ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,743 รายการ
เนื่องในโอกาสครบรอบ 195 ปี เหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา คุณหญิงโม เป็นท้าวสุรนารี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พุทธศักราช 2370
เรารู้จัก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ในฐานะอนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งเเรกของประเทศไทย เเละเป็นศูนย์รวมใจของชาวจังหวัดนครราชสีมา โดยทั้ง 32 อำเภอ จะมีการจำลองอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ไปสร้างไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอของทุกอำเภอด้วย เพราะเราชาวโคราชทุกคนล้วนมีสำนึกร่วมกันว่าเราคือ "ลูกหลานย่าโม"
โดย เดือนมีนาคม สำหรับชาวนครราชสีมา เป็นเดือนแห่งการระลึก วีรกรรมท่านท้าวสุรนารี หรือเป็นที่รู้จักกันว่า "วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์" ซึ่งเป็นเหตุการณ์ ขณะท้าวสุรนารีเเละหญิงชาวเมืองนครราชสีมาถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เเต่ภายหลังเมื่อพักแรมที่บ้านสัมฤทธิ์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย) สามารถเข้าสู้เเละรอดพ้นภัยจากข้าศึกศัตรูได้สำเร็จ จนภายหลัง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได่สถาปนาคุณหญิงโมขึ้นเป็นท้าวสุรนารี ในปี 2370
อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สร้างขึ้นในปี 2476 โดยมี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เเละพระเทวาภินิมมิต ซึ่งพื้นเพเป็นชาวนครราชสีมา ร่วมกันออกแบบ อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองสูง 250 เซนติเมตร หน้าประตูชุมพล (ประตูเมืองนครราชสีมาด้านทิศตะวันตก) เเละทำพิธีเปิดในช่วงต้นปี 2477 เเละได้มีการซ่อมแซมส่วนฐานอนุสาวรีย์เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน ในปี 2510 โดยมีสภาพดังปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน
กรมศิลปากร ได้กำหนดให้ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เเละประตูชุมพล พร้อมด้วยแนวกำแพงเมืองนครราชสีมาใบเสมาข้างละ 10 ใบ ที่ยืดออกจากประตูชุมพล เป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ในปี 2480 ในเขตพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา ยังมีโบราณสถานที่กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานอีก 3 แห่ง ได้แก่ วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร สถานพระนารายณ์ เเละศาลหลักเมือง ครับ
"...เป็นแสงสว่างอยู่กลางเมือง
รุ่งเรืองสตรีวีรชน
ใครไหว้ใครบน
ได้ดังอธิษฐาน..."
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน)อย.บ. 27/7ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 46 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.4 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๒ ธันวาคม ๒๔๒๖ วันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอ๊อศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าอ๊อศคาร์นุทิศ เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ที่ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์สว่าง ประสูติเมื่อเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๔๒๖ ได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามพระนามของสมเด็จพระเจ้าออสการ์ที่ ๒ แห่งสวีเดน เพื่อเป็นที่ระลึกในเหตุการณ์ที่เจ้าชายออสการ์ เบอร์นาดอตต์ เคานต์แห่งวิสบอร์ก พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าออสการ์ที่ ๒ เสด็จฯ เยือนประเทศไทยในปีพุทธศักราช ๒๔๒๗
ในรัชกาลที่ ๕ ทรงสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอ๊อศคาร์นุทิศ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๒๖ แล้วเลื่อนเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอฯ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๔๓ ทรงรับราชการในกรมทหารบกราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาเป็นราชองครักษ์ ถึงรัชกาลที่ ๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายพันตรี และเป็นราชองครักษ์ประจำ แล้วเป็นราชองครักษ์พิเศษ ครั้นพุทธศักราช ๒๔๖๓ ทรงสถาปนาเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ถึงรัชกาลที่ ๘ ได้เป็นประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๘ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๗๘ สิริพระชันษา ๕๒ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๗๘
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ นับเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช รัชกาลที่ ๔ ที่สืบสายจากพระบิดา
ภาพ : (จากซ้ายไปขวา) พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอ๊อศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ และหม่อมเจ้าคัสตาวัส จักรพันธุ์
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 36/5ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 40 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
องค์ความรู้ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เรื่อง เถาะนักษัตร
วันขึ้นปีใหม่ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมนับวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้ายเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามระบบการนับวันเวลาแบบจันทรคติ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงเปลี่ยนให้วันขึ้นปีใหม่ของไทยเป็นวันที่ ๑ เมษายน เนื่องจากระบบการนับจันทรคติไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ในขณะนั้นมีการติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น ดังความตอนหนึ่งในลายพระหัตถ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า
“...พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์ว่าประดิทินที่ใช้กันในโลก ประเทศทั้งปวงรับใช้ประดิทินสุริยคติอย่างฝรั่งมากขึ้นทุกที่ ประดิทินทางจันทรคติมีที่ใช้น้อยลง ต่อไปวันน่าโลกคงจะใช้ประดิทินสุริยคติด้วยกันหมด ควรจะเปลี่ยนประดิทินไทยไปใช้สุริยคติเสียทีเดียว...” [สะกดตามข้อความต้นฉบับ]
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๓ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่ ๑ มกราคม โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมา* และยังคงนับเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
คติการนับปีตามนักษัตรของไทยนั้นสันนิษฐานว่ารับอิทธิพลจากจีนที่ไทยรับผ่านวัฒนธรรมเขมร โดยปรากฏหลักฐานอย่างน้อยสมัยสุโขทัย ข้อความตอนหนึ่งในศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง อักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๑๐ กล่าวว่า “...[มหาศักราช] ๑๒๑๔ [ตรงกับ พ.ศ. ๑๘๓๕] ศกปีมะโรงพ่อขุนรามคำแหง...” รวมถึงบ้านเมืองที่ร่วมสมัยกันโดยเฉพาะดินแดนล้านนา พบการกล่าวถึงชื่อนักษัตรด้วยเช่นกัน อาทิ จารึกวัดพระยืน (ลพ. ๓๘) อักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย จุลศักราช ๗๓๒ [ตรงกับ พ.ศ. ๑๙๑๓] ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๒๐ กล่าวว่า “...เมื่อท่านเป็นเจ้ามานั้นในปีระกา เดือนเจียง...” และจารึกกษัตริย์ราชวงศ์มังราย (พะเยา) (ลพ.๙) อักษรฝักขาม ภาษาไทย พ.ศ. ๑๙๕๔ ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๘ ปรากฏคำว่า “ปีมะแม”
อีกทั้งในวัฒนธรรมล้านนามีคำในภาษาตระกูลไทเกี่ยวกับ ๑๒ นักษัตร เช่น ไจ้ (ชวด) เป้า (ฉลู) ยี่ (ขาล)... ฯลฯ และพบชื่อนักษัตรเหล่านี้ได้ตามจารึกในล้านนาหลายหลัก บางครั้งพบการนับปีนักษัตรทั้งแบบอิทธิพลเขมรและวันแบบไท เช่น จารึกหลักที่ ๓๘ จารึกกฎหมายลักษณะโจร อักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑ กล่าวว่า “...ศกฉลูนักษัตรไพสาขปุรณมีพฤหัสบดี...”
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนปีนักษัตรในทางโหรศาสตร์นั้นจะเปลี่ยนในดิถีขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เป็นวาระเปลี่ยนปีนักษัตรตามปฏิทินโหราศาสตร์ที่นับวันแบบจันทรคติ ซึ่งเป็นวิธีคิดของศาสนาพราหมณ์จากอินเดียระบุให้วันขึ้นปีใหม่เป็นเดือน ๕ จึงทำให้โหรเริ่มนับปีนักษัตรใหม่ที่เดือน ๕ ด้วยเช่นกัน ขณะที่การบันทึกปีนักษัตรลงในใบสูติบัตร และเอกสารทะเบียนราษฎร์นั้น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จะบันทึกตามปฏิทินหลวงที่นับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ และวันสุดท้ายของปีนักษัตรคือวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒
สำหรับ พ.ศ. ๒๕๖๖** นี้ ตรงกับปีนักษัตร เถาะหรือกระต่าย เป็นสัตว์สัญลักษณ์ลำดับที่สี่ในบรรดาสัตว์ทั้ง ๑๒ ของรอบปีนักษัตร กระต่ายเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของพระจันทร์ ดังปรากฏในวรรณกรรมทางพุทธศาสนาเรื่องไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) กล่าวว่าบนพระจันทร์มีรูปกระต่าย หรือ อรรถกถา “สสปัณฑิตชาดก” มีเรื่องย่อว่า พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกระต่าย มีความตั้งใจรักษาศีลและให้ทาน ท้าวสักกะ (พระอินทร์) ได้แปลงเป็นนายพรานมาทดสอบจิตใจด้วยการขออาหาร ซึ่งพระโพธิ์สัตว์แสดงการให้ทานด้วยการกระโดดเข้ากองไฟเพื่อให้ตนเป็นอาหารแก่นายพราน แต่ไฟมิอาจทำอันตรายใดได้ นายพรานจึงบอกความจริงและสรรเสริญพระโพธิ์สัตว์พร้อมทั้งเขียนรูปกระต่ายไว้บนดวงจันทร์เพื่อเป็นที่ระลึกแก่คุณความดีที่พระองค์พร้อมสละตนเป็นทานแก่สรรพสัตว์
ครั้นสมัยรัชกาลที่ ๓ บันทึกของบาทหลวงปาลเลกัวซ์ (Pallegoix) ระบุว่าคนไทยถือว่ากระต่ายเป็นสัตว์เจ้าปัญญาและเจ้าเล่ห์ นิทานหลายเรื่องล้วนกล่าวถึงกระต่ายมีลักษณะปราดเปรียวและฉลาดเหนือสัตว์อื่น รวมทั้งจุดในดวงจันทร์ก็มองว่าเป็นรูปกระต่ายด้วย ดังนั้นกระต่ายในทรรศนะของคนโบราณจึงมองว่าสัมพันธ์กับดวงจันทร์ (แม้กระทั่งสำนวนไทยยังมีคำว่า กระต่ายหมายจันทร์ ซึ่งหมายถึง ผู้ชายหมายปองผู้หญิงมีฐานะดีกว่า ) และอุปนิสัยของกระต่ายนั้นเป็นสัตว์ที่อยู่ตามพื้นดิน มีความคล่องแคล่ว ว่องไว ดังเช่น คำพรรณนาในกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ แต่งขึ้นในคราวพระองค์ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไปทรงนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี ความตอนหนึ่งกล่าวว่า
๏ กระต่ายหลายพงศ์พรรค์ เต้นชมจันทร์หันตัวตาม
ซ่อนซุ้มชุมเหลือหลาม ยามออกเล่นเต้นชมกัน ฯ
๏ กระต่ายหลายพวกพ้อง พรรค์งาม
ชมชื่นแสงจันทร์ตาม ไล่เหล้น
ซ่อนซุ้มชุมเหลือหลาม หลายเหล่า
ยามเมื่อออกเล่นเต้น โลดเลี้ยวชมกัน ฯ
และในโคลง “สัตวาภิธาน” แต่งโดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ (สมัยรัชกาลที่ ๕) ระบุถึงชื่อสัตว์จำพวกต่าง ๆ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า
๏ กระต่ายออกเต้นตามพง ฟุบแฝงกอปรง
กระโดดแลโลดลำภอง
นอกจากนี้กระต่ายยังเป็นสัตว์เลี้ยงของราชสำนักมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จากหลักฐาน “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” กล่าวว่าบริเวณตำหนักคูหาสวรรค์เป็นสวนกระต่าย ดังข้อความกล่าวว่า “...มีพระตำหนักห้าห้อง ฝาเขียนทองพื้นลงรักอยู่ในกลางสวนกระต่าย ๑ มีประตูเข้าไปพระตำหนักตึกใหญ่ ผนังนอกทาแดง ชื่อพระตำหนักโคหาสวรรค์ ๑ พระตำหนักนี้เปนที่ประทับของสมเดจพระพรรวษาใหญ่ ซึ่งเปนพระราชเทวีสมเดจพระนารายน์แต่ก่อนมา ครั้นภายหลังมาเปนพระคลังฝ่ายใน...”
แม้กระทั่งในสมัยรัตนโกสินทร์ บริเวณวัดบวรสถานสุทธาวาสในเขตฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เดิมเป็นวัดหลวงชี*** สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๒ โปรดให้ทำเป็นสวนกระต่าย ดังข้อความใน “ตำนานวังหน้า” ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า
“...ที่วัดหลวงชี ครั้งรัชกาลที่ ๑ ทำนองจะไม่มีหลวงชีอยู่ดังแต่ก่อน กุฏิหลวงชีร้างชำรุดทรุดโทรม จึงโปรดให้รื้อกุฏิหลวงชีเสียหมด ทำที่นั้นเป็นสวนเลี้ยงกระต่าย เข้าใจว่าที่ตรงนี้แต่เดิมก็เห็นจะเป็นสวนเลี้ยงกระต่าย เอาอย่างพระราชวังหลวงที่กรุงศรีอยุธยาจึงปรากฏว่ามีตำหนักอยู่ในนั้น...”
*ดังนั้น พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงมีระยะเวลา ๙ เดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม
**ตรงกับ ปีเบญจศก จุลศักราช ๑๓๘๕ และ รัตนโกสินทร์ศก ๒๔๒
***หลวงชีในที่นี้หมายถึง นางชีนามว่า “นางแม้น” มารดาของนักองค์อี (ซึ่งเป็นพระราชธิดาสมเด็จพระเจ้าอุไทยราชาแห่งกัมพูชา และเป็นพระสนมของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท)
อ้างอิง
กรมศิลปากร. ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พญาลิไทย ฉบับ ตรวจสอบชำระใหม่. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๖.
กรมศิลปากร. นามพรรณพฤกษา สัตวาภิธาน และ นิติสารสาธก. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและ ประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๖๕.
กรมศิลปากร. ปฏิทินหลวงพระราชทานกับการกำหนดปีนักษัตรของไทย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑ มกราคม ๒๕๖๖, จาก: https://www.finearts.go.th/literatureandhistory/view/22641-ปฏิทินหลวง พระราชทานกับการกำหนดปีนักษัตรของไทย
คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๔.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ตำนานวังหน้า. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพฯ: แสงดาว, ๒๕๕๓.
ส. พลายน้อย (นามแฝง). สิบสองนักษัตร. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๗.
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. สบ.๒.๑๙/๔. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เรื่อง วินิจฉัย จุลศักราช รัตนโกสินทร์ศก (๑๙ พ.ย. ๒๔๖๖).
บทความโดย นาย พนมกร นวเสลา ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 131/5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 167/4 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : การจัดการพระศาสนาและการศึกษาในเมืองน่าน -- ในสมัยก่อน การจัดการพระศาสนาและการศึกษาในหัวเมืองต่างๆ นั้น ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงมักจะเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ ด้วยเหตุที่ว่าการศึกษาในยุคนั้นยังคงยึดโยงกับวัดและคณะสงฆ์ ฉะนั้นพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาพระสงฆ์สามเณร และประชาชนทั่วไปจึงมีบทบาทและความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้การจัดการพระศาสนาและการศึกษาเกิดผลสำเร็จลุล่วงไปได้ ดังเช่นตัวอย่างการจัดการพระศาสนาและการศึกษาในเมืองน่าน. แต่เดิมนั้น การจัดการพระศาสนาและการศึกษาในเมืองน่านคงจะไม่สู้จะเรียบร้อยนัก ดังที่พระยาสุนทรนุรักษ์ ข้าหลวงประจำนครน่านได้รายงานเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) ว่า ในปีนั้นมีการตั้งโรงเรียนที่วัดช้างค้ำ แต่ระเบียบการเล่าเรียนยังไม่ถูกต้องนัก เพราะครูผู้สอนยังไม่เข้าใจระเบียบอย่างแท้จริง ส่วนการพระศาสนา แม้เป็นการสมควรที่จะจัด แต่ต้องรอให้การจัดการปกครองเรียบร้อยเสียก่อน จนกระทั่ง 2 ปีต่อมา ได้มีพระเถระรูปหนึ่งที่มุ่งมั่นตั้งใจกลับไปจัดการพระศาสนาและการศึกษาที่บ้านเกิด และได้ทำงานอย่างที่ตั้งใจจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต พระเถระรูปนี้ก็คือ พระชยานันทมุนี (พรหม พฺรหฺมวีโร) อดีตเจ้าคณะใหญ่นครน่าน ซึ่งเรื่องราวของการจัดการพระศาสนาและการศึกษาในเมืองน่านและวาระสุดท้ายของท่านได้ปรากฏอยู่ในเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง รายงานจัดการคณะสงฆ์แลจัดการศึกษามณฑลพายัพ ดังนี้. เมื่อเดือนพฤศจิกายน ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) ได้มีการสถาปนาสมณศักดิ์พระมหาพรหม วัดพระเชตุพน ขึ้นเป็นพระราชาคณะ ที่พระชยานันทมุนี เจ้าคณะใหญ่นครน่าน จากนั้นในเดือนถัดมา พระชยานันทมุนี พร้อมด้วยพระฐานานุกรมและบรรดาลูกศิษย์จึงเดินทางขึ้นไปยังเมืองน่าน อันเป็นการกลับไปยังดินแดนอันเป็นชาติภูมิเดิมของท่าน ซึ่งในรายงานจัดการคณะสงฆ์ฯ นั้นท่านระบุว่าตั้งใจกลับขึ้นมา “เพื่อจัดการฉลองพระเดชพระคุณโดยเต็มกำลังแห่งความสามารถที่จะเปนไปได้”. เมื่อมาถึงเมืองน่านแล้ว ท่านได้เริ่มตรวจจัดการพระศาสนาและการศึกษาทันที โดยออกเดินทางไปสำรวจตรวจตราตามวัดวาอารามในบริเวณต่างๆ ของนครน่าน ท่านได้พบว่า ความประพฤติของพระสงฆ์สามเณรยังไม่สู้จะเรียบร้อย สวดมนต์ผิดๆ ถูกๆ และมักนิยมศึกษาในทางวิปัสสนาอย่างเดียว ส่วนการเล่าเรียนพระปริยัติธรรมนั้นไม่มีผู้ศึกษา แม้จะมีการเรียนการสอนอยู่บ้างก็เพียงขั้นเบื้องต้น ไม่ได้เรียนอย่างลงลึกให้เกิดความแตกฉาน ดังนั้น ในระหว่างการสำรวจตรวจตรา เมื่อไปถึงที่แขวงเมืองใด พระชยานันทมุนีก็จะเรียกประชุมพระสงฆ์สามเณรจากทุกอาราม ตลอดจนนายแคว้นแก่บ้านกรมการในแขวงเมืองนั้นๆ เพื่อชี้แจงตักเตือน พร้อมทั้งอ่าน (และแจก) หนังสือประกาศข้อห้ามต่างๆ ที่ท่านเรียบเรียงขึ้น พร้อมทั้งมอบหมายภาระให้เจ้าอธิการวัดใดวัดหนึ่งเป็นผู้ปกครองสงฆ์ในแขวงเมืองนั้นๆ ส่วนด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมนั้น ท่านได้เริ่มตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นมูลที่วัดช้างค้ำ และที่เมืองเชียงคำ แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องแบบเรียนไม่เพียงพอ และขาดแคลนงบประมาณเงินเดือนครูผู้สอน ถึงขั้นที่ครูโรงเรียนเมืองเชียงคำพยายามขอลาออกอยู่หลายครั้ง. อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะประสบกับอุปสรรคต่างๆ แต่ด้วยความวิริยะอุตสาหะของพระชยานันทมุนี จึงทำให้การจัดการพระศาสนาและการศึกษาในเมืองน่านเริ่มเห็นผลสำเร็จ เช่น เรื่องการศาสนา พบว่าพระสงฆ์สามเณรมีความประพฤติเรียบร้อยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วนเรื่องการศึกษานั้น ในรายงานจัดคณะสงฆ์ฯ เดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. 123 (นับอย่างปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ. 2448) ระบุว่ามีโรงเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 5 โรง และมีนักเรียนจำนวนรวม 213 คน แต่ท่านเองกลับไม่ได้เห็นความสำเร็จนี้ได้นานเท่าใดนัก. วันที่ 24 พฤศจิกายน ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) มีพิธีการสำคัญที่วัดช้างค้ำ โดยมีพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่านเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระชยานันทมุนีเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในงานนี้ได้มีการมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่สอบไล่ได้เมื่อปีก่อน และมอบใบประทวนตั้งและเลื่อนพระครูเจ้าคณะต่างๆ พิธีการนี้นับเป็นภารกิจด้านการศาสนาและการศึกษาครั้งสุดท้ายของพระชยานันทมุนี เพราะเมื่อพิธีการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว คืนนั้นท่านเกิดอาเจียนเป็นโลหิตและถึงแก่มรณภาพภายในเวลาสองชั่วโมง แม้ว่าท่านจะจากไปอย่างกะทันหัน แต่งานจัดการพระศาสนาและการศึกษาตามที่ท่านตั้งใจไว้เมื่อเดินทางกลับมายังบ้านเกิดนั้นยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีพระปลัดวงษ์ รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่นครน่านเป็นผู้รับหน้าที่ดำเนินการสืบต่อมา.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง:1. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงมหาดไทย ร.5 ม.58/158 เรื่อง จัดการปกครองเมืองน่านและบริเวณขึ้นเมืองน่าน. [2 มิ.ย. 119 – 4 ส.ค. 125].2. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ ร.5 ศ.12/46 เรื่อง รายงานจัดการคณะสงฆ์แลจัดการศึกษามณฑลพายัพ. [2 ก.ค. 124 – 4 ก.ย. 127].3. “รายนามพระสงฆ์ที่รับตำแหน่งสมณะศักดิ์.” (ร.ศ. 122). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 20, ตอนที่ 34 (22 พฤศจิกายน): 587-588.4. “พระราชาคณะเฝ้าทูลลาไปอยู่นครเมืองน่าน.” (ร.ศ. 122). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 20, ตอนที่ 38 (20 ธันวาคม): 659-660.5. “ข่าวมรณะภาพ.” (ร.ศ. 125). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 23, ตอนที่ 36 (2 ธันวาคม): 935.#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 20/6ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 28 หน้า : กว้าง 5.2 ซม. ยาว 56.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ส.ค.ส. ย่อมาจาก ส่งความสุข เป็นบัตรอวยพรที่ส่งให้กันเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่
ประวัติของ ส.ค.ส. เริ่มต้นขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ ชาวเยอรมัน พบแม่พิมพ์แผ่นไม้ ทำเป็นภาพรูปบ้าน รูปพระเยซูในวัยเยาว์ พร้อมคำอวยพรว่า "Ein gut selig jar" หมายถึง "ปีที่ดีและมีสุข" ต่อมาชาวอังกฤษพัฒนารูปแบบ บัตรอวยพร ให้สวยงาม เพิ่มสีสันมากขึ้น
ส.ค.ส. ฉบับแรกของไทยมีขึ้นในพุทธศักราช ๒๔๐๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ ๔) โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นสำหรับพระราชทานแก่คณะทูตานุทูต ข้าราชบริพาร และมิตรสหายชาวต่างประเทศ เนื่องในวาระวันขึ้นปีใหม่สากล เมื่อวันจันทร์ที่ ๑ มกราคม ๑๘๖๖(พุทธศักราช ๒๔๐๙)
ส.ค.ส. ฉบับนี้ เป็นฉบับที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงพระราชทานให้แก่ กัปตันจอห์น บุช หรือหลวงวิสูตรสาครดิษฐ ที่ดูแลกรมเจ้าท่าในขณะนั้น โดยตัว ส.ค.ส. มีการเขียนคำอวยพรด้วยลายพระหัตถ์สวยงามเป็นระเบียบ ความยาวทั้งสิ้น ๔ หน้า และที่สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลายเซ็นพระนามลงบน ส.ค.ส. ฉบับนี้ด้วย
ส.ค.ส. ฉบับแรกของไทยนี้ นอกจากเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ในการส่งมอบความปรารถนาดี ให้แก่ข้าราชบริพารทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแล้ว ยังมีนัยสำคัญเพื่อสื่อให้ชาติตะวันตกเห็นว่า สยามเป็นประเทศที่มีความเจริญ มีอารยะ รู้และเข้าใจธรรมเนียมของชาวตะวันตกเป็นอย่างดี
ชื่อเรื่อง : วรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ชื่อผู้แต่ง : -ปีที่พิมพ์ : 2505 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : ศึกษาภัรฑ์พาณิชย์ จำนวนหน้า : 1,328 หน้า สาระสังเขป : เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เริ่มต้นด้วยประวัติสุนทรภู่ ตั้งแต่ก่อนรับราชการ ตอนรับราชการ ตอนออกบวช ตอนตกยาก ตอนสิ้นเคราะห์ ว่าด้วยหนังสือที่สุนทรภู่แต่ง ว่าด้วยเกียรติคุณของสุนทรภู่ บันทึกเรื่องผู้แต่ง นิราศพระแท่นดงรัง อธิบายว่าด้วยเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ ทั้งหมด 64 ตอน มีนิทานเรื่องพระอภัยมณีต่อจากคำกลอน
สำนักช่างสิบหมู่ ร่วมกับกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ดำเนินการอนุรักษ์บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วาระที่ ๓ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๖๔ – พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการอนุรักษ์ฯ แล้วเสร็จติดประกอบคืนบานไม้ไปแล้วในบางส่วน
ทางวัดราชประดิษฐฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของงานอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น จึงได้ร่วมมือกับกรมศิลปากรจัดงาน “ราชประดิษฐฯ พิสิฐศิลป์” ในวันจันทร์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๕.๓๐ น. ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เพื่อนำเสนอการดำเนินงานที่ผ่านมาผ่านมุมมองวัด และช่างฝีมือ ทั้งชาวไทย-ญี่ปุ่น
มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้
เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๒.๐๐ น.
- การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ความเป็นมาของโครงการบูรณะซ่อมแซมและ อนุรักษ์บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย
- การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง กระบวนการทำงานซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย
เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๕.๓๐ น.
- นิทรรศการและการสาธิตงานซ่อมแซมบานไม้ประดับมุก จาก สำนักช่างสิบหมู่ และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
- การออกร้านอาหารญี่ปุ่น
- การชงชาแบบญี่ปุ่น จากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
- พิธีการประกอบคืนบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น
- ชมการแสดงชุดระบำมิตรไมตรีญี่ปุ่น – ไทย จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร
- พบกับ Thames Malerose Full-time คอสเพลย์เยอร์ และสตรีมเมอร์ รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 งานประกวด World Cosplay Summit 2022 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdWEkb27xprvUkX6w4cUn2S7Q4pgalVkzpQU1ydhtzKNsJSPA/viewform?fbclid=IwAR0XPoOZqLQ2VKXI77qgnc5LAVN18SDJbVv6F3-c8Qy-9V-UG747TbPAN7sหรือแสกน Qr Code ที่โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อลงทะเบียน
+++รีบลงทะเบียนด่วน! รับจำนวนจำกัด
ภาคเช้า เปิดรับผู้ลงทะเบียนออนไลน์ จำนวน ๓๐ ท่าน
ภาคบ่าย เปิดรับผู้ลงทะเบียนออนไลน์ จำนวน ๑๐๐ ท่าน
ชื่อผู้แต่ง พระเครื่อง
ชื่อเรื่อง พระเครื่อง
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ บริษัทวัชรินทร์การพิมพ์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๓๒
จำนวนหน้า ๙๘ หน้า
พระเครื่องหรือพุทธรูปขนาดเล็ก นิยมสร้างขึ้นในลักษณะพระพิมพ์ขนาดเล็กเป็นส่วนมาก และเป็นจำนวนคราวละมาก ๆ ดังที่เรียกว่า พระพิมพ์เครื่องราง ส่วนพระเครื่องที่สร้างตามแบบการสร้างพระพุทธรูปด้วยวิธีหล่อหรือวิธีอื่น ๆ เช่น พระกริ่ง เป็นต้น ไม่มีมากชนิด การที่พุทธศาสนิกชนส่วนมากนิยมหาพระเครื่องไว้กราบไหว้ บูชาและนำติดตัวไปเสมอมีจำนวนมากน้อยแล้วแต่ศรัทธา เข้าใจว่า ความเคารพนับถือและบูชาพระเครื่องปรากฏแพร่หลายอยู่เฉพาะในหมู่พุทธศาสนิกชนไทย
เลขทะเบียน : นพ.บ.453/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 44 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 159 (163-173) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : อาการวัตตสูตร--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ตราสัญลักษณ์นิทรรศการพิเศษ เรื่อง "เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก" ประกอบไปด้วยสัญลักษณ์ปลาคู่ อันหมายความถึงความมั่งคั่งสมบูรณ์ โดยด้านซ้ายเป็นลายปลากาซึ่งได้ต้นแบบแนวความคิดมาจากเครื่องสังคโลกในสมัยสุโขทัยที่นิยมวาดรูปปลาลงบนภาชนะ หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองดังคำกล่าวที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ด้านขวามือเป็นลายปลาคาร์ป ซึ่งได้แนวความคิดมาจากสัญลักษณ์ ธงปลาคาร์ปของชาวญี่ปุ่น โดยระหว่างปลาคู่ประดับด้วยช่อดอกราชพฤกษ์ดอกไม้ประจำชาติไทยและดอกซากุระเป็นดอกไม้ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น ถัดลงมาด้านล่างระหว่างหางปลาทั้งสองมีธงชาติของทั้งสองประเทศเชื่อมต่อกัน หมายถึง ทั้งสองประเทศเป็นมิตรไมตรีต่อกัน มีการประสานร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ รวมไปถึงงานเซรามิก ศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าของทั้งสองประเทศ