ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,216 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมนิทรรศการ “ศิลป์ นิยาม : ความรัก ความงาม ความสุข” นิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ร่วมค้นหาและดื่มด่ำกับนิยามของ “ศิลปะ” ผ่าน 3 มุมมองอันเป็นนิยามศิลปะของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย “ความรัก” ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ “ความงาม” ที่ศิลปะได้ถ่ายทอด และ “ความสุข” ที่มอบคืนให้ผู้คน พร้อมนวัตกรรมการจัดแสดง โฮโลแกรมอาจารย์ศิลป์ ที่จะทำให้เรื่องราวกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 15 - 25 กันยายน 2568 เปิดวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร) ทั้งนี้ *วันจันทร์ที่ 15 กันยายน เปิดให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษ อาคารนิทรรศการ6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 240 บาท
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิมว่า นายคอร์ราโด เฟโรจี (Corrado Feroci) เป็นชาวอิตาเลียน เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ณ ตําบลซานตาจิโอวานี นครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี สําเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาศิลปะชั้นสูงแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) มีพระประสงค์ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านศิลปะตะวันตกเพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นในแผ่นดินไทยและทําการฝึกสอนช่างไทยให้มีความสามารถในการสร้างงานประติมากรรมแบบตะวันตก ทางรัฐบาลอิตาลีจึงส่งคุณวุฒิและผลงานของศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ให้สยามพิจารณา ด้วยเหตุนี้ศาสตราจารย์คอร์ราโด จึงเดินทางสู่แผ่นดินสยาม เพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจํากรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 และได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ในปี พ.ศ. 2469 ผลงานการสร้างสรรค์ประติมากรรมและอนุสาวรีย์ชิ้นสําคัญ เช่น พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ที่เสียสละและอุทิศตนเพื่องานศิลปะของไทย โดยเป็นผู้ที่ทําให้วงการศิลปะของไทยเริ่มต้นเข้าสู่รูปแบบที่เป็นสากล ด้วยการนําความรู้ทางด้านศิลปะตามหลักวิชาการแบบตะวันตกมาเป็นแนวทางในการวางรากฐานการศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย นับว่าเป็นผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมสมัยใหม่ ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยอย่างแท้จริง จนได้รับการยกย่องว่า “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย”
-----------------------------------------------
Exhibition: “Art Defined: Love, Beauty, Joy”
A special exhibition commemorating the 133rd anniversary of Professor Silpa Bhirasri, the father of modern Thai art.
Explore and immerse yourself in the definition of “art” through three perspectives as envisioned by Professor Silpa Bhirasri:
• “Love” that nourishes the soul
• “Beauty” expressed through artistic creation
• “Joy” that art returns to the people
Experience innovative displays, including a hologram of Professor Silpa, bringing his story back to life.
15–25 September 2025
Open Wednesday to Sunday (Closed Monday–Tuesday)
09:00–16:00
Exhibition Hall 6, The National Gallery of Thailland, Chao Fa Road
Admission: Thai visitors 30 THB | International visitors 240 THB
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ชวนร่วมกิจกรรม พิศภาพ เพลินเพลง "Passion of Prachinburi" ชมนิทรรศการภาพถ่าย บันทึกภาพความทรงจำจากวันวานบอกเล่าความงามและความประทับใจที่มีต่อปราจีนบุรี โดย กลุ่มคนรักการถ่ายภาพจังหวัดปราจีนบุรี นำโดยนายแพทย์จอมพล มุสิกวงศ์ พร้อมรับฟังการเสวนา Museum Talk พบกับแขกรับเชิญสุดพิเศษ 2 ท่าน บก.ติ่งข่าวเวิร์คพอยท์ และ รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล วันที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 19.00 - 20.00 น. เล่าเรื่อง 12 ภาพถ่าย “ศรัทธาแห่งปราจีนบุรี” Beyond the Shot: แรงบันดาลใจจากเลนส์สู่ภาพ พลังสะท้อนสังคม พูดคุยกับนายแพทย์จอมพล มุสิกวงศ์ และผู้แทนชมรมคนรักการถ่ายภาพ ค้นหาแรงบันดาลใจ และสารจากช่างภาพที่สะท้อนออกมาในผลงานภาพถ่าย
ทั้งนี้ นิทรรศการภาพถ่ายศรัทธาแห่งปราจีนบุรี ศิลปิน จอมพล มุสิกวงศ์ และ นิทรรศการถ่ายภาพ “พิศภาพ เพลินเพลง ep2” โดย 24 นักถ่ายคนปราจีน จัดแสดงเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น ในงานเทศกาลพิพิธภัณฑ์สร้างสรรค์ สวนศิลป์บันดาลใจ Creative Museum – Prachinburi Art & Craft Fair จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 25 มกราคม 2569 เวลา 15.00 - 20.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3721 1586
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ขอเชิญชวนร่วมแต่งผ้าไทยชมพิพิธภัณฑ์ ในงานฮีต 12 ฮอยฮีตคองวัฒนธรรม บุญฮดสรง “สงกรานต์ ศานต์ใจ” ระหว่างวันที่ 11 - 12 เมษายน 2569 เวลา 09.00 - 16.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี พบกับกิจกรรมสรงน้ำพระแบบดั้งเดิม, ตบประทาย ขนทรายเข้าวัด การสาธิตการทำน้ำอบฮดสรง, กิจกรรมงามอย่างไทย, การละเล่นพื้นบ้านแบบดั้งเดิม
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ประกาศขอความร่วมมือผู้ชมการแสดงทุกท่าน รับบัตรชมการแสดงเนื่องในการทดสอบระบบโรงละครแห่งชาติ รอบวันที่ ๙ - ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ภายในเวลาที่กำหนด รอบเวลา ๑๐.๐๐ น. รับบัตรภายในเวลา ๐๙.๓๐ น. และ รอบเวลา ๑๓.๓๐ น. รับบัตรภายในเวลา ๑๓.๐๐ น. ณ บริเวณภายในโรงละครแห่งชาติ ทั้งนี้ หากไม่มารับบัตรในเวลาที่กำหนด สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอสงวนสิทธิ์บัตรชมการแสดงให้กับท่านอื่นต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ นอกจากนี้ ทางสำนักการสังคีต ยังขอความร่วมมือผู้ชมการแสดง โปรดเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ ที่นี้
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๘ เรื่อง "รูปแบบเฉพาะของเจดีย์ทรงระฆังเมืองศรีสัชนาลัย" เจดีย์ทรงระฆังในสมัยสุโขทัยทั่วไปมีลักษณะสำคัญ ๒ ส่วน คือ มีฐานบัวคว่ำ - บัวหงาย ๑ ฐาน และมีส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวถลา ๓ ชั้น แต่สำหรับเมืองศรีสัชนาลัยไม่นิยมทำฐานบัวคว่ำ - บัวหงายและส่วนรองรับองค์ระฆัง โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ ๑ ส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวถลา ๓ ชั้น และกลุ่มที่ ๒ ส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวคว่ำ-บัวหงาย ๓ ชั้นเตี้ยๆ จึงสันนิษฐานได้ว่าเมืองศรีสัชนาลัยน่าจะสร้างเจดีย์ที่เป็นแบบเฉพาะของตัวเอง และด้วยเหตุที่มีลักษณะที่ย้อนกลับไปทำแบบต้นแบบในศิลปะลังกา จึงอาจสันนิษฐานว่าน่าจะมีการติดต่ออิทธิพลทางศาสนาและศิลปกรรมกับลังกา กลุ่มที่ ๑ ส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวถลา ๓ ชั้น และไม่มีฐานบัวคว่ำ - บัวหงายรองรับอยู่ที่ฐานด้านล่าง เจดีย์ในกลุ่มนี้มีรูปแบบโดยรวมเหมือนกับเจดีย์ทรงระฆังสมัยสุโขทัยโดยทั่วไป คือ มีส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวถลา ๓ ชั้น แต่มีลักษณะพิเศษบางประการที่แตกต่างกับเจดีย์ทรงระฆังในสมัยสุโขทัย คือ ไม่มีฐานบัวคว่ำ - บัวหงาย มีเพียงฐานเขียงซ้อนกันหลายชั้นแล้วต่อด้วยชุดบัวถลา โดยเมืองศรีสัชนาลัยพบที่เจดีย์ประธานวัดเขาสุวรรณคีรี ซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายกับเจดีย์ศิลปะลังกา กลุ่มที่ ๒ เจดีย์ที่มีส่วนรองรับองค์ระฆัง เป็นชุดบัวคว่ำ - บัวหงาย ๓ ชั้นเตี้ยๆ เจดีย์ในกลุ่มนี้มีองค์ประกอบโดยรวมเหมือนกับเจดีย์ทรงระฆังสมัยสุโขทัยโดยทั่วไป มีเพียงส่วนที่ต่างกันเล็กน้อย คือ ส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวคว่ำ - บัวหงาย ๓ ชั้นในผังกลม ไม่ใช่บัวถลา โดยที่เมืองศรีสัชนาลัยพบที่เจดีย์ประธานวัดเขาใหญ่ล่าง เป็นโบราณสถานที่อยู่บนเขา ในเขตอรัญญิก โดยรูปแบบของเจดีย์องค์นี้แตกต่างไปจากเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัยที่พบทั่วไป แต่มีรูปแบบเหมือนเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะลังกาเป็นอย่างมาก คือ มีฐานเขียงขนาดใหญ่ และต่อด้วยชุดรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดบัวคว่ำ - บัวหงายเตี้ยๆ ๓ ชั้น ไม่มีบัวปากระฆัง องค์ระฆังมีขนาดใหญ่และเตี้ย คล้ายองค์ระฆังทรงฟองน้ำของเจดีย์ศิลปะลังกาเอกสารอ้างอิงศักดิ์ชัย สายสิงห์. “เจดีย์ทรงระฆังที่มีรูปแบบเฉพาะของเมืองศรีสัชนาลัย และใกล้เคียงต้นแบบศิลปะลังกา.” ศิลปกร, ๖๑, ๕ (กันยายน – ตุลาคม ๒๕๖๑): ๒๑ - ๒๙.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๑.
ตานก๋วยสลาก ในวัฒนธรรมล้านนา ตานก๋วยสลาก หรือ บุญสลากภัต จัดขึ้นช่วงเดือน 12 เหนือ (เดือน 10 ใต้) เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่บรรพบุรุษ “ก๋วยสลาก” คือภาชนะไม้ไผ่สานใส่ข้าวสาร อาหารแห้ง ดอกไม้ ธูปเทียน และชื่อผู้ที่ต้องการอุทิศบุญไปให้ ประเพณีนี้คล้ายคลึงกับพิธีทำบุญในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย เช่น บุญสารทเดือนสิบ (ภาคกลาง) ชิงเปรต (ภาคใต้) แซนโฎนตา (อีสานใต้) บุญข้าวประดับดิน (อีสานเหนือ)Khuai Salak (Merit-Making Tradition in Lanna) “Khuai Salak” or Salak Phat is a Lanna merit-making ceremony held around September–October, to dedicate merits to ancestors Offerings such as rice, dried food, flowers, candles, and a name slip are placed in a bamboo basket Similar traditions across Thailand include:Sart Duen Sip (Central)Ching Pret (Southern)Pchum Ben / Sandonta (Lower Northeast)Khao Pradap Din (Upper Northeast)ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วในโลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ฉันนั้น
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(เจริญ สุวฑฺฒโน) มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร พระชนกชื่อ น้อยคชวัตร พระชนนีชื่อ กิมน้อย คชวัตร ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช ๑๒๓๕ ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ณ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงจบการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดเทวสังฆาราม ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๖๙ พระชันษา ๑๔ ปี ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) จังหวัดกาญจนบุรี โดยพระเทพมงคลรังษี (ดี พุทธโชติ)...........(บทความจากนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๒๕๕๖ ฉบับที่ ๖ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๕๖ โดย อรวรรณ ทรัพย์พลอย นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์)
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต