ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,761 รายการ
Staminamad.ชันโรง.จันท์ยิ้ม.:12;กันยายน 2559
“ชันโรง” เจ้าตัวนี้มันคืออะไร ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อ มาก่อน วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกับเจ้าชันโรง แมลงสีดำตัวเล็ก ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ชอบอยู่ใกล้ชิดกับคนโดยชอบทำรัง ตามบ้านเรือน เช่น ตามหน้าต่าง หลังคา ฝาผนัง เจ้าแมลงตัวนี้ เป็นตัวที่ช่วยผสมเกสรให้พืชเจริญเติบโตให้ดอกให้ผล ช่วยเพิ่มผลผลิต ผลไม้ในสวนแบบปลอดสารเคมี แถมยังมีผลพลอยได้เป็นน้ำ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์. คาถาแปลภาค 1-2-3 และทำขวัญนาค. พระนคร : โรงพิมพ์ศรีหงส์, 2477.
หนังสือคาถาแปลภาค 1-2-3 และทำขวัญนาค นี้ มีเนื้อหาคาถาแปลตั้งแต่ภาคที่ 1-3 และเนื้อหาเรื่องอื่น ๆ ได้แก่ ทำขวัญนาค สามัคคีกถา กฐินสังเขป พระราชนิพนธ์คาถาวิธีกรวดน้ำ วิธีพิจารณาในใจและแผ่กุศลอย่างย่อ และเรื่องปัจฉิมพจน์
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ เรื่อง “พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่องานมรดกศิลปวัฒนธรรม” วิทยากรโดย
นางดาวรัตน์ ชูทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์ (ภาษาและวรรณกรรม) สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์,
นายจรัญ พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ สำนักการสังคีต,
นางสาวภัทรา เชาว์ปรัชญากุล ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จ.สุพรรณบุรี และ
นางสาวศุภมาศ ดวงสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี
ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๒.๓๐ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง
Facebook : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ
วันศุกร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗นายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมานายดุสิต ทุมมากรณ์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมายและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลพิมายลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณรอบคูเมืองพิมายในการเตรียมแผนพัฒนาคูเมืองพิมายเพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองพิมายและโบราณสถานในเขตพื้นที่เมืองพิมาย...
บรรณานุกรม
หนังสือหายาก
ชื่อหนังสือ ฉลองครบ 50 ปี วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี 22-25 กุมภาพันธ์ 2532
ชื่อเรื่อง : คำฉันท์ ดุษดีสังเวย กล่อม แลกาพย์ขับไม้บำเรอพระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ
ชื่อผู้แต่ง : -
ปีที่พิมพ์ : 2470
สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท.
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย
จำนวนหน้า : 155 หน้า
สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ แต่งด้วยฉันท์และกาพย์ ใช้สวดกล่อมในงานพิธีสมโภชพระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ ช้างพระที่นั่งประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื้อเรื่องประกอบด้วย 1. ลาขอพร เป็นการขอพรเทพเทวามารับขวัญและปกปักรักษาช้างคู่พระบารมี 2. ลาไพร กล่าวถึงที่อยู่เดิมของช้าง 3. ลาชมเมือง กล่าวชมว่าบ้านเมืองที่อยู่ปัจจุบันน่าอยู่กว่าป่าไพร 4. ลาสอนช้าง เป็นการสอนอย่างปลอบประโลมว่าอย่าดุร้าย จงเชื่อและรักหมอครวญ
๑. กลุ่มเตาเมืองศรีสัชนาลัย เป็นแหล่งผลิตสังคโลกที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อนสถาปนากรุงสุโขทัย เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา กลุ่มเตานี้ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยห่างออกไปทางทิศเหนือ มีแหล่งเตาผลิตสังคโลกตั้งเรียงรายไปตามริมฝั่งแม่น้ำยมด้านตะวันตกตั้งแต่บริเวณบ้านป่ายาง บ้านเกาะน้อย บ้านหนองอ้อไปจนถึงวัดดอนลาน สามารถจำแนกเตาได้เป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มเตาบ้านเกาะน้อย
ตั้งอยู่ห่างจากกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยไปทางทิศเหนือประมาณ ๕ กิโลเมตร จากการสำรวจและขุดค้นพบจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐๐ เตา ในระยะแรกเป็นเตาชนิดอุโมงค์หรือเตาขุด ต่อมาพัฒนาเป็นเตาก่อด้วยดินดิบผนังยาดินเหนียวและพัฒนาการขั้นสุดท้ายเป็นเตาอิฐขนาดใหญ่อยู่บนเนินดินสูงในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๒ ภายในเตาเผาพบภาชนะประเภทไม่เคลือบ ภาชนะประเภทเขียนลายสีดำใต้เคลือบ ภาชนะประเภทเคลือบสีเขียว เป็นต้น
- กลุ่มเตาบ้านป่ายาง
อยู่ห่างจากเมืองศรีสัชนาลัยไปทางทิศเหนือราว ๕๐๐ เมตร จากการสำรวจพบเตาประมาณ ๒๕ เตา ส่วนใหญ่เป็นเตาก่อด้วยอิฐอยู่บนเนินดินสูง สันนิษฐานว่ากลุ่มเตาบ้านป่ายางเริ่มผลิตสังคโลกในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ โดยผลิตภาชนะประเภทเขียนลายสีดำหรือน้ำตาลใต้เคลือบ ภาชนะประเภทเคลือบน้ำตาลเข้ม นอกจากนี้ยังผลิตตุ๊กตาและเครื่องประดับสถาปัตยกรรมอีกด้วย
รูปภาพ : (ซ้าย) จานเคลือบสีเขียว ผลิตจากเตาบ้านเกาะน้อย เมืองศรีสัชนาลัย
ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก
(ขวา) ยักษ์ (ทวารบาล) ผลิตจากเตาบ้านป่ายาง เมืองศรีสัชนาลัย ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก
๒. กลุ่มเตาเมืองสุโขทัย เป็นแหล่งผลิตสังคโลกที่เกิดขึ้นเพื่อเสริมกำลังการผลิตของเตาเมืองศรีสัชนาลัย ในช่วงที่สังคโลกเป็นสินค้าที่ต้องการของตลาดตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นต้นมา กลุ่มเตานี้ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยบริเวณด้านทิศเหนือของวัดพระพายหลวง และเรียงรายไปตามริมน้ำแม่โจน จากการสำรวจทางโบราณคดีพบเตาประมาณ ๔๗ เตา มีลักษณะเป็นเตาก่ออิฐสร้างบนเนินดินถมสูง บางแห่งมีร่องรอยการสร้างเตาเผาซ้อนทับกันหลายครั้ง นิยมผลิตภาชนะประเภทเขียนลายสีดำหรือสีน้ำตาลใต้เคลือบ ผลิตภัณฑ์ที่พบมักใช้น้ำดินสีขาวทาลงบนเนื้อดินเพื่อเป็นการรองพื้นก่อนเขียนลวดลาย
รูปภาพ : จานเขียนลายสีดำใต้เคลือบ ผลิตจากเตาเมืองสุโขทัย ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก
ชื่อเรื่อง พงศาวดารจีน ไซ่ฮั่นผู้แต่ง -ผู้แต่งเพิ่ม กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ วรรณกรรมเลขหมู่ 895.13 ซ981พอสถานที่พิมพ์ พระนคร สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง ปีที่พิมพ์ 2508ลักษณะวัสดุ 608 หน้า หัวเรื่อง ซิดก๊กไซ่ฮั่น ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก หนังสือเรื่องซิดก๊กไซ่ฮั่น เป็นพงศาวดารจีนสมัยก่อนถึงสมัยสามก๊ก พระบาทสมเด็จ-พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯ ให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมพระราชวังหลัง ทรงอำนวยการแปล เมื่อก่อน พ.ศ.2349 คู่กับหนังสือสามก๊ก ซึ่งโปรดฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน บุญหลง) อำนวยการแปล เมื่อก่อน พ.ศ.2348 เป็นหนังสือ 37 เล่มสมุดไทย
หลังจากหลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์เรียบร้อยแล้ว จะมีการตั้งเปรตซึ่งแต่เดิมจะกระทำโดยการนำเอาอาหารส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ภายในวัด ตรงริมทางเดินบ้าง บริเวณประตูวัดหรือกำแพงวัดบ้าง หรือตามโคนต้นไม้บ้าง ภายหลังได้มีการสร้างร้านขึ้นมาสูงพอสมควรใช้สำหรับให้พุทธศาสนิกชนนำอาหารที่จะตั้งเปรตไว้รวมกัน เรียกว่า “หลาเปรต หรือร้านเปรต” ปัจจุบันบางวัดทำเป็นศาลาถาวรก็มี บนหลาเปรตจะโยงสายสิญจน์โดยรอบและโยงไปถึงพระภิกษุสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ โดยสวดบังสุกุลอัฐิหรือกระดาษเขียนชื่อผู้ล่วงลับซึ่งนำมารวมกันในพิธีต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ จากนั้นพุทธศาสนิกชนจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญแก่ตายายผู้ล่วงลับ เมื่อเสร็จพิธีแล้วพุทธศาสนิกชนส่วนหนึ่งที่มาร่วมทำบุญ โดยมากมักจะเป็นเด็ก ๆ จะเข้าไปรุมแย่งขนมและสิ่งของที่ตั้งเป็นหลาเปรตอย่างสนุกสนาน ด้วยมีความเชื่อว่าการแย่งขนมเปรตบนหลาเปรตนี้จะได้กุศลแรงเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าถ้านำขนมเหล่านี้ไปหว่านในเรือกสวนไร่นาจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ บางพื้นที่ยังมีการทำหลาเปรตอีกลักษณะหนึ่งโดยใช้ลำต้นหมาก ไม้ไผ่ หรือไม้เหลาชะโอน ยาวประมาณ ๓ เมตร เอาเปลือกหยาบภายนอกออก หรือถ้าเป็นไม้ไผ่จะขัดเกลาเอาข้อออกแล้วใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมจนทั่วเพื่อให้มีความลื่น เอาโคนเสาฝังดิน ปลายเสามีแผงไม้ติดไว้พร้อมผูกเชือกห้อยขนมเดือนสิบต่าง ๆ จากนั้นให้พุทธศาสนิกชนผู้ชายแข่งกันปีกเสาเหล่านั้นทีละคน ใครปีกได้สูงก็จะได้รางวัลมาก ปีนได้น้อยก็ได้รางวัลน้อยลงตามสัดส่วน เป็นที่สนุกสนาน ซึ่งการชิงเปรตในลักษณะนี้จะกระทำภายหลังการชิงเปรตร่วมกันที่หลาเปรตแล้ว จากนั้นบางพื้นที่ก็จะมาการโปรยทานด้วยเงินเหรียญ หรือเรียกว่า “กำพริก” แก่ผู้มาร่วมทำบุญอย่างสนุกสนาน
นอกจากนี้ในบางพื้นที่ยังมีความเชื่อเพิ่มเติมอีกว่า มีเปรตพวกหนึ่งซึ่งมีบาปหนาไม่กล้าเข้าไปรับอาหารที่ตั้งบนร้านเปรตภายในวัด พุทธศาสนิกชนจึงต้องนำเอาอาหารไปตั้งเปรตกันนอกเขตวัดโดยวางบนพื้นดิน พื้นหญ้า หรือตามต้นไม้ เมื่อเปรตรับเอาส่วนบุญที่พุทธศาสนิกชนอุทิศให้และชิงให้แล้ว ก็จะกลับสู่ภพภูมิของตน คอยโอกาสที่จะกลับมาอีกในปีถัดไป
ปัจจุบันการทำบุญในประเพณีสารทเดือนสิบของชาวนครศรีธรรมราชยังคงถือปฏิบัติกันอย่างเหนียวแน่น ถือเป็นงานประเพณีที่สำคัญที่สุดในรอบปี มีวัตถุประสงค์และแนวทางที่ถือปฏิบัติตามประเพณีที่เคยถือปฏิบัติกันมา จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเพียงข้อปลีกย่อยเท่านั้น และยังมีการจัดงานรื่นเริงประจำปีอย่างยิ่งใหญ่ เรียกว่า “งานเดือนสิบ” เป็นประจำทุกปีบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ๘๔ (ทุ่งท่าลาด) และที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งนับเป็นเทศกาลประจำปีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดงานหนึ่งของภาคใต้ โดยเริ่มจัดงานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ เป็นต้นมา ระยะแรกใช้สนามหน้าเมืองเป็นสถานที่จัดงาน ภายหลังจึงได้ย้ายมายังทุ่งท่าลาดตามความเหมาะสมของสถานที่ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานวันสารทเดือนสิบขึ้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อเป็นที่รวมตัวพบปะสังสรรค์ และร่วมทำบุญสืบสานประเพณีดังกล่าวของพุทธศาสนิกชนในภาคใต้ที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีการจัดงานขึ้นหลายแห่ง เช่น วัดพิชยญาติการาม วัดเทวราชกุญชร สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น
นายภูวนารถ สังข์เงิน นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มจารีตประเพณี สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ค้นคว้าเรียบเรียง