ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,085 รายการ
โบราณวัตถุที่พบจากกลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน เมืองโบราณอู่ทอง
กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน ตั้งอยู่เชิงเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขาคอก นอกคูเมืองโบราณอู่ทอง ห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๓ กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร พบโบราณสถานทั้งหมด ๒๐ กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วยโบราณสถานที่สร้างเป็นคันดิน และโบราณสถานที่สร้างด้วยโครงสร้างอิฐ
ศิลาแลง และหิน
กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดินที่สร้างเป็นคันดินมีทั้งหมด ๔ แห่ง ลักษณะเป็นคันดินคล้ายอ่างเก็บน้ำ เดิมเชื่อว่าเป็นคอกขังช้างหรือเพนียดคล้องช้าง แต่ปัจจุบันพบหลักฐานจากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๓ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พบว่าสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลมาจากเขาคอกทางทิศเหนือ
โบราณสถานที่สร้างด้วยอิฐ ศิลาแลง และอิฐ ตั้งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาคอก ปัจจุบันปรากฏเป็นเนินดิน แบ่งเป็นกลุ่มได้ ๑๖ กลุ่ม ส่วนมากยังไม่ได้ขุดศึกษา โบราณสถานคอกช้างดินที่สร้างด้วยอิฐ ศิลาแลง และอิฐ
ซึ่งผ่านการดำเนินงานทางโบราณคดีมาแล้วและพบหลักฐานที่สำคัญ มีดังนี้
• โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๕ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ เอกมุขลึงค์
• โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ ขันสำริด เชิงเทียนสำริด ตุ้มเหล็ก และแท่งเหล็ก เป็นต้น
• โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๗ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ ภาชนะดินเผาบรรจุแท่งเงินตัด เหรียญเงินมีจารึก "ศรีทวารดี ศวรปุณยะ" เหรียญเงินมีสัญลักษณ์มงคล (รูปหอยสังข์ รูปศรีวัตสะ รูปพระอาทิตย์) ชิ้นส่วนหัวงูดินเผา เครื่องถ้วยจีน เคลือบสีเขียวสมัยราชวงศ์ถัง เป็นต้น
• โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๓ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ แผ่นเหล็กคล้าย ใบมีดเหล็ก แหวนสำริด แม่พิมพ์หรือเบ้าหลอมดินเผา เป็นต้น
• โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๑๘ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ กระปุกดินเผาบรรจุเหรียญเงิน เป็นต้น
โบราณวัตถุที่สำคัญมี ดังนี้
o ชิ้นส่วนภาชนะมีพวย เป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดินส่วนปาก คอ และบ่า มีพวยหนึ่งข้าง สันนิษฐานว่าป็นภาชนะสำหรับใช้สรงน้ำในพิธีกรรม โบราณวัตถุชิ้นนี้พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๓
o ศิวลึงค์ เป็นศิวลึงค์ที่ทำจากหินขนาดสูง เพียง ๑๘.๕ เซนติเมตร ส่วนฐานเป็น แท่งสี่เหลี่ยมส่วนปลายเป็นแท่งกลมมน เนื่องจากเป็นศิวลึงค์ขนาดเล็ก จึงสันนิษฐานว่าอาจไม่ใช่ศิวลึงค์ประจำ ศาสนสถาน แต่สามารถพกพาเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมหรือบูชาได้
o ภาชนะดินเผาบรรจุเหรียญเงินตราสังข์ เป็นภาชนะดินเผา ส่วนลำตัวคล้ายบาตรพระ ส่วนคอแคบสูง ภายในบรรจุเหรียญ เงินตราสังข์เต็มกระปุก พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๘
o ขัน เป็นขันสำริดทรงกระบอก เนื้อหนาผิวไม่สม่ำเสมอ สันนิษฐานว่าขึ้นรูปด้วยการตี และเป็นเครื่องใช้ในพิธีกรรม โบราณวัตถุชิ้นนี้พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖
o เชิงเทียน เป็นเชิงเทียนสำริด สันนิษฐานว่าขึ้น รูปด้วยการตี และเป็นเครื่องใช้ ในพิธีกรรม พบจากโบราณสถาน คอกช้างดิน หมายเลข ๖
o ตุ้มเหล็กเป็นตุ้มเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมู สภาพไม่สมบูรณ์ มีสนิมกินทั้งชิ้น ไม่ทราบลักษณะการใช้งาน แต่สันนิษฐานว่าเป็นตุ้มถ่วงชั่งน้ำหนัก พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖
o แท่งเหล็ก เป็นแท่งเหล็กเรียวยาวสภาพไม่สมบูรณ์ มีสนิม ไม่ทราบลักษณะ การใช้งานแต่สันนิษฐานว่าเป็นคานที่ใช้กับเครื่องชั่งน้ำหนัก เนื่องจากพบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖ ใกล้กับตุ้มเหล็ก
o ใบมีด เป็นแผ่นเหล็กแบนยาว ด้านหนึ่งบางกว่าอีกด้าน คล้ายกับใบมีด มีสนิมเกาะทั้งแผ่น พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๓
o แหวน เป็นเส้นลวดขดเกลียวเป็นเส้น และขดเป็นวงแหวน ไม่ทราบ ลักษณะการใช้งานที่แท้จริง สันนิษฐานว่าอาจเป็นของใช้ในพิธีกรรม พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๓
o เบ้าหลอมเป็นแผ่นดินเผา มีหลุมตรงกลาง สันนิษฐานว่าเป็นเบ้าหลอมหรือ แม่พิมพ์ พบจากโบราณสถาน คอกช้างดิน หมายเลข ๑๓
โบราณสถานคอกช้างดิน มีทั้งส่วนที่คันดินสำหรับกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และส่วนที่เป็นอาคารศาสนสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เนื่องจากพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไศวนิกาย สัมพันธ์กับการเลือกใช้ภูเขาเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเปรียบเสมือนเขาไกรลาศ ที่ประทับของพระศิวะ พื้นที่บริเวณคอกช้างดินจึงน่าจะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำพิธีกรรมของพราหมณ์ในไศวนิกาย
ที่มาข้อมูล
กรมศิลปากร. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, ๒๕๔๕.
กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. สหมิตรพริ้นติ้ง : นนทบุรี, ๒๕๔๕.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 15/2ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 36 หน้า : กว้าง 4.7 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
เลขวัตถุ
ชื่อวัตถุ
ขนาด (ซม.)
ชนิด
สมัยหรือฝีมือช่าง
ประวัติการได้มา
ภาพวัตถุจัดแสดง
51/2553
ชิ้นส่วนลูกหินบดยา ทรงกระบอก
ย.6.1
Ø 5.2
หิน
ทวารวดี
ได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านดงละคร จ.นครนายก นายจำเนียร ทองจันทร์ มอบให้เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2549
เลขทะเบียน : นพ.บ.427/6กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 68 หน้า ; 5 x 58.5 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 154 (120-128) ผูก 6ก (2566)หัวเรื่อง : มาลาวิภักค์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พุทธศักราช 2566 เวลา 14.00 น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดการแสดงคอนเสิร์ต “2 ทศวรรษ เพชรในเพลง พุทธศักราช 2566” ณ โรงละครศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ โดยมีประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 200 คน
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การแสดงคอนเสิร์ต “2 ทศวรรษ เพชรในเพลง พุทธศักราช 2566” ในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานของศิลปินนักร้องผู้ได้รับรางวัล “เพชรในเพลง” ในรอบ 2 ทศวรรษ เพื่อเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง งดงาม และสร้างสรรค์ ในโอกาสสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2566 อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมบทเพลงและศิลปินเพชรในเพลงให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญของเพลงต่อการธำรงรักษาภาษาไทย จึงจัดโครงการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเป็นขวัญกำลังใจให้ศิลปินนักร้องและนักประพันธ์เพลงที่ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ เป็นการร่วมอนุรักษ์ภาษาไทยอันเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของชาติมาอย่างสืบเนื่อง นับเป็นเวลาครบ 20 ปี หรือ 2 ทศวรรษ มีผู้ได้รับรางวัลมาแล้วทั้งสิ้น 406 รางวัล เนื่องในสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ 2 – 8 เมษายน 2566 กรมศิลปากรได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมรดกไทย ตลอดจนส่งเสริมผู้อนุรักษ์มรดกไทยทุกสาขา จึงเป็นโอกาสอันดีที่กรมศิลปากรได้จัดกิจกรรมการแสดงคอนเสิร์ต “2 ทศวรรษ เพชรในเพลง พุทธศักราช 2566” เพื่อเผยแพร่ผลงานของศิลปินคุณภาพที่ได้รับรางวัลเพชรในเพลงในรอบ 2 ทศวรรษให้เป็นแบบอย่างในการส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกไทยด้านภาษาและคีตศิลป์ในสังคมไทยต่อไป โดยมีศิลปินทรงคุณวุฒิ ได้แก่ อาจารย์รวงทอง ทองลั่นธม และอาจารย์วินัย พันธุรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ รวมถึงอาจารย์โฉมฉาย อรุณฉาน และปาน ธนพร แวกประยูร ผู้ทำหน้าที่กรรมการตัดสินการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” พร้อมทั้งศิลปินนักร้องคุณภาพผู้ได้รับรางวัลเพชรในเพลง อาทิ เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์, หนู มิเตอร์, แจ๊ค ธนพล, รัชนก ศรีโลพันธุ์, นัน อนันต์ อาศัยไพรพนา, ใบเฟิร์น สุทธิยา, บูม ชญาภา, ปะแป้ง พลอยชมพู, หมิว เขมจิรา, นิตา ลลดา, มิวสิค โรสซาวด์ ร่วมขับขานบทเพลงไพเราะกว่า 25 เพลง บรรเลงโดยวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี ๒๕๖๖ การจัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เงินตราในประเทศไทย : วิวัฒน์เงินตราไทย จากสุโขทัยถึงรัตนโกสินทร์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพและวันอนุรักษ์มรดกไทย และเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเงินตราที่ใช้ในประเทศไทย พัฒนาการของเงินตรา รูปแบบของเงินตราในสมัยต่าง ๆ โดยเฉพาะที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ให้แก่นักเรียนนักศึกษา ครูอาจารย์ และประชาชนทั่วไป
นิทรรศการพิเศษดังกล่าวจะบอกเล่าเรื่องราวของเงินตราในหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่
๑. เงินตราในฐานะสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
๒. พัฒนาการเงินตราในประเทศไทย
๓. เบี้ย : ความหมายของเบี้ย เบี้ยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานการใช้เบี้ยเป็นเงินตราในประเทศไทย การยกเลิกใช้เบี้ย
๔. พดด้วง สมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์
๕. มาตราเงินไทยโบราณ
๖. การปฏิรูประบบเงินตราในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
๗. เมื่อแรกปรากฏพระบรมรูปบนเหรียญกษาปณ์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ กับการเปิดรับความเจริญจากชาวตะวันตก
๘. เงินตราสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ถึง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘
๙. เงินตราสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙
๑๐. เงินตราสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐
นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ประเภทเงินตราต่าง ๆ เช่น เบี้ย สมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๓, เงินพดด้วง ชนิดราคา ๑ บาท ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สมเด็จพระนารายณ์ และสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ช่วงสมัยอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลาย ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่พบในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร
เบี้ย สมัยอยุธยา
เงินพดด้วง ราคา ๑ บาท สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
เงินพดด้วง ราคา ๑ บาท สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เงินพดด้วง ราคา ๑ บาท สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ
เหรียญพระบรมรูป – ตราแผ่นดิน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ บนเหรียญไม่ระบุศักราช เริ่มผลิตครั้งแรก ร.ศ. ๙๕ หรือ พ.ศ. ๒๔๑๙ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการอัญเชิญพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ประทับบนหน้าเหรียญ
เหรียญพระบรมรูป – ตราไอราพต ผลิตขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๖ จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๘ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๖๑ เศรษฐกิจตกต่ำ ราคาโลหะเงินเพิ่มสูงขึ้น จึงมีการลดส่วนผสมในการผลิตเงิน
เหรียญตราอุณาโลม – พระแสงจักร ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเหรียญที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผลิตตามลักษณะแบบสตางค์รูที่เคยจัดทำในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่มีรายละเอียดแตกต่างกันบ้าง เช่น ศักราชที่ระบุบนเหรียญในสมัยนี้ใช้ปีพุทธศักราช (พ.ศ.) ส่วนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใช้ปีรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.)
เหรียญพระบรมรูป – ตราพระครุฑพ่าห์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งตราพระครุฑพ่าห์ รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นตราพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน
เหรียญพระบรมรูป – ตราแผ่นดิน ชนิดราคา ๑ บาท ผลิตใน พ.ศ. ๒๕๐๕ สมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นเหรียญบาทที่มีลักษณะโดดเด่น เนื่องจากมีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒๗ มิลลิเมตร
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๑๐ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ด้านหน้าของเหรียญเป็นพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนด้านหลังมีรูปตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ มีรัศมีโดยรอบ
ธนบัตร แบบ ๓ รุ่น ๑ ชนิดราคา ๑ บาท เริ่มออกใช้ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๗๗ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธนบัตรแบบแรกที่เชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์เป็นภาพประธาน และมีการพิมพ์ข้อความแจ้งโทษของการปลอมแปลงธนบัตรเป็นครั้งแรก
ธนบัตรแบบ ๙ ชนิดราคา ๕๐ สตางค์ ประกาศออกใช้ครั้งแรก วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๔๙๑ สมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นธนบัตรที่ไม่ปรากฏพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ ๙ อีกทั้งไม่มีลายมือชื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และไม่มีลายน้ำ
ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ๒๕๖๖ โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร เปิดให้บริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. หยุดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย ๒๐ บาท ชาวต่างชาติ ๑๐๐ บาท ยกเว้น นักเรียนนักศึกษา นักบวชทุกศาสนา และผู้สูงอายุ
---------------------------------------------
ข้อมูลวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๖
โดยนางสาวพรรณลักษณ์ พันธ์วนิชดำรง ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖) เวลา ๑๐.๐๐ น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี ๒๕๖๖ “การจัดการคลังและวัตถุพิพิธภัณฑ์สู่ความยั่งยืน” ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พุทธศักราช ๒๕๓๘ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้วันที่ ๑๙ กันยายนของทุกปี เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และใน ปีนี้ กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในหมู่นักวิชาชีพพิพิธภัณฑ์ในการพัฒนากิจการพิพิธภัณฑสถานให้สามารถตอบสนองต่อสังคมในมิติของความยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “การจัดการคลังและวัตถุพิพิธภัณฑ์สู่ความยั่งยืน” โดยแนวคิดหลักที่นำมาสู่หัวข้อการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากแนวทางการทำงานพิพิธภัณฑ์สากลของสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ หรือ ICOM ที่ได้ประกาศไว้ในวันพิพิธภัณฑ์สากล ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ว่า “Museums, Sustainability and well-being: พิพิธภัณฑ์เป็นสถาบันที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการมีสุขภาวะที่ดี พร้อมการพัฒนาสังคมได้อย่างยั่งยืน” ด้วยเล็งเห็นว่า “คลังพิพิธภัณฑ์” และ “วัตถุพิพิธภัณฑ์” เป็นหัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์ ดังนั้นการดูแลบริหารคลังพิพิธภัณฑ์และวัตถุพิพิธภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงถือได้ว่าเป็นการสร้างความยั่งยืนแก่มรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติให้คงอยู่สืบไป
กิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี ๒๕๖๖ “การจัดการคลังและวัตถุพิพิธภัณฑ์สู่ความยั่งยืน” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗ - ๑๙ กันยายน ๒๕๖๖ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพิพิธภัณฑ์เครือข่าย จำนวน ๒๐ แห่ง และหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร จำนวน ๙ แห่ง มีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้
ส่วนที่ ๑ กิจกรรมการนำเสนอผลงานความก้าวหน้าทางวิชาการพิพิธภัณฑสถานวิทยา โดยเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ นำเสนอข้อมูลและมุมมองที่แตกต่างในการทำงานเกี่ยวกับคลังพิพิธภัณฑ์ การนำเทคโนโลยีปัจจุบันเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ การดูแลรักษาวัตถุพิพิธภัณฑ์ และการถอดบทเรียนจากงานทำงานคลังพิพิธภัณฑ์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19
ส่วนที่ ๒ การจัดนิทรรศการแสดงผลงานร่วมกันของเครือข่าย ในหัวข้อ “Museum Unveiling: เรื่องลึก เบื้องหลังพิพิธภัณฑ์ไทย” นำเสนอเรื่องราวความรู้ในศาสตร์ด้านต่าง ๆ ผ่านโบราณวัตถุในคลังที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น
ส่วนที่ ๓ การจัดกิจกรรม Workshop ด้านการอนุรักษ์วัตถุพิพิธภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน
ส่วนที่ ๔ งานออกร้านแสดงผลงานหรือสินค้าต่อยอดกิจการพิพิธภัณฑ์
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้เปิดการนำชมพิเศษ “ยลพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน” (Night at the Museum) ภายในหมู่พระวิมาน จำนวน ๒ รอบ เวลา ๑๗.๐๐ น. และ ๑๘.๐๐ น. (เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าเวลา ๑๖.๑๕ น.) และกิจกรรม “มหาคณปติบูชา” เนื่องในเทศกาลคเณศจตุรถี ร่วมสักการะขอพรพระคเณศ ณ เทวาลัยชั่วคราว ห้องศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท และนำชมรอบพิเศษ “กำเนิดพระคเณศ” วันละ ๑ รอบ ในเวลา ๑๘.๐๐ น. (เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าเวลา ๑๗.๓๐ น.)
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ๒๕๖๖ ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๙ กันยายน ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๙.๓๐ น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
วันที่ 11 สิงหาคม 2566กลุ่มโบราณคดี ทำการสำรวจโบราณสถานในพื้นที่อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 2 แห่ง คือ1).โบราณสถานบริเวณที่พักสงฆ์วัดไทย บ้านหัวสวยพบซากเจดีย์ (ธาตุ) ก่ออิฐฉาบปูนแปดเหลี่ยม และฐานอาคารในผังสี่เหลี่ยมวางตัวนแนวแกนตะวันออก – ตะวันตก(ธาตุอยู่ด้านหลังอาคารในผังสี่เหลี่ยม)2).เจดีย์ (ธาตุ) ร้าง ก่ออิฐ มีต้นไม้ปกคลุม ไม่สามารถศึกษารายะเอียดได้มากนักสันนิษฐานว่าโบราณสถานทั้ง 2 แห่ง สร้างขึ้นในสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง เมื่อราว 400 – 100 ปีมาแล้วสอบถามหรือแจ้งข้อมูลโบราณสถาน 043-242129 Line: finearts8kk E-mail: fad9kk@hotmail.comพื้นที่ในความรับผิดชอบขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร#ความรู้ #องค์ความรู้ทางวิชาการ #บทความ #สำนักศิลปากรขอนแก่น #ขอนแก่น #กรมศิลปากร #แหล่งโบราณคดี #โบราณคดี
นิทรรศการหมุนเวียน
"Object of the Month" วัตถุจากคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
ประจำเดือน "มิถุนายน" ระหว่าง
วันที่ ๑ - ๓๐ มิ.ย. ๒๕๖๖ เชิญพบกับ
"พระพุทธรูปปางมารวิชัย" ปางสัมผัสแผ่นดิน
องค์ความรู้สุพรรณบุรี เรื่อง ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์
ผู้เรียบเรียง :
นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
เสาปริศนาที่วัดป่ามะม่วง. วัดป่ามะม่วง เป็นโบราณสถานด้านทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย มีการค้นพบศิลาจารึกที่กล่าวถึงวัดแห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นที่ป่ามะม่วง เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๔ ได้มีการอาราธนา ‘มหาสามีสังฆราช’ จากเมืองพัน (มอญ) มาจำพรรษา โดยในเวลาต่อมาพระเถระรูปนี้ได้ทำพิธีบวชให้แก่พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ภายในวัดประกอบด้วยอุโบสถ เจดีย์ราย และเจดีย์ประธาน นอกจากนี้ภายในวัดยังมีเสาศิลาแลงตั้งอยู่ด้านหลังเจดีย์ประธาน ปัจจุบันยังไม่ทราบรูปแบบการใช้งานที่แน่ชัด แต่นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า อาจเป็นเสาประดับรูปหงส์ที่สร้างขึ้นโดยพระเถระชาวมอญจากเมืองพันที่มาจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง โดยที่มาของเสาหงส์ เกิดจากเรื่องเล่าที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า ภายหลังที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๘ ปี พระองค์เสด็จโปรดเวไนยสัตว์ในแคว้นต่าง ๆ เมื่อเสด็จมาถึงเขาสุทัศนมรังสิต ทางด้านทิศเหนือของสะเทิมได้ทอดพระเนตรเห็นเนินดินกลางทะเล โดยมีหงส์ทอง ๒ ตัวเล่นน้ำอยู่จึงทำนายว่า เนินดินที่หงส์ทั้งสองเล่นน้ำอยู่นั้น จะเป็นมหานครที่ชื่อว่า ‘หงสาวดี’ เป็นที่ตั้งพระธาตุสถูปเจดีย์พระศรีมหาโพธิ์และพระศาสนา ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๑,๐๐๐ ปี จากเนินดินที่อยู่กลางทะเลกลายเป็นแผ่นดินใหญ่ พระราชบุตรของพระเจ้าเสนาคงคา นามว่า ‘สมลกุมาร’ และ ‘วิมลกุมาร’ เป็นผู้รวบรวมไพร่พลก่อตั้งเมืองขึ้น แล้วให้ชื่อว่าเมืองหงสาวดี ชาวมอญจึงใช้หงส์เป็นสัญลักษณ์ของประเทศนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้นคนมอญหรือชนชาติมอญจึงมีจิตใจมุ่งมั่นในพระพุทธศาสนาและมีการประดิษฐานเสาหงส์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ นั่นเอง อย่างไรก็ตาม การสร้างเสาสูงภายในศาสนสถานก็เคยปรากฏมาแล้วในอินเดีย ยกตัวอย่างเช่นเสาศิลาของพระเจ้าอโศก ที่ปักอยู่ด้านหน้าพุทธสถานและสถานที่สำคัญในพุทธประวัติ เพื่อใช้ในการจารึกพุทธธรรมหรือคำประกาศ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ได้รับความนิยมมากในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ แบบที่ไม่มีธรรมจักรด้านบนและประเภทที่มีธรรมจักรด้านบน โดยธรรมจักรเป็นสิ่งที่แสดงถึงธรรมของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังสื่อถึงความเป็นพระจักรพรรดิราชของพระเจ้าอโศกมหาราชอีกด้วย.อ้างอิง ๑. เชษฐ์ ติงสัญชลี. (๒๕๖๓). ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. พิมพ์ครั้งที่ ๔. นนทบุรี. มิวเซียมเพรส. ๒. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (๒๕๖๑). ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส. ๓. ที่ระลึกงาน ประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ. (๒๕๔๙). กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).
นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดี ภายใต้โครงการ "ศึกษาและกำหนดอายุแหล่งโบราณคดี ประเภทใบเสมาในวัฒนธรรมทวารวดี พื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูลตอนกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗" ณ แหล่งโบราณคดีโนนสำโรง ภายในชุมชนโบราณบ้านปะเคียบ ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดอายุสมัยและศึกษารูปแบบการปักใบเสมา ในวัฒนธรรมทวารวดี ระหว่างวันที่ ๘-๑๗ มีนาคม ๒๕๖๗ ซึ่งดำเนินโครงการโดยกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา
คนจากไหน ไทยทรงดำ
พระนครคีรี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2402 ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 4 โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้ซึ่งเคยออกแบบหมู่พระอภิเนาว์นิเวศ ในพระบรมหาราชวัง มาเป็นแม่กองในการก่อสร้าง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพขององค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งความปรีชาสามารถของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงก่อให้เกิดพระราชวังนาม “พระนครคีรี” พระราชวังคู่บ้านคู่เมืองเพชรบุรีขึ้นมา
แต่ถึงอย่างนั้น “แรงงาน” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดพระราชวัง “พระนครคีรี” โดยผู้ที่เป็นแรงงานสำคัญในการก่อสร้างพระราชวังในขณะนั้น คือ “ลาวทรงดำ” หรือ “ลาวโซ่ง” ในปัจจุบันก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ “ไทยทรงดำ” “ไทดำ” หรือ “ไทยโซ่ง” และเพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความขอบคุณที่ร่วมก่อสร้างพระราชวัง “พระนครคีรี” นี้ขึ้นมา ทางผู้จัดทำจึงได้รวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงบทความนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำเท่านั้น เพราะหากศึกษาเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำอย่างจริงจังแล้ว จะพบว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจและควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างมาก สำหรับบทความครั้งนี้สรุปความได้ ดังนี้
ใคร?
ไทยทรงดำ ไทดำ ไทยโซ่ง ไตดำ ผู้ไตซงดำ ผู้ไทยดำ ลาวโซ่ง ลาวซ่ง ลาวซ่งดำ จะเรียกด้วยชื่ออะไรก็ตามในบทความนี้หมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน โดยชื่อเรียกว่า ไทยทรงดำ ไทดำ ไทยโซ่ง ฯลฯ สันนิษฐานว่าน่าจะเรียกตามเนื้อผ้าที่นุ่งห่มเพราะชอบแต่งกายด้วยผ้าสีดำ เนื่องด้วยคำว่า “โซ่ง” แผลงมาจากคำว่า “ส้วง” ซึ่งมีความหมายว่า กางเกง อีกทั้งยังพบว่าทาง ไทยเวียง หรือ ลาวเวียง กลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาวที่ย้ายถิ่นฐานจากเมืองเวียงจันทน์ มาบริเวณลุ่มน้ำภาคกลางของไทย บริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ก็เคยเรียกไทยทรงดำนี้ว่า “ลาวกุงเกง” หรือ “ลาวกางเกง” ดังนั้น ไทยทรงดำ ไทดำ ไทยโซ่ง ฯลฯ น่าจะมีความหมายว่า ชาวที่นุ่งกางเกงสีดำ
ตามข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารการเรียกชื่อว่า “ไทยทรงดำ” จะเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มชาติพันธุ์นี้มากกว่าที่จะเรียกพวกเขาว่า “ลาวทรงดำ” หรือ “ลาวโซ่ง” เพราะโดยส่วนใหญ่ในชุมชนมีความรู้สึกยินดีและยอมรับด้วยความภูมิใจว่าเขาเป็นไทยทรงดำมากกว่าชื่ออื่น หากมีการเรียกด้วยชื่ออื่นพวกเขาเหล่านั้นอาจจะมีความรู้สึกเขินอาย หรือไม่พอใจยอมรับได้นั้นเอง
กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยทรงดำ นิยมแต่งกายด้วยชุดสีดำ หรือสีครามเข้มเกือบดำ ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายที่ผลิตใช้กันเองในชุมชน โดยอาชีพหลักของชาวไทยทรงดำ คือ ทำนา มีทั้งทำนาข้าวเหนียว ข้าวเจ้า นอกจากนี้ก็มีทำไร่ หาของป่า และเลี้ยงสัตว์ โดยมีอาชีพจักสานเป็นอาชีพรองอีกอย่างหนึ่งที่แพร่หลายมากในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยทรงดำ
เมืองเพชรบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยทรงดำ ย้ายเข้ามาอาศัยหนาแน่นและเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยในอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื่องด้วยลักษณะภูมิประเทศของอำเภอเขาย้อยในอดีตมีลักษณะเหมือนกับบ้านเมืองเดิม ที่อาศัยตามป่าเขา ส่วนอำเภออื่น ๆ ก็มีอยู่บ้างประปราย เช่น อำเภอเมือง แถบหนองพลับ เวียงคอย อำเภอบ้านแหลม ตำบลบางครก อำเภอบ้านลาด ตำบลห้วยข้อง เป็นต้น
มาจากไหน?
ชาวไทยทรงดำเดิมตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเมืองแถงหรือเดียนเบียนฟูของประเทศเวียดนาม ในปัจจุบันบริเวณดังกล่าวในอดีต เรียกว่า แคว้นสิบสองจุไทย นอกจากนั้นยังกระจายตัวอยู่ตั้งแต่มณฑลกวางสี มณฑลยูนนาน มณฑลตังเกี๋ย ลุ่มแม่น้ำดำ และลุ่มแม่น้ำแดง
เข้ามาอย่างไร?
ชาวไทยทรงดำที่ย้ายเข้าในดินแดนของประเทศไทย ตามเอกสารพบว่ามีมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเข้ามาสร้างชุมชนอยู่ในหัวเมืองชั้นใน ทั้งโดยการอพยพเข้ามาเอง ถูกกวาดต้อน และถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้ามา โดยสรุปสาเหตุสำคัญไว้ ดังนี้
1. ผลจากสงคราม กล่าวคือ ในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทย เคยถูกพวกจีนฮ่อย กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน บุกรุก ปล้นฆ่า และเผาบ้านเผาเรือน อีกทั้งแคว้นสิบสองจุไทยเป็นพื้นที่ที่ทัพจีนและญวนปะทะกัน จึงทำให้ชาวบ้านที่นั้นพลอยเดือดร้อนไปด้วย และเป็นเหตุทำให้ชาวบ้านที่นั่นต้องอพยพ
2. การกวาดต้อนของสยาม จากหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารได้อธิบายถึงการเข้ามาอาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรีอยู่ 3 ช่วงสำคัญด้วยกัน คือ
ช่วงที่ 1 ชาวไทยทรงดำ หรือลาวทรงดำ ถูกกวาดต้อนเป็นจำนวนมากมายังจังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2322 ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้กองทัพสมเด็จพระมหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิชาชเข้าตีเวียงจันทน์ได้สำเร็จแล้ว ได้สั่งให้กองทัพเมืองหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ (เวียดนามเรียกว่า เมืองซือหงี) และเมืองม่วย โดยประชาชนสองเมืองนี้เป็นลาวทรงดำซึ่งอาศัยอยู่บริเวณริมเขตแดนเวียดนาม ซึ่งปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1 ความว่า
“. . . ในจุลศักราช 1141 ปีกุน เอกศก (พ.ศ. 2322) . . . และให้กองทัพหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ ญวนเรียกว่าเมืองซือหงี เมืองม่วย สองเมืองนี้เป็นลาวทรงดำ (ผู้ไทยดำ) อยู่ริมเขตแดนเมืองญวน ได้ครอบครัวลาวทรงดำลงมาเป็นอันมาก พาครอบครัวลาวเวียง ลาวทรงดำลงมาถึงกรุง ในเดือนยี่ ปีกุน เอกศก (พ.ศ. 2322) นั้น ลาวทรงดำนั้นโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เพชรบุรี ลาวเวียง ลาวหัวเมืองฟากโขง ตะวันตกก็โปรดให้ไปตั้งบ้านเมืองอยู่สระบุรี เมืองราชบุรีบ้าง ตามหัวเมืองตะวันตกบ้าง อยู่จันทบุรีบ้าง ก็มีเชื้อสายมาจนทุกวันนี้ . . .”
ช่วงที่ 2 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้กวาดต้อนชาวลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ) มาจากเมืองแถง หรือเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม ใน พ.ศ. 2335 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ชาวลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ) กลายไปเป็นกำลังคนของเวียดนาม จึงโปรดให้ไปอยู่ที่เมืองเพชรบุรีกับพวกที่อยู่ก่อนแล้ว
ช่วงที่ 3 สมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2373 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ไปชำระรับครัวลาวที่เมืองหลวงพระบาง กวาดต้อนรวบรวมมาจากหัวเมืองลาวต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก โดยประมาณหนึ่งหมื่นหกพันคนเศษ และทรงโปรดให้ไปอยู่ตามพวกที่เคยอยู่มาก่อน
ต่อมาใน พ.ศ. 2379 เมื่อหัวเมืองลาวต่าง ๆ เริ่มพากันอ่อนน้อมขอขึ้นกับกองทัพไทย โดยทางกรุงเทพฯ ได้ให้เมืองเหล่านั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเมืองหลวงพระบาง และในบางคราวที่เมืองบางเมืองคิดต่อต้านเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์เมืองหลวงพระบาง จึงสั่งยกทัพไปตีเมืองเหล่านั้น และกวาดต้อนเหล่าชาวลาวทรงดำมายังที่กรุงเทพ โดยในคราวนี้ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ความว่า
“. . . ศักราช 1198 ปีวอก อัฐศก (พ.ศ. 2379) เจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์มี ศุภอักษรแต่งให้เจ้าอุ่นแก้วคุมดอกไม้เงินดอกไม้ทองลงมา ณ กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า เจ้าอุปราชหรือเจ้าราชวงศ์ คงจะตั้งเป็นเจ้าเมืองหลวงพระบางคนหนึ่งจึงโปรดตั้งเจ้าอุ่นแก้วบุตรเจ้านครหลวงพระบางอนุรุธที่ 5 เป็นเจ้าน้องอุปราชราชไภยเป็นที่ราชวงศ์ขึ้นไปรักษาบ้านเมือง ครั้นเจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์ปลงศพเจ้าเมืองหลวงพระบางเสร็จแล้ว พวกเมืองหึม เมืองคอย เมืองควร ตั้งขัดแข็งต่อเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์แต่งให้ท้าวพระยาคุมกองทัพขึ้นไปตีจับได้ลาวทรงดำ (ผู้ไทยดำ) แต่งให้พระยาศรีมหานามคุมลงมา ณ กรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งฯ . . .”
และอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2381 เจ้าอุปราชวิวาทกับเจ้าราชวงศ์ เจ้าราชวงศ์จึงคุมชาวลาวทรงดำลงมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่กรุงเทพฯ ตามที่ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ความว่า “. . . ศักราช 1200 ปีจอ สัมฤทธิศก (พ.ศ. 2381) เจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์ มีความวิวาทกันลงมา ณ กรุงเทพฯ . . .”
เป็นอีกครั้งที่ลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ) ที่ถูกกวาดต้อนอพยพลงมาที่กรุงเทพฯ ซึ่งทั้งสามคราวดังที่กล่าวมานี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่มีการอพยพชาวลาวทรงดำ หรือ ไทยทรงดำ อยู่ก่อนแล้ว
ทำไมต้องเป็นเพชรบุรี
เมืองเพชรบุรี เป็นเมืองเก่าแก่และมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในฐานะหัวเมืองชั้นในที่มีความสำคัญ ซึ่งการที่ชาวลาวถูกกวาดต้อนและอพยพเข้ามา โดยทางการได้ส่งไปอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ นั้น จุดมุ่งหมาย คือ ต้องการให้ชาวลาวได้อยู่รวม ๆ กันและมีแหล่งที่อยู่อาศัยตามลักษณะภูมิประเทศเดิม เพื่อความสะดวกในการควบคุมดูแลและเพื่อสร้างบรรยากาศความสบายใจให้แก่ชาวลาว เช่น ลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ) ที่เข้ามาอยู่ที่เมืองเพชรบุรีที่มีป่าเขาเหมือนบริเวณที่ราบสูงถิ่นเดิมของชาวลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ)
นอกจากนั้นในเชิงยุทธศาสตร์การที่กวาดต้อนชาวลาวไปยังหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะหัวเมืองชั้นใน เช่น เมืองกาญจนบุรี เมืองฉะเชิงเทรา หรือเมืองเพชรบุรี ก็เพราะว่า
1. เมืองเหล่านี้อยู่ไกลจากแหล่งที่อาศัยเดิมของชาวลาว เพื่อป้องกันการหลบหนีกลับไปบ้านเมืองลาว
2. เมืองเหล่านี้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันราชธานี เหมาะเป็นที่ระดมคนและเพิ่มพูนกำลังรบ เป็นเมืองชุมทาง เมืองศูนย์กลางที่กองทัพจากหัวเมืองต่าง ๆ ถูกเกณฑ์ให้ไปสมทบในราชการสงคราม หรือเป็นเมืองทางผ่านเมื่อมีข้าศึกยกทัพมา
วัตถุประสงค์ในการกวาดต้อนเข้ามา
โดยวัตถุประสงค์ในการกวาดต้อนชาวลาวเข้ามา ตามเอกสารอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ 2 ประเด็นสำคัญ คือ ต้องการกำลังคน และต้องการแรงงาน
1. ต้องการกำลังคน แม้ว่าการป้องกันบ้านเมืองเป็นหน้าที่สำคัญของเหล่ามูลนายและไพร่ไทย แต่เนื่องจากกำลังคนไม่เพียงพอ ดังนั้นชาวต่างด้าวที่ตั้งหลักแหล่งในราชอาณาจักรสยาม เช่น ชาวเขมร มอญ และลาว เป็นต้น จึงมีหน้าที่ต้องรับใช้ประเทศป้องกันข้าศึกศัตรูด้วย
“ไทยทรงดำ” ชาวลาวจะถูกเกณฑ์เพื่อใช้เป็นกำลังรบสมทบให้กับกองทัพจากราชธานีหรือหัวเมืองอื่นตามแต่โอกาสและเหตุการณ์ ยกตัวอย่างในปี พ.ศ. 2394 ช่วงต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ราชอาณาจักรสยามกำลังเผชิญภัยจากการคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมจากชาวตะวันตก เพื่อเตรียมความพร้อมพระองค์ทรงโปรดให้มีการฝึกหัดชายรุ่นหนุ่ม ทั้งชาวไทยและชาวต่างด้าวในด้านการรบ โดยเฉพาะฝึกหัดวิชาการอาวุธ และหนึ่งในชาวต่างด้าวที่ถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นกำลังรบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันประเทศนั้น คือ กลุ่มชาติพันธุ์ “ไทยทรงดำ” ที่อาศัยอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ตามที่ปรากฏในสารตราว่าด้วยเกณฑ์ลูกหมู่เมืองราชบุรี เพชรบุรี ไว้ว่า
“. . . โปรดเกล้าฯ จะให้ฝึกหัดวิชาการอาวุธขึ้นไว้ให้ชำนิชำนาญในการยุทธสำหรับจะได้ป้องกันขอบขันฑเสมา และทั้งจะได้เป็นที่เฉลิมพระเกียรติ . . ."
2. ต้องการแรงงาน เพื่อทดแทนพลเมืองที่เสียชีวิตเนื่องจากสงครามให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เมื่อบ้านเมืองตกสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง พลเมืองบางส่วนต้องอดตายเพราะอดอาหาร เนื่องจากขาดแคลนแรงงานในการผลิต ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยการเพิ่มกำลังการผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้นเพียงพอต่อการบริโภค รวบรวมผู้คนมาเพิ่มเติมทดแทนเพื่อให้มีจำนวนมากพอ แม้จะเป็นพลเมืองชาวลาวหรือการกวาดต้อนเชลยศึก
นอกจากจะเกณฑ์ชาวลาว หรือชาวไทยทรงดำ ใช้เป็นแรงงานเพื่อการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการผลิตแล้ว ชาวลาว หรือชาวไทยทรงดำยังถูกเกณฑ์เป็นแรงงานเพื่อใช้งานในกรณีพิเศษอีกด้วย อย่างการเกณฑ์แรงงานเพื่อทางราชการ นั้นคือ แรงงานเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งงานดังต่อไปนี้นับได้ว่าเป็นคุณประโยชน์และมีความสำคัญอย่างยิ่งตลอดจนถึงปัจจุบัน
ยกตัวอย่าง การก่อสร้างพระราชวังที่เมืองเพชรบุรี “พระนครคีรี” พระราชวังในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2402 โดยแรงงานสำคัญในการสร้างพระนครคีรีนั้นเป็นแรงงานจาก “ลาวทรงดำ” หรือ “ลาวโซ่ง” ในปัจจุบันก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ “ไทยทรงดำ” “ไทดำ” หรือ “ไทยโซ่ง” ซึ่งเป็นกำลังแรงงานหลักของราชการในช่วงเวลานั้น โดยชาวไทยทรงดำและกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอื่น ๆ ได้ถูกอพยพกวาดต้อนเข้ามาในสยามในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะที่เมืองเพชรบุรีเป็นที่ตั้งถิ่นฐานสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ (ลาวทรงดำ) ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นทั้งแรงงานในการก่อสร้างและเป็นผู้รับใช้บนพระนครคีรีอีกด้วย
บทความข้างต้นแม้ว่าในอดีตของชาวไทยทรงดำจะถูกเรียกว่าเป็น “ชาวต่างด้าว” ซึ่งถูกกวาดต้อนให้อพยพออกจากถิ่นฐานเดิมบ้าง เป็น “เชลยศึก” จากสงครามบ้าง หรือแม้แต่คำว่า “แรงงาน” ก็ตาม แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่กลไกทางสังคมที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เพราะในปัจจุบันสิทธิและศักดิ์ศรีของเป็นชาวไทยทรงดำ ก็มีเท่าเทียบไม่ต่างอะไรกับคนไทย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีพ่อแม่เป็นคนเชื้อสายใด หากเกิดในเมืองไทย เรียนหนังสือไทย อ่าน พูด และใช้ภาษาไทย ก็ย่อมต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยเหมือนกัน และที่สำคัญทุกคนต่างมีศูนย์รวมดวงใจ ณ ที่แห่งเดียวกัน คือ ความเป็นพสนิกรของในหลวงองค์เดียวกันนั้นเอง
เอกสารสำหรับการค้นคว้า
1. บังอร ปิยะพันธุ์. (2541). ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
2. ถวิล เกษรราช. (2548). เรื่องราวจาวไตโซ่งในดินแดนสยาม. นครปฐม : หนังสือมูลนิธิไทยทรงดำประเทศไทย.
3. สุนันท์ อุดมเวช. (๒๕34). “ไทยทรงดำ ชนเผ่าไทยในเพชรบุรี”, บทความทางวิชาการวารสารเมืองโบราณ, ปีที่ 17 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม – ธันวาคม).
4. ณรงค์ อาจสมิติ. (๒๕55). “รัฐชาติ ชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์ไทดำ”, บทความทางวิชาการวารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา, ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม).