ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ
YANTRA by Cedric ARNOLD
“ยันต์” โดย เซดริก อาร์โนลด์ เป็นส่วนท้ายสุดของนิทรรศการ “Trance/Figuration : Tattoos From Birth to Death” (สะกดร่าง/สักลาย : ลายสักจากกำเนิดสู่ความตาย) นิทรรศการในส่วนนี้จะนำผู้ชมดำดิ่งสู่โลกของภวังค์ (Trance) ผ่านภาพถ่ายและภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมการสักยันต์แบบโบราณของไทย
เซดริกได้ติดตามและเฝ้าสังเกตสำนักสักยันต์ที่มีชื่อเสียงของไทย โดยให้ความสนใจไปที่สำนักของอาจารย์ต๋อย วัดทองใน (พระโขนง) และพิธีไหว้ครูหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ (นครปฐม) ภาพยนตร์ 4K ความยาว 23.30 นาทีนี้ ถ่ายทอดมุมมองของเซดริกที่มีต่อวัฒนธรรมการสักยันต์ของไทยด้วยภาพและเสียง ประกอบกับการสร้างบรรยากาศของห้องชมภาพยนตร์ให้เงียบสงบและดูลึกลับในเวลาเดียวกัน ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสและเข้าถึงภวังค์ด้วยตนเองอย่างเต็มอรรถรส โดยเฉพาะอาการ “ของขึ้น” หรือการเปลี่ยนผ่านสภาวะจิตของผู้สักยันต์ไปสู่จิตวิญญาณอื่นตามรูปลักษณ์ที่สักลงบนร่างกาย
เซดริก อาร์โนลด์ (Cedric ARNOLD) เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศส ที่พำนักในกรุงเทพมหานครมากว่า 20 ปี มีผลงานทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่ปลุกเร้าความรู้สึกของผู้ชมด้วยเทคนิคทางภาพและเสียง โดยมีหัวเรื่องและความสนใจเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องเวลา ความทรงจำ และความเป็นจริงของมนุษย์
นิทรรศการ “Trance/Figuration : Tattoos From Birth to Death” เปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2565 ณ อาคารนิทรรศการ 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ในวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์ วันอังคาร วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดตามประกาศของรัฐบาล)
Thank you for the installation views : https://www.instagram.com/p/CfgtwodpaSU/
ชื่อผู้แต่ง แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยและแพทยสภา
ชื่อเรื่อง วารสารสุขภาพสำหรับประชาชน (ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๗)
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์อักษรสมัย
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๗
จำนวนหน้า ๑๒๔ หน้า
รายละเอียด
วารสารสุขภาพฉบับนี้บรรจุเนื้อหาสาระเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องพยาธิ เรื่องโรคผิวหนัง โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับภยันตรายต่อศีรษะ ปัญหาเกี่ยวกับโภชนาการ โรคเกี่ยวกับเหงือก การอภิปราย สุขภาพจิต ตลอดจนเรื่องของการบริหารร่างกาย
เลขวัตถุ
ชื่อวัตถุ
ขนาด (ซม.)
ชนิด
สมัยหรือฝีมือช่าง
ประวัติการได้มา
ภาพวัตถุจัดแสดง
51/2553
ชิ้นส่วนลูกหินบดยา ทรงกระบอก
ย.6.1
Ø 5.2
หิน
ทวารวดี
ได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านดงละคร จ.นครนายก นายจำเนียร ทองจันทร์ มอบให้เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2549
เลขทะเบียน : นพ.บ.473/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 56 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 161 (183-194) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.607/2 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 195 (416-423) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ออกแบบโดย นายเกียรติศักดิ์ สุวรรณพงศ์ จิตรกรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
แนวความคิดในการออกแบบตราสัญลักษณ์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระราชจริยวัตรงดงาม พระองค์ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย นำมาสู่แรงบันดาลใจในการออกแบบตราสัญลักษณ์ ซึ่งทุกรายละเอียดมีความหมาย อักษรพระนามาภิไธย ส.ก.อยู่ภายในกรอบรูปหัวใจพื้นสีฟ้า อักษร “ส” สีฟ้าเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ อักษร “ก” สีขาว เป็นสีเดชของวันพระราชสมภพ พื้นกรอบสีชมพูลายดอกมะลิ สีชมพูเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ การให้สีดูละมุนละไม สื่อความเป็นผู้หญิงและพระเมตตา ดอกไม้มะลิเป็นดอกไม้มงคลสัญลักษณ์วันแม่แห่งชาติ ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ด้านบนเป็นพระมหามงกุฎภายในประดิษฐานพระแสงจักรและพระแสงตรี สื่อถึงทรงอยู่ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ขนาบซ้าย ขวา พระมหามงกุฎด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร ฉัตรขาว ๗ ชั้น เป็นฉัตรประกอบพระราชอิสริยยศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
"การนำดอกมะลิมาร้อยเรียงเป็นมาลัยลายเกลียวรูปหัวใจรอบอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. สื่อถึงการร้อยเรียงดวงใจอย่างแน่นแฟ้นกลมเกลียวในโอกาสมหามงคล ๙๐ พรรษา ถวายพระผู้ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจพสกนิกรไทยทั้งชาติ และผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐต่อลูก คือ ชาวไทยทุกหมู่เหล่าให้พ้นทุกข์ยาก รูปลายหงส์ประคองฉัตร ซ้าย ขวา หมายถึง พระสิริโฉมสง่างามสูงค่าดังหงส์ ลวดลายไทย หมายถึงพระปรีชาด้านศิลปวัฒนธรรม พระราชทานกำเนิดศิลปาชีพ และทรงส่งเสริมเอกลักษณ์ชาติไทยให้แพร่หลายในไทยและต่างประเทศ เลขไทย ๙๐ ภายใต้มาลัยหัวใจ สื่อถึงเลขมงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๙๐ พรรษา เป็นความภาคภูมิใจของจิตรกรไทยคนหนึ่งได้ถวายงานอย่างสุดความสามารถ ตราสัญลักษณ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นได้นำไปใช้จัดงานเฉลิมพระเกียรติต่าง ๆ ทั้งยังร่วมอนุรักษ์จิตรกรรมไทยโบราณผสมผสานศิลปะสมัยใหม่สู่ตราสัญลักษณ์ที่มีความร่วมสมัย ไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ของชาติไทย" นายเกียรติศักดิ์ กล่าว ที่มา: https://datasipmu.finearts.go.th/academic/81
ข้อบังคับสมาคมยกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทยพุทธศักราช 2501 และกติกายกน้ำหนัก. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., 2501.
ที่มา: https://datasipmu.finearts.go.th/academic/67
องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
เรื่อง : พระวรุณ ณ ปราสาทพนมรุ้ง
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมากรมอุตุนิยมวิทยานได้ประกาศเตือน “พายุโซนร้อนตาลิม” กำลังขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ในประเทศไทยโดยเฉพาะ พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายจังหวัด โดยหากพูดถึง “ฝน” ในเชิงวิทยาศาสตร์ สามรถสรุปได้ว่าเกิดจากลมมรสุมลอยตัวขึ้นสูงในอากาศก่อตัวเป็นเมฆ และสะสมหยดน้ำไว้เรื่อย ๆ จนตกลงมาเป็นฝนในที่สุด แต่ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ การเกิดขึ้นของ “ฝน” ถือว่าเป็นปรากกฎการเหนือทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้คนในสมัยโบราณ เช่น อินเดียโบราณ และขอมโบราณ ต่างเชื่อกันว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของ “พระวรุณ” เทพแห่งสายฝน
พระวรุณ เป็นเทพบุตร ผิวกายสีขาวผ่อง มี ๔ กร หรือ ๖ กร พระหัตถ์ถืออาโภค (ร่มที่ถูกน้ำไม่เปียก) บ่วงบาศ (ใช้คล้องคนไม่ดี) บางทีก็ถือหม้อน้ำ คันศร หอยสังข์ หีบแก้วมณี หรือดอกบัว ทรงพัสตราภรณ์แบบกษัตริย์ มีพาหนะคือหงส์ พญานาค และจระเข้ มีวิมานแก้วอยู่บนยอดเขาปุษปะศีรีซึ่งอยู่ใต้ระดับทะเล ประทับบนบัลลังก์ใต้เศียรพญานาค เดิมทีพระวรุณเป็นเทพชั้นสูงในสมัยพระเวทของอินเดียโบราณ และได้รับยกย่องให้เป็นเทพแห่งน้ำและฝน แต่เนื่องด้วยการปรับเปลี่ยนของศาสนาพราหมณ์ฮินดูในช่วงเวลาต่อมา พระวรุณจึงถูกลดขั้นกลายเป็นเพียงเทพประจำทิศด้านทิศตะวันตก ตามคติเทพผู้รักษาทิศของเขาไกรลาส
จากหลักฐานพบที่ปราสาทพนมรุ้ง พบการสลักภาพ “พระวรุณทรงนาค” บนลูกบาศก์หินทราย และ “พระวรุณทรงหงส์” บนบันแถลงซึ่งเป็นส่วนประดับบนส่วนเรือนยอดของปราสาทประธานด้านทิศตะวันตก จำนวน ๔ ภาพลดหลั่นขึ้นไปตามลำดับชั้น โดยจัดอยู่ในศิลปะขอมแบบนครวัด พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นที่น่าสนใจว่าปราสาทหินในวัฒนธรรมขอมโบราณภาพสลักพระวรุณทรงนาคนั้นพบที่ปราสาทพนมรุ้งเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ทั้งนี้เปรียบเทียบศาสนสถานวัฒนธรรมขอมแห่งอื่น ๆ พบว่า ภาพพระวรุณจะนิยมสลักไว้บริเวณทับหลังโดยมีพาหนะเป็นหงส์ ได้แก่ ทับหลังที่ปราสาทตาเล็ง จังหวัดศรีสะเกษ , ทับหลังที่กู่พราหมณ์จำศีล จังหวัดนครราชสีมา และทับหลังบริเวณปราสาทบริเวณองค์ทิศใต้ ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งของทับหลังและบันแถลงล้วนอยู่เหนือกรอบประตูขึ้นไป จึงตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นการจำลองขณะพระวรุณกำลังขี่หงส์เพื่อทำหน้าที่รักษาทิศตะวันตกของเขาพระไกรลาสบนสวงสรรค์ ส่วนภาพสลักพระวรุณทรงนาคบนลูกบาศก์ที่ปราสาทพนมรุ้ง มีจุดประสงค์เพื่อตั้งไว้บนพื้นราบจึงเป็นไปได้ว่าอาจสื่อถึงพระวรุณขณะประทับอยู่บนบัลลังก์นาค ณ วิมานแก้วบนยอดเขาปุษปะศีรีซึ่งอยู่ใต้ระดับทะเล หรืออาจสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากพระวรุณและนาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำและฝนสำหรับเกษตรกรรม
คติความเชื่อเรื่องพระวรุณได้ถูกสืบทอดและอยู่คู่กับสังคมไทยมาจนถึงในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากรากฐานของสังคมไทยคือเกษตรกรรมซึ่งพึ่งพาน้ำและฝนเป็นหลัก ตามความเชื่อว่าพระวรุณนั้นทรงสามารถบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ หรือเป็นเทพที่ให้คุณทางด้านการเกษตร ดังนั้นในปัจจุบันจึงพบพระวรุณทรงนาคอยู่ในตราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งหมายถึงถึงความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง
เรียบเรียงโดย : นายพงศธร ดาวกระจาย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
เอกสารอ้างอิง :
ณัฐพล คำนงค์. “พระวรุณในสมัยรัตนโกสินทร์” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๗.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ปราสาทขอมในดินแดนไทย ความเป็นมาและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๕๑.
เสน่ ประกอบทองและคณะ. เทพประจำทิศ เทพพาหนะ. พิมพ์ครั้งที่๑. นครราชสีมา: โจเซฟ พลาสติกการ์ด(โคราช)แอนด์ ปริ้นท์, ๒๕๔๗.
ชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผา สมัยทวารวดี
ชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผา จัดแสดง ณ อาคารจัดแสดง ๒ ชั้น ๒ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
ชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผา มีขนาดกว้าง ๑๐ เซนติเมตร สูง ๘.๒ เซนติเมตร พบเฉพาะส่วนเศียร ส่วนองค์พระชำรุดหักหายไป ชิ้นส่วนที่ปรากฏเป็นภาพพระเศียรของพระพุทธเจ้า ด้านหลังมีกรอบประภามณฑลรอบล้อมพระเศียร โดยพระพักตร์แสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ได้แก่ อุษณีษะนูน พระเกศาขมวดเป็นเม็ดกลม พระพักตร์กลม พระนลาฏแคบ พระขนงทั้ง ๒ เชื่อมต่อกันเป็นเส้นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำและเปลือกพระเนตรโปลน พระนาสิกค่อนข้างใหญ่ ริมพระโอษฐ์หนา มุมพระโอษฐ์ทั้งสองข้างยกขึ้นแย้มพระสรวล ปลายพระกรรณทั้งสองยาว
รอบพระเศียรมีกรอบประภามณฑลรูปครึ่งวงกลม ภายในกรอบประภามณฑลมีการลงสีแดงอมส้ม ซึ่งพบพระพิมพ์ที่มีการลงสีลักษณะดังกล่าวที่เมืองฟ้าแดงสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ กรอบประภามณฑลมีลวดลายกนกสามเหลี่ยม น่าจะหมายถึงเปลวไฟ การทำกรอบประภามณฑลมีลวดลายเปลวไฟรอบพระเศียรของพระพุทธเจ้าในสมัยทวารวดี สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียสมัยปาละ ด้วยพระพักตร์ที่มีรูปแบบเฉพาะของศิลปะทวารวดี ประกอบกับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียที่ปรากฏ จึงกำหนดอายุในสมัยทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว
นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่เมืองคันธารวิสัย อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เมืองฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และบริเวณเมืองลพบุรี เป็นต้น พระพิมพ์ดังกล่าวหากมีสภาพสมบูรณ์ สันนิษฐานว่าเป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิราบแบบหลวมๆ มีกลีบบัวมารองรับ และรอบพระเศียรมีประภามณฑลเปลวไฟ เป็นลักษณะพิมพ์ที่พบมากในเมืองโบราณแถบลุ่มแม่น้ำชี การพบพระพิมพ์รูปแบบคล้ายกันกระจายในเมืองโบราณที่ร่วมสมัยวัฒนธรรมทวารวดี น่าจะเกิดจากการเดินทางติดต่อระหว่างชุมชนในช่วงเวลาดังกล่าว
เอกสารอ้างอิง
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. “พระพุทธรูปและพระพิมพ์ทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ไทย บัณฑิตวิทยาลัย ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.
วิริยา อุทธิเสน. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำชีตอนกลาง กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ บันฑิตวิทยาลัย ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
สุภาพสตรี (หม่อมปริม บุนนุค)
ผลงาน : สุภาพสตรี (หม่อมปริม บุนนุค)
ศิลปิน : พิมาน มูลประมุข
เทคนิค : ประติมากรรมสำริด
ขนาด : สูง 74 เซนติเมตร
ปีที่สร้างสรรค์ : พ.ศ.2470 - 2480
ประวัติ : พิมาน มูลประมุข สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนประณีตศิลปกรรม เป็นศิษย์รุ่นแรกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ต่อมาเข้ารับราชการในแผนกหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ได้รับมอบหมายให้ช่วยงานศาสตราจารย์สิลป์ ในการออกแบบอนุสาวรีย์ที่สำคัญหลายแห่ง พิมานมีความเชี่ยวชาญในการปั้นรูปเหมือนตัวอย่างงานประเภทนี้ได้แก่รูปเหมือนหม่อมปริม บุนนาค เป็นรูปหญิงสาวที่ดูสงบแฝงไว้ด้วยความสุภาพเรียบร้อย (สุธี 2545 : 53) จากผลงานอันเป้นที่ประจักษ์ พิมานจึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) เมื่อปี พ.ศ.2531 (ขนิษฐา และคณะ 2535 : 46)
อ้างอิง : หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (Guide to The National Gallery, Bangkok)
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery/