ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,491 รายการ
กระเบื้องมุงหลังคาแบบลอน พบในบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง กระเบื้องดินเผาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโค้งงอเล็กน้อย ขนาดกว้างประมาณ ๗ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๙ เซนติเมตร ด้านบนตกแต่งเป็นสันนูนทำให้เกิดลอน ๓ ลอน ขนานกันตามแนวยาวของตัวกระเบื้อง คั่นด้วยร่องเว้าลงไป ๒ ร่อง สำหรับเป็นทางระบายน้ำฝน ด้านล่างมีผิวแบนเรียบ ปลายด้านหนึ่งมีเดือยทรงสามเหลี่ยมปลายงอ ใช้สำหรับเป็นตะขอเกี่ยวยึดกับโครงสร้างซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นระแนงไม้ เนื้อกระเบื้องมีเม็ดกรวดทรายปนอยู่ค่อนข้างมาก นอกจากกระเบื้องชิ้นนี้แล้ว ที่เมืองโบราณอู่ทอง ยังมีการค้นพบชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคาแบบลอนอีกจำนวนหนึ่ง จากการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข ๑๔ (โบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมประเภทวิหาร มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โครงสร้างผนังก่ออิฐและเสาซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นไม้ รองรับน้ำหนักส่วนโครงสร้างหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ทั้งนี้ยังพบกระเบื้องรูปแบบคล้ายคลึงกันนี้จากโบราณสถานในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งไม่ทราบรูปแบบและหน้าที่การใช้งานอาคารอย่างแน่ชัด ตั้งอยู่บริเวณคันดินมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองโบราณศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี อีกด้วย นอกจากหลักฐานทางโบราณคดีดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีหลักฐานทางเอกสารที่กล่าวถึงกระเบื้องในสมัยทวารวดี ได้แก่ จดหมายเหตุทงเตี่ยน ซึ่งเป็นเอกสารจีนที่รวบรวบขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ มีเนื้อหาที่กล่าวถึงดินแดนโถวเหอ (นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะตรงกับคำว่า “โตโลโปตี้” ที่หมายถึง “ทวารวดี”) ซึ่งเป็นที่รู้จักในสมัยราชวงศ์สุย (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒) ว่ามีบ้านเรือนหรือวังของกษัตริย์ที่มีหลายชั้นและมีการใช้กระเบื้องมุงหลังคาด้วย กระเบื้องชิ้นนี้เป็นกระเบื้องรูปแบบหนึ่งที่ชาวพื้นเมืองสมัยทวารวดี ใช้สำหรับมุงหลังคาซึ่งมีโครงสร้างเป็นเครื่องไม้ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า เนื่องจากมีการค้นพบกระเบื้องดังกล่าวปริมาณไม่มากนัก อาจใช้สำหรับมุงหลังคาอาคารประเภทวิหาร มณฑป ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างเนื่องในศาสนา หรือที่อยู่อาศัยของบุคคลชั้นสูง ก็เป็นได้---------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง https://www.facebook.com/Uthongmuseum/posts/1604825466381866---------------------------------------------------อ้างอิง :เด่นดาว ศิลปานนท์. โบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ ปริศนาวิหารถ้ำเมืองอู่ทอง. กรุงเทพฯ : อรุณการ พิมพ์, ๒๕๕๙. สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง. “กระเบื้องดินเผาสมัยทวารวดี : ข้อมูลใหม่จากการขุดค้นที่เมืองนครปฐมโบราณ”. หน้า จั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย. ๙ (กันยายน ๒๕๕๕ – สิงหาคม ๒๕๕๖), ๓๐๒ – ๓๑๔.
ล้อวัวล้อ ในสารพจนานุกรมล้านนาให้ความหมายว่า เกวียน วงล้อ แหว้นล้อ ภาคกลางเรียก เกวียนวัว ภาคอีสานเรียก ระแทะหรือเกียน ซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งในการเดินทาง มีสองล้อ เทียมด้วยวัวหรือควาย ใช้บรรจุพืชผลต่างๆ เรียก ล้อวัวหรือล้อควาย ประกอบไปด้วยล้อไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่จำนวนสองล้อ ล้อจะหมุนรอบเพลาที่มีดุมเป็นแกนกลาง โดยมีกำหรือโครงสร้างล้ออยู่ในกรอบไม้ฝักมะขาม และมีแม่แปลกเป็นไม้ประกบบังคับให้ล้อเกวียนหมุน ตัวเกวียนมีลักษณะโปร่งๆ มีไม้ซี่เล็กๆ เรียงคล้ายกรง ด้านล่างตั้งอยู่บนไม้คาน ในอดีตใช้เป็นพาหนะสำหรับบรรทุกข้าวเปลือกและพืชผลต่างๆ อาจะมีประทุนหรือกูบไว้กันฝนกันแดดด้วยภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพชุด การประกวดภาพเก่าเกี่ยวกับจังหวัดลำพูน (เจ้าของภาพ อนงค์ศิลป์ ด่านไพบูลย์)อ้างอิง๑. มณี พยอมยงค์. ๒๕๔๖. สารพจนานุกรมล้านนา. เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.๒. พิชชา ทองขลิบ. ๒๕๖๔. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (Online). https://www.sac.or.th/.../trad.../th/equipment-detail.php.... สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔.
นิพฺพานสุตฺต (นิพฺพานสูตร)
ชบ.บ.75/1-1ฌ
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
วินยธรสิกฺขาปทวินิจฺฉย (วินยสิกฺขาปทวินิจฺเฉยฺย)
ชบ.บ.96/1-4
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.308/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 66 หน้า ; 4 x 54.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 124 (287-301) ผูก 4 (2565)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา (ทศชาติ) ชาตกฎฐกถา,ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ภูริทัสต์)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ชื่อเรื่อง พระราชนิพนธ์บางเรื่อง
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๑
จำนวนหน้า ๘๘ หน้า
รายละเอียด หนังสือที่ขออนุญาตจัดพิมพ์เพื่อเป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพเสวกตรี พระราชเสวกสมบุญ จารุตามระ)เป็นพระราชนิพนธ์ใน ร.๖ จำนวน ๘ เรื่อง ประกอบด้วย ๑. พระราชานุศาสนนีย์แสดงคุณานุคุณ ๒. ความเรียงเรื่องคำใช้แทนคำเอดิเตอร์ ๓. ความเรียงเรื่องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ๔. ความเรียงเรื่องความเป็นชาติโดยแท้จริง ๕. นิทานเรื่องทำคุณบูชาโทษ ๖. นิทานเรื่องขาดรองไหวพริบ ๗. นิทานเรื่องต้นหมาปลายหมา และ ๘. สุภาษิตต่างๆบางบท
#ภาพเก่าเล่าเรื่อง ตอน เรือหางแมงป่อง เรือหางแมงป่องหรือเรือแม่ปะ คนเชียงใหม่เรียกเรือสีดอ เป็นเรือแบบชนิดเรือขุด คือเรือที่มนุษย์สร้างขึ้นจากไม้ขนาดใหญ่และสามารถลอยน้ำได้ เช่น ไม้สัก ไม้ตะเคียน แล้วใช้แรงงานคนขุดด้วยเครื่องมือจำกัด เช่น ขวาน ผึ่ง ค้อน สิ่ว ในการตัดและขุดเรือมาใช้งาน ลักษณะของเรือหางแมงป่อง คือ ลำเรือขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ ๑๖–๑๘ เมตร ด้านหน้าเรือกว้างกว่าท้ายเรือ โขนเรือด้านหลังต่อให้แบนและโค้งงอนขึ้นจนคล้ายหางของแมงป่อง ส่วนหัวเรือต่อให้ยาวยื่นออกมา ประมาณ ๓๐ เซนติเมตร เพื่อให้ลูกเรือขึ้นไปยืนถ่อเรือ (การใช้ไม้ค้ำให้เรือเดินต่อ) มีประทุนค่อนไปด้านหลังสำหรับบรรทุกสินค้า ส่วนท้ายต่อประทุนยกสูง ตัวประทุนใช้ไม้ไผ่สานแบบโค้ง ส่วนหลังคามีหลังคาอีกชั้นเพื่อเลื่อนไปมากันแดดกันฝน ในอดีตชาวล้านนาใช้เป็นเรือสำหรับขนส่งสินค้าจากเชียงใหม่ส่งไปถึงกรุงเทพฯ สินค้าที่สำคัญ คือ น้ำผึ้ง น้ำมันยาง ของป่าอื่น ๆ แล้วขนสินค้าจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาขายที่เชียงใหม่ สลับกันไปมา อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะของเรือที่เหมาะแก่การใช้ล่องแม่น้ำแม่ปิง นอกจากใช้ในการบรรทุกสินค้าแล้ว ยังพบการใช้เรือหางแมงป่อง เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจากกรุงเทพฯ ไปถึงเมืองกำแพงเพชร ปรากฏในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงการเสด็จประพาสในครั้งนั้นว่าใช้เรือแม่ปะ เจ้าของเรือ คือ พระยาสุรสีห์ ตั้งชื่อให้ว่า “สุวรรณวิจิก” เป็นพาหนะในการเดินทาง ต่อมาการล่องเรือหางแมงป่อง ได้ถูกแทนที่ด้วยการสร้างทางรถไฟสายเหนือ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ซึ่งได้มีการขุดเจาะอุโมงค์ขุนตาน แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้ทำพิธีเปิดสถานีรถไฟเชียงใหม่ การดำเนินชีวิตและวิถีการเดินทางของชาวไทยถิ่นเหนือจึงเปลี่ยนแปลงไป มีความสะดวกมากขึ้นและการค้าทางเรือจึงหมดไปอย่างสิ้นเชิง เพราะต้นทุนในการขนส่งสินค้าทางบกถูกกว่าทางเรือมากผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุด นายบุญเสริม สาตราภัย.อ้างอิง : ๑. พิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ. ๒๕๕๐. ครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ – ๒๕๔๙.จังหวัดกำแพงเพชร : พิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ. (ที่ระลึกพระโสภณคณาภรณ์ (สมจิตต์ อภิจิตฺโต) ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐)๒. ชูสิทธิ์ ชูชาติ.๒๕๔๙. พ่อค้าเรือหางแมงป่อง นายฮ้อยหลวงลุ่มแม่น้ำปิง (พ.ศ.๑๘๓๙ - ๒๕๐๔). พิมพ์ครั้งที่ ๒. ลานาการพิมพ์: ศูนย์ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น.๓. เชียงใหม่นิวส์. ๒๕๖๒. “สถานีรถไฟเชียงใหม่ ความเจริญเติบโตทางคมนาคมที่มาสู่การเปลี่ยนแปลงเชียงใหม่ (Online).”. https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1066909/, สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕.๔. มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร. ม.ป.ป. “ชนิดของเรือขุด.” สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๓๙ (online). https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php..., สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕.
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา(สุวรรณสาม)สพ.บ. 420/1กหมวดหมู่ พระพุทธศาสนาภาษา บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง พระพุทธศาสนา ชาตกประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัดุ 58 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ : เรียนรู้เรื่องท้องฟ้า ศึกษาพระจันทร์ในสมุดไทย “จันทสุริยคติทีปนี” และ “จันทคาธ”
ด้วยวันนี้เมื่อ ๑๕๔ ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฎวิทยมหาราช ได้แสดงพระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์ ด้วยทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงล่วงหน้าถึง ๒ ปี จึงถือให้วันที่ ๑๘ สิงหาคมของทุกปีเป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินั้น วันนี้ เพจคลังกลางฯ ขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับท้องฟ้าในตำราสมุดไทย เล่มหนึ่งคือ “จันทคาธ เล่ม ๓” วรรณกรรมพื้นบ้านที่แพร่หลายอยู่ในดินแดนล้านนา - ล้านช้าง ส่วนอีกเล่มเป็นวรรณกรรมศาสนา เรื่อง “จันทสุริยคติทีปนี” ว่าด้วยเรื่องการศึกษาขนาดและสัณฐานของจักรวาล
สมุดไทยเล่มแรก เป็นนิทานธรรมจากปัญญาสชาดกปัจฉิมภาค ทางภาคเหนือเรียกว่า “จันต๊ะคาปูจี่” หรือค่าวธรรมจันทคาธชาดก โดย “คาธ” เป็นคำโบราณ มีความหมายเช่นเดียวกับ “คราส” ที่แปลว่า จับ หรือกิน ทั้งนี้ ฉบับที่เก็บรักษาอยู่ในคลังกลางฯ เป็นสมุดไทยขาว เขียนด้วยอักษรหมึกสีดำ เป็นคำประพันธ์ประเภทกาพย์ สำหรับใช้เป็นกลอนสวด กล่าวถึงสามีภรรยาแห่งนครจัมปากะ มีบุตร 2 คน คนพี่ชื่อ “สุริยคาธ” เพราะในวันเกิดเป็นวันที่อสุรินทราหูจับพระอาทิตย์ ส่วนคนน้องชื่อ “จันทคาธ” เพราะเกิดในวันอสุรินทราหูจับพระจันทร์ วันหนึ่งสองพี่น้องต้องออกเดินทางเข้าไปในป่าได้เก็บเปลือกไม้สำหรับชุบชีวิต จึงมีโอกาสได้ช่วยเหลือคน สั่งสมวิชาความรู้ จนต่อมาทั้งคู่ได้เป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง ชาดกเรื่องนี้จึงเป็นวรรณกรรมที่สอนให้มีความกตัญญู ซื่อสัตย์สุจริต เสียสละเพื่อส่วนรวมและเมตตากรุณา โดยชีวิตของตัวละครดำเนินไปตามสัจธรรมของมนุษย์ มีช่วงเวลามืดมนและเจิดจ้า คล้ายปรากฏการณ์ข้างขึ้นและข้างแรมตามการกระทำของตัวละคร
ส่วน “จันทสุริยคติทีปนี” เป็นวรรณกรรมทางศาสนาว่าด้วยเรื่องการโคจรของดวงดาว หน้าต้นระบุนาม พระอุดมมังคลาจารย์ ศิษย์ของพระอุทุมพรมหาเถระ สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ มีพื้นฐานมาจาก “จันทิมสุริยคติกถา” ในคัมภีร์โลกสัณฐานโชรตนคัณฐี ปัจจุบันมีฉบับสำนวนภาษาไทยที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้พระธรรมอุดม (มี) แปลอรรถาธิบายเรียงความถวายในพุทธศักราช ๒๓๔๖ โดยฉบับที่เก็บรักษาอยู่ในคลังกลางฯ เชื่อว่าเป็นเล่มสำเนาของฉบับดังกล่าว
เนื้อหาในจันทสุริยคติทีปนี แบ่งออกเป็น 8 มาติกา (หมวด) เป็นความรู้พื้นฐานเรื่องสัณฐานของจักรวาล มีวิธีการวัดขนาดอย่างการกำหนดมาตร ‘ศอก’ โดยใช้ประมาณของบุรุษ การกำหนดความยาวของหน่วย ‘โยชน์’ ก่อนจะเข้าสู่การบรรยายเกี่ยวกับรูปสัณฐานของโลก การโคจรของพระจันทร์พระอาทิตย์ และดาวนักขัตฤกษ์ดังนี้
“...ว่าเมื่อกาลปักษอุโบสถนั้น พระอาทิตยไปในราษรีเดียวกันกับด้วยพระจันทรก็กลบมณฑลพระจันทรเสียมิให้ปรากฏ เบื้องหน้าแต่นั้นจำเดิมแต่วันชาติบทขึ้นคำหนึ่งเข้าเดือนไหม่ พระอาทิตยก็มละพระจันทรมณฑลเสียไกลออกไปได้แสนโยชน พระจันทรก็ปรากฎดุจหนึ่งรอยเลขะ จำเดิมแต่ขึ้นสองคำไปก็หนีไกลได้วันแสนโยชน ๆ ฝ่ายพระจันทรมณฑลก็มีเงาดำนั้นเปลื้องไปๆ ปริมณฑลก็วัฒนาจำเริญออก ๆ ตราบเท้าถึงวันเพญอุโบสถก็บริบูรรณเตมที่ เพราะเหตุไกลจากพระอาทิตย...”
อนึ่ง เชื่อว่าหลายท่านคงมีข้อสังเกตว่าเหตุใดในชาดกจึงมีตัวละครที่มีนามเกี่ยวกับ “จันท-” ไม่ว่าจะเป็นจันทกุมาร จันทกินรี จันทเทพบุตร ฯลฯ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าพระจันทร์มักใช้เป็นสื่อแนวคิดทางศาสนา เปรียบเหมือนแสงที่ก่อให้เกิดปัญญา อีกทั้ง “จนฺท” ในภาษาบาลียังหมายถึง ผู้ยังสัตว์โลกให้พอใจ, ผู้ยังความพอใจให้เกิดและผู้รุ่งเรืองด้วยสิริ เปรียบดั่งพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีและใช้ธรรมะขจัดอวิชชา ทำให้ชาดกและอรรถกถามีนามพระจันทร์ปรากฏ หรือตัวละครนั้นอาจเกิดใน “จันทรวงศ์” คือเชื้อพระวงศ์อันเนื่องมาจากพระจันทร์ก็เป็นได้
ภาพประกอบ : ภาพส่วนหนึ่งในจิตรกรรม เรื่อง จันทคาธ จากวัดหนองบัว จังหวัดน่าน, หนังสือสมุดไทย เรื่อง “จันทคาธ เล่ม ๓” และ “จันทสุริยคติทีปนี” อาคารคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
เผยแพร่และเทคนิคภาพโดย พลอยไพลิน ปุราทะกา ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ / ภาพโดย กิตติยา เชื้อทอง นายช่างภาพปฏิบัติงาน กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร