ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,909 รายการ
องค์ความรู้เรื่อง “จักสานย่านลิเภา”
“ย่านลิเภา” หรือ “ลิเภา” (ภาษาท้องถิ่นภาคใต้เรียกเถาไม้เลื้อยว่า “ย่าน”) เป็นพืชตระกูลเฟิร์นหรือเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่ทอดเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่น มีความยาวราว 1-2 เมตร บางชนิดยาวถึง 5 เมตร เมื่อแก่ลำต้นจะมีสีดำและเป็นมัน พบมากในป่าภาคใต้ของไทยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ด้วยคุณสมบัติที่มีความเหนียว ทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน จึงทำให้ในอดีตมีการนำย่านลิเภามาสานเป็นภาชนะและเครื่องใช้พื้นบ้านประเภทต่างๆ เช่น เชี่ยนหมาก พาน กระเป๋าถือ กระเป๋าหมาก หมวก กล่องใส่ยาเส้น ปั้นชา และขันดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น
ย่านลิเภาสำหรับใช้ในงานจักสานมี 2 ประเภท คือ ย่านลิเภาดำและย่านลิเภาน้ำตาล โดยจะเลือกใช้เส้นย่านลิเภาที่ด้านนอกมีสีเขียวเข้ม ด้านในมีสีน้ำตาลเข้ม เริ่มต้นด้วยการนำเส้นย่านลิเภาใหญ่ไปลอกหรือปอกเปลือกออก จากนั้นจึงนำมาผึ่งลมให้แห้ง และนำมาแบ่งเป็นเส้นตามขนาดที่ต้องการใช้งาน เสร็จแล้วนำไปแช่น้ำให้ชุ่ม และนำกลับมาแบ่งเป็นเส้นที่มีขนาดเล็กลงตามความต้องการใช้งานอีกครั้ง จากนั้นจึงทำการ “ชักเลียด” ในขั้นตอนของการชักเลียดนั้น จะนำกระป๋องนมหรือสังกะสีชนิดหนามาเจาะรูให้ได้ขนาดต่างๆ ตามที่ต้องการ ประมาณ 5 รู ให้มีขนาดจากช่องใหญ่ไปยังช่องเล็กที่สุด นำเส้นย่านลิเภามารูดทีละช่องจนได้เส้นย่านลิเภาขนาดที่ต้องการ ซึ่งการเหลาเส้นจักตอกโดยวิธีชักเลียดนี้จะทำให้ตอกมีขนาดเท่ากันตลอดทั้งเส้น ผิวตอกจะเรียบลื่นสวยงาม ส่วนย่านลิเภาที่ยังไม่ได้ใช้ให้เก็บใส่ถุงพลาสติกแช่ตู้เย็นเอาไว้เพื่อกักเก็บความชื้น เมื่อนำออกมาใช้จะทำให้สานได้ง่ายกว่าเส้นลิเภาที่แห้ง
การจักสานย่านลิเภาจะเริ่มด้วยการสานส่วนฐานของผลิตภัณฑ์เป็นลำดับแรกด้วยวิธีการดัดให้เป็นรูปทรงที่ต้องการ อาจใช้รูปแบบการดัดหวายเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น ทรงกลม รูปทรงรี รูปทรงเหลี่ยม ส่วนการเลือกเส้นหวายสำหรับทำโครงจะต้องเลือกตัดเส้นหวายให้ได้ขนาด แล้วจึงนำมาชักเลียดหวายจนได้เป็นขนาดที่พอเหมาะสำหรับการสาน เมื่อชักเลียดหวายเสร็จแล้วจึงนำมาตัดให้ได้ขนาดตามผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกแบบไว้ จากนั้นจึงใช้เข็มเจาะนำที่หวายให้เป็นรูแล้วใช้ย่านลิเภาสอดตามเข้าไปเพื่อสานประกอบเป็นก้นของผลิตภัณฑ์
การสานลายย่านลิเภามี 2 รูปแบบ คือ การสานแบบโปร่ง (หรือแบบขดขึ้นรูป) ต้องขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่ หรือ ไม้เนื้ออ่อน สานเส้นลิเภาด้วยวิธีการขัดลายคล้ายกับวิธีการสานเสื่อ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือวิธีการสานแบบทึบ ซึ่งจะเริ่มสานจากก้นของภาชนะหรือเครื่องใช้นั้น โดยใช้หวายขดขึ้นรูปในการขึ้นโครงเป็นวงกลมแบบก้นหอย ในการสานจะต้องใช้เบ้าเป็นเครื่องกำหนดรูปทรง เวียนขึ้นไปตามเบ้าที่ใช้เป็นแบบ ตัวเบ้านิยมทำด้วยไม้เนื้ออ่อน ขึ้นรูปทรงที่ความต้องการตามเบ้า จากนั้นใช้เข็มเจาะนำแล้วสานต่อเส้นลิเภาทีละเส้นด้วยวิธีการถักเส้นลิเภาซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ยากและต้องอาศัยความละเอียดในการถัก ในขั้นตอนนี้อาจมีการสร้างสรรค์ลวดลายต่างๆ บนผลิตภัณฑ์จักสานย่านลิเภา เช่น ลายดอกสี่เหลี่ยม ลายสอง ลายตาสับปะรด ลายลูกแก้ว ลายคชกริช ลายพิมพ์ทอง ลายเม็ดแตง ลายมัดหมี่ ลายเม็ดมะยม และลายดาวกระจาย เป็นต้น
เมื่อได้ผลิตภัณฑ์จักสานย่านลิเภาตามต้องการแล้ว จะต้องขัดผิวด้วยกระดาษทราย เก็บรายละเอียดหรือแต่งชิ้นงานให้มีความเรียบร้อย จากนั้นจึงใช้น้ำยาเคลือบผิวหรือชักเงาทาเพื่อเคลือบรักษาเนื้อผิวของผลิตภัณฑ์จักสานจากย่านลิเภาให้มีความคงทน เพิ่มความมันวาว สวยงาม (สมัยโบราณนิยมทาด้วยน้ำมันยางใสป้องกันมอดและแมลงบางชนิดกัดกิน) ก่อนนำประดับตกแต่งด้วยการบุผ้า หุ้มขอบด้วยถมเงินและถมทอง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ชิ้นงาน
ผลิตภัณฑ์ย่านลิเภา เป็นงานหัตถกรรมเครื่องจักสานพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์พิเศษของภาคใต้ ซึ่งสืบทอดจากบรรพบุรุษมาหลายร้อยปี สันนิษฐานว่าเริ่มทำกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านตั้งแต่สมัยเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ที่นิยมทำกันมากในสำนักของเจ้าพระยาเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวกันว่า เจ้าเมืองนครได้เคยนำถวายเจ้านายในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จนกระทั่ง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ครั้งที่ดำรงตำแหน่งพระยาสุขุมนัยวิปัต-สมุนเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ได้ฟื้นฟูส่งเสริมงานจักสานย่านลิเภาจนเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ชนชั้นสูงในกรุงเทพมหานคร และได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5
จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรม “จักสานย่านลิเภา” ที่มีชื่อเสียงและมีกลุ่มคนที่มีทักษะฝีมือในการจักสานย่านลิเภาอยู่หลายกลุ่ม มีการสร้างสรรค์และพัฒนาการขึ้นรูปงานจักสานย่านลิเภาเป็นผลิตภัณฑ์รูปทรงต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานตามยุคสมัย โดยมีการผสมผสานกับโลหะหรือวัสดุมีค่า เช่น ทองคำ นาก เงิน งาช้าง และเครื่องถมเมืองนคร ทำให้เกิดลวดลายที่วิจิตรงดงาม มีเอกลักษณ์และคุณค่า จนทำให้เครื่องจักสานย่านลิเภาเป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยมของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช
รวบรวมโดย นางสาวอาพาภรณ์ หมื่นรักษ์ บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช
อ้างอิง
งานศิลปกรรมประเภทจักสานย่านลิเภา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564 จาก https://www.sacict.
http://or.th/.../_2c7d707bf2e9b8a3008abe05c37f96fb.pdf
จักสานย่านลิเภา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564 จาก https://www.museumthailand.com/.../%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0.../
“ย่านลิเภา” วัชพืชมากมูลค่าแห่งเมืองคอน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564 จาก https://mgronline.com/travel/detail/9500000089870
อาจินต์ ศิริวรรณ. (2562). วิถีชาวบ้าน ผลิตภัณฑ์ย่านลิเภา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564 จาก https://www.technologychaoban.com/folkways/article_116667
อ้างอิงภาพประกอบ
https://herb.in.th/
https://nakhon.live/equipment/
https://nakhon.live/procedure/
https://program.tpbs.ndev.pw/Lui/episodes/77842
https://readthecloud.co/lipao-craft-by-boonyarat/
https://www.creativethailand.net/en/article/detail/374-
ชีวิตความเป็นอยู่ใน ก รุ ง ส ยา ม
ในทัศนะของชาวต่างประเทศ
ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๓ - ๒๓๘๔
Narrative of a Residence in Siam
1840 - 1841
โดย
Frederick Arthur Neale
เรือเอกหญิง ลินจง สุวรรณโภคิน
แปลและเรียบเรียง
(ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม)
กรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่
พุทธศักราช ๒๕๖๔
องค์ความรู้ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ชุดความรู้ทางวิชาการ : หลักฐานศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในภาคใต้ของประเทศไทย ตอน สวยัมภูลึงค์แห่งเขาคา : ไศวภูมิมณฑล แห่งนครศรีธรรมราช ค้นคว้า/เรียบเรียง โดยนางสาวสุขกมล วงศ์สวรรค์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ
ชื่อเรื่อง วินยธรสิกฺขาปท...(สิกขาบท)สพ.บ. 300/7ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 62 หน้า : กว้าง 4.9 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา พระวินัยปิฎกบทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง สิริสากุมารชาดก (สิริสากุมาร)
สพ.บ. 351/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 52 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.173/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 104 หน้า ; 4 x 50.5 ซ.ม. : ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับ, มีฉลากไม้ไผ่ชื่อชุด : มัดที่ 98 (49-66) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : วินยปิฎกสงฺเขป(วินัยกรรม,ศัพท์วินัย)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.47/1-3
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.183/15ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4.5 x 59.5 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 105 (110-116) ผูก 15 (2565)หัวเรื่อง : ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตฎีกา(ฎีกาธัมมจักร) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.225/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 14 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 112 (170-179) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : มหายักษ์ --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.359/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 4 x 52 ซ.ม. : ทองทึบ-รักทึบ-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 139 (411-419) ผูก 4 (2565)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
หม่อมเจ้าพิไลยเลขา ดิศกุล ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2440 เป็นพระธิดาองค์ที่ 2 ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับหม่อมเฉื่อย ดิศกุล ณ อยุธยา ท่านหญิงพิไลยเลขาเริ่มสนพระทัยในงานศิลปะตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทอดพระเนตรภาพวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง จากนั้นทรงเขียนตามด้วยเห็นว่าสนุก และโปรดการเขียนภาพนับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านหญิงพิไลยเลขาได้รับการสนับสนุนให้เรียนศิลปะจากสมเด็จพระบิดา และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จอาของพระองค์ เมื่อเจริญพระชันษาทรงดัดแปลงที่ประทับชั้นล่างให้เป็นสตูดิโอสำหรับใช้ฝึกฝนการเขียนภาพ เรียกว่า “ตำหนักเลขา”
ท่านหญิงพิไลยเลขาทรงเรียนศิลปะอย่างเป็นระบบจากโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ทรงศึกษางานจิตรกรรมแบบตะวันตกจากสถาปนิกและจิตรกรชาวอิตาเลียนที่รับราชการในราชสำนักสยามตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เช่น แอร์โกเล มันเฟรดี (Ercole Manfredi) คาร์โล ริโกรี (Carlo Rigoli) และเอมิลิโอ ฟอร์โน (Emilio Forno) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังทรงศึกษาทฤษฎีทางด้านศิลปะกับศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) และทรงแลกเปลี่ยนมุมมองในการสร้างสรรค์งานศิลปะกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ผ่านทางจดหมายอยู่เสมอ
ท่านหญิงพิไลยเลขาสนพระทัยงานศิลปะทั้งแบบไทยประเพณีและแบบตะวันตก งานจิตรกรรมที่ทรงสร้างสรรค์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ภาพสถาปัตยกรรมและพระพุทธรูปเพื่อการศึกษา ภาพหุ่นนิ่ง (Still life) ภาพทิวทัศน์ (Landscape) และภาพเหมือนบุคคล (Portrait) หรือสัตว์ ภาพหุ่นนิ่ง “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” นับเป็นผลงานชิ้นเอกของท่านหญิงพิไลยเลขา ทรงใช้เทคนิคสีน้ำมันบนแผ่นไม้ จัดวางองค์ประกอบภาพและเก็บรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นแบบอย่างประณีต ประยูร อุลุชาฏะ หรือ น. ณ ปากน้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เคยกล่าวยกย่องท่านหญิงพิไลยเลขาไว้ว่า “ในบรรดาจิตรกรหญิงสมัครเล่นที่ไม่ได้ประกอบอาชีพในทางศิลปะ ท่านหญิงพิไลยเลขาเป็นผู้ที่ฝีมือเลอเลิศไม่มีใครเทียบ”
ด้วยทักษะและความสามารถในงานด้านจิตรกรรมของท่านหญิงพิไลยเลขา ตลอดจนความเข้าใจในเรื่องสุนทรียศาสตร์ ทำให้ทรงได้รับเชิญเป็นคณะกรรมการจัดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และคณะกรรมการตัดสินผลงานการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2492 – 2493) นอกจากนี้ ทรงส่งผลงานเข้าร่วมแสดงในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ครั้งที่ 1 – 7 (พ.ศ. 2492 – 2499) และทรงส่งผลงานเข้าร่วมแสดงเป็นครั้งสุดท้ายในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 9 (พ.ศ. 2501) ซึ่งเป็นปีที่ท่านหญิงทรงมีพระพลานามัยไม่แข็งแรงนัก และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็หยุดทรงงานด้วยปัญหาเรื่องพระพลานามัย
หม่อมเจ้าพิไลยเลขา ดิศกุล สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2528 สิริพระชันษา 88 ปี ต่อมาหม่อมราชวงศ์ นุดีตรีทิพย์ กมลาสน์ พระนัดดาของท่านหญิงได้มอบภาพเขียนทั้งหมดให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป กรมศิลปากร เพื่อจัดเก็บและจัดแสดงตามความเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการศึกษาทางด้านศิลปะของไทย
ที่มา
1. หนังสือประกอบนิทรรศการ “ศรัทธา ศาสนา ความเชื่อ” โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
2 สูจิบัตรประกอบนิทรรศการ “5 ศิลปินสตรี กับบทบาทแห่งการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ของไทย” โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
3. หนังสือ “5 ทศวรรษศิลปกรรมแห่งชาติ
2492 – 2541”
โดย หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชื่อผู้แต่ง เจือ นครราชเสนี
ชื่อเรื่อง สกุลสิงหเสนี และเครือญาติ
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๔
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๕
จำนวนหน้า ๑๒๔ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นบรรณาการในงานฌาปนกิจศพ คุณหญิงตุ่ม ประเสริฐสุนทราศรัย ณ เมรุวัดจักรวรรดิราชาวาส พระนคร ๓๐ เมษายน ๒๕๐๔
หนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงลำดับวงศ์สกุลสิงหเสนี และเครือญาติ รวมถึงสกุลอื่นที่มีความใกล้ชิดกับสกุลสิงหเสนี เพื่อเป็นประโยชน์แก่เครือญาติรุ่นต่อ ๆ ไป จะได้รู้จักวงศ์สกุล และลำดับญาติได้อย่างถูกต้อง