ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,735 รายการ
ชื่อผู้แต่ง พุทธทาสภิกขุ
ชื่อเรื่อง เอกสารชุดมองด้านใน อันดับที่ ๕ เกิดมาทำไม
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดการพิมพ์พระนคร
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๐
จำนวนหน้า ๕๙ หน้า
หนังสือ เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๕ เกิดมาทำไม เล่มนี้มีทั้งหมด ๓ ตอน คือ ตอนที่ ๓ ที่แท้คนเรามิได้เกิดมา ตอนที่ ๔ เดินทางอย่าหอบหิ้วอะไรไปและตอนที่ ๕ ใช้หนี้บาปไปพลาง ถอนลูกศรไปพลาง ถ่ายทอดเนื้อหาในรูปแบบพระธรรมเทศนา เป็นหนังสือที่จะตอบปัญหาที่ ว่า คนเราเกิดมาทำไม แต่ละตอนจะประกอบด้วย พุทธสุภาษิต หลักธรรม ข้อคิด คติสอนใจเพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของคนเรา นับว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าเล่มหนึ่ง
มหามกุฏราชสันตติวงศ์ ๓๐ กันยายน ๒๔๐๙ วันประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์
พระองค์เจ้าหญิงพวงสร้อยสอางค์ เป็นพระราชธิดาลำดับที่ ๗๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเที่ยง เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๔๐๙ มีพระเชษฐาและพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดา ได้แก่
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเสวตรวรลาภ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากนกวรรณเลขา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพงษาดิศรมหิป
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแขไขดวง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญฤทธิเดช
ในเวลาประสูติพระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์นั้น พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ให้เอาช้างไปขายที่เมืองพม่า พระเจ้ามินดงจึงประทานสังวาลเครื่องยศอย่างพม่ามาให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ พวกชาวเชียงใหม่ที่ไม่ชอบใจก็กล่าวหาว่า พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์เอาใจออกหากไปเข้ากับพม่า พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์จึงเอาสังวาลลงมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพพระมหานคร แล้วทูลเรื่องราวตามจริง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงระแวงพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ แต่ไม่ทรงรับสังวาลไว้ เพราะทรงรังเกียจว่า จะเป็นการรับเครื่องยศจากพม่า ฝ่ายพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ก็ไม่ยอมเอาสังวาลกลับไป เพราะเกรงจะเป็นมลทินว่า ยังคบหาพม่าอยู่ จึงถวายสังวาลนั้นให้แก่พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ โดยให้ช่างปรับปรุงเป็นเครื่องแต่งพระองค์ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามว่า "พวงสร้อยสอางค์"
พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ พระชันษา ๘๔ ปี
ภาพ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ (๒๐๐ ปีมาแล้ว)
เดิมอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ระเบียงหมู่พระวิมานด้านทิศตะวันตก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ทัณฑิมา เป็นสัตว์หิมพานต์จำพวกนก ยืนถือกระบอง หัวมีหงอน มีจงอยปากใหญ่และงองุ้ม มีเขี้ยว ๑ คู่ หูแบบหูวัว ตาแบบตาจระเข้ คือเรียวยาว มีแขนเหมือนคน แต่มีแผงขนใต้ท้องแขน มือมี ๕ นิ้ว เล็บแบบนก กลางหลังมีปีก มีหางแบบหางไก่ ขาทั้ง ๒ เรียวเป็นขานก และมีแผงขนที่น่อง ทั้งนี้ “ทัณฑิมา” แปลตามรูปศัพท์ได้ว่า “ผู้ถือกระบอง”
รูปนกทัณฑิมานี้หล่อจากดีบุก ตามประวัติระบุว่าเดิมอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมาในรัชกาลที่ ๗ เมื่อมีการบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คราวเตรียมการฉลองพระนครอายุครบ ๑๕๐ ปี ในพ.ศ ๒๔๗๔ จึงย้ายมาเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้งนี้เข้าใจว่าเดิมจะอยู่ที่พระเศวตกุฎาคารวิหารยอด เนื่องจากปัจจุบันมีประติมากรรมนกทัณฑิมา หล่อโลหะที่เป็นงานช่างรุ่นหลังติดตั้งไว้แทน
จากอาฏานาฏิยสูตร ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค กล่าวว่า สระนฬินี สระบัวหลวง ที่วิสาณราชธานี เมืองของท้าวเวสวัณ (ท้าวกุเวร) ในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา มีฝูงนกทัณฑมาณวะ ซึ่งในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินีอรรถกถาอาฏานาฏิยสูตร อธิบายว่า “หมู่นกทัณฑมาณวกคือนกมีหน้าเหมือนคน ได้ยินว่า นกเหล่านั้น เอาเท้าสองจับไม้ทองคำแล้วเหยียบใบบัวใบหนึ่ง วางไม้ทองคำลงในบัวอันไม่มีระหว่าง เที่ยวไป”
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงอธิบายเรื่องนกทัณฑิมากับอาฏานาฏิยสูตร ไว้ความว่า “นกทัณฑิมา ในตำราสัตวหิมพาน เขาเขียนตัวเปนครุฑถือกระบอง หัวเปนนกอินทรี แต่ที่ค้นมาได้ตามที่มีในบาลี นกทัณฑมานวก ในสวนท้าวเวสวัณนั้นตัวเล็กเต็มที ว่ามีปากยาวดุจถือไม้ท้าวเที่ยวจดจ้องอยู่บนใบบัว ไปทางพวกนกปากซ่อม...” ดังนั้นในงานจิตรกรรมไทยประเพณีจึงมักจะพบว่านกทัณฑิมาวาดอยู่ในสระน้ำที่มีกอบัว
***หมายเหตุ ในพ.ศ ๒๔๗๔ เมื่อนำนกทัณฑิมาเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้จัดแสดงที่ชาลาด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ต่อมานกเหล่านี้ถูกนำ้ฝนและแสงแดดจึงมีสภาพชำรุด กรมศิลปากรได้จำลองนกชุดใหม่มาตั้งแสดงแทน และนำนกทัณฑิมาชุดเดิมไปเก็บรักษาที่ระเบียงด้านหลังหมู่พระวิมานด้านทิศตะวันตก ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๒ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
ชื่อเรื่อง พระอภัยมณี เล่ม 2 ฉบับหอสมุดแห่งชาติผู้แต่ง สุนทรโวหาร (ภู่)ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ วรรณคดีเลขหมู่ 895.9112 ส498พสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ คลังวิทยาปีที่พิมพ์ 2506ลักษณะวัสดุ 620 หน้า หัวเรื่อง พระอภัยมณี ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกพระอภัยมณี เป็นวรรณคดีเอกของไทยที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีมีความเป็นเลิศทางด้านกลอนนิทาน เป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดของสุนทรภู่ และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เล่มที่ 2 นี้กล่าวต่อจากเล่มที่ 1 ตั้งแต่ตอนที่ 36 ถึง 64 และนิทานเรื่องพระอภัยมณีต่อจากคำกลอน
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่องค์ความรู้ประจำเดือนมิถุนายน เรื่อง "หรูอี้" สัญลักษณ์แห่งสิริมงคลวัดนางพญา เป็นตัวอย่างของงานศิลปกรรมแบบอยุธยาที่ปรากฏอยู่ในเมืองศรีสัชนาลัย สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ หลังจากที่สุโขทัยได้ถูกผนวกรวมอยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ลวดลายปูนปั้นที่ประดับอยู่บนผนังวิหารของวัดนางพญา เป็นที่นิยมในศิลปะอยุธยา และล้านนา โดยได้รับอิทธิพลมาจากลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผาจีน ลวดลายที่ปรากฏจะพบได้จากงานศิลปกรรมที่สร้างขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๐ เช่น ภาพลายเส้นบนแผ่นศิลาเล่าเรื่องชาดก ภายในอุโมงค์วัดศรีชุม สุโขทัย รวมทั้ง ลวดลายบนเครื่องทองในกรุวัดราชบูรณะ อยุธยา โดยการทำลวดลายดังกล่าว ส่งอิทธิพลไปยังล้านนาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทั้งนี้ พบว่างานศิลปกรรมล้านนาเริ่มปรากฏลวดลายที่เป็นลายพรรณพฤกษาลักษณะแบบเดียวกันตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราช เป็นต้นมา
ชื่อเรื่อง ภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นชาวลาวโซ่งบ้านดอนมะเกลือ ตำบลดอนมะเกลือ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีผู้แต่ง มานิตา เขื่อนขันธ์ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN -หมวดหมู่ สังคมศาสตร์ เลขหมู่ 305.895910593 ม453ภสถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติปีที่พิมพ์ 2541ลักษณะวัสดุ 126 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม. หัวเรื่อง ชนกลุ่มน้อย ลาวโซ่ง -- ความเป็นอยู่และประเพณี ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก การศึกษาภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้านท้องถิ่นชาวลาวโซ่ง มีความประสงค์ที่รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี เครื่องมือ เครื่องใช้ของชุมชนชาวลาวโซ่งไว้เพื่อศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ต่อไป
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 27/3ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 40 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.4 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 35/7ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 36 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 53.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 130/7เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 166/6 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
ปีเหม้า (กระต่าย) ในงานศิลปกรรมน่าน ปีนักษัตรในปี ๒๕๖๖ คือ เถาะ หรือกระต่าย ในจีนเรียก “เหม่า” ล้านนา-ล้านช้าง เรียก “เหม้า หรือเม้า” เขมร เรียก เถาะส์ . การนำสัตว์มาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนนักษัตร ชาวล้านนาเรียก “ตัวเปิ้ง” หรือสัตว์ปีเปิ้ง เชื่อกันว่ามีความเกี่ยวข้องกับคนที่เกิดในแต่ละปี โดยจะสถิตอยู่ที่พระธาตุเจดีย์ ๑๒ แห่ง ในรอบ ๑๒ ปี . “ชุธาตุ” ล้านนาออกเสียงว่า “จุ๊ธาตุ” หรือ “พระธาตุปีเกิด” เป็นคำเรียกที่แสดงถึงความเชื่อเรื่องการบูชาพระธาตุในวัฒนธรรมล้านนา ภายใต้แนวคิดแบบลังกาคติที่มีความแตกต่างไปจากสังคมวัฒนธรรมใกล้เคียง โดยชุธาตุเป็นแนวคิดที่สะท้อนถึงการให้ความหมายและความสำคัญต่อองค์พระธาตุสำคัญอย่างเป็นระบบด้วยจำนวน ๑๒ องค์ ควบคู่กับการนับปีนักษัตรแบบล้านนา โดยมีความเชื่อของการเกิดในวัฒนธรรมล้านนาว่าบุคคลที่จะมาเกิดเป็นชีวิต ช่วงก่อนการปฏิสนธิจะก่อรูปเป็นภาวะจิตที่นิ่งสถิตอยู่ ณ องค์พระธาตุองค์สำคัญที่ประจำในแต่ละรอบปี แล้วนำดวงจิตนั้นมาอยู่ที่ต้นไม้หนึ่งที่มีสัตว์อยู่เฝ้ารักษาตามแต่ละปีเกิด เมื่อครบวาระแล้ว ดวงจิตนั้นก็จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของดาวกรายเข้าสู่ช่วงแห่งการปฏิสนธิ ก่อเกิดเป็นมนุษย์ต่อไป เมื่อสิ้นชีวิตลงตัวเปิ้งตัวเดิมก็จะมารับดวงจิตกลับมาพักที่พระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดของตนก่อนที่จะไปสู่ภพภูมิที่บุญกรรมแต่ละคนได้ทำไว้ การกำหนดระบบพระธาตุปีเกิดของสังคมล้านนาทำให้คนในแต่ละเมืองได้มีความสัมพันธ์ไปมาหาสู่กัน ต้องการให้เป็นแหล่งจาริกแสวงบุญโดยตรง . ปีเม้า (ปีเถาะ) นักษัตร กระต่าย บูชาพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน กำหนดงานบุญสรงน้ำพระธาตุในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เหนือ (หกเป็ง) ในตำนานพระธาตุแช่แห้ง กล่าวถึง พระพุทธเจ้าประทานเกศาธาตุให้พระยามลราช จากนั้นได้บรรจุไว้ในภูเพียงแช่แห้ง และเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพานได้บรรจุพระธาตุข้อมือซ้ายตามพุทธทำนาย ส่วนในพงศาวดารเมืองน่านกล่าวถึง พระยาการเมือง (ครานเมือง) ได้ไปช่วยสุโขทัยสร้างวัดหลวงอภัยและได้รับ “พระธาตุ ๗ องค์ พระพิมพ์ทอง ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์” โดยวรรณะพระธาตุ ๒ องค์เท่าพันธุ์ผักกาด (บางเล่มเป็น หอมป้อม) วรรณะดังแก้ว ๓ องค์ วรรณะดังมุก ๒ องค์ มีวรรณะดังทองคำเท่าเม็ดงาดำ จากนั้นก็บรรจุไว้ ณ ดอยภูเพียงแช่แห้ง. ในแต่ละปีพุทธศาสนิกชนจะหาโอกาสไปนมัสการพระธาตุต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้ไปทักษิณาพระธาตุประจำปีนักษัตรของตน. ปีนักษัตร หรือระบบสัตว์ประจำปีเกิด หรือสัตว์ปีเปิ้งในล้านนา ได้ปรากฎในงานศิลปกรรมอาคารทางศาสนาของเมืองน่าน หรือเป็นองค์ประกอบการประดับตกแต่งงานศิลปกรรมอื่นๆ เช่น ธรรมาสน์ ฐานพระพุทธรูป เป็นต้น โดยมีการประดับเรียงลำดับปีนักษัตรทั้ง ๑๒ นักษัตร โดยไม่ระบุเฉพาะเจาะจง และการใช้นักษัตร หรือสัตว์ประจำปีเกิดเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคลในการสร้างบุญกิริยาถวายแด่พระพุทธศาสนา กล่าวคือ ใช้รูปกระต่ายเนื่องจากผู้สร้าง ผู้อุปถัมภ์ เจ้าศรัทธา สล่า หรือผู้นำในการก่อสร้างอาคารหรือเสนาสนะถาวรวัตถุแด่พระพุทธศาสนาเกิดในปีเหม้าหรือปีกระต่าย หรือศาสนสถานนั้นอาจจะสร้างหรือฉลองในปีนักษัตรนั้นๆ ก็ได้ โดยหมายให้นักษัตรเดินทางพาเข้าสู่ภาวะโพธิญาณ หรือพระนิพพาน และยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องนักษัตรที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา. นอกจากนี้รูปกระต่ายยังพบในงานศิลปกรรมอื่นๆ โดยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนพระจันทร์ที่ควบคู่ไปกับนกยูงที่เป็นสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์ ในเรื่อง “เฉลิมไตรภพ” กล่าวว่า “...ที่สี่กระต่ายมุ่งฉาย เทียมจันทร์เดือนหงาย ให้นามปีเถาะเจาะจง...” คนจีนใช้แผนภูมิฟ้าดินมานับเวลาใช้ตี้จือ หรือราศีล่าง มาแทน ๑๒ ช่วง โดยเวลาตี ๕ ถึง ๗ โมง พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ดวงจันทร์อยู่บนฟ้า มีกระต่ายที่อยู่ในดวงจันทร์เล้านิทานจีนเรียกว่า เม่า. “...สังฆราชปาลเลกัวซ์เล่าว่าคนไทยเห็นจุดในดวงจันทร์เป็นกระต่ายนั้น ก็เหมือนกับจีนโบราณเขากล่าวว่าในดวงจันทร์มีกระต่ายผู้ และในโลกมีแต่กระต่ายตัวเมีย พวกกระต่ายตัวเมียชอบแหงนมองกระต่ายในดวงจันทร์จึงมีท้อง แล้วก็ตกลูกออกมาทางปาก ส่วนคนไทใหญ่เขาว่า ดวงจันทร์นั้นคือกระต่ายที่คลุมด้วยเงิน จึงมีแสงนวลเย็นตา กระต่ายนี้อยู่ในเรือนแก้ว ซึ่งมีหน้าต่าง ๑๕ บาน มันจะเปิดหน้าต่างแรกในคืนที่เราเรียกกันว่าขึ้นค่ำ แ และเปิดบานที่สองในคืนขึ้นสองค่ำ และบานที่สามขึ้นสามค่ำ อย่างนี้เรื่อย ๆ ไปจนหมดทั้ง ๑๕ บาน เป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง หลังจากนั้นกระต่ายก็จะปิดหน้าต่างคืนละบาน ทำให้มืดลง ๆ ซึ่งเราเรียกกันว่าข้างแรม...” . ในอรรถกถาเรื่อง “สสปัณฑิตชาดก” ได้กล่าวถึงสาเหตุที่มีรูปกระต่ายอยู่ในดวงจันทร์ โดยมีเรื่องย่อว่า พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกระต่าย ได้ตั้งใจให้ทาน รักษาศีล และกระทำอุโบสถกรรม พระอินทร์ได้แปลงเป็นพราหมณ์มาทดสอบโดยมาขออาหาร ซึ่งกระต่ายโพธิ์สัตว์ให้ทานด้วยการกระโดดเข้ากองไฟเพื่อย่างตนตนให้เป็นอาหารแก่พราหมณ์ แต่ไฟมิอาจทำอันตรายใดแก่ร่างกายพระโพธิสัตว์ได้ พราหมณ์จึงบอกความจริงและกล่าวสรรเสริญพระโพธิ์สัตว์ พร้อมทั้งเขียนรูปกระต่ายไว้ในดวงจันทร์เพื่อเป็นที่ระลึกแก่คุณงามความดีที่พระองค์เป็นผู้สละชีวิตตัวเองเป็นอาหารเพื่อช่วยชีวิตแก่สรรพสัตว์ เวลาที่มนุษย์แหงนหน้ามองพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญเห็นรูปกระต่ายอยู่บนดวงจันทรืแล้วให้ระลึกถุงคุณความดีของพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นกระต่าย. ในตำนานจีน และเกาหลีมีเรื่องเล่าว่าในพระจันทร์มีคนและสัตว์ทำงานอยู่ในดวงจันทร์ และทำยาทิพย์เพื่อให้มีชีวิตนิรันดร์ โดยกระต่ายหยกมีหน้าที่ตำยาทิพย์ ในญี่ปุ่นที่เชื่อว่ามีกระต่ายขาวถือสากยักษ์ตำข้าวอยู่บนดวงจันทร์ ในญี่ปุ่นมีตำนานเรื่อง กระต่ายที่ไปยังดวงจันทร์ โดยกระต่ายอยากไปเกิดเป็นมนุษย์แต่ไม่มีของกินไปให้มนุษย์จึงกระโดเข้ากองไฟจากนั้นพระเจ้าได้ลงมาจากฟ้าอุ้มกระต่ายไปถวายเทพจันทราเพราะได้ทำสิ่งที่ประเสริฐยอมถวายชีวิตตัวเองเป้นอาหารแด่มนุษย์ จากนั้นกระต่ายก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ดวงจันทร์อย่างมีความสุข. ปกรณัมของฮินดูที่ระบุว่า ‘พระจันทร์’ เป็นเทพผู้ถือกระต่ายไว้ในพระหัตถ์ โดยกระต่ายในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ศศะ” จึงเป็นที่มาของคำเรียกดวงจันทร์ว่า “ศศินฺ” แปลว่า ซึ่งมีกระต่าย.เอกสารอ้างอิงธิดา โมสิกรัตน์. การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบความเชื่อเกี่ยวกับนักษัตรไทยและจีน. วิทยานิพนธ์ศิลปศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สองบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. ๒๕๕๗.เธียรชาย อักษรดิษฐ์. ชุธาตุ : บทบาทและความหมายในอนุภาคอุษาคเนย์ กรณีศึกษาความเชื่อเรื่องพระธาตุปีเกิดในล้านนา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภูมิภาคศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๔๕.เหมันต สุนทร. สิบสองนักษัตรความเชื่อที่แสดงออกในงานศิลปกรรมล้านนา : กรณีศึกษาวัดในเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๒.อรรถกถาสสบัณฑิตชาดก ว่าด้วย ผู้สละชีวิตเป็นทาน https://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270562
หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ ชมรมนักโบราณคดี (สมัครเล่น) เมืองสุพรรณ ขอเชิญร่วมกิจกรรมโครงการบรรยายและเสวนาทางวิชาการ เนื่องในวาระครบ 130 ปี ห้ามเจ้านายมิให้ไปเมืองสุพรรณบุรี เรื่อง เทศาภิบาล : ศาสตร์การปกครองของไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ในวันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 15.30 น. ณ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
กิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายและเสวนา ดังนี้
# ภาคเช้า การบรรยายเรื่อง เทศาภิบาล : ศาสตร์การปกครองของไทยสมัยรัชกาลที่ 5 โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ
# ภาคบ่าย การเสวนา เรื่อง เมืองสุพรรณบุรี ภายใต้การปกครองระบอบเทศาภิบาล พ.ศ. 2435– 2476 โดย ดร. อาสา คำภา นักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อาจารย์วรพร พรหมใจรักษ์ นักวิชาการประวัติศาสตร์ อาจารย์วิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรี ศรีสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดำเนินรายการและร่วมเสวนา โดย นายปัณชลิต โชติกเสถียร สมาชิกชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น) เมืองสุพรรณ
ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าด้วยการสแกน QR Code หรือทางลิ้งค์นี้ https://forms.gle/m3KVKaprpKjvwFqs8
-------------------------------------------------------
**ปิดรับลงทะเบียนวันที่ 15 มีนาคม 2566 หรือหากมีผู้ลงทะเบียนเต็มจำนวนแล้ว**
ของเด่นของดีพระนครคีรีเมืองพริบพรี ตอนที่ ๖
โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรีที่จะนำเสนอในครั้งนี้ ก็คือ พิมพ์ดีด เป็นเครื่องพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษจากยุโรปตั้งอยู่บนแท่นไม้ ตัวพิมพ์ดีดทำจากโลหะ ขนาดยาว ๔๓ ซม. กว้าง ๓๓ ซม. มีการเขียนรายละเอียดบริเวณหน้าตัวพิมพ์ดีดว่า the anglo-siam corporation limited sole agents for siam
เป็นของที่เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรีมาแต่เดิม ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ห้องบรรทม พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง พระมหาพิไชยทิพมนต์
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ -
สำนักพิมพ์ -
ปีที่พิมพ์ -
จำนวนหน้า ๑๕๘ หน้า
หมายเหตุ สข.๐๓๓ หนังสือสมุดไทยขาว อักษรขอมและอักษรไทย ภาษาบาลีและภาษาไทย เส้นหมึก
(เนื้อหา) บทสวดกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์บารมีแห่งคุณพระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ใช้สวดเพื่อปัดเป่าอุปัทวะอันตรายและเสนียดจัญไรต่าง ๆ