ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,734 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ขอเชิญร่วมสนุกกับการตั้งชื่อ + ความหมาย : การ์ตูนสร้างจากแรงบันดาลใจ ส่วนองค์เทวสตรีในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร โดย 5 ชื่อแรกที่ถูกใจคณะกรรมการของพิพิธภัณฑ์ และได้รับคะแนนโหวต จะได้รับการตั้งชื่อให้ตัวละครอะนิเมชั่นต่อไป ทั้งนี้ ชื่อที่ได้รับผลโหวตมากที่สุด จำนวน 1 ท่าน จะได้รับของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร กำหนดปิดรับชื่อ ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เปิดโหวด วันพฤหัสบดีที่ 7 - 9 พฤษภาคม 2569 และแจ้งประกาศผล วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 ติดตามได้ทาง Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet National Museum https://www.facebook.com/kamphaengphetnationalmuseum สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5571 1570
เหม เวชกร (พ.ศ. 2446–2512) เป็นศิลปินและนักประพันธ์ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานทัศนศิลป์และวรรณกรรมสยองขวัญร่วมสมัยของไทย ท่านเกิดในครอบครัวที่มีเชื้อสายขุนนาง ทว่าวิถีชีวิตในวัยเยาว์กลับมีความผันผวนและมิได้เข้ารับการศึกษาด้านศิลปะจากสถาบันหลักโดยตรง หากแต่ใช้วิธีการฝึกฝนด้วยตนเอง และการแสวงหาความรู้จากประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ท่านได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางจิตรกรอาชีพ โดยเริ่มจากการสร้างสรรค์ภาพประกอบโฆษณา ภาพปกหนังสือ ภาพประกอบวรรณคดีไทย และภาพประกอบหนังสือในรูปแบบสัจนิยมที่โดดเด่นด้วยการใช้แสงและเงาอย่างมีมิติ สร้างบรรยากาศลึกลับ และมีชีวิตชีวาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ผลงานอื่นๆ ของเหม เวชกร
ในด้านวรรณกรรม เหม เวชกร ได้รับการยกย่องในฐานะนักประพันธ์เรื่องสั้นแนวสยองขวัญที่มีคุณูปการสูงต่อวงการหนังสือไทย ด้วยการสร้างสรรค์สุนทรียศาสตร์ด้านความสยองขวัญที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยงานเขียนของท่านมุ่งเน้นการบรรยายภาพลักษณ์ของโลกวิญญาณผ่านบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน (ในช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7) ใช้ภาษาที่เรียบง่ายและมีความละเมียดละไมในการพรรณนาบรรยากาศเพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการความกลัวต่อเอง งานเขียนของท่านมิได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความตระหนกขวัญ แต่ยังแฝงไปด้วยปรัชญาความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมและจริยธรรมพื้นฐาน สอดประสานกับการพรรณนาวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมย้อนยุคได้อย่างละเอียดลออ ด้วยเหตุนี้ ผลงานของท่านจึงมิได้เป็นเพียงความบันเทิงประหลาด (The Macabre) แต่ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนมโนทัศน์เรื่องความตายของผู้คนในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพปกหนังสือ เรื่อง ผี!! ผลงานรวมเล่มเรื่องผีขนาดสั้นเล่มแรกของ เหม เวชกร เรื่องผีเรื่องแรกที่เหม เวชกร ได้เขียน ชื่อเรื่อง “ผี!” ตีพิมพ์ในหนังสือเพลินจิตต์ รายเดือน เล่ม 1 ออกเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2476 ต่อมาใน พ.ศ. 2478 ได้มีผลงานรวมเล่มเรื่องผีขนาดสั้นในรูปเล่มขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก ชื่อหนังสือ “ผี!!” จัดพิมพ์โดยคณะเพลินจิตต์ ทั้งนี้จุลศักดิ์ อมรเวช หรือ จุก เบี้ยวสกุล นักเขียนการ์ตูนและนักวาดนิยายภาพชื่อดัง ได้กล่าวถึงผลงานของ เหม เวชกร ไว้ในหนังสือ 100 ปี เหม เวชกร ว่าเป็นเรื่องผีที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดมา แม้ว่าผู้เขียนจะวายชนม์ไปเกือบ 40 ปีแล้ว โดยจากการที่ตนเองได้เสาะหามาอ่านและบันทึกไว้ พบว่าเรื่องผีของเหมมีอยู่ด้วยกันประมาณ 108 เรื่อง เป็นเรื่องผีที่มีบรรยากาศแบบไทยแท้ โดยเห็นได้จากการพรรณนาถึงห้องหับ อาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม ถนนหนทาง ตรอกซอย ตลอดจนการแต่งเนื้อแต่งตัวของผู้คนและบทสนทนาโต้ตอบ คนไทยในสมัยนั้นเป็นอย่างไร ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างหมดจด และในด้านฉากของท้องเรื่อง ทุกสถานที่ในเรื่องผีของเหม เวชกร นั้นล้วนมีอยู่จริง โดยนำมาจากประสบการณ์ของตนเองจากการได้ไปอยู่อาศัยและสัมผัสสภาพชีวิตและกลิ่นอายของท้องถิ่นในยุคนั้น จึงบรรยายออกมาได้อย่างที่นักอ่านมองเห็นภาพทีเดียว
จากเรื่องผีของเหม เวชกร ได้สะท้อนภาพความเป็นอยู่ของผู้คนและสังคมไทยในสมัยนั้น อีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องผีของเหม ไม่ใช่เรื่องผีโหดอำมหิตที่ไล่ล่าคร่าชีวิตของผู้คนอย่างไร้เหตุผล ในจำนวนร้อยกว่าเรื่อง ที่เป็นผีพยาบาทตามล้างแค้นมีเพียงสองสามเรื่องเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องความห่วงหาอาทรของดวงวิญญาณที่มีความผูกพันกับชีวิตโลกมนุษย์จนมิอาจตัดใจจากลาไปได้ง่ายๆ และบางเรื่องก็เป็นเรื่องรักระหว่าง 2 ภพ ที่อ่านแล้วซาบซึ้งตรึงใจไม่น้อย นอกจากนี้สิ่งที่เหมได้สอดแทรกไว้ในเรื่องผีของตนคือเรื่องวัฒนธรรมประเพณีงานบุญพื้นบ้านภาคกลาง ทั้งขั้นตอน พิธีการ ลักษณะอาหารในงานแต่งงาน งานศพ ถูกกล่าวไว้อย่างถูกต้องและเป็นจริงตามยุคสมัย นับเป็นเสน่ห์อีกประการหนึ่ง
ภาพประกอบเรื่องผีของ เหม เวชกร
นอกจากนี้จุดเด่นที่สำคัญจากเรื่องผีของเหม เวชกร คือ ภาพประกอบเรื่องผีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและสร้างบรรยากาศความหลอนในแบบไทยย้อนยุคได้อย่างมีมิติ ด้วยการใช้แสงและเงาเพื่อสร้างอารมณ์ ภาพจำนวนมากใช้โทนมืด ภาพผีมีความสมจริงเชิงกายวิภาค รายละเอียดของใบหน้า ดวงตา และท่าทางที่ดูทั้งน่ากลัวและเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน เสมือนเป็นตัวแทนของอารมณ์ ความทุกข์ และความเชื่อของมนุษย์ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดด้านเครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม และสภาพแวดล้อมแบบไทยในสมัยก่อน ทำให้ภาพผีเหล่านั้นมีคุณค่าทางศิลปะและชาติพันธุ์วิทยาไปพร้อมกัน
ผลงานภาพผีของ เหม เวชกร มีอิทธิพลต่อวงการหนังสือการ์ตูน นิตยสาร และภาพยนตร์สยองขวัญไทยอย่างมาก รูปลักษณ์ของผีไทยหลายแบบที่ผู้คนคุ้นตาในปัจจุบัน ล้วนได้รับอิทธิพลจากการตีความผ่านลายเส้นของท่าน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของเปรตสูงโย่ง กระสือเรืองแสง หรือบรรยากาศบ้านร้างยามค่ำคืน แม้เวลาจะผ่านมาหลายทศวรรษ ผลงานของท่านยังคงได้รับการกล่าวถึงและนำกลับมาศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถถ่ายทอดความกลัวแบบไทยได้อย่างมีเสน่ห์และทรงพลัง
แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
กฤษฏิญา ไชยศรี. เหม เวชกร บรมครูช่างเขียน ผู้บันทึก ‘ความหลอน’ ของสังคมไทยหลัง 2475. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569, จาก https://groundcontrolth.com/blogs/hem-vejakorn
แด่ เหม เวชกร จิตรกรและนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ปาปิรัส, 2535.
100 ปี เหม เวชกร. กรุงเทพฯ: กลุ่มรักษ์ครูเหม, 2545.
เริงไชย พุทธาโร. เหม เวชกร จิตรกรมือเทวดา หลวงสารานุประพันธ์ ราชาเรื่องลึกลับผู้ประพันธ์เพลงชาติไทย. กรุงเทพฯ: ธานธิตรเพรส, 2531.
เหม เวชกร. ปีศาจของไทย: รวมเรื่องเขย่าขวัญชุดสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: วิริยะ, 2546.
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9 ฉบับที่ 558 (17 ม.ค. 2510)
ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรี
สำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2510
ลักษณะวัสดุ 8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.
ภาษา ไทย
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 7 ฉบับที่ 442 (27 ต.ค. 2507)ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2507ลักษณะวัสดุ 16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม.ภาษา ไทย
กิจกรรมน้องข้าวเม่าเล่าความดี เผยแพร่ความรู้คู่คุณธรรมที่
แฝงอยู่ในเรื่องเล่า วัฒนธรรม ประเพณี และสุ่มแจก “เมล็ด
พันธุ์แห่งความดี : ปลูกในดิน งอกงามในใจ” พร้อมการ์ด
ข้อความสั้น ๆ ที่ชวนให้ทุกคนเริ่มต้นทำความดี
1 กันยายน 2569 –
30 กันยายน 2569
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีที่พิมพ์ : 2527 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กรุงเทพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. ทรงพระราชดำริว่า หัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือเป็นเมืองที่ตั้งมาแต่โบราณกาล บางเมืองบางสมัยถึงได้ใช้เป็นราชธานีในสยามประเทศนี้ ทั้งประกอบด้วยเป็นเมืองที่มีนักปราชญ์ชั้นเอกเลืองลือนาม ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ ความสามารถในศิลปวิทยาการต่างๆ จะเห็นได้จากหลักฐานคือโบราณวัตถุที่ได้ประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นด้วยฝีมืออันประณีตบรรจงของนายช่างผู้เชี่ยวชาญสมัยโบราณซึ่งยังมีเป็นพยานอยู่ในบัดนี้ตามที่ปรากฏแล้วและที่ค้นพบใหม่อยู่เป็นเนืองๆ
virtualhistoricalpark.finearts.go.th/phanomrung
ถัดจากทางดำเนินเป็นสะพานนาคราชชั้นที่ 1 ก่อด้วยหินทราย ผังเป็นรูปกากบาท กว้าง 8.20 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูงจากทางดำเนิน 1.50 เมตร ด้านหน้าและด้านข้างลดชั้นมีอัฒจันทร์รูปปีกกาเป็นบันไดทางขึ้นส่วนด้านหลังเป็นชานกว้างเชื่อมต่อกับบันไดทางขึ้นปราสาท เสาและขอบสะพานสลักลวดลายสวยงาม ราวสะพานทำเป็นรูปนาคห้าเศียร หันหน้าออกแผ่พังพานทั้งสี่ทิศ ลวดลายประดับรัศมีนาคเป็นแผ่นสลักลายในแนวนอนซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมในศิลปะเขมรแบบนครวัด อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ทางทิศเหนือของสะพานมีทางเดินไปสู่สระน้ำปากปล่องภูเขาไฟ ก่อขอบทางเดินสองข้างด้วยศิลาแลง ถมด้วยดินอัดแน่น
กลางสะพานนาคราชมีลายสลักดอกบัวแปดกลีบล้อมรอบด้วยยันต์ขีดเป็นเส้นคู่ขนานไปกับราวสะพาน หัวยันต์ขมวดเป็นรูปกลีบดอกบัวซึ่งอาจหมายถึงยันต์สำหรับประกอบพิธีกรรมหรือเป็นจุดกำหนดที่ผู้มาสักการะตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพเจ้า ส่วนดอกบัวแปดกลีบอาจหมายถึงเทพประจำทิศทั้งแปดในศาสนาฮินดู นอกจากนี้สะพานนาคราชอาจเปรียบได้กับสะพานเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า โดยราวสะพานรูปนาคเทียบได้กับสายรุ้งซึ่งคนโบราณมักเปรียบว่าเป็นงู (นาค) หลากสีที่ชูหัวขึ้นไปยังท้องฟ้าหรือกำลังดื่มน้ำจากทะเล และบ่อยครั้งที่เกิดรุ้งกินน้ำคู่ซึ่งแสดงถึงทางเดินของเทพเจ้าไปสู่ท้องฟ้า จึงอาจเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างนาคราวสะพานอันเปรียบเสมือนตัวแทนของทางเดินแห่งเทพเจ้าที่จำลองมาไว้บนโลกมนุษย์
อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ
อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 30 มีนาคม 2556
ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด
วัสดุ สำริด
อายุสมัย สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ 2,500 – 1,800 ปีมาแล้ว)
สถานที่พบ พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านดอกล้ำ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด
กำไลสำริดรูปทรงกลม ปลายวงทั้งสองข้างไม่จรดกัน ปลายข้างหนึ่งมีปุ่มอยู่ปลายวง อีกปลายหนึ่งเป็นลายขดก้นหอย 4 วง ตัววงทำเป็นลายคล้ายเกลียวเชือก
ห้องวรรณกรรมเมืองสุพรรณจัดแสดงเรื่องราวของวรรณกรรมสำคัญ สองเรื่อง ที่เกี่ยวกับเมืองสุพรรณบุรี ได้แก่ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ได้รับการยกย่องจากวรรคดีสโมสรให้เป็นเลิศประเภทกลอนเสภา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและโคลงนิราศสุพรรณซึ่งประพันธ์โดยสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วรรณกรรมทั้งสองเรื่องเปรียบเสมือนภาพสะท้อนวิถีชีวิตขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวสุพรรณบุรีในอดีตโคลงนิราศสุพรรณโคลงนิราศสุพรรณเป็นวรรณกรรมที่บันทึกสภาพบ้านเมืองของสุพรรณบุรีในอดีตเมื่อครั้งสุนทรภู่กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ผู้ประพันธ์ได้เดินทางมาสุพรรณ ในพุทธศักราช 2379 ขึ้น สมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงมีคุณค่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการศึกษาสภาพภูมิศาสตร์เมืองสุพรรณในอดีต
สุนทรภู่ได้ประพันธ์โคลงนิราศสุพรรณ ซึ่งเป็นโคลงสี่สุภาพเพียงเรื่องเดียวของท่านเชื่อกันว่าท่านประพันธ์เรื่องนี้เป็นโคลงเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความสามารถในการแต่งโคลงสี่สุภาพของท่าน ว่าท่านสามารถแต่งได้ดีเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อแก้คำท้าทายที่ว่าท่านแต่งได้ดีแต่กลอน ต้นฉบับโคลองนิราศสุพรรณนี้เป็นสมุดไทยดำสามเล่ม เขียนด้วยดินสอขาว พิมพ์รวมเป็นเล่มสมบูรณ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2510 ลายมือในสมุดไทยนี้มีรอยแก้ไขหลายแห่ง วิธีเขียนและการสะกดการันต์เป็นแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งยังไม่มีแบบแผนการสะกดเช่นในปัจจุบัน จะเขียนตามเสียง เช่น ผกา เขียน พกา, สุพรรณบุรี เขียนเป็น สูพันบุรี เป็นต้น16
ในการเดินทางครั้งนั้น สุนทรภู่อยู่ในสมณเพศ เดินทางมาทางเรือ เมื่อราว พ.ศ. 2379 พร้อมบุตรทั้งสาม คือ หนูพัด หนูตาบ หนูน้อย และนายรอด ที่เป็นทั้งคนนำทางและนายท้ายเรือ การเดินทางมาเพื่อค้นหาแร่ปรอทสำหรับการเล่นแร่แปรธาตุ ในพื้นที่แถบอำเภอด่านช้างปัจจุบันคณะสุนทรภู่ออกเดินทางจากท่าน้ำวัดเทพธิดาราม ผ่านคลองมหานาค คลองโอ่งอ่าง ออกแม่น้ำเจ้าพระยาเมหรือคลองบางกอกน้อยในปัจจุบัน เข้าคลองบางใหญ่ออกแม่น้ำนครไชยศรีขึ้นเหนือเข้าสู่เขตแม่น้ำสุพรรณบุรี ถึงบ้างทึงขึ้นบกเดินเท้าเข้าป่าที่วังหิน เพื่อค้นหาแร่ปรอทในป่าลึกแต่ไม่พบ จึงกลับมาลงเรือที่บ้านสองพี่น้อง
ระหว่างทางสุนทรภู่ได้แต่งโคลงนิราศ โดยพรรณนาถึงความสวยงามของธรรมชาติ ชื่อหมู่บ้านสถานที่ต่าง ๆ ลักษณะบ้านเมือง พืชพรรณ สรรพสัตว์ วิถีชีวิตชาวสุพรรณเชื้อชาติต่าง ๆ ที่พบเห็นระหว่างทาง ประกอบกับการรำพันถึงหญิงอันเป็นที่รัก เป็นโคลองนิราศยาวถึง 462 บท เนื้อความในโคลงนี้จึงเสมือนบันทึกสภาพบ้านเมืองของเมืองสุพรรณเมื่อเกือบ 200 ปี ที่แล้ว ปัจจุบันหลายแห่งยังคงสภาพคล้ายในสมัยสุนทรภู่หลายแห่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โคลงนิราศสุพรรณจึงเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นที่ใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาสภาพเดิม
ในอดีตก่อนการเปลี่ยนแปลงได้ ดังตัวอย่างโคลง17 ต่อไปนี้
….ชุมนักผักตบซ้อน บอนแซง
บอนสุพรรณหั่นแกง อร่อยแท้
บอนบางกอกดอกแสลง เหลือแหล่แม่เอย
บอนปากยากจแก้ ไม่สริ้นลิ้นบอน….
…ฝั่งซ้ายฝ่ายฟากโฟ้น พิสดาร
มีวัดพระรูปบูราณ ท่านสร้าง
ที่ถัดวัดประตูสาร สงสู่อยู่เอย
หย่อมย่านบ้านบ้านขุนช้าง ชิดข้างสวนบันลังฯ….ขุนช้าง–ขุนแผนขุนช้าง – ขุนแผนเป็นนิทานคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมานานนับร้อยปี มีเค้าโครงเรื่องจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาตอนต้น เมื่อครั้งทำสงครามกับเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงทอง โดยผูกเรื่องให้ตัวเอกรับราชการเป็นขุนนานใต้เบื้องยุคลบาทพระมหากษัตรยิ์แห่งกรุงศรีอยุธยา ตามเนื้อเรื่องคือ สมเด็จพระพันวษา ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าอาจเป็นพระนามหนึ่งของด้วยเป็นเรื่องราวของความรัก ความหึงหวงระหว่างหญิง – ชาย เล่ห์เหลี่ยมกลโกงระหว่างเพื่อน ความเชื่อทางไสยศาสตร์ มนต์ดำและการทำสงคราม ให้อรรถรสครบทุกอารมณ์ จึงเป็นที่นิยมจนได้นำไปประพันธ์ใหม่เป็นร้อยกรองประเภท กลอนเสภา ใช้ขับเล่าประกอบเสียงกรับอันไพเราะ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาภายหลังเสียกรุง พุทธศักราช 2310 ต้นฉบับกลอนเสภาสูญหายไป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงโปรดให้ประชุมกวีเอกของราชสำนัก เพื่อชำระกลอนเสภาขุนช้าง – ขุนแผน จากความทรงจำของช่างขับเสภาที่รอดชีวิตมาจากสงคราม และแต่งบทกลอนเพิ่มเติมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ได้มีการแต่งกลอนเพิ่มเติมต่อมาจนสมบูรณ์13 เป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นเลิศในประเภทกลอนเสภาตัวเอกของเรื่องขุนช้าง – ขุนแผน ล้วนมีพื้นเพเป็นชาวสุพรรณบุรี ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาทั้งขุนแผนผู้เป็นพระเอก นางพิมพิลาไลยเป็นนางเอก และขุนช้างเป็นผู้ร้าย เรื่องดำเนินไปด้วยเหตุการณ์ชิงรักหักสวาทของตัวเอกทั้งสามตั้งแต่เด็ก กระทั่งเติบโต ถึงชั้นลูกหลาน โดยสอดแทรกเนื้อหาของประเพณี วัฒนธรรม และหลักจริยธรรมในสังคมไทย เช่น ประเพณีการบวชเรียน พิธีแต่งงาน การปลงศพ ผลการประพฤติดี ประพฤติชั่ว ความเคารพนับถือในเครือญาติ ความเชื่อ ไสยศาสตร์ และความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ที่สื่อถึงผู้อ่านและผู้ฟังได้ นับเป็นคุณค่าที่สมบูรณ์ของวรรณกรรมเรื่องนี้นอกจากภาพสะท้อนถึงวิถีชีวิตชาไทยสมัยอยุธยา – รัตนโกสินทร์ตอนต้นแล้ว การที่เนื้อหาและฉากในเรื่องถูกผูกให้เป็นตำนานของชื่อสถานที่ในจังหวัดสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี เช่นวัดป่าเลไลย์ วัดแค วัดตระไกร บ้านไร่ฝ้าย บ้านท่าสิบเบี้ย เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของชาวสุพรรณต่อนิทานเรื่องนี้ ยิ่งเมื่อได้รับเลือกไปประพันธ์เป็นกลอนเสภา ที่ได้รับยกย่องเป็นสุดยอดแห่งกลอนเสภาไทยจากวรรณคดีสโมสรสมัยรัชกาลที่ 6 ยิ่งเป้นความภาคภูมิใจของชาวสุพรรณและถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองสุพรรณมาตั้งแต่อดีต โดยเห็นได้จากการตั้งชื่อเรือเมล์ขาว – แดง ตามชื่อตัวเอกในเรื่องถึงสมัยปัจจุบันก็ยังตั้งชื่อถนน ตรอก ซอย เป็นชื่อตัวละครในเรื่องขุนช้าง – ขุนแผนอีกด้วย