ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,910 รายการ
ชื่อเรื่อง : สัญญาบางฉบับระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2498 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : วัดประยูรวงศาวาส จำนวนหน้า : 134 หน้า สาระสังเขป : เป็นหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์ตรี พระยาประภากรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) ป.ม., ท.จ. ณ เมรุวัดประยูรวงศาวาส ธนบุรี ในวันที่ 29 มีนาคม 2498 และในหนังสือเล่มนี้ได้จัดพิมพ์เรื่องสัญญาบางฉบับระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศไว้ด้วย
50Royalinmemory ๕ เมษายน ๒๓๙๙ (๑๖๖ ปีก่อน) - วันประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม [พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๔ พระองค์เจ้าชั้นเอก]
พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) กับเจ้าจอมมารดาสังวาล พระสนมโท (สกุลเดิม ณ ราชสีมา) (พระนามเดิม : พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่) ดำรงพระอิสริยยศ “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒ มีพระโอรส-ธิดา ๒๖ พระองค์ สิ้นพระชนม์วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๔๖๗ พระชันษา ๖๙ ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล ทองใหญ่ ณ อยุธยา (ดูเพิ่มเติมใน กรมศิลปากร, ราชสกุลวงศ์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๔, (กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๕๔), ๕๘.)
Cigarette Cards ชุดเจ้านายไทย (๑ สำรับ ประกอบด้วย พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระฉายาสาทิสลักษณ์ และรูปเขียนคล้ายพระรูปพระบรมวงศานุวงศ์บนแผ่นกระดาษ จำนวน ๕๐ รูป) ลำดับที่ ๓๑ โดยบริษัท ยาสูบซำมุ้ย จำกัด (SUMMUYE & CO) ผลิตราวปี พ.ศ. ๒๔๗๗ (หมายเลขทะเบียน ๒/๒๕๑๖/๑) มีประวัติระบุว่า คุณหลวงฉมาชำนิเขต มอบให้เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๖
(เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ / เทคนิคภาพ อริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร)
หนังสือ “ทรัพยศาสตร์” เขียนโดยมหาอํามาตย์เอก พระยาสุริยานุวัตร นักเศรษฐศาสตร์คนแรกของประเทศไทย ตำราเศรษฐศาตร์สมัยใหม่เล่มแรกของประเทศ ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นการนำเสนอแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ของ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค พ.ศ. 2405 - 2479) ซึ่งเป็นบุตรของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) สมุหกลาโหมฝ่ายเหนือกับหม่อมศิลา เมื่อแรกรับราชการมีตำแหน่งเป็นมหาดเล็กวิเศษ (เวรฤทธิ์) ภายหลังได้เลื่อนขั้นตำแหน่งตามโอกาส เป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกพระยาสุริยานุวัตรได้มารับเสด็จที่เมืองเวนิสประเทศอิตาลี จากพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พระยาสุริยานุวัตร เห็นได้ว่าในขณะนั้นเป็นผู้ใกล้ชิดที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระองค์ และทรงมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลการศึกษาของพระราชโอรสที่กำลังศึกษาอยู่ในยุโรป พ.ศ. 2449 พระยาสุริยานุวัตรได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดีกระกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2449 - 2450 ทั้งนี้บ้านสุริยานุวัตร เป็นบ้านที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อตอบแทนคุณความดี ในการปฏิบัติราชการด้วยความสามารถ ความเพียร และซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอดของ "พระยาสุริยานุวัตร” ออกแบบก่อสร้างโดยนายมารีโอ ตามัญโญ สถาปนิกชาวอิตาเลียน ก่อสร้างขึ้นในราวปี 2448 ที่ออกแบบก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งนี้อาคารดังกล่าวเป็นที่ทำงานถาวรหลังแรกของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หน่วยงานด้านการวางแผนพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
หนังสือทรัพยศาสตร์ เป็นการนําเสนอแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เขียนโดยคนไทย ในปี พ.ศ. 2454 ประกอบด้วยหนังสือ ๓ เล่ม ได้แก่ ทรัพยศาสตร์ ชั้นต้น หรือ เล่ม 1 และ เล่ม 2 ส่วนเล่ม 3 ใช้ชื่อหนังสือ เศรษฐกิจ-การเมือง หรือเศรษฐวิทยา จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2477 หนังสือดังกล่าวสะท้อนภาพโครงสร้างและปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ผู้เขียนมุ่งหวังจะเห็นประเทศไทยพัฒนาไปสู่ความมั่นคั่ง เข้มแข็ง เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองและมีความเป็นธรรมในสังคม พร้อมทั้งนำเสนอแนวความคิดที่ก้าวหน้าจนแทบไม่มีใครในยุคนั้นตามทัน
ความสำคัญของหนังสือทรัพยศาสตร์อยู่ที่การวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชี้สภาพความยากจนของชาวนาไทยและอธิบายถึงความยากจนอันเกิดจากการถูกขูดรีด การเอารัดเอาเปรียบของระบบนายทุน ทั้งนี้เป็นผลจากที่ดินและทุน นับว่าเป็นหนังสือเศรษฐกิจการเมืองไทยเล่มแรกที่วิเคราะห์และวิจารณ์ระบบศักดินา เสริมด้วยเรื่องนายทุนของประเทศไทยพร้อมกับวิจารณ์ระบบที่เป็นมา พระยาสุริยานุวัตรเสนอให้เปลี่ยนโครงสร้างระบบกรรมสิทธิ์ของไทยใหม่ กระจายกรรมสิทธิ์ในเรื่องของการผลิตก่อน และสมาชิกนำปัจจัยมารวมกันในขบวนการผลิตในรูปแบบสหกรณ์ โดยยึดหลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกันแทนการแข่งขันและการขูดรีด
เมื่อพิจารณาความรู้จาก “ทรัพยศาสตร์” จะทำให้ผู้อ่านเห็นถึงโครงสร้างกรรมสิทธิ์ และการผลิตของเศรษฐกิจไทยในอดีต สภาพความยากจนของชาวนาไทย ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้เปิดเผยความจริงของชีวิตภายใต้ระบบศักดินา การมีระบบชนชั้น ซึ่งถือได้ว่าการอ่านทรัพยศาสตร์คือการรับรู้ปัญหาของเศรษฐกิจไทยเมื่อครั้ง 63 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วไม่ต่างกับปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
------------------------------------------------------
บรรณานุกรม
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ทรัพยศาสตร์ ชั้นต้น เล่ม 1 - ๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ 21 เซ็นจูรี, 2565.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. เศรษฐกิจ-การเมือง หรือ เศรษฐวิทยา เล่ม 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ 21 เซ็นจูรี, 2565.
“บ้านสุริยานุวัตร” จากบ้านของนักเศรษฐศาสตร์ไทยคนแรก สู่อาคารสำนักงานของสภาพัฒน์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๖ พฤษภาคม 2565, จาก: ttps://www.nesdc.go.th/ewt_news.php?nid=7028&filename=index
-------------------------------------------------------
เรียบเรียงข้อมูลโดย : อรวรรณ เพ็งฉิม บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
ชามเบญจรงค์ลายเทพนมและครุฑ
สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔
สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งวสันตพิมาน (ชั้นล่าง) หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ชามเบญจรงค์ ก้นลึก ด้านนอกชามเขียนลายเทพพนมและครุฑคั่นด้วยลายก้านขดบนพื้นสีแดง ลายเทพนมลักษณะเป็นเทวดาครึ่งองค์ แสดงการทรงเครื่อง สวมมงกุฎยอดแหลม มีกรรเจียกจร กรองศอ สร้อยสังวาลและทองกร ท่อนล่างเป็นช่อดอกไม้ ส่วนครุฑทำท่าสยายปีก สวมเครื่องประดับ ปากชามผายเขียนลายดอกไม้สีชมพูบนพื้นสีเขียว ขอบปากชามเลี่ยมทองเหลือง ตัวชามสอบลง ขอบก้นชามเลี่ยมทองเหลืองเช่นกัน
คำว่า “เบญจรงค์” เป็นคำภาษาสันสกฤตสองคำคือ คำว่า “เบญจ” (ห้า) และคำว่า “รงค์” (สี) จึงหมายถึงสิ่งที่มี ๕ สี สันนิษฐานว่าเบญจรงค์เป็นคำที่ใช้เรียกเครื่องภาชนะดินเผาในวัฒนธรรมจีนที่ตกแต่งบนผิวภาชนะด้วยห้าสี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีดำ สีขาว และสีเขียว ซึ่งมีชื่อเรียกภาชนะประเภทนี้ว่า “อู่ไฉ่” (Wucai)* อย่างไรก็ตามเครื่องเบญจรงค์ไม่จำเป็นต้องมี ๕ สีเสมอไป เนื่องจากภาชนะบางชิ้นปรากฏสีบนภาชนะมากกว่า ๕ สี และมีสีที่เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น สีชมพู สีฟ้า เป็นต้น สะท้อนถึงความสามารถของช่างที่ตกแต่งได้หลายสีด้วยเทคนิคการเขียนสีผสมเคลือบ (Enamel)
โดยเครื่องเบญจรงค์น่าจะเป็นของใช้ในราชสำนักมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับความนิยมในหมู่ราชสำนักสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ปรากฏในคำอธิบายเรื่อง “พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒” ฉบับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า
“...ของซึ่งเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๒ มีอิกอย่าง ๑ คือ เครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ แลลายน้ำทอง เครื่องเบญจรงค์ครั้งกรุงเก่าที่ไทยให้อย่างลายให้ทำ มีแต่ลายเทพพนมนรสิงห์ พื้นนอกสีดำ ข้างในสีเขียว ครั้งรัชกาลที่ ๑ ได้เริ่มให้อย่างไปทำลายแลสีแปลกออกไปบ้าง แต่ของที่ดีเช่นถ้วยชามลายน้ำทอง ผูกลวดลายเปนดอกกุหลาบแลดอกไม้อื่น ๆ แลโถชามเบญจรงค์เปลี่ยนเปนสีต่าง ๆ เปนรูปต่าง ๆ คือ ราชสีห์และครุธ เปนต้น มามีขึ้นในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งนับว่าเปนของอย่างเอกที่พบอยู่ในเวลานี้ แต่จะเริ่มทำเมื่อปีไรไม่พบจดหมายเหตุ จึงไม่ได้ลงไว้ตามศักราช เครื่องลายน้ำทองแลเบญจรงค์ที่ทำต่อมา ลวดลายแลฝีมือทำสู้ครั้งรัชกาลที่ ๒ ไม่ได้...”
แม้กระทั่งวรรณคดีในสมัยรัชกาลที่ ๒ ยังกล่าวถึง “เครื่องเบญจรงค์” ด้วยเช่นกัน ดังตัวอย่างในโคลงนิราศนรินทร์ โดยนายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ โดยมหาดเล็กของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในคราวที่ยกทัพไปรับศึกพม่าที่เมืองชุมพร เนื้อเรื่องตอนนี้กล่าวถึงระหว่างทางที่นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) กำลังเดินทางจากบ้านแหลมไปยังเมืองเพชรบุรี ได้พรรณาถึงนางเป็นที่รัก ดังความว่า
๏ พิศพานจานแจ่มเจ้า เบญจรงค์ รัตน์เอย
โหยบ่เห็นอนงค์ นั่งน้อม
นพนิตแน่งนางผจง จัดมอบ มาฤๅ
จากรักจากรสพร้อม ไพร่ใช้ชายเคียง ฯ
แหล่งผลิตเครื่องเบญจรงค์ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น พบว่าน่าจะมาจากแหล่งเตาในประเทศจีน บริเวณพื้นที่จีนตอนใต้ ได้แก่ เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี เมืองเฉวียนโจว เมืองจางโจม มณฑลฝูเจี้ยน เมืองเฉาโจว (แต้จิ๋ว) เมืองกว่างโจว และเมืองฝอซาน (ฝัวซาน) มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) โดยทางไทยน่าจะให้ช่างเขียนลายต้นแบบ อาทิ รูปสัตว์หิมพานต์ เทวดา เทพนม ลายกนก ส่งไปให้ช่างจีนทำ ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการเดียวกับการสั่งซื้อ “ผ้าลายอย่าง” จากอินเดีย ที่บนผืนผ้าปรากฏลวดลายอย่างไทย
*เครื่องภาชนะดินเผาแบบอู่ไฉ่ (Wucai) เป็นที่นิยมในรัชสมัยจักรพรรดิว่านลี่ (Wan-li Emperor) แห่งราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) ประมาณ พ.ศ. ๒๑๑๖-๒๑๖๓ และน่าจะเป็นต้นแบบของการทำเครื่องเบญจรงค์ส่งออกมาที่ไทยนับตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้น
อ้างอิง
กรมศิลปากร. ประณีตศิลป์สยาม ณ หมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคล. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๕.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๖. พระนคร: บุญส่งการพิมพ์, ๒๕๑๑ (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพลเรือเอก หลวงอาจณรงค์(อิง ช่วงสุวนิช) ป.ช. , ป.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๑).
ดอว์น เอฟ, รูนีย์. เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง. กรุงเทพฯ: ริเวอร์บุคส์, ๒๕๖๐.
นรินทร์ธิเบศร์ (อิน). นิราศนรินทร์. นนทบุรี: ศรีปัญญา, ๒๕๖๓.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ เรื่อง “พระบิดาแห่งการอนุรักษ์มรดกไทย” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติที่มีต่อปวงชนชาวไทย
ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ตลอดเดือนธันวาคม ๒๕๖๕ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก จังหวัดสุโขทัย สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร. ๐ ๕๕๖๔ ๑๕๗๑, ๐ ๕๕๖๔ ๓๑๖๖ ต่อ ๑๐
วัดพระฝาง เป็นวัดสำคัญของเมืองสวางคบุรีที่เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า โดยถือเป็นพระธาตุกลางเมืองฝางหรือเมืองสวางคบุรีซึ่งสร้างตามคติโบราณที่นิยมสร้างพระธาตุเป็นศูนย์กลางของเมือง ทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพศรัทธามาตั้งแต่อดีตกาล ทั้งจากผู้คนในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ผู้คนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงชาวมอญจากพม่าและชาวลาว
จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าบริเวณวัดพระฝางมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงสมัยสุโขทัย โดยปรากฏชื่อในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายในฐานะที่เป็นพระธาตุสำคัญประจำเมืองฝาง เช่น ในศิลาจารึกหลักที่ ๒ จารึกวัดศรีชุมที่กล่าวว่าพระมหาเถรศรีศรัทธาได้เดินทางมากราบไหว้พระธาตุเมืองฝางก่อนจะเดินทางต่อไปอ่าวเมาะตะมะเพื่อลงเรือไปยังลังกา
ความศรัทธาในพระธาตุวัดพระฝางยังคงได้รับการสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง ดังพบว่า
พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จฯ มาสักการะพระธาตุที่วัดพระฝางแห่งนี้โดยถือเป็นวัดสำคัญเช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก อาทิ พ.ศ. ๒๒๘๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จฯ มาสมโภชพระธาตุ พ.ศ. ๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดฯ ให้จัดการสมโภชพระธาตุแห่งนี้อีกครั้งภายหลังจากการปราบปรามชุมนุมเจ้าพระฝางซึ่งใช้วัดพระฝางเป็นศูนย์กลางในการซ่องสุมกำลังพลหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ และพระราชศรัทธานี้ยังคงสืบเนื่องต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) โปรดฯ ให้มีการบูรณะพระธาตุนี้ใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ การเสด็จฯ มาสักการะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ ซึ่งในการนี้โปรดฯ ให้อัญเชิญ พระฝาง พระประธานในอุโบสถไปประดิษฐาน ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร จวบจนปัจจุบัน
กล่าวได้ว่าวัดพระฝางเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของเมืองสวางคบุรีโดยได้รับการบูรณะมาโดยตลอดจึงยังสามารถตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลา เป็นที่นับถือของผู้คนทั้งในจังหวัดอุตรดิตถ์และในประเทศไทยตราบจนทุกวันนี้
------------------------------------------------
พระธาตุภายในวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ
(ที่มา : https://www.hoteluttaradit.com/2017/07/wat-phra-fang-sawangkamuninat.html)
พระฝาง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร
(ที่มา : https://www.silpa-mag.com/culture/article_8965)
------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก
------------------------------------------------
*เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร
แนะนำ E-book หนังสือหายาก เรื่อง ตำนานทหารมหาดเล็ก
วรการบัญชา, พันเอก. ตำนานทหารมหาดเล็ก. พระนคร: ประชาช่าง, 2496.
ถูกใจ
แสดงความคิดเห็น
แชร์
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 41/1ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 48 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
เรื่อง 7 ย่านเก่าในบางกอก
ศิริญญา สุจินตวงษ์. 7 ย่านเก่าในบางกอก. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2554.
ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 959.311 ศ452จ
เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต บางเรื่องไม่อาจหาหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยันได้ จึงต้องศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นจากเอกสาร วัตถุ และสถานที่ ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน หากเราต้องการเข้าใจปัจจุบันต้องเริ่มศึกษาจากอดีต อาจเริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ อย่างเช่นการท่องเที่ยวไปยังสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ เพื่อชื่นชมและซึมซับบรรยากาศแห่งอดีตที่ยังเหลืออยู่
7 ย่านเก่าในบางกอก เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับ ร่องรอยอดีตและถิ่นฐานย่านเก่าในกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ เจริญกรุง ธนบุรี สามแพร่ง คลองบางลำพู บ้านครัว ตลาดพลู และท่าเตียน ซึ่งล้วนแล้วแต่ปรากฏเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรม ประเพณี ที่ในปัจจุบันยังคงมีเสน่ห์ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา ดังเช่น เรื่องราวของถนนต้นแบบตามมาตรฐานสากลแห่งแรกในสยาม ปรากฏชื่อ “ถนนเจริญกรุง” ที่สร้างโดยใช้อิฐและหินก้อนเล็ก นำความเจริญเข้าสู่บางกอก ห้างร้านและการลงทุนเกิดขึ้นมากมายบนถนนสายนี้ อาทิเช่น ห้างนายเลิศ เป็นซูเปอร์มาเก็ตที่จำหน่ายของสดและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศแห่งแรกของบางกอก ชุมชนริมน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการยกย่องเป็นราชธานี นามว่า “ธนบุรี” ที่แห่งนี้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา นับว่าเป็นแหล่งของชุมชนคนต่างชาติที่อยู่ร่วมกันมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทั้งชาวไทย ชาวจีน ชาวมุสลิม และชาวต่างชาติจากโปรตุเกส ย่านสามแพร่ง ชื่อเรียกขานที่ตามฮวงจุ้ยถือว่าไม่เป็นมงคลแต่ชุมชนแห่งนี้ยังคงใช้คำว่า “แพร่ง” ด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตน ทั้งยังเป็นแหล่งรวมร้านอาหารชื่อดังจำนวนมาก รวมไปถึงร้านจำหน่ายเสื้อผ้า อุปกรณ์เดินป่า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องดนตรี รู้จักกันในนาม “ย่านหลังกระทรวง” เนื่องจากตั้งอยู่ด้านหลังกระทรวงกลาโหม คลองบางลำพู เกิดขึ้นกว่าสองร้อยปีล่วงมาแล้วถูกระบุไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามีขนาดใหญ่ถึง 10 วา หรือ 20 เมตร สะพานข้ามคลองทอดไปสู่ชุมชนดนตรีไทยสถานที่แห่งการก่อกำเนิดศิลปวัฒนธรรมแห่งแผ่นดินรัตนโกสินทร์และเป็นย่านการแสดงมหรสพชื่อดัง กาลเวลาที่ล่วงเลยไปย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงความรุ่งเรืองเกิดขึ้น บางสิ่งล่มสลายและดับไป แต่ร่องรอยแห่งอดีตยังคงมีให้เราค้นพบ ศึกษา และคงมนต์เสน่ห์เอาไว้มิเสื่อมคลาย ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)