ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,421 รายการ

        พระบรมสาทิสลักษณ์  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนานประทับเหนือตั่งอุทุมพรราชอาสน์แปรพระพักต์สู่ทิศบูรพา         เทคนิค : เขียนสีฝุ่นบนภาพพระบฏ         ขนาด : กว้าง ๕๐ เซนติเมตร  ยาว ๑๓๐  เซนติเมตร         ศิลปิน : นายสิทธิพร  สระโพธิ์ทอง  จิตรกร         กลุ่มงาน : กลุ่มจิตรกรรม  สำนักช่างสิบหมู่  กรมศิลปากร         ผลงานศิลปกรรมออกแบบและจัดสร้างโดย  กลุ่มจิตรกรรม  สำนักช่างสิบหมู่  กรมศิลปากร  จัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  ระหว่างวันที่ ๙ มิถุนายน – ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖  เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. วันพุธ – วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร)         การเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยเทคนิคการเขียนสีฝุ่นบนภาพพระบฏชิ้นนี้  จิตรกรได้บันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  ในวันเสาร์ที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากหอพระสุราลัยพิมานเข้ายังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ  โดยริ้วขบวนพราหมณ์  เสด็จฯ ไปยังมณฑปพระกระยาสนาน  ณ ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน  เมื่อเสด็จฯ ถึงทรงจุดธูปเงินเทียนทอง  สังเวยเทวดากลางหาว  แล้วเสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน  ประทับเหนือตั่งอุทุมพรราชอาสน์  แปรพระพักต์สู่ทิศบูรพาเพื่อสรงพระมุรธาภิเษก           “มณฑปพระกระยาสนาน” หรือ “พระมณฑปพระกระยาสนาน” เป็นสถานที่สรงสนานสำหรับพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  ลักษณะเป็นมณฑปหุ้มผ้าขาวแต่งด้วยเครื่องทองคำ  เพดานดาดผ้าขาว  มีสหัสธารา [สะ-หัด-สะ-ทา-รา] สำหรับไขน้ำพระมุรธาภิเษกจากบนเพดานให้โปรยลงยังที่สรง  ผูกพระวิสูตรขาวทั้ง ๔ ด้าน ภายในมณฑปตั้งตั่งอุทุมพรบนถาดทองรองน้ำสรง           วันสรงพระมุรธาภิเษก ตั้งถาดสรงพระพักตร์ มีครอบมุรธาภิเษกสนาน และวางใบไม้นามวันกาลกิณีสำหรับทรงเหยียบบนฐานมณฑปตั้งราชวัติทรงเครื่องพื้นขาวลายทอง  ตั้งฉัตร ๗ ชั้นทองแผ่ลวดพื้นโหมดทองเงินนาคทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๓ องค์ มีบุษบกน้อยสำหรับประดิษฐานพระชัยนวโลหะ [พฺระ-ไช-นะ-วะ-โล-หะ] ทางทิศตะวันออกและประดิษฐานพระมหาพิฆเนศ [พฺระ-มะ-หา-พิ-คะ-เนด] ทางทิศตะวันตก ที่มุมฐานมณฑปทั้ง ๔ มุม ตั้งศาลจัตุโลกบาล [จัด-ตุ-โลก-กะ-บาน] สำหรับบูชาพระฤกษ์         “มุรธาภิเษก” แปลว่า การรดน้ำที่พระเศียร น้ำที่รดเรียกว่า “น้ำมุรธาภิเษก” การสรงพระมุรธาภิเษก หมายถึงการยกให้ หรือการแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ ซึ่งตามคติความเชื่อของพราหมณ์ถือว่า การยกให้ผู้ใดเป็นใหญ่ทรงสิทธิ์อำนาจนั้น จะต้องทำด้วยพิธีรดน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งน้ำสรงพระมุรธาภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่บรรจุในทุ้งสหัสธารานั้น เจือด้วยน้ำปัญจมหานที ในมัธยมประเทศ (อินเดีย) และน้ำเบญจสุทธคงคา แม่น้ำสำคัญทั้งห้าของราชอาณาจักรไทย น้ำสี่สระ เจือด้วยน้ำอภิเษก ซึ่งทำพิธีพลีกรรม ตักมาจาก ปูชนียสถานสำคัญในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร และเจือด้วยน้ำพระพุทธปริตรที่ได้ทำพิธีเตรียมไว้         ขั้นตอนปฏิบัติในการสรงพระมุรธาภิเษกมีแบบแผนคล้ายกันในทุกรัชกาลนับตั้งแต่ทรงผลัดฉลองพระองค์เศวตพัสตร์ เสด็จโดยริ้วขบวนจากหอพระสุราลัยพิมานมายังมณฑปพระกระยาสนาน ทรงจุดธูปเทียนเทียนบูชาเทวดากลางหาว แล้วเสด็จขึ้นประทับเหนือตั่งไม้อุทุมพรหุ้มผ้าขาวผินพระพักตร์สู่มงคลทิศในแต่ละรัชกาล ดังกรณีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปรพระพักตร์ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปรพระพักตร์ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงแปรพระพักตร์ทิศบูรพา (ตะวันออก)  การผินพระพักตร์ไปยังมงคลทิศต่าง ๆ นี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแด่พระองค์และความสวัสดิสุขแด่ปวงชน         นอกจากการแปรพระพักตร์ไปในมงคลทิศต่าง ๆ แล้ว ยังปรากฏธรรมเนียมการทอดใบไม้กาลกิณีให้ทรงเหยียบซึ่งแตกต่างกันในแต่ละรัชกาลด้วย เช่น รัชกาลที่ ๖ ทอดใบกระถิน รัชกาลที่ ๗ ทอดใบตะขบ รัชกาลที่ ๙ และรัชกาลปัจจุบัน ทอดใบอ้อ   ในส่วนของการถวายน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนตร์ด้วยพระเต้า พระครอบ และพระมหาสังข์ต่าง ๆ นั้น โดยปกติบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายหน้า พระราชครูพราหมณ์ เจ้าพนักงาน แต่ในบางรัชกาลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีบุคคลปฏิบัติหน้าที่ถวายน้ำเพิ่มเติม ดังเช่นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียรพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อาราธนาสมเด็จพระราชาคณะ ๓ รูปถวายน้ำพระพุทธมนต์หลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรสถวายน้ำพระพุทธมนต์ที่พระขนองและพระหัตถ์แล้ว รวมทั้งได้ทูลเชิญสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถวายน้ำด้วยพระเต้าศิลายอดเกี้ยวที่พระขนองและพระหัตถ์ด้วย    บรรณานุกรม คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก.  คำเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๔, จาก  http://www.phralan.in.th/coronation/vocabdetail.php?id=79 กรมศิลปากร.  เถลิงรัชช์หัตถศิลป์ = Coronation Art. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๖๖.      ผู้ที่สนใจขั้นตอนการการเขียนสีฝุ่นบนภาพพระบฏ  สามารถเข้าชมวีดิทัศน์ได้ทางลิ้งค์ด้านล่าง https://datasipmu.finearts.go.th/knowledge/26  


ชื่อเรื่อง                    วัดในอำเภอบางบัวทองผู้แต่ง                      พิศาล  บุญผูกประเภทวัสดุ/มีเดีย      หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                978-974-303-537-1หมวดหมู่                  ศาสนา เลขหมู่                     294.3135 พ757วสถานที่พิมพ์              นนทบุรีสำนักพิมพ์                สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชปีที่พิมพ์                   2553ลักษณะวัสดุ              262 หน้า : ภาพประกอบ ; 26 ซม.หัวเรื่อง                    วัด -- ไทย -- นนทบุรี                               วัด -- ไทย -- นนทบุรี -- บางบัวทอง                               วัด -- ไทย -- นนทบุรี -- ประวัติ ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก          รวบรวมเรื่องราวของวัดในอำเภอบางบัวทอง ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารต่างๆ การลงพื้นที่สำรวจและบันทึกภาพวัดแต่ละวัด และการสัมภาษณ์พระภิกษุสงฆ์ รวมถึงผู้อาวุโสของวัดและคนในชุมชน


สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น ชวนระลึกถึงความหลังด้วยชุดภาพถ่าย "บ้านเก่าที่บึงกาฬ" ภูมิใจนำเสนอโดยภาพ : กุลวดี สมัครไทย นักโบราณคดีชำนาญการกราฟิก : ทรัพย์อนันต์ ซื่อสัตย์ ปฏิบัติงานด้านโบราณคดีและวิชาการวัฒนธรรม⋯⋯✦⋯✧✦✧⋯✦⋯⋯✦⋯⋯✦⋯✧✦✧⋯✦⋯⋯สอบถามหรือแจ้งข้อมูลโบราณสถาน 043-242129 Line: finearts8kk E-mail: fad9kk@hotmail.comพื้นที่ในความรับผิดชอบขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร


ชื่อเรื่อง                     ภาษาไทย เล่ม 2ผู้แต่ง                       พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ภาษาเลขหมู่                      495.918 ศ276ภสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 สำนักพิมพ์คลังวิทยาปีที่พิมพ์                    2504ลักษณะวัสดุ               626 หน้าหัวเรื่อง                     ภาษาไทย – แบบเรียนภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกภาษาไทยของพระยาศรีสุนทรโวหาร เล่นนี้ประกอบด้วยเรื่องศรีสุนทรานุประวัติ วิธีสอนหนังสือไทย อุไภยพนจน์ นิติสารสาธก สังโยคภิธานแปล อนันตวิภาค มหาสุปัสสีชาดก และภาคเบ็ดเตล็ดอันมีคำนมัสการคุณานุคุณ วรรณพฤติคำฉันท์ และคำฉันท์กล่อมช้าง



         ปราสาททามจาน           ปราสาททามจาน องค์ปราสาทประธานสร้างด้วยศิลาแลง มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง มีมุขยื่นออกไปทางทิศตะวันออกเป็นประตูทางเข้า ส่วนอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังทำด้วยหินทราย ทับหลังเหนือกรอบประตูทางทิศใต้สลักลวดลายเสร็จเพียงครึ่งเดียว เป็นรูปหน้ากาลกำลังคายท่อนพวงมาลัย โดยใช้มือยึดจับพวงมาลัยลายใบไม้ม้วน เหนือหน้ากาลมีรูปบุคคลนั่งสมาธิ ลักษณะเป็นพระพุทธรูป มีบุคคลสองคนนั่งพนมมืออยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน มีอาคารวิหารหรือบรรณาลัย 1 หลัง สร้างด้วยศิลาแลง หันด้านหน้าไปทางทิศตะวันตก แนวกำแพงแก้ว สร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบปราสาทประธานและอาคารหรือบรรณาลัยไว้ โคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้าอยู่ทางด้านหน้าปราสาทประธาน ระหว่างโคปุระกับปราสาทมีแนวทางเดินต่อเนื่องถึงกัน สร้างด้วยศิลาแลง ที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของโคปุระมีแนวทางเดินสร้างออกจากโคปุระยาวต่อเนื่องไปถึงบริเวณหนองน้ำใหญ่ ด้านนอกของโบราณสถานที่บริเวณมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือนอกแนวกำแพง มีสระน้ำ 1 สระ แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อเรียงขอบสระด้วยศิลาแลงโดยรอบทั้งสี่ด้าน           จากลักษณะรูปแบบและแผนผังดังที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ปราสาททามจาน เป็นสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า อโรคยาศาลา หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรเขมร ในพุทธศตวรรษที่ 18 ดังปรากฏหลักฐานในจารึกที่กล่าวถึงพระองค์ทรงโปรดให้สร้าง อโรคยาศาลา ขึ้นทั้งหมด 102 แห่ง ทั่วราชอาณาจักรของพระองค์เพื่อบำบัดทุกข์ของประชาชน รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถาน           1. ปราสาทประธาน เป็นปราสาทหลังเดี่ยว ก่อด้วยศิลาแลง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้างด้านละ 5 เมตร สูง 0.90 เมตร ทางด้านทิศตะวันออกมีฐานของส่วนห้องมุขเชื่อมต่อออกไปด้านหน้าปราสาทประธาน ขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ส่วนฐานทั้งหมดตกแต่งขอบฐานเป็นบัวคว่ำ-หน้ากระดาน-บัวหงาย และก่อเรียงเป็นขั้นบันไดทั้งสามด้าน (ทิศเหนือ, ทิศตะวันตกและทิศใต้) กว้าง 0.90 เมตร มีขั้นบันได 3 ขั้น ฐานนี้รองรับชั้นเรือนธาตุของปราสาทประธานซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 3 เมตร สูง 4.5 เมตร ก่อลักษณะเพิ่มมุม ผนังด้านทิศเหนือ ด้านทิศใต้ และด้านทิศตะวันตก ก่อเรียงเป็นประตูหลอก ไม่เห็นหลักฐานหินที่ก่อเรียงเป็นส่วนกรอบประตู แต่ประกอบด้วยเสาประดับกรอบประตูทั้งสองข้างและทับหลังที่วางเหนือเสาประดับกรอบประตู ส่วนบานประตูหลอกก่อด้วยศิลาแลงแล้วสลักเป็นสันฝาผิดบานประตู ส่วนทับหลังเหนือกรอบประตูของปราสาทประธานมีภาพสลักเฉพาะที่ด้านทิศใต้เท่านั้น เป็นภาพหน้ากาลอยู่ตรงกึ่งกลางภาพ และมีภาพบุคคลนั่งพนมมืออยู่ทางด้านขวาของหน้ากาล ส่วนทางซ้ายของหน้ากาลยังไม่สลักภาพ ด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธานซึ่งเป็นห้องมุขนั้น เป็นประตูทางเข้าสู่ห้องครรภคฤหะที่อยู่ด้านในของปราสาทประธาน ผนังห้องมุขด้านทิศใต้ก่อเรียงหินเป็นช่องหน้าต่างและกรอบหน้าต่างทำจากหินทรายเช่นกัน ส่วนผนังมุขด้านทิศเหนือไม่มีข่องหน้าต่าง ด้านบนของห้องมุขทำเป็นหลังคาโค้งโดยการก่อเรียงหินแบบซ้อนเหลื่อมกันจนถึงสันหลังคา ส่วนเรือนยอดหรือชั้นยอดของปราสาทประธาน ก่อเรียงหินในลักษณะเป็นชั้นลดเรียงซ้อนหลั่นกันขึ้นไปอีกสี่ชั้นเป็นชั้นหลังคาขององค์ปราสาทประธาน หลักฐานชั้นบัวยอดของปราสาทประธานที่พบจากการขุดแต่ง ซึ่งได้ทดลองประกอบและนำขึ้นไปติดบนยอดของปราสาทประธานเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทที่สมบูรณ์           2. ศาลาจัตุรมุข บริเวณด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธาน เป็นฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมแบบจัตุรมุข ก่อเรียงหินเชื่อมติดกับส่วนฐานของห้องมุขด้านหน้าปราสาทประธาน ขนาดกว้างด้านละ 5 เมตร สูง 0.50 เมตร ย่อมุมทั้งสี่มุมเข้าไปด้านละ 0.50 เมตร ที่ขอบโดยรอบก่อเรียงหินสูงกว่าพื้นด้านใน 0.25 เมตร มีหลุมเสารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง 0.30 เมตร ที่มุมทุกมุม พื้นด้านในก่อเรียงด้วยหินทรายสลับกับศิลาแลง           3. โคปุระ หรือซุ้มประตูทางเข้าสู่โบราณสถาน ก่อด้วยศิลาแลง ส่วนกรอบประตูและหน้าต่างทำจากหินทราย แผนผังเป็นรูปกากบาท ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร สูง 4.5 เมตร ผนังของโคปุระทั้งสี่ด้านมีสภาพสมบูรณ์แต่ส่วนหลังคาพังทลายลงเกือบทั้งหมดคงเหลือเฉพาะด้านทิศใต้เท่านั้น ประตูทางเข้ามีสองด้าน คือ ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซึ่งเป็นช่องประตูตรงกัน ประตูด้านทิศตะวันออกเป็นประตูที่ใช้เป็นทางเข้าสู่ภายในซุ้มประตู ก่อเป็นมุขยื่นออกไป ขนาดกว้าง 2 เมตร และประดับหน้าต่างหลอกไว้ที่ผนังทั้งสองข้าง ส่วนประตูด้านทิศตะวันตกเป็นประตูที่เข้าสู่พื้นที่ภายในโบราณสถาน อยู่ภายในกำแพงแก้ว ประตูด้านทิศนี้เป็นประตูติดผนัง ไม่มีมุขยื่นออกมา ลักษณะแผนผังรูปกากบาทของโคปุระ ที่มีแนวยาวในแนวทิศเหนือ - ทิศใต้ ทำให้แบ่งพื้นที่ภายในออกเป็น 3 ห้อง คือ ห้องตรงกลาง ห้องด้านทิศเหนือ และห้องด้านทิศใต้ ห้องตรงกลางมีขนาด 4x4 เมตร ผนังด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ของห้องตรงกลางนี้มีช่องประตูไปยังห้องด้านทิศเหนือและห้องด้านทิศใต้ ซึ่งมีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ส่วนพื้นภายในห้องโคปุระทั้งหมดวางเรียงด้วยศิลาแลง           4. บรรณาลัย เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 9 เมตร สูง 3.5 เมตร ก่อสร้างด้วยศิลาแลง หันด้านหน้าไปทางทิศตะวันตก ผนังของบรรณาลัยด้านทิศตะวันออก มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ยังคงเหลือตั้งแต่ส่วนฐานถึงผนังรับหลังคา และมีการสลักเป็นประตูหลอกไว้ด้วย ด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันตกคงสภาพอยู่ได้ด้วยรากไม้ขนาดใหญ่โอบรัดไว้ และผนังด้านทิศใต้พังทลายเกือบหมดเนื่องจากรากไม้ขนาดเล็กแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทางด้านทิศตะวันตกของบรรณาลัยยังพบหลักฐานศาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 3 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 0.5 เมตร ก่อสร้างด้วยศิลาแลง ฐานศาลานี้ก่อเรียงหินเชื่อมต่อไปยังศาลาจัตุรมุขที่อยู่ด้านหน้าของปราสาทประธาน           5. กำแพงแก้ว ล้อมรอบโบราณสถาน แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้าง 22 เมตร ยาว 48 เมตร สูง 2 เมตร หนา 0.5 เมตร มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ทั้งสี่ด้าน ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งก่อสร้างเชื่อมต่อออกมาจากโคปุระ ทำให้แบ่งแนวกำแพงแก้วออกเป็นสองส่วน คือ ด้านทิศตะวันออกซีกด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันออกซีกด้านทิศใต้ ซึ้นด้านนี้ยังได้พบหลักฐานการก่อเรียงหินเป็นช่องประตูทางเข้าขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร การก่อสร้างกำแพงแก้ว ก่อเรียงจากชั้นฐานเป็นชั้นฐานบัวแผ่ลดหลั่นกันสามชั้นแล้วจึงก่อเรียงเป็นส่วนกำแพงขึ้นไปจนถึงส่วนสันกำแพง แล้วจึงก่อเรียงเป็นบัวกลุ่มยาวตลอดแนวกำแพง           6. สระน้ำ ตั้งอยู่ด้านนอกโบราณสถาน ห่างจากมุมกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3 เมตร ก่อเรียงศิลาแลงเป็นของสระรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 14 เมตร ยาว 18 เมตร ลึก 4 - 5 เมตร โดยก่อศิลาแลงลดหลั่นเป็นขั้นบันไดลงไปสู่ก้นสระ จำนวน 13 - 15 ขั้น แต่ละขั้นสูงประมาณ 25 -30 เซนติเมตร           7. ทางเดินหรือชาลา ด้านทิศตะวันออกของโบราณสถาน ก่อเรียงหินเป็นทางเดินรูปกากบาทสองชั้นที่ด้านทิศตะวันออกของโคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้า ทางเดินนี้เป็นแนวตรงไปถึงถนนลูกรังติดกับกุดปราสาทหนองน้ำใหญ่ ก่อด้วยศิลาแลงและแทรกสลับหินทราย บริเวณติดกับโคปุระ ก่อเรียงหินเป็นทางเดินขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2 เมตร แล้วก่อเรียงหินเป็นชาลารูปกากบาท กว้างด้านละ 7 เมตร จากนั้นลดขนาดทางเดินให้แคบลงจนกว้างเพียง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร แล้วก่อเป็นชาลารูปกากบาทชั้นที่สอง กว้างด้านละ 7 เมตร ยาวไปจนถึงบริเวณถนน ปราสาททามจาน ตำบลสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ


           กรมศิลปากร ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมทัวร์ไปกับศิลปากรสัญจร ครั้งที่ 1 ครั้งแรกกับกิจกรรม "ไหว้พระ ชมโขน ยลศิลป์ ถิ่นพิมาย" ที่จะพาท่านเดินทางไปท่องเที่ยวไปกับกรมศิลปากรในราคาย่อมเยาว์ เพียงท่านละ 4,000 บาท  (ราคารวมค่ารถ ค่าอาหาร ค่าที่พักและค่าเข้าชม) ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ระหว่างวันที่ 20 - 21 มกราคม 2567 เพื่อชมโบราณสถานสำคัญในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมวิทยากรมากประสบการณ์ผู้ทำงานในพื้นที่ รวมถึงนักโบราณคดีผู้ขุดค้นแหล่ง พบกับไฮไลท์สำคัญ คือ การชมโขนกรมศิลปากร เรื่องรามเกียรติ์ ชุด "สำมนักขาก่อเหตุ อาเพศลงกา" ในบรรยากาศโบราณสถานปราสาทพิมาย ยามพลบค่ำ ณ ปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย             มีเส้นทางท่องเที่ยว  ดังนี้            - ขึ้นรถที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร            - วัดธรรมจักรเสมาราม (พระนอนทวารวดี 1,300 ปี)            - ปราสาทเมืองแขก            - เมืองพิมาย            - ท่านางสระผม            - กุฏิฤาษี            - ประตูชัย            - ชม “ปราสาทพิมายยามค่ำคืน” (Phimai Night: Light Up)            - ชมการแสดงโขนกรมศิลปากรชุดใหญ่            - สักการะพระเจ้าชัย(องค์จริง) ณ พิพิธภัณฑ์พิมาย            - ปราสาทพนมวัน            - ปราสาทบ้านบุใหญ่            - แหล่งตัดหินสีคิ้ว ทั้งนี้ "รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบกองทุนโบราณคดีเพื่อบูรณะโบราณสถานและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ            ผู้สนใจสามารถจองที่นั่ง หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ คุณวรรณพงษ์ 0958214816 คุณอรุณี 0958214791 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook Page : สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร หรือ สแกน QR Code เพื่อติดต่อ Line Official (ไลน์)


องค์ความรู้ เรื่อง 7 พระเกจิเมืองสุพรรณ ผู้เรียบเรียง : นายปฎิพัทธ์พงษ์ ภุมรินทร์ บรรณารักษ์ปฎิบัติการ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จัดนิทรรศการ เรื่อง "กว่าจะมาเป็นการคัดลอกภาพจิตรกรรมกรุวัดราชบูรณะเสมือนจริงลงบนแผ่นกระเบื้องดินเผา" เนื่องในโอกาสวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี ๒๕๖๖ จัดแสดงระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๖ - ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ โดยนิทรรศการนำเสนอเรื่องราวการจัดทำกระเบื้องพิมพ์ลายภาพจิตรกรรมกรุวัดราชบูรณะ ที่จัดแสดงอยู่ในอาคารนิทรรศการเครื่องทองอยุธยา เพื่อเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด ที่มา และการดำเนินการจำลองภาพจิตรกรรมกรุวัดราชบูรณะลงบนกระเบื้องดินเผาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าชมได้รับความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะกรุและภาพจิตรกรรมกรุวัดราชบูรณะ ตลอดจนเทคนิควิธีการในการเก็บรักษาข้อมูลโบราณสถานเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อไป             ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการพิเศษนี้ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ณ อาคารนิทรรศการเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดวันอังคาร - วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร ๐ ๓๕๒๔ ๑๕๘๗





            อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ขอเชิญร่วมงานเทศกาล “เที่ยวพิมาย” ซึ่งเป็นงานเทศกาลประจำปีที่จัดขึ้นที่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยจะจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน 5 คืน ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ในปีพุทธศักราช 2567 เทศกาล “เที่ยวพิมาย” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 - 10 พฤศจิกายน 2567 ภายในงานจะมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น             - การแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม เล่าเรื่องราวความเป็นมาของอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย             - การแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงชนะเลิศถ้วยพระราชทานฯ การแข่งขันเรือยาวประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ             - ตลาดย้อนยุคโบราณ จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์ชุมชน              - การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแสดงศิลปะพื้นบ้านของท้องถิ่นต่างๆ กิจกรรมอื่นๆ เช่น การแสดงคอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ            ทั้งนี้ สถานที่จัดงานเทศกาล “เที่ยวพิมาย” หลักๆ จะอยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย และบริเวณลำน้ำจักราชและ หน้าทางเข้าปราสาทหินพิมาย


แบบคําขอใช้โรงละครแห่งชาติ


           กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเดินทางสัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสานในโครงการวรรณคดีและประวัติศาสตร์สัญจร 2568 “พิศเมืองอุบล ยลโขงงาม อารามวิจิตร” ระหว่างวันที่ 6 - 9 กุมภาพันธ์ 2568 ณ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดบุรีรัมย์ ในราคาเพียง 8,000 บาท เต็มอิ่มกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรมอีสาน โดยวิทยากรจากกรมศิลปากร ผู้สนใจจองเข้าร่วมเดินทาง และสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุภาภรณ์ ปัญญารัมย์ โทร. 0 2164 2501-2 ต่อ 6002 และ 6005 หรือ 09 2634 8583 มาเปิดประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกัน!


ชื่อเรื่อง : พูดภาษาอินเดีย พร้อมศัพท์ที่จำเป็นต้องใช้ หัวเรื่อง : ภาษาอินเดีย -- บทสนทนาและวลี             ภาษาอินเดีย -- คำศัพท์ คำค้น : ภาษาอินเดีย รายละเอียด : - ผู้แต่ง : ด๊าส, ยี แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี หน่วยงานที่รับผิดชอบ : โรงพิมพ์เฟื่องอักษร ปีที่พิมพ์ : 2503 วันที่เผยแพร่ : 4 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : - ลิขสิทธิ์ : - รูปแบบ : PDF ภาษา : ภาษาไทย ประเภททรัพยากร : หนังสือหายาก ตัวบ่งชี้ : -รายละเอียดเนื้อหา : รวมคำศัพท์ภาษาอินเดียที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบ่งเป็นหมวด ๆ เลขทะเบียน : น. 27 บ. 5225 เลขหมู่ : 491.4           ด454พ  


black ribbon.