกรับวัฒนธรรมประเพณีเริ่มต้นที่กลุ่มชนใดในภูมิภาคนี้             นอกจากภาชนะดินเผาแล้ว วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ยังปรากฏประเพณีการฝังศพที่มีการนำกระดูกคนตายใส่ลงไปในภาชนะดินเผา และฝังอีกครั้งหนึ่ง เรียกรูปแบบนี้ว่า ประเพณีการฝังศพครั้งที่ ๒ แบบแผนการฝังศพจะปรากฏมากมายหลายรูปแบบ เช่น ภาชนะบรรจุกระดูกทรงไข่ ทรงกลม และทรงกระบอก       ซึ่งล้วนแล้วแต่จะมีฝาปิดเป็นทรงอ่าง ทรงชามขนาดใหญ่(คล้ายกระทะ) และฝาปิดเป็นแผ่นดินเผา ทรงกลม มีหูหรือด้ามจับ จะพบว่ามีการฝังรวมกันเป็นกลุ่ม ทั้งการวางภาชนะในแนวนอนและตั้งฉากกับพื้น สำหรับการฝังโดยวางภาชนะในแนวนอนนั้นจะพบการวางภาชนะเรียงต่อกันเป็นแถว(ส่วนปากภาชนะจะต่อกับส่วนก้นของภาชนะดินเผาอีกใบหนึ่ง) และแบบพิเศษที่นำภาชนะทรงกระบอกขนาดใหญ่ ๒ ใบ มีลักษณะส่วนปากประกบกันมองดูคล้ายกับ “แคปซูล”             ช่วงเวลาที่มีการแพร่กระจายของกลุ่มวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้อย่างหนาแน่นนั้น น่าจะจัดอยู่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีเป็นต้นมา จนกระทั่งปรากฏการรับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร ซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๘   วัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สองของจังหวัดสุรินทร์สมัยก่อนประวัติศาสตร์             จังหวัดสุรินทร์ตั้งอยู่ในแอ่งโคราช บริเวณแม่น้ำมูลตอนกลาง ซึ่งมีการค้นพบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะทางตอนเหนือของจังหวัดแถบอำเภอชุมพลบุรี อำเภอท่าตูม อำเภอรัตนบุรี และอาจมีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีกลุ่มทุ่งกุลาร้องไห้ และแหล่งโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำชี โดยเฉพาะประเพณีการฝังศพครั้งที่ ๒ ซึ่งเป็นประเพณีที่แพร่หลาย และเป็นลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมของชุมชนแถบลุ่มแม่น้ำชี – มูล             แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดสุรินทร์ บริเวณฝั่งแม่น้ำมูล มักจะพบประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง โดยการนำกระดูกของผู้ตายมาใส่ภาชนะแล้วนำไปฝังอีกครั้ง ประเพณีความเชื่อนี้คงเกิดจากการฝังศพแบบนอนหงายเหยียดยาวก่อนแล้วจึงพัฒนาเป็นนำกระดูกใส่ภาชนะ ต่อมาเมื่อได้รับเอาพุทธศาสนาเข้ามาจึงมีพิธีการเผาศพเกิดขึ้น             ในจังหวัดสุรินทร์ ประเพณีการฝังศพครั้งที่สองพบที่แหล่งโบราณคดีบ้านโนนสวรรค์ ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี สันนิษฐานว่าหลุมศพที่พบเหล่านี้ มีอายุราว ๒,๐๐๐ – ๑,๕๐๐ ปี โดยจัดอยู่ในกลุ่มทุ่งกุลาร้องไห้ มีความเชื่อว่า หลังจากนำศพผู้ตายไปฝังจนเนื้อหนังศพเปื่อยสลายแล้วจึงนำโครงกระดูกซึ่งอาจจะเป็นชิ้นส่วนหลักๆ ของร่างกาย มาบรรจุในภาชนะดินเผา แล้วใช้ภาชนะดินเผาอีกใบปิดทับลงไป บางไหที่พบจะบรรจุโครงกระดูกทั้งโครงลงไป ซึ่งอาจจะเป็นศพของเด็ก             จากหลักฐานที่พบจึงสามารถสันนิษฐานว่าได้มีกลุ่มคนเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ มาตั้งแต่สมัยยุคเหล็ก (ประมาณ ๒,๕๐๐ ปี) และได้อาศัยสืบต่อกันมา จนพัฒนาขึ้นเป็นสังคมที่ซับซ้อนภายหลัง     บรรณานุกรม   ศิลปากร กรม รายงานเบื้องต้นการสำรวจแหล่งโบราณคดีในทุ่งกุลาร้องไห้ (เล่ม ๑ – ๒) พ.ศ.๒๕๔๔   ศิลปากร กรม นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรุงเทพมหานคร : บริษัท อทรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐


รายละเอียดผลงาน......หนังสือตารากงเต๊กแลตำรากฐินมีเนื้อหาเกี่ยวกับ  ตำราพิธ๊กงเต๊ก พิธีชุมนุมเทพดา พิธีชักธงประกาศ พิธีเชิญวิญญาณ พิธีประกาศ  สวดพระพุทธมนต์ คำสวดพระพุทธมนต์ ฯลฯ


ดาวน์โหลดเอกสาร


black ribbon.