ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,590 รายการ
สำลี เกิดลาภผล
(2423 – 2510)
นางสำลี เกิดลาภผล เกิดเมื่อวันอังคาร เดือน 12 ปีเถาะ พ.ศ. 2423 ที่ตำบลทางเกวียน อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เป็นบุตรของขุนแพ่ง และนางมุก มีพี่น้อง 2 คน ดังนี้
1. นางโหมด จันทรัสมี
2. นางสำลี เกิดลาภผล
ชีวิตครอบครัว
นางสำลีได้สมรสกับนายเห่ง เกิดลาภผล ซึ่งเป็นบุตรชายของนางเกี่ยกับนายย่องติ้น แซ่หลิม และเป็นหลานของเจ้าสัวเช้า แซ่ตัน กับนางจ้อยแห่งบ้านตลาดบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เมื่อฝรั่งเศสได้เข้ายึดเมืองจันทบุรี นางเกี่ยและสามีจึงได้อพยพมาอยู่ที่ตลาดเมืองแกลง ภายหลังสมรส ได้มีบุตรและธิดาด้วยกัน 6 คน คือ
1. นางบุหงา สีเขียว
2. นายสนา เกิดลาภผล
3. ร.อ. สนอง เกิดลาภผล
4. นายสนั่น เกิดลาภผล
5. นางสาวสำเนา เกิดลาภผล
6. นางพัฒนา พยัคฆประการณ์
นางสำลีเป็นผู้เลื่อมใสยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง และยังได้บริจาคทรัพย์บำรุงวัดอยู่เป็นนิจ อีกทั้งยังเป็นผู้จัดการอุปสมบทให้ผู้ที่ไร้กำลังทรัพย์แต่ต้องการอุปสมบทอยู่เสมอ
การถึงแก่กรรม
นางสำลีได้เริ่มป่วยเป็นมะเร็งที่มดลูก ก่อนถึงแก่กรรมประมาณ 3 ปี ได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ทำการผ่าตัดถึง 2 ครั้ง ไม่สามารถรักษาให้หายได้ และได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2510 รวมอายุได้ 77 ปี
ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ
บรรณานุกรม
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา และกรมศิลปากร. ประวัติสุนทรภู่. พระนคร: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2511.
รายละเอียดเนื้อหา
ประวัติสุนทรภู่ นิราศเมืองแกลง ประวัติเมืองแกลง
เลขเรียกหนังสือ ห 928.95911 ส798ดป
สถานที่จัดเก็บ ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 28 มีนาคม 2556
ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด
หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ตรัง ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงานฝ่ายจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในกิจกรรม "Bike อุ่นไอรัก" จังหวัดตรัง ภายใต้แนวคิด "ทำดีแบบพ่อ" โดยนำหนังสือร่วมจัดแสดงกับหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๑ ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง (นายลือชัย เจริญทรัพย์ ) เข้าเยี่ยมชมนิ...ทรรศการหนังสือ รวมทั้งประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม "Bike อุ่นไอรัก" ได้ให้ความสนใจในนิทรรศการหนังสืออย่างดียิ่งโดยเฉพาะหนังสือ Pop - up เรื่อง "เพียงพ่อก็พอเพียง" ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
กล่าวถึงประวัติพระผงบารมี พระบรมธาตุ 84000 องค์ ที่ใช้ในการทำพิธีปลุกเสกพระเครื่องของอาจารย์ชุม ไชยคีรี อำเภอเขาไชยสน จังหวัดพัทลุง เป็นผู้สร้างถวายพระบรมธาตุ ก่อนทำพิธีปลุกเสก อาจารย์ชุม ได้ตระเวนไปตามเมืองต่างๆ ที่ปรากฎตามประวัติศาสตร์ว่าเป็นสถานที่ซึ่งเคยสร้างพระเครื่องลางของขลัง เพื่อรวบรวมผงวิเศษ 108 กรุ ทั่วประเทศ เมื่อหาผงได้ครบ 108 กรุ แล้วก็นำมายังเมืองนครศรีธรรมราช ขอเชิญวิญญาณของอาจารย์คง ซึ่งเป็นอาจารย์ของขุนแผนมาเข้าทรง ณ โรงพิธีพระวิหารหลวงวัดพระมหาธาตุ จัดสร้างพระพิมพ์ตามแบบเก่าของเมืองนครศรีธรรมราช เช่น แบบพระวัดนางกราทรงนาคปรก แบบวัดท่าเรือทรงเรือนแก้วมีปรกโพธิ์ และพระพุทธลีลาแบบสุโขทัย
นอกจากผง 108 กรุแล้ว ยังมีผงวิเศษอื่นๆ อีก เช่น ผงพระมหาว่าน ของอาจารย์เฒ่าวัดเขาอ้อ จังหวัดพัทลุง ผงพระเทพนิมิตรของอาจารย์ชุม ผงว่าน 108 ชนิด ผงพระหักป่น ผงวิเศษจากสำนักอาจารย์ผู้เฒ่า ซึ่งขุนพันธรักษ์ฯ รวบรวมไว้มาผสมเพื่อพิมพ์เป็นองค์พระ
อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 30 มีนาคม 2556
ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด
ชื่อเรื่อง : พูดเรื่องบวกเรียกโชคดี พูดเรื่องดีเรียกความสุข
ผู้เขียน : อุเอะนิชิ อะคิระ
สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ฮาวทู อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง
ปีพิมพ์ : ๒๕๖๑
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๑๘-๒๒๐๑-๙
เลขเรียกหนังสือ : ๑๕๘.๑ อ๔๖๓พ
ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑
สาระสังเขป : "คำพูดเปลี่ยนชะตาชีวิตคนได้" นับว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่ได้เกินจริง เพราะคำพูดคือ สิ่งสะท้อนอยู่ในใจและมีพลังแฝงในตัวเอง หากสังเกตคนที่มีความสุข ความสำเร็จในชีวิต นอกจากความสามารถ ความอดทน และความพยายาม สิ่งสำคัญที่คนเหล่านี้มีอีกอย่างคือ คำพูดที่ดี "พูดเรื่องบวกเรียกโชคดี พูดเรื่องดีเรียกความสุข" แปลจากงานเขียนญี่ปุ่นเรื่อง Kom wo yobikomu kotoba no shukan โดย อุเอะนิชิ อะคิระ กล่าวถึงคำพูดในเชิงบวกที่สำคัญอันจะช่วยดึงดูดความโชคดีเข้าหาตัว ประกอบด้วย ๑) ถ้าพูดแต่สิ่งดีๆ ก็จะมีแต่เรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้น เปลี่ยนชีวิตด้วยถ้อยคำเชิงบวก เช่น ยิ่งบ่น ตนเองยิ่งไม่มีที่อยู่ คำพูดจะย้อนกลับสู่ตนเอง คนที่มักนินทาว่าร้ายคนอื่นย่อมไม่เป็นที่รัก เป็นต้น ๒) นิสัยแห่งการใช้คำพูดที่ช่วยให้คลายกังวล ความั่นใจจะพรั่งพรูออกมานับจากวันนี้ เช่น ลองพูดถึงข้อดีของตนเอง เลิกใช้ถ้อยคำหลอกลวงตนเอง ขอบคุณสิ่งที่ตนเองมีอยู่ตอนนี้ เป็นต้น ๓) นิสัยแห่งการใช้คำพูดที่ดึงดูดพลังงาน ใช้คำพูดดีๆ สร้างอนาคตที่สดใส เช่น หากเปลี่ยนคำพูด จิตใต้สำนึกจะพลอยเปลี่ยนไปด้วย แบ่งปันความฝันและความหวังกับผู้อื่น ใช้คำพูดเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน เป็นต้น ๔) นิสัยแห่งการใช้คำพูดที่ทำให้สัมพันธภาพรอบตัวราบรื่น ทำให้การพบปะกับผู้คนสนุกขึ้น เช่น เริ่มบทสนทนาด้วยคำพูดเชิงบวก ยอมรับคำชมจากผู้อื่นแต่โดยดี เมื่ออยากบ่นเต็มทน เป็นต้น ๕) นิสัยแห่งการใช้คำพูดที่สื่อความคิดออกไปได้อย่างแม่นยำ ถ้าคุณเปลี่ยน อีกฝ่ายก็เปลี่ยน เช่น ปฏิเสธคนอย่างไรไม่โดนเกลียด ใส่ความจริงใจลงไปในคำขอโทษ ถ้าคุณเปลี่ยน อีกฝ่ายก็เปลี่ยน เป็นต้น ๖) นิสัยแห่งการใช้คำพูดที่จะทำให้ความรักสมหวัง คุยกับคนที่ชอบได้คล่องปรื๋อด้วยคำพูดแบบนี้ เช่น การพบรักเริ่มจากถ้อยคำที่อยู่ในใจ ยิ่งต่อหน้าคนที่ชอบ ยิ่งต้องใช้คำพูดเชิงบวก ใช้ถ้อยคำปลอบโยนตนเองเมื่ออกหัก และ ๗) นิสัยแห่งการใช้คำพูดเพื่อพลิกชีวิตนับแต่วันนี้ เปลี่ยนใจให้แข็งแรง เช่น ใช้คำว่า เชิญ เพื่อเสียสละ ใช้คำว่า ขอบคุณ เพื่อเป็นที่รักของผู้อื่น เชื่ออย่างแรงกล้าว่า ต้องทำได้แน่ๆ เป็นต้น ในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารของคนมีความหลากหลายขึ้น ถึงเวลาเปลี่ยนคำพูดด้านลบมาเป็นด้านบวก เพราะคำพูดในทุกวันคือจุดเริ่มต้นของความสุข ความสำเร็จ และความโชคดีที่แท้จริง
วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2561 นางสาวระเบียบ หงส์พันธ์ หัวหน้าหอสมุดแห่งชาติฯ กาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมโครงการรณรงค์ดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2561 ได้มีการทำความสะอาด ณ โบราณสถานกำแพงเก่าเมืองกาญจนบุรี โดยสำนักวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับกรมศิลปากร
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล
๑. ชื่อโครงการ : โครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘
๒. วัตถุประสงค์ :
๑. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นการน้อมฯ รับสนองต่อพระราชปณิธานที่ทรงมีพระเมตตาในการสถาปนาจัดตั้งกองทุนเผยแผ่พระธรรมในพระพุทธศาสนาตามพระราชประสงค์
๒. เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของระเบียบกรมการศาสนาว่าด้วยกองทุนส่งเสริมการ เผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๖ (๒) เพื่อใช้ดอกผลของเงินทุนในการบริหารจัดการส่งเสริมให้พระสงฆ์และพุทธบริษัทไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล เพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
๓. เพื่อเปิดโอกาสให้พระภิกษุผู้ประกอบคุณงามความดีได้ไปจาริกแสวงบุญ และเรียนรู้พระพุทธศาสนาจากประสบการณ์จริงในดินแดนพุทธภูมิ สร้างความมั่นใจในศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เพื่อนำมาถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน และประชาชน
๔. เพื่อเป็นรางวัลชีวิต และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับพุทธบริษัทผู้เสียสละอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและประกอบคุณงามความดีเพื่อแผ่นดิน
๓. กำหนดเวลา : ๑๑-๑๘ มีนาคม ๒๕๕๘
๔. สถานที่ : ประเทศอินเดีย-เนปาล
๕. หน่วยงานผู้จัด : กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
๖. หน่วยงานสนับสนุน : กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
๗. กิจกรรม : ศึกษาดูงาน ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล
๘. คณะผู้แทนไทย : ๑๒๐ คน โดยมีผู้แทนจากกรมศิลปากร ดังนี้
๑. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
นางสาลินี ชุ่มวรรณ นักจดหมายเหตุชำนาญการพิเศษ
๒. สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
นางสาวอัจฉรา แข็งสาริกิจ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม :
คณะผู้เดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
ตลอดระยะเวลา ๗ วัน เปรียบเสมือนเป็นการเดินตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งยังสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ โดยเฉพาะพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ทรงสร้างหลายสิ่งอย่างเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีปแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นพระมหาเจดีย์พุทธคยา ซึ่งแต่เดิมพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างเป็นวิหารขนาดเล็ก ต่อมากษัตริย์แห่งราชวงศ์กุษาณะโปรดให้ขยายเป็นเจดีย์ซ้อนทับ จนสมัยราชวงศ์ปาละได้บูรณะปฏิสังขรณ์และขยายให้ใหญ่และสูงกว่าเดิม
ขณะที่เดินขึ้นเขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ เพื่อนมัสการพระคันธกุฎีของพระพุทธองค์ หลายคนอาจคิดว่าต้องใหญ่โตหรือหรูหรา แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดพอดีตัว ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก เป็นเพียงสถานที่อันเงียบสงบ เหมาะแก่การเจริญภาวนา ตรงนี้เองที่ชี้ให้เราเห็นว่า ศาสนาพุทธของแต่ละประเทศมีความเชื่อหรือการปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่พระพุทธเจ้ายังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนไว้ด้วยกันโดยไม่มีความแตกแยก
เพียง ๗ วัน กับโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘ แม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิด แต่ก็เป็นเสมือนก้าวแรกของการหยั่งลึกแห่งศรัทธาที่ผ่านการเรียนรู้และสัมผัสด้วยตาตนเอง ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต และเพิ่มขวัญและกำลังใจที่จะประกอบคุณงามความดีต่อไป