ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,297 รายการ

ชื่อเรื่อง                         ปริวารปาลิ(ปริวาร)อย.บ.                            297/4หมวดหมู่                       พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                  54 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง                         พระไตรปิฏก                                                        บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา


         พระพิมพ์ดินเผาจำนวน ๒ ชิ้น พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          พระพิมพ์ดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีภาพพระพุทธรูปยืนตริภังค์ โดยการยืนเอียงสะโพกไปทางด้านซ้าย หย่อนพระบาทขวา พระเศียรมีร่อยรอยนูนของอุษณีษะ รายละเอียดบนพระพักตร์ลบเลือน พระกรรณยาว เอียงพระศอเล็กน้อย รอบพระเศียรมีกรอบประภามณฑลเรียบ พระพุทธรูปทรงครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา จีวรเรียบแนบพระวรกาย พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นระดับพระอุระ หันเข้าหาลำตัวอยู่ในท่าจับชายจีวร  พระหัตถ์ขวาทอดลง หงายฝ่าพระหัตถ์บริเวณพระโสณี ชายจีวรที่ตกลงมาจากพระกรซ้ายมีลักษณะเป็นแถบหนาและรอยยับย่นเสมือนจริง นอกจากนั้นบริเวณข้อพระบาทมีขอบสบงที่ยาวลงมากว่าชายจีวรเล็กน้อย บริเวณพระบาทมีฐานคล้ายกลีบบัวมารองรับ           รูปแบบศิลปกรรมของพระพิมพ์ดินเผาที่ปรากฏข้างต้น มีลักษณะที่สัมพันธ์กับรูปแบบของพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบหลังคุปะ เช่น พระพุทธรูปที่ถ้ำอชันตาหมายเลข ๑๙ ประเทศอินเดีย คือ การยืนตริภังค์เอียงสะโพก หย่อนพระบาทข้างหนึ่ง และเอียงพระศอเล็กน้อย พระพุทธรูปครองจีวรเรียบและไม่มีริ้ว สืบมาจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ สกุลช่างสารนาถ ส่วนการทำพระพุทธรูปยืนครองจีวรเฉียงนิยมในศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ           การแสดงปางของพระพุทธรูปสันนิษฐานว่าแสดงปางประทานพร โดยพิจารณาจากพระหัตถ์ซ้ายที่ยกขึ้นมีจีวรคลุมตามรูปแบบที่นิยมในศิลปะอินเดีย พระหัตถ์ดังกล่าวนิยมจับชายจีวรไม่แสดงปาง ดังนั้นสันนิษฐานว่า พระหัตถ์ขวาที่วางทอดลง และหงายพระหัตถ์แสดงถึงปางประทานพร ซึ่งลักษณะการจับชายจีวรและการแสดงปางในแนวตรงข้ามเช่นนี้สืบมาจากอินเดียเหนือ โดยปรากฏต่อเนื่องมาจนถึงศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ ถือได้ว่าพระพิมพ์ดินเผาซึ่งพบที่เมืองโบราณอู่ทองชิ้นนี้มีความสัมพันธ์ทางด้านรูปแบบศิลปกรรมกับศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ นอกจากนั้นยังพบพระพุทธรูปยืนตริภังค์แสดงปางประทานพร ในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร สะท้อนถึงรูปแบบพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะที่แพร่กระจายในพื้นที่วัฒนธรรมทวารวดี และเขมรก่อนเมืองพระนคร จากรูปแบบพระพิมพ์ดินเผาที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุอยู่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ - ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว   เอกสารอ้างอิง เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐. เชษฐ์ ติงสัญชลี. พระพุทธรูปอินเดีย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔.    ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่า จีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.


          สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการบรรเลงและการแสดง ในกิจกรรมปี่พาทย์เสภา ครั้งที่ ๒๐ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันอาทิตย์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๖.๓๐ น. ณ เวทีกลางแจ้ง บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีรายการบรรเลงและการแสดง อาทิ - การบรรเลงเพลงชุดโหมโรงเย็น และโหมโรงเพลงมะลิเลื้อย - การขับเสภา โดย ครูสมชาย ทับพร ศิลปินแห่งชาติ และรำอาศิรวาทราชสดุดี - การบรรเลง - ขับร้องประกอบการแสดงละครเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง – ขุนแผนพานางวันทองหนี - การบรรเลงปี่พาทย์เสภา โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร / กรมดุริยางค์ทหารบก / กองดุริยางค์ทหารเรือ / กรมประชาสัมพันธ์ / กองดุริยางค์ทหารอากาศ /  / กองสวัสดิการ สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / กองการสังคีต สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว   อำนวยการแสดงโดยนายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ชมฟรี !!! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ และ ๐ ๒๒๒๑ ๐๑๗๑


           สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญเข้าร่วมโครงการเผยแพร่พระเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ “กิจกรรมทวีปัญญา” ประจำปี ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๑ รับฟังการเสวนา เรื่อง “ศิลปะการแสดงละครพูด ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” วิทยากรโดย ผศ.ดร. ภัธทรา โต๊ะบุรินทร์ (สาขาศิลปะการแสดง คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) , ผศ.ดร. อาทรี วณิชตระกูล (สาขาวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ดำเนินรายการโดย นายบารมี สมาธิปัญญา (นักวิชาการเผยแพร่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ)  ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องประชุมศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ             สอบถามรายละเอียด โทร. ๐ ๒๒๘๒ ๓๒๖๔ (ในวันและเวลาราชการ) ทั้งนี้ ผู้สนใจยังสามารถรับชมการถ่ายทอด Facebook Live ได้ทางเฟสบุ๊ก National Library of Thailand (www.facebook.com/NationalLibraryThailand)


          ชื่อเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า อเนกะชาตะภุชงฺคะ แปลว่า งูหลากหลายชนิดซึ่งสอดคล้องกับรูปโขนเรือที่ลงรักปิดทองมีลายรูปงูตัวเล็กๆ จำนวนมาก คำภาษาสันสกฤตคือ ภุชงฺคะ มีความหมายเดียวกันกับ นาคะ           ชื่อเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า อเนกะชาตะภุชงฺคะ แปลว่า งูหลากหลายชนิดซึ่งสอดคล้องกับรูปโขนเรือที่ลงรักปิดทองมีลายรูปงูตัวเล็กๆ จำนวนมาก คำภาษาสันสกฤตคือ ภุชงฺคะ มีความหมายเดียวกันกับ นาคะ นาคะหรือไทยเรียกว่า นาค เป็นเทพในฮินดูปกรณัมปรัมปรา บางครั้งก็ปรากฏในพระพุทธศาสนาด้วย นาคที่เป็นเทพหรือทิพยนาคเป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์ เทพเจ้าหลายองค์ของศาสนาฮินดูโยงใยกับนาคหรือที่ปรากฏในรูปร่างของงู หรืองูเทพ (งูทิพย์) เช่น พระวิษณุบรรทมบนพญานาคอนันตะหรือเศษะนาคทอดตัวอยู่เหนือแผ่นน้ำ รูปแบบของงูหรือนาคตัวเล็กๆ จำนวนมากที่หัวเรือเช่นนี้ น่าจะหมายถึงนาคที่มีจำนวนนับพันซึ่งเป็นเหล่าบรรดานาคที่กำเนิดจากมหาฤษีกัศยปะและนางกัทรุ นาคเหล่านี้อาศัยอยู่ในโลกบาดาล เรียกว่า นาคโลก แปลว่า โลกของนาคทั้งหลาย ตามปรากฏในคัมภีร์ปุราณะ           เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2411 - 2453) ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง หัวเรือลงรักปิดทองลายรดน้ำเป็นรูปนาคตัวเล็กๆ จำนวนมาก ตอนกลางลำเรือมีราชบัลลังก์กัญญา ซึ่งเป็นที่ประทับเปลื้องเครื่องหรือเปลื้องพระชฎามหากฐินของพระเจ้าอยู่หัวก่อนเสด็จขึ้นหรือลงเรือพระที่นั่งอีกลำ เรือมีความยาว 45.67 เมตร กว้าง 2.91 เมตร ลึกถึงท้องเรือ 91 เซนติเมตร กินน้ำลึก 46 เซนติเมตร น้ำหนัก 7.7 ตัน กำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 61 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนขานยาว 1 คน คนขานยาวทำหน้าที่ในการร้องขานเพลงเรือ โดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมกันไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/royalbarges


จารึกบันไดขึ้นเขาวัดธรรมามูล ณ วัดธรรมามูลวรวิหาร จังหวัดชัยนาท .. วัดธรรมามูลวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สังกัด มหานิกาย ตั้งอยู่ในบริเวณ หมู่ที่ ๑ ตำบลธรรมามูล อำเภอเมืองฯ จังหวัดชัยนาท สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ด้วยพบใบเสมาที่ล้อมรอบพระอุโบสถ เป็นใบเสมาคู่ที่สร้างจากหินทรายสีแดง ซึ่งเป็นใบเสมาที่นิยมในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในพระอารามประกอบไปด้วยอาคารที่สำคัญเช่น พระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ และพระวิหารน้อยที่อยู่เหนือขึ้นไปบนเขาธรรมามูล และยังเป็นพระอารามที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญประจำจังหวัดชัยนาท คือ “หลวงพ่อธรรมจักร” อันเป็นพระพุทธรูปยืน ที่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวชัยนาทและจังหวัดข้างเคียง .. ภายในพระอารามแห่งนี้ยังปรากฎโบราณวัตถุที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่ง คือ จารึกบันไดขึ้นเขาวัดธรรมามูล จารึกนี้สร้างจากหินอ่อนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประดิษฐานอยู่บริเวณซุ้มบันไดชั้นบนด้านข้างพระวิหารหลวงพ่อธรรมจักร อันเป็นจารึกที่บอกเล่าอีกหนึ่งเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ณ พระอารามแห่งนี้ .. โดยจารึกนี้ได้บอกเล่าถึงเรื่องการสร้างบันไดจากพื้นราบริมแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปยังเชิงเขาที่ตั้งพระอุโบสถและพระวิหารของวัดธรรมามูลและซ่อมบันไดเก่าชั้นบนที่ชำรุดด้วย อีกทั้งจารึกยังบอกเล่ารายละเอียดขนาดความกว้างและความยาวของบันไดนี้ไปจวบจนงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้าง รวมไปถึงรายพระนามและรายนามผู้บริจาคเงินในการก่อสร้างด้วย โดยในจารึกได้มีการระบุวันที่การก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๔ อันเป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) แห่งบรมราชจักรีวงศ์ .. โดยในจารึกบันไดขึ้นเขาวัดธรรมามูล ประกอบไปด้วยเนื้อความพอสังเขปดังนี้ “จารึกบรรใดขึ้นเขาวัดธรรมามูลนี้ โดยกว้าง ๔ ศอก ๑ คืบ ยาว ๒ เส้น ๒ วา ๓ ศอก รวม ๙๓ คั่น จ้างจีนตุ้นก่อเหมาตลอดถึง ซ่อมบรรใดเก่าชั้นบนที่ชำรุดด้วย สิ้นเงิน ๖๒๒ บาท ๒๓ สตางค์ เสร็จเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ศก ๑๓๐ โดยพระกำแพงพลล้านคิดจัดการ ดังมีรายพระนามแลนามผู้บริจาคทรัพย์แจ้งต่อไปนี้ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถพระพันปีหลวง ๒๐๐ บาท พระนางเจ้าพระราชเทภี ๔๐ บาท พระกำแหงพลล้าน ผู้ว่าราชการเมือง ๘๐ บาท หลวงอภัย ข้าหลวงมหาดไทย ๑๐ บาท หลวงเพ็ชร์สงคราม ยกกระบัตรเมือง ๑๐ บาท นายพร้อม ยกกระบัตรเมือง ๕ บาท นายประชุม ผู้ช่วยราชการคลัง ๖ บาท พระศรีสิทธิ์กรรม์ นายอำเภอมะโนรมย์ ๒๐ บาท หลวงสรรค์สิทธิ์กิจ นายอำเภอสรรค์ ๑๐ บาท หลวงวรัยการธารี ผู้พิพากษา ๑๐ บาท นายจันทร์ พธำมรงค์ ๑๐ บาท ๕ สตางค์ นายใหญ่ รองปลัด ๕ บาท ว่าที่ร้อยตรีนารถ ผู้ช่วยบังคับกองตำรวจภูธร ๕ บาท หลวงคลัง ปลัดขวาอำเภอมะโนรมย์ ๖ บาท นายแต้ม ปลัดซ้ายอำเภอมะโนรมย์ ๕ บาท นายน้อย สมุหบาญชีอำเภอมะโนรมย์ ๖ บาท จ่านายสิบโฉม ผู้ช่วยสัสดี ๕ บาท จีนทังหลัง ยี่กงสุราอำเภอสรรพยา ๑๒ บาท นายถนอม ยี่กงสุราอำเภอเมือง ๑๒ บาท นายชม ยี่กงสุราอำเภอพยุหะ ๘ บาท จีนตังกวย พ่อค้าวัดปลัง ๖ บาท ผู้ออกเงินไม่เกินกว่า ๔ บาท คือ ตำบลวัดปลัง ๒๕ ชื่อ ๒๗ บาท ๒๔ สตางค์ ตำบลบ้านกล้วย ๓๗ ชื่อ ๑๔ บาท ๔๐ สตางค์ ตำบลธรรมามูล ๒๖ ชื่อ ๓๗ บาท ๙๗ สตางค์ ตำบลหาดกงสีน ๕ ชื่อ ๕ บาท ตำบลบ้านเชี่ยน ๑๐ ชื่อ ๖ บาท ๕๐ สตางค์ ตำบลท่าไม้ ๕ ชื่อ ๕ บาท ตำบลหาดท่าเสา ๙ ชื่อ ๕ บาท ๗๖ สตางค์ ตำบลคุ้งสำเภา ๗ ชื่อ ๑๕ บาท ตำบลวัดสิงห์ ๑ ชื่อ ๒ บาท ตำบลวัดงิ้ว ๓๘ ชื่อ ๑๐ บาท ๕๑ สตางค์ ตำบลสรรพยา ๑ ชื่อ ๔ บาท ตำบลบ้านจีน ๓ ชื่อ ๙ บาท ตำบลบ้านเชี่ยน ๔ ชื่อ ๕ บาท ตำบลหันคา ๒๐ ชื่อ ๓ บาท ๘๐ สตางค์ รวมทั้งสิ้น ๖๒๒ บาท ๒๓ สตางค์” .. คุณค่าของจารึกนี้ ได้บอกเล่าการร่วมบุญในการสร้างบันไดทางขึ้นเขาวัดธรรมามูลเพื่อเป็นสาธรณสมบัติสืบไปในอนาคต โดยเป็นการร่วมบริจาคทั้งชาวบ้านตำบลต่างๆ ในจังหวัดชัยนาท พ่อค้าคหบดี ข้าราชการขุนนางในระดับจังหวัด ไปจนถึงพระบรมวงศ์ในราชวงศ์จักรีที่ได้ร่วมบริจาค เป็นหลักฐานที่สะท้อนประวัติศาสตร์เมืองชัยนาทในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ นั่นเอง


ปราสาทศีขรภูมิ ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ก่อสร้างด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง ประกอบด้วย ปราสาทอิฐ ๕ องค์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยมีปราสาทประธาน ๑ องค์อยู่ตรงกลาง และมีปราสาทบริวาร ๔ องค์ ล้อมอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน และมีสระน้ำล้อมรอบเว้นทางเข้าด้านหน้าด้านหลัง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และบูรณะปฏิสังขรณ์ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓  


ชื่อเรื่อง                     ปํสุกุลจีวรทานานิสํสกถา (ฉลองผ้าบังสุซะกุร)สพ.บ.                       481/1หมวดหมู่                   พุทธศาสนาภาษา                       บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง                     พุทธศาสนา     ประเภทวัสดุ/มีเดีย        คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                16 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 42 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดด่านช้าง ต.ด่านช้าง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                     นิราศพระแท่นดงรัง ของสามเณรกลั่น ผู้แต่ง                       สามเณรกลั่นประเภทวัสดุ/มีเดี         หนังสือหายากหมวดหมู่                   วรรณคดีเลขหมู่                      895.9112 ก171นพทสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 หจก.ศิวพรปีที่พิมพ์                    2504ลักษณะวัสดุ               88 หน้า หัวเรื่อง                     กวีนิพนธ์ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกนิราศพระแท่นดงรังของสามเณรกลั่น กล่าวถึงประวัติของสามเณรกลั่นและกล่าวถึงคราวติดตามพระภิกษุ สุนทรภู่ไปนมัสการพระแท่นดงรัง สถานที่กล่าวถึงในนิราศพระแท่นดงรังและแผนที่แสดงเส้นทางผ่านไปพระแท่นดงรัง


โรงเรียนเหลียญหัว จ.นครนายก (เวลา 13.00 น.) จำนวน 86 คนวันศุกร์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๓.๐๐ น. คณะครูและนักเรียน โรงเรียนเหลียนหัว อ.เมือง จ.นครนายก จำนวน ๘๖ คน เข้าเยี่ยมชม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ โดยมีนางสาวณัฏฐกานต์ มิ่งขวัญ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน และว่าที่ร้อยตรีรุ่งเรือง ชื่นชม ตำแหน่ง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เป็นวิทยากรนำชมในครั้งนี้



อบต.ละหาร จ.ระยอง (เวลา 11.00-12.00 น.) จำนวน 30 คน


วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๗ ดร. นันทศักดิ์ โชติชนะเดชาวงศ์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย และคณะบุคลากรในสังกัดกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี จำนวน ๒๗ คน เข้าเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเก็บรวบรวมเอกสารโบราณที่เกี่ยวข้องกับตำรายาพื้นบ้านและตำรับยาแผนโบราณ ณ หอสมุดแห่งชาติชลบุรี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทยต่อไป ในการนี้ นางโสภี เฮงสุดผล หัวหน้าหอสมุดแห่งชาติชลบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับและเป็นวิทยากรนำชม


เพลินตรัง หนังสือที่ระลึก กีฬา อบจ.ภาคใต้ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2554




black ribbon.