ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,726 รายการ
มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (มทฺรี-นครกัณฑ์)
ชบ.บ.106ข/1-11ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.346/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 26 หน้า ; 4.5 x 57.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 134 (370-377) ผูก 1ก (2565)หัวเรื่อง : นิพฺพานสุตฺต (นิพพานสูตร)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
โบราณสถานบนเขาดีสลัก (วัดเขาดีสลัก) ตั้งอยู่ในตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากเมืองโบราณอู่ทองไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๑ กิโลเมตร บนเขาดีสลักเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสำคัญ ดังนี้
๑. เจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนยอดเขา ปัจจุบันพังทลายเหลือแต่ส่วนฐานซึ่งได้รับการบูรณะแล้ว รูปแบบของเจดีย์องค์นี้ เป็นเจดีย์ทรงระฆังก่ออิฐสอปูน ตั้งอยู่บนลานหินในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ลานหินนี้ก่อด้วยหินปูนธรรมชาติเพื่อปรับพื้นที่ก่อนการสร้างเจดีย์ มีบันไดขนาดใหญ่ทางด้านทิศตะวันออก และบันไดขนาดเล็กทางด้านทิศตะวันตก การปรับพื้นที่ด้วยหินธรรมชาติพบอยู่ทั่วไปสำหรับการสร้างศาสนสถานบนภูเขา ในพื้นที่ใกล้เคียงพบการก่อหินปูนปรับพื้นที่ในลักษณะเดียวกันนี้ ได้แก่ เจดีย์บนเขาทำเทียมใกล้เมืองโบราณอู่ทอง และโบราณสถานบนยอดเขาวงศ์ วัดเขาวงศ์ ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
การกำหนดอายุเจดีย์องค์นี้จากรูปแบบของส่วนฐาน ซึ่งประกอบด้วย ฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย ในผังสี่เหลี่ยมรองรับฐานบัวคว่ำบัวหงายในผังกลม อันเป็นรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะอยุธยา ทำให้สันนิษฐานได้ว่าส่วนที่หักหายไปน่าจะประกอบด้วย มาลัยเถา องค์ระฆัง บัลลังก์ ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอด ตามลำดับ รูปแบบดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเจดีย์บนเขาทำเทียม จึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (ประมาณ ๔๐๐ – ๕๐๐ ปีมาแล้ว)
อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานทางโบราณคดีพบว่า เจดีย์องค์นี้ก่อด้วยอิฐสมัยอยุธยาแทรกด้วยอิฐสมัยทวารวดีเล็กน้อย จึงอาจเป็นไปได้ว่า เดิมเคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์สมัยทวารวดีที่ถูกซ่อมแซมในสมัยอยุธยาจนไม่เหลือรูปแบบดั้งเดิม หรืออาจเป็นเจดีย์สมัยอยุธยาที่นำอิฐสมัยทวารวดีจากพื้นที่ใกล้เคียงมาใช้ในการก่อสร้างก็เป็นได้
๒. รอยพระพุทธบาท ประดิษฐานอยู่ในมณฑปบริเวณไหล่เขา สลักจากหินทรายเป็นประติมากรรมแบบนูนต่ำ ไม่ใช่รอยพระพุทธบาทที่สลักเป็นหลุมลึกลงไปแบบรอยเท้ากดประทับ ดังนั้น รอยพระพุทธบาทนี้จึงไม่มีเรื่องราวหรือตำนานว่าด้วยการเสด็จมาประทับของพระพุทธเจ้า แต่เป็นรอยพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งจัดเป็นอุเทสิกเจดีย์รูปแบบหนึ่ง
สำหรับลวดลายที่ปรากฏบนรอยพระพุทธบาท ได้แก่ ลายมงคล ๑๐๘ ประการ ในกรอบวงกลมเต็มฝ่าพระบาท นักวิชาการส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าเป็นรอยพระพุทธบาทศิลปะทวารวดีตอนปลาย ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรโบราณ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗
ทั้งนี้ จากรูปแบบการสลักลายในกรอบวงกลมเต็มฝ่าพระบาท ชวนให้นึกถึงการจัดวางลายในกรอบตารางของรอยพระพุทธบาทในศิลปะสุโขทัย - อยุธยา ซึ่งเมื่อพิจารณาจากระบบการจัดวางลายมงคล รูปแบบของลายในกรอบวงกลม และลายกระหนกที่นิ้วพระบาท เป็นรูปแบบของรอยพระพุทธบาทในศิลปะอยุธยา ซึ่งอาจจะสร้างขึ้นพร้อมกับเจดีย์บนยอดเขาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ ก็เป็นได้
หลักฐานทางศิลปกรรมที่หลงเหลืออยู่บนเขาดีสลัก แสดงให้เห็นว่า ภูเขาแห่งนี้มีความสำคัญอย่างมากในสมัยอยุธยา เนื่องจากมีการสร้างเจดีย์บนยอดเขา รอยพระพุทธบาท และยังพบพระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยาอีกจำนวนหนึ่ง อนึ่ง การสร้างเจดีย์บนยอดเขา นอกจากจะทำหน้าที่เป็นหมุดหมาย (Land Mark) ของการเดินทางระหว่างบ้านเมืองหรือชุมชนแล้ว ยังเป็นหมุดหมายที่แสดงความเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากภูเขาแห่งนี้เป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทด้วย
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. "วัดเขาดีสลัก", ฐานข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของกรมศิลปากร เข้าถึงจาก http://gis.finearts.go.th/fineart/ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔
กรมศิลปากร. โบราณวิทยาเรื่องเมืองอู่ทอง. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร, ๒๕๒๙.
นันทนา ชุติวงศ์. รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเซียใต้และเอเชียอาคเนย์. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๓๓.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. เจดีย์ในประเทศไทย รูปแบบ พัฒนาการและพลังศรัทธา. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๐.
สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๑๕๔๒.
ชื่อผู้แต่ง มงกุฎเกล้า , สมเด็จพระ
ชื่อเรื่อง บทละคอนร้อง เรื่อง ศกุนตลา
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๒
จำนวนหน้า ๑๒๐ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์)
เรื่อง ศกุนตลา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็น บทละคอนรำสำนวนหนึ่งและบทละคอนร้องหรือบทละคอนดึกดำบรรพ์อีกสำนวนหนึ่งในฉบับบทละคอนรำนั้น
วันเสาร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในกิจกรรมจิตอาสากรมศิลปากร ภายใต้ชื่อ "กรมศิลป์อาสา ปลูกต้นกล้าทำความดี" ครั้งที่ ๒/๒๕๖๕ บำรุงรักษาตู้พระธรรม ตามหลักวิชาการอนุรักษ์ ในการนี้นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร นางรักชนก โคจรานนท์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และนางนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และประชาชนผู้สนใจร่วมกันทำความสะอาด บำรุงรักษา ตู้พระธรรม พระพุทธรูปและโบราณวัตถุ ด้วยอุปกรณ์และวิธีการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอนุรักษ์ฯ ณ พิพิธภัณฑ์วิหารหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ เล่มที่ 1 (30 ต.ค.-ธ.ค. 2504 ฉ.234-246)ผู้แต่ง -ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นISBN/ISSN -หมวดหมู่ -เลขหมู่ -สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ -ปีที่พิมพ์ 2504ลักษณะวัสดุ 108 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม.ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชกระแสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคที่ 1. พระนคร: กรมศิลปากร, 2499. ประกอบด้วยเรื่องสั้น ๆ รวม 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องบูชานับถือพระรัตนตรัย เรื่องพระราชดำรัสกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นนุชิตชิโนรสแรกเสวยราชสมบัติ เรื่องพระราชกระแสเรื่องความเชื่อในพระพุทธศาสนา และเรื่องพระสถูปเจดีย์ศิลาที่ทรงสถาปนาขึ้นไว้ ณ ถ้ำประทุน
พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “เมตฺเตยฺยโก” จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง
พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “เมตฺเตยฺยโก” พบร่วมกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่น ๆ รวม ๗ องค์ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพิมพ์พระสาวก กว้าง ๖ เซนติเมตร สูง ๙.๕ เซนติเมตร เศียรเรียบไม่มีอุษณีษะและเม็ดพระศกเหมือนพระพุทธรูป จึงสันนิษฐานว่าเป็นรูปพระสาวก มีพักตร์กลม ขนงต่อกันเป็นปีกกา เนตรเหลือบต่ำ นาสิกใหญ่ โอษฐ์แบะ ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดอังสาขวา หัตถ์ทั้งสองประสานกันในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเรียบ มีแผ่นหลังรูปสามเหลี่ยมปลายมน ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ มีจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จำนวน ๑ บันทัด กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว ความว่า “เมตฺเตยฺยโก”
นักวิชาการเสนอว่าจารึก “เมตฺเตยฺยโก” สามารถแปลความได้ ๒ ประการ ดังนี้
๑. หมายถึง พระศรีอาริยเมตไตรย พระอนาคตพุทธ ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป แต่มีข้อสังเกตว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ไม่นิยมสร้างพระศรีอาริยเมตไตรยในรูปลักษณ์ของพระสาวก แต่พระพิมพ์องค์นี้อาจเป็นความนิยมเฉพาะท้องถิ่นก็เป็นได้ หากพระพิมพ์องค์นี้หมายถึงพระศรีอาริยเมตไตรย ก็นับเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับพระศรีอาริยเมตไตรยที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบในดินแดนไทย ทั้งนี้ในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดี พบหลักฐานจารึกเกี่ยวกับพระศรีอริยเมตไตรยน้อยมาก นอกจากพระพิมพ์องค์นี้แล้วยังพบบนจารึกใบเสมาวัดโนนศิลา ๑ ที่จังหวัดขอนแก่นด้วย โดยเนื้อหาจารึกเกี่ยวกับการทำบุญ และอธิษฐานขอให้ได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย จารึกด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษามอญโบราณ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว
๒. หมายถึง พระติสสเมตเตยยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม “พระอสีติมหาสาวก” หมายถึงพระสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ รูป ของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ภาษาบาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ซึ่งสอดคล้องกันกับจารึกด้านหลังพระพิมพ์องค์อื่นที่พบร่วมกัน ได้แก่ “สาริปุตฺโต” คือ พระสารีบุตร “มหากะ” อาจหมายถึง มหากสฺสโป คือ พระมหากัสสปะ หรือ มหากจฺจายโน คือ พระมหากัจจายนะ “โกลิวิโส” หมายถึง โสโณ โกฬิวิโส คือ พระโสณโกฬิวิสะ “กงฺขาเร...” หมายถึง กงฺขาเรวโต คือ พระกังขาเรวตะ “...รันโต” หมายถึง ปุณโณ สุนาปรนฺโต คือ พระปุณณะสุนาปรันตะ แต่มีข้อสังเกตว่านามที่ปรากฏในคัมภีร์คือ “ติสฺสเมตฺเตยฺโย” ซึ่งมีความแตกต่างจากจารึก เมตฺเตยฺยโก อยู่เล็กน้อย
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. “จารึกในประเทศไทย เล่ม ๒ อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ อักษรมอญโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๒๑”. กรุงเทพ ฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๙.
จิรัสสา คชาชีวะ. “คำ “เมตเตยยะ” ที่เก่าที่สุดที่ได้พบจากหลักฐานประเภทจารึกในประเทศไทย”. ดำรงวิชาการ ๒, ๓ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๖) : ๒๙ - ๓๘.
ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี.” ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี, ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 39/5ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 59 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 134/5เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)