ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,743 รายการ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (ปุคฺคลปญฺญตฺติ-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.48/1-5ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ปฐมสมฺโพธิ (ปถมสมฺโพธิ)
ชบ.บ.89/1-15ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.231/1จห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 5 x 57.5 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 113 (180-193) ผูก 1จ (2565)หัวเรื่อง : ขีรธารกถา(แทนน้ำนมแม่)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.366/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 28 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 140 (420-433) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : กมฺมวาจาวิธี (กรรมวาจาวิธี)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง แนวพระราชดำริเก้ารัชกาลผู้แต่ง กรมวิชาการประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากISBN/ISSN 974-00-1872-6หมวดหมู่ ประวัติศาสตร์ทวีปเอเชีย เลขหมู่ 959.3 ว546นอสถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าวปีที่พิมพ์ 2527ลักษณะวัสดุ 410 หน้าหัวเรื่อง ไทย – ประวัติศาสตร์ – กรุงรัตนโกสินทร์ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก หนังสือ “แนวพระราชดำริเก้ารัชกาล” จัดพิมพ์ขึ้นให้ประชาชนชาวไทยได้นำไปอ่านและคิดไตร่ตรองให้ถ่องแท้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ทรงมีความห่วงใยและทรงปรารถนาที่จะให้พสกนิกร ชาติบ้านเมืองของพระองค์อยู่เย็นเป็นสุข
ชื่อผู้แต่ง พระมหาโพธิธรรมาจารย์ วงศ์ศากยะ , ภิกษุณีโพธิสัตต์ วรมัย กบิลสิงห์
ชื่อเรื่อง ประวัติ พระกวนอิมมาตาฯ
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์พระโพธิสัตต์ วัดทรงธรรมกัลยาณี
ปีที่พิมพ์ 2520
จำนวนหน้า 356 หน้า
รายละเอียด
เรื่องประวัติพระกวนอิมมาตาฯนี้ ผู้เขียนได้ฟังเรื่องเล่าจากคนอ่านต้นฉบับจีนบ้าง อ่านจากผู้แปลจากต้นฉบับอังกฤษบ้าง ทางทีวีหรือภาพยนตร์บ้าง ซึ่งคนที่เคยดูมาเล่าให้ฟัง เลยทำให้รู้สึกสนใจจึงได้ถามดู ได้รับคำตอบว่าประวัติเรื่องนั้นจริงแต่ชื่อของคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น คนเขียนเขาสมมุติขึ้นมาและอนุญาตให้ผู้เขียน เขียนตามประวัติเรื่องจริง แต่ส่วนธรรมะนั้นให้เขียนได้ตามที่ผู้เขียนได้เรียนรู้มาจากท่านพระอาจารย์ฝ่ายพระโพธิสัตต์
บทความออนไลน์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
"พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม"
พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔
พบที่เมืองศรีมโหสถ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี
**พระพุทธรูปยืนปางประทานธรรม มีลักษณะเป็นหินทรายสีเขียว สูง ๑๑๓ ซม. ลักษณะพระพักตร์ ตาโปน คิ้วต่อกันเป็นปีกกา จมูกค่อนข้างแบน ปากหนา แสดงปางแสดงธรรมหรือวิตรรกะมุทรา นิ้วโป้งและนิ้วชี้จรดกันเป็นวงกลมที่เหลือชี้ขึ้นหรือกางออกทั้ง ๒ ข้าง ซึ่งการแสดงวิตรรกะมุทราสองพระหัตถ์ เป็นเอกลักษณ์และรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมทวารวดี ด้านหน้ามีจีวรห่มคลุม พาดผ่านพระกรทั้งสองข้าง มีชายจีวรด้านหน้าห้อยลงมาเป็นวงโค้ง เท้าทั้งสองข้างขาดหายไป
**นอกจากนี้ยังมีลักษณะศิลปะที่สามารถจัดเป็นกลุ่มเดียวกันกับพระพุทธรูปางประทานธรรมที่พบที่พื้นที่บ้านฝ้าย ตำบลไทยสามัคคี อ.ปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ รวมทั้งพระพุทธรูปปางประทานธรรมอื่น ๆ ที่พบในวัฒนธรรมทวารดีด้วย
อ้างอิง :
- สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร.โบราณคดีเมืองศรีมโหสถ. กรุงเทพฯ, ๒๕๔๘.
- กรมศิลปากร. ประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองศรีมโหสถ. กรุงเทพฯ, ๒๕๓๕.
- ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนประเทศไทย. นนทบุรี, ๒๕๖๒
ผู้เรียบเรียง :
นายนนทนันทน์ ใหม่อ้วน นักศึกษาฝึกประสบการณ์คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยบูรพา
นางสาวพิมชนน์ จันทร์งาม
นักศึกษาฝึกประสบการณ์คณะโบราณคดี สาขาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มหาวิทยาลัยศิลปากร
เมื่อวันพุธที่ 22 มิถุนายน 2565 กรมศิลปากรเปิดให้ประชาชนเข้าชมโบราณวัตถุที่ได้รับมอบจากสหรัฐอเมริกาและผู้บริจาคชาวไทย เป็นวันแรก หลังจากพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับมอบโบราณวัตถุดังกล่าวในนามของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ มิถุนายนที่ผ่านมา โดยครอบพระเศียรทองคำสมัยล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 ที่ได้รับมอบจากครอบครัวชาวอเมริกัน จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ส่วนเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 19 ที่รับมอบจากนายโยธิน และนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. – 16.00 น. ปิดวันจันทร์ - วันอังคารครอบพระเศียรพระพุทธรูป ทองคํา ครอบครัว Cornell ชาวอเมริกัน มีความประสงค์ส่งมอบครอบพระเศียรพระพุทธรูป ทองคำ ที่บรรพบุรุษได้เก็บสะสมไว้กลับคืนสู่ประเทศไทย โดยประสานผ่านทาง ศ.ดร.ม.ล. ภัทรธร จิรประวัติ หนึ่งในคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นำเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านวิชาการและมีมติยืนยันขอรับมอบครอบพระเศียรดังกล่าว โดยมีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นผู้แทนรับมอบและส่งกลับคืนประเทศไทยผ่านกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ถึงกรมศิลปากร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2565 ครอบพระเศียรพระพุทธรูปล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดกว้าง 14 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร น้ำหนัก 202.10 กรัม ผลการตรวจพิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีส่วนประกอบคือ ทองคำ 85-95 % เงิน 8-11 % ทองแดง 1-2 % โลหะชนิดอื่น น้อยกว่า 1% กรรมวิธีในการสร้างครอบพระเศียร ใช้การขึ้นรูปโดยการตี บุ ดุน แผ่นทองให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ โดยรูปแบบที่ปรากฏ เป็นครอบพระเศียรที่มีรัศมีเป็นเปลวเพลิง เม็ดพระศกกลม เล็ก มีร่องรอยการฝังอัญมณีที่บริเวณเหนือพระนลาฏ พระรัศมีและขอบพระเศียรแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่ตกแต่งพระพุทธรูปให้งดงามด้วยอัญมณี และโลหะมีค่าถวายเป็นพุทธบูชา กรมศิลปากรได้นำมาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปชม ณ จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ นายโยธิน และนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท บีเอสวายกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้มอบเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ ให้กับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 164 รายการ มูลค่า 82 ล้านบาท โดยทำพิธีรับมอบอย่างเป็นทางการ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการรับมอบ นายโยธิน และนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ได้มอบเครื่องปั้นดินเผาชุดนี้ให้กับกรมศิลปากร เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ และจัดแสดงในนิทรรศการเครื่องปั้นดินเผา ห้องลพบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1. เพื่อให้คนไทยโดยเฉพาะอนุชนรุ่นใหม่ ได้ภาคภูมิใจในความสามารถของคนไทยในอดีต ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพดีมาตั้งแต่โบราณ จากหลักฐานแหล่งผลิตที่เตาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกไปยังราชสำนักเมืองพระนครและเมืองอื่นภายใน อาณาจักรเขมรโบราณ เช่นเดียวกับในปัจจุบันคนไทยยังคงเป็นผู้ผลิตสินค้าชั้นนำที่มีคุณภาพดีส่งไป จำหน่ายทั่วโลก 2. เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาเมืองบุรีรัมย์ชุดนี้เมื่อจัดแสดงในนิทรรศการ เครื่องปั้นดินเผาที่ห้องลพบุรีแล้ว จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มากยิ่งขึ้น นายโยธินใช้เวลาในการศึกษารวบรวมมากว่า 20 ปี ผ่านกระบวนการศึกษาวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องปั้นดินเผาทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จนเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากนักวิชาการด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ทั่วโลกว่าเป็นเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาบุรีรัมย์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ทั้งนี้ เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรี กรมศิลปากรได้พบแหล่งผลิตเป็นเตาเผาจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ อันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมในอดีต ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-19 นิยมผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นเอกลักษณ์ คือใช้น้ำเคลือบสีน้ำตาล สีเขียว สร้างสรรค์เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าในภูมิภาค ปัจจุบันจึงพบเครื่องปั้นดินเผาจากเตานี้ ในแหล่งโบราณคดีที่เป็นศาสนสถานทั้งในประเทศไทย และประเทศกัมพูชา ปัจจุบันกรมศิลปากรได้นำโบราณวัตถุดังกล่าวจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปชม ณ ห้องศิลปะลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตามเจตนารมณ์ของผู้มอบ
พระที่นั่งพุดตานฝ่ายพระราชวังบวร (พระที่นั่งพุดตานวังหน้า)
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔กระทรวงวังส่งมาปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ ห้องเฉลิมพระเกียรติกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มุขกระสันพระที่นั่งพุดตาน พระราชยานสำหรับเสด็จกระบวนพยุหยาตรา ใช้พลแบกหาม ๑๖ นาย สันนิษฐานว่ารัชกาลที่ ๔ พระราชทานแก่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นวังหน้าที่มีพระเกียรติยศเสมอพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สอง ภายหลังจึงใช้เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระมหาอุปราชและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ปีพุทธศักราช ๒๕๖๕ เรื่อง " สืบสานเพลงนา เพลงพื้นเมืองภาคใต้ " ภายในนิทรรศการประกอบด้วย องค์ความรู้เรื่องเพลงนาชุมพร วิธีการร้องเพลงนา การสาธิตการร้องเพลงนา และการจัดแสดงโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวนา ที่ชนรุ่นหลังอาจยังไม่เคยเห็นมาก่อน (โหลดเอกสารความรู้เรื่องเพลงนา ออนไลน์ https://online.anyflip.com/dgmzb/jjew/mobile/)
เปิดให้เข้าชม วันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. หยุดทุกวันจันทร์ - วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามเพิ่มเติม สามารถส่งข้อความผ่านเพจเฟสบุ๊ค พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร หรือโทร. ๐๗๗ ๖๓๐ ๗๕๘ (ในวันและเวลาทำการ)
ชโย หรือ ไชโย เป็นคำอุทานที่แสดงถึงความยินดีมีชัย หรือแปลตามราชบัณฑิตยสถาน 2554 หมายความว่า ความชนะ เป็นคำที่เราคนไทยรู้จักเป็นอย่างดี แต่เดิมคนไทยใช้วิธี “โห่” โดยมีต้นเสียงเป็นผู้นำร้องโห่ และผู้ร่วมชุมนุมแสดงความยินดีร้องรับ “ฮิ้ว” พร้อมเพรียงกัน จากนั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเริ่มใช้คำว่า ชะโย ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่า ชย หรือ ชัยชนะ ทรงนำมาใช้ครั้งแรกในบทเพลงสรรเสริญพระบารมี “ดุจะถวายไชย ชโยฯ” ที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์แก้ไขใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2456
ครั้นต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินบวงสรวงพระเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตามธรรมเนียมโบราณคนไทยจะต้องโห่ร้องเอาชัยตามประเพณี เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายดวงวิญญาณแด่องค์กษัตริย์ผู้กล้าหาญ แต่เนื่องด้วยเหตุบังเอิญหรือใด ๆ ไม่ทราบ ต้นเสียงผู้นำโห่ขึ้น ขบวนเสือป่าไม่สามารถโห่รับให้เป็นเสียงเดียวกันได้ ไม่มีความพร้อมเพรียงกันทั้ง 3 ครั้ง เกิดเป็นเหตุให้ทรงไม่พอพระราชหฤทัย พระองค์ทรงแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าว ทรงมีพระดำรัสขึ้นกล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นการระลึกพระคุณ และได้ให้ผู้ที่มาชุมนุมนั้นเปล่งเสียงไชโยตามพระองค์ เมื่อสิ้นกระแสรับสั่งแล้ว พระองค์ทรงเปล่งเสียงกังวานนำขึ้นว่า “ชัย” จากนั้นเองเสือป่าและลูกเสือทั้งหลายก็ร้องรับ “โย” เป็นเสียงเดียวกันดังกึกก้องพร้อมเพรียง ซ้อนกันทั้ง 3 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยซ้อมด้วยกันมาก่อน จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง นับเป็นครั้งแรกที่คำว่า ไชโย ได้มีการเปล่งเสียงขึ้นมา และคนไทยใช้คำว่าไชโยเป็นคำอวยพรแสดงความยินดีนับแต่นั้นมาจนถึงวันนี้
ภาพ : บทสรรเสริญพระบารมี
ภาพ : ดุสิตสมิต ฉบับพิเศษ
ภาพ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมาชิกกองเสือป่า
--------------------------------------------------------------
รายการอ้างอิง
วรชาติ มีชูบท. “ชโย ชโย ชโย,” วชิราวุธานุสรณ์สาร 19, 2 (6 เมษายน 2543): 21-24.
อมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช). เสือป่าและลูกเสือในประวัติศาสตร์ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2514.
--------------------------------------------------------------
เรียบเรียงโดย : นางสาวพีรญา ทองโสภณ บรรณารักษ์ปฏิบัติการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
*เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร