ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,381 รายการ


วันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทนมีย์มิตรประชา ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๓๐ คน คุณครู ๓ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ชวนประชาชนผู้สนใจประกวดภาพถ่ายจากการเที่ยวงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี (Songkhla Night Museum) "เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ" ชิงเงินรางวัลรวม 20,000 บาท ใช้ได้ทั้งกล้องดิจิตอล, กล้องฟิล์มและสมาร์ทโฟน งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 24 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. - 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 7431 1728    กติกา 1. ส่งภาพผลงานประกวดถ่ายภาพขนาด A3 ที่คุณประทับใจในงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี (Songkhla Night Museum) "เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ" 2. ส่งไฟล์ภาพเป็น jpg ได้ที่ songkhlamuseum@gmail.com 3. ปิดรับภาพถ่ายวันที่ 31 มกราคม 2569 4. ประกาศผลการประกวดภาพถ่าย วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทาง Songkhla National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ***การตัดสินของกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด***   ชิงรางวัล รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 3,000 บาท รางวัลชมเชย เงินรางวัล 2,000 บาท


       กรมศิลปากร เชิญชวนทุกท่านติดตามชม “ศิลป์ stories“ คนกรมศิลป์มีเรื่องเล่า เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต และทุกเทคนิคมีความหมาย รายการ Podcast ที่สนุก และได้ความรู้จากกรมศิลปากร ออนไลน์ทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เวลา 14.00 - 15.00 น. เตรียมพร้อมรับทั้งความรู้และความสนุกไปด้วยกัน เริ่มตอนแรกในวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 ตอน “การบูรณะปราสาทหินด้วยเทคนิคอนัสติโลซิส” โดย วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกเชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม (บูรณปฏิสังขรณ์หรือสถาปัตยกรรมไทย) ร่วมพูดคุยกับ นฤพร เสาวนิตย์ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม สามารถรับชมได้ผ่านทาง Facebook : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept  และ Facebook : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร  https://www.facebook.com/prfinearts และช่อง Youtube : กรมศิลปากร https://www.youtube.com/@finearts.d


กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ กรมศิลปากร จัดกิจกรรมให้ร่วมสนุก เพียง “กดติดตาม กดไลค์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็น” ลุ้นรับรางวัล หนังสือชุด 4 เล่ม “จดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” จำนวน 20 รางวัล โดยจะสุ่มจับรางวัลในวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 (ระยะเวลาร่วมกิจกรรม วันที่ 13 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2569) โดยกติกาดังนี้  1. กดติดตาม Facebook page : กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ https://www.facebook.com/profile.php?id=100069102404211 2. กดไลค์ และกดแชร์โพสนี้ พร้อมติดแฮชแท็ก #กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ 3. แสดงความคิดเห็นใต้โพสนี้“นำเสนอจังหวัดบ้านเกิดของคุณ อาจจะแนะนำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สิ่งของ ผลไม้ หรือ อะไรก็ได้ ที่อยากนำเสนอ เพื่อให้คนได้รู้จักบ้านเกิดของคุณมากยิ่งขึ้น” พร้อมติดแฮชแท็ก #กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ  


พญามังราย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พระองค์ทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานี พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในหลากหลายด้าน ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ มีอยู่วัดหนึ่งชื่อว่าวัดพระเจ้าเม็งราย อยู่ในตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระอารามหลวงแห่งที่สามที่พญามังรายทรงสร้างขึ้น โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุถึงการตั้งวัด และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ในสมัยก่อนวัดนี้เดิมชื่อ “วัดคานคาด” หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน โดยมีความหมายมาจาก ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างวัดขึ้นตรงนั้น พระอาจารย์การกุย ทูลสนโย อดีตเจ้าอาวาส อธิบายว่าวัดพระเจ้าเม็งรายนี้ ยังมีอีกชื่อว่า วัดศรีสร้อยท้าแจ่ง ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดพระเจ้าเม็งราย” ตรงกับพระนามของพระองค์ท่าน วัดพระเจ้าเม็งราย มีพระพุทธรูปยืนที่สำคัญองค์หนึ่ง นามว่า พระเจ้าค่าคิงพญามังราย โดยมีตำนานและความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏในตำนานเมืองเชียงใหม่และในพงศาวดารโยนก กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๙ พญามังรายทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้น ทรงขนานนามว่า “เวียงกุมกาม” ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๑ ได้มีพระมหาเถรเจ้า นามว่าพระมหากัสสปะเถระ พร้อมด้วยลูกศิษย์ ๕ รูป เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติอันสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ปริยัติ (การเรียนรู้หลักธรรม) ปฏิบัติ (การนำไปลงมือทำ) และ อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) โดยสามารถทำได้ครบทั้งสามส่วนและเป็นผู้ปฏิบัติดีโดยสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนาได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ต้นมะเดื่อยักษ์ไม่ไกลจากเวียงกุมกาม พญามังรายทรงกราบพระมหาเถรเจ้า ซึ่งได้ทรงปราศรัยและสนทนาธรรมกับพระมหากัสสปะเถระแสดงธรรมเรื่องวัฏฏังคุลีราชชาดก โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปของพระยาวัฏฏังคุลีให้พญามังรายฟังว่า พระยาวัฏฏังคุลีเพียงได้ต่อนิ้วพระหัตถ์พระพุทธรูปที่ชำรุดแล้ว อานิสงส์จากการต่อนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธรูปยังมีอานิสงส์สามารถชนะข้าศึกศัตรูได้ ถึงแม้ไม่ได้สร้างพุทธรูปองค์ใหม่ทั้งองค์ก็ตาม แต่ถ้าหากว่า ได้สร้างพระพุทธรูปทั้งองค์แล้ว อานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปจักเป็นฉันใด จากพงศาวดารโยนก (๒๖๐-๒๖๑)  “ลุจุศักราช ๖๕๐ ปีชวด สัมฤทธิศก เจ้าเมงรายให้เอาดินที่ขุดหนองต่างมาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกาม ให้เป็นที่ไหว้บูชาแก่ชาวเมืองทั้งหลาย ครั้งนั้นมีพระมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อว่ากัสปเถระเป็นผู้ปฏิบัติเคร่งครัดมีศิษย์ ๕ รูป มาสถิตย์สำราญบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ ณ รุกขมูลร่มไม้มะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นที่สงัดและเป็นที่สิงสถิตรุกขเทวดามาแต่ก่อน อันมี ณ ที่ไม่ไกลนักจากเวียงกุมกาม พระยาเมงรายได้ทราบว่ามีพระเถระ ๕ รูป มาสำนักอยู่ ณ ที่นั้น ก็เสด็จไปกระทำมนัสการมหาเถรเจ้านั้น แต่ตรัสปราศรัยไต่ถามด้วยปริยายหลายประการ มหาเถรเจ้าก็แสดงธรรมในวัฏฏคุลีชาฎกแก่เจ้าเมงราย ๆ มีใจเลื่อมใสศรัทธาในศีลาธิคุณแห่งพระมหาเถรเจ้านั้นเป็นอันยิ่ง จึงให้สร้างอาราม ณ ที่นั้นถวายพระผู้เป็นเจ้า และให้หล่อรูปพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นั่ง ๓ ยืน ๒ สูงใหญ่ขนาดเท่าส่วนองค์ของเจ้าเมงราย ประดิษฐานไว้ในพระอารามนั้น...พระยาเมงรายได้ไปกระทำสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรซึ่งสร้างไว้นั้น แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า ด้วยเดชะบุญอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังรี้พลไปเอาเมืองรามัญหงสาวดีครั้งนี้ ขอให้พระยารามัญอ่อนน้อมแก่ข้า ด้วยอำนาจผลบุญนี้ ข้ากลับมาจักสร้างมหาวิหาร ให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าอีกแล” หลังจากนั้นพญามังรายอธิษฐานว่า “ด้วยเดชะบุญที่ข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังพลไปเมืองรามัญ ประเทศหงสาวดีเมืองมอญ หากว่าพระยามอญยังอ่อนน้อมกับด้วยข้า ด้วยอานุภาพอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้แท้ ข้ามาถึงจักสร้างวิหารให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าแล” พระองค์ยาตราทัพไปถึงแม่น้ำอิรวดี เมืองหงสาวดี อาณาจักรมอญแล้วนั้น ทางฝ่ายหงสาวดี พระเจ้าสุทธโสมกลัวในเดชานุภาพ จึงส่งราชทูตเพื่อถวายพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการ พร้อมยอมถวายพระราชธิดา “อุสาปายโค” ให้เป็นชายา เพื่อเป็นพระราชไมตรีต่อกันสืบไป จากพงศาวดารโยนก (๒๖๑) “อธิฐานฉันนี้แล้วพระยาเมงรายก็ยกพลโยธาไปเมืองหงสาวดี กองทัพข้ามน้ำแม่คงคาไปถึงน้ำแม่อาสา ขณะนั้นพระยาหงสาวดีตนชื่อว่าสุทธโฉม รู้ข่าวว่าพระยาเมงรายยกมาตั้งทัพอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองแห่งตนก็มีความตกใจ จึงแต่งอำมาตย์ผู้ฉลาดเชิญราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ขอเป็นทางพระราชไมตรี และยอมยกพระราชธิดาผู้ชื่อว่านางปายโค (ในราชาธิราชว่าตระแม่ศรี) ให้แก่พระยาเมงรายมหาราชเจ้า เพื่อจะได้เป็นพระราชสัมพันธมิตรสนิทต่อกันสืบไป” พญามังรายกลับมาถึงเวียงกุมกาม ตรัสสั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า จากการที่ได้อธิษฐานพระพุทธรูป ๕ องค์ จึงบังเกิดเดชานุภาพเป็นผลสำเร็จในครั้งนี้ จึงได้สั่งการให้นายช่างผู้มากฝีมือเพื่อทำการสร้างวิหาร ต่อมาพบนายช่างนามว่า “กานโถม” ซึ่งต่อมาได้เป็นเป็นช่างเอกในสมัยพญามังราย เพื่อถวายวิหารคลุมพระพุทธรูป ๕ องค์ เป็นพระนั่ง ๓ องค์ พระยืน ๒ องค์ ในส่วนของพระยืน ๑ องค์นั้น เป็นพระสูงใหญ่เท่าตัวของพระองค์ ตรงบริเวณที่พระมหากัสสปะเถระอาศัยอยู่นั้น เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๓ ซึ่งในปัจจุบันวิหาวัดการโถม อยู่ตรงบริเวณวัดช้างค้ำกานโถม (วัดกานโถมกุมกามภิรมณ์) ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองใหม่ขึ้น บริเวณพื้นที่นาบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา จากนั้นได้ทรงขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่” ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า “มังรายศาสตร์” รวมถึงการนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร รวมไปถึงเศรษฐกิจสังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษาและตัวหนังสือ เป็นของตนเอง เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จแล้ว พระองค์ทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็กถวายแด่พระศาสนา โดยตั้งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า “วัดเชียงมั่น” อันหมายถึงบ้านเมืองที่มีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนา เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๙ นอกจากนี้ทรงมีพระบัญชาให้เหล่าเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารแต่งขบวนพยุหยาตราไปอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าค่าคิงพญามังราย ซึ่งมีขนาดองค์พระใหญ่โตเท่าตัวของพญามังรายจากเวียงกุมกามในตอนต้น เพื่อนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่อาณาประชาราษฎรทั้งหลาย ระหว่างทางทางของการอัญเชิญพระเจ้าค่าคิงพญามังรายมาประดิษฐานไว้ภายในวิหารวัดเชียงมั่นนั้น ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ พระองค์จึงโปรดให้สร้างวัดและประดิษฐานขึ้นไว้ตรงบริเวณดังกล่าว และพระราชทานนามว่า วัดคานคอด (ไม้คานหัก) หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดพระเจ้าเม็งราย” พระเจ้าค่าคิงพญามังราย เป็นพระพุทธรูปสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ปางห้ามญาติ ประทับยืนในปางลีลา มีพุทธลักษณะสง่างามพระหัตถ์ซ้ายห้อยลงแนบพระวรกายตามปกติ พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาทรงห้าม จีวรแนบติดพระวรกาย เส้นพระศกใหญ่ไม่มีขอบไรพระศก พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมี ภายในพระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สำหรับปางห้ามญาติ มีความหมายตามพุทธประวัติ คือปางที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระญาติฝ่ายพระบิดาและพระมารดาที่กำลังทะเลาะกันเรื่องน้ำที่ริมแม่น้ำโรหิณี เพื่อทรงห้ามความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปที่มีลักษณะคล้ายกันกับปางห้ามญาติ นั่นก็คือปางห้ามพยาธิ มีความหมายตามพุทธประวัติมาจากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงระงับโรคระบาดและภัยพิบัติในเมืองไพศาลี โดยทำการเจริญรัตนสูตรและประพรมน้ำมนต์ เพื่อเป็นการระงับโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน ซึ่งทั้งสองปางนี้เป็นพระพุทธรูปมีลักษณะท่าทางคล้ายกันมากและเป็นพระประจำตัวของผู้ที่เกิดวันจันทร์เช่นเดียวกัน คำว่า พระเจ้า ในภาษาเหนือหมายถึง พระพุทธรูป ส่วนคำว่า ค่า หมายถึง เท่ากับหรือเสมอ และคำว่า คิง หมายถึง ความสูงของพระองค์ โดยนำมาใช้เป็นความสูงขององค์พระพุทธรูป ในที่นี้อาจกำหนดตามระยะลำแสงทอดเงาออกบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในกลางแดดเวลาช่วงเช้าหรือบ่ายก็อาจเป็นไปได้ หรืออาจนำน้ำหนัก ตามส่วนสูง ตามช่วงแขน ตามช่วงศอกของพระองค์มากำหนดเป็นความสูงให้เป็นอีกเท่าหนึ่งก็เป็นได้เช่นกัน วัดพระเจ้าเม็งราย (วัดการะกอด) ได้ขึ้นทะเบียนในประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ง หน้า ๓๖๘๒  ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : “ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๕๒ ง.  (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๒. ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.


พญามังราย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พระองค์ทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานี พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในหลากหลายด้าน ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ มีอยู่วัดหนึ่งชื่อว่าวัดพระเจ้าเม็งราย อยู่ในตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระอารามหลวงแห่งที่สามที่พญามังรายทรงสร้างขึ้น โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุถึงการตั้งวัด และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ในสมัยก่อนวัดนี้เดิมชื่อ “วัดคานคาด” หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน โดยมีความหมายมาจาก ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างวัดขึ้นตรงนั้น พระอาจารย์การกุย ทูลสนโย อดีตเจ้าอาวาส อธิบายว่าวัดพระเจ้าเม็งรายนี้ ยังมีอีกชื่อว่า วัดศรีสร้อยท้าแจ่ง ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดพระเจ้าเม็งราย” ตรงกับพระนามของพระองค์ท่าน วัดพระเจ้าเม็งราย มีพระพุทธรูปยืนที่สำคัญองค์หนึ่ง นามว่า พระเจ้าค่าคิงพญามังราย โดยมีตำนานและความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏในตำนานเมืองเชียงใหม่และในพงศาวดารโยนก กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๙ พญามังรายทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้น ทรงขนานนามว่า “เวียงกุมกาม” ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๑ ได้มีพระมหาเถรเจ้า นามว่าพระมหากัสสปะเถระ พร้อมด้วยลูกศิษย์ ๕ รูป เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติอันสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ปริยัติ (การเรียนรู้หลักธรรม) ปฏิบัติ (การนำไปลงมือทำ) และ อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) โดยสามารถทำได้ครบทั้งสามส่วนและเป็นผู้ปฏิบัติดีโดยสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนาได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ต้นมะเดื่อยักษ์ไม่ไกลจากเวียงกุมกาม พญามังรายทรงกราบพระมหาเถรเจ้า ซึ่งได้ทรงปราศรัยและสนทนาธรรมกับพระมหากัสสปะเถระแสดงธรรมเรื่องวัฏฏังคุลีราชชาดก โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปของพระยาวัฏฏังคุลีให้พญามังรายฟังว่า พระยาวัฏฏังคุลีเพียงได้ต่อนิ้วพระหัตถ์พระพุทธรูปที่ชำรุดแล้ว อานิสงส์จากการต่อนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธรูปยังมีอานิสงส์สามารถชนะข้าศึกศัตรูได้ ถึงแม้ไม่ได้สร้างพุทธรูปองค์ใหม่ทั้งองค์ก็ตาม แต่ถ้าหากว่า ได้สร้างพระพุทธรูปทั้งองค์แล้ว อานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปจักเป็นฉันใด จากพงศาวดารโยนก (๒๖๐-๒๖๑)  “ลุจุศักราช ๖๕๐ ปีชวด สัมฤทธิศก เจ้าเมงรายให้เอาดินที่ขุดหนองต่างมาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกาม ให้เป็นที่ไหว้บูชาแก่ชาวเมืองทั้งหลาย ครั้งนั้นมีพระมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อว่ากัสปเถระเป็นผู้ปฏิบัติเคร่งครัดมีศิษย์ ๕ รูป มาสถิตย์สำราญบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ ณ รุกขมูลร่มไม้มะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นที่สงัดและเป็นที่สิงสถิตรุกขเทวดามาแต่ก่อน อันมี ณ ที่ไม่ไกลนักจากเวียงกุมกาม พระยาเมงรายได้ทราบว่ามีพระเถระ ๕ รูป มาสำนักอยู่ ณ ที่นั้น ก็เสด็จไปกระทำมนัสการมหาเถรเจ้านั้น แต่ตรัสปราศรัยไต่ถามด้วยปริยายหลายประการ มหาเถรเจ้าก็แสดงธรรมในวัฏฏคุลีชาฎกแก่เจ้าเมงราย ๆ มีใจเลื่อมใสศรัทธาในศีลาธิคุณแห่งพระมหาเถรเจ้านั้นเป็นอันยิ่ง จึงให้สร้างอาราม ณ ที่นั้นถวายพระผู้เป็นเจ้า และให้หล่อรูปพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นั่ง ๓ ยืน ๒ สูงใหญ่ขนาดเท่าส่วนองค์ของเจ้าเมงราย ประดิษฐานไว้ในพระอารามนั้น...พระยาเมงรายได้ไปกระทำสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรซึ่งสร้างไว้นั้น แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า ด้วยเดชะบุญอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังรี้พลไปเอาเมืองรามัญหงสาวดีครั้งนี้ ขอให้พระยารามัญอ่อนน้อมแก่ข้า ด้วยอำนาจผลบุญนี้ ข้ากลับมาจักสร้างมหาวิหาร ให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าอีกแล” หลังจากนั้นพญามังรายอธิษฐานว่า “ด้วยเดชะบุญที่ข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังพลไปเมืองรามัญ ประเทศหงสาวดีเมืองมอญ หากว่าพระยามอญยังอ่อนน้อมกับด้วยข้า ด้วยอานุภาพอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้แท้ ข้ามาถึงจักสร้างวิหารให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าแล” พระองค์ยาตราทัพไปถึงแม่น้ำอิรวดี เมืองหงสาวดี อาณาจักรมอญแล้วนั้น ทางฝ่ายหงสาวดี พระเจ้าสุทธโสมกลัวในเดชานุภาพ จึงส่งราชทูตเพื่อถวายพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการ พร้อมยอมถวายพระราชธิดา “อุสาปายโค” ให้เป็นชายา เพื่อเป็นพระราชไมตรีต่อกันสืบไป จากพงศาวดารโยนก (๒๖๑) “อธิฐานฉันนี้แล้วพระยาเมงรายก็ยกพลโยธาไปเมืองหงสาวดี กองทัพข้ามน้ำแม่คงคาไปถึงน้ำแม่อาสา ขณะนั้นพระยาหงสาวดีตนชื่อว่าสุทธโฉม รู้ข่าวว่าพระยาเมงรายยกมาตั้งทัพอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองแห่งตนก็มีความตกใจ จึงแต่งอำมาตย์ผู้ฉลาดเชิญราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ขอเป็นทางพระราชไมตรี และยอมยกพระราชธิดาผู้ชื่อว่านางปายโค (ในราชาธิราชว่าตระแม่ศรี) ให้แก่พระยาเมงรายมหาราชเจ้า เพื่อจะได้เป็นพระราชสัมพันธมิตรสนิทต่อกันสืบไป” พญามังรายกลับมาถึงเวียงกุมกาม ตรัสสั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า จากการที่ได้อธิษฐานพระพุทธรูป ๕ องค์ จึงบังเกิดเดชานุภาพเป็นผลสำเร็จในครั้งนี้ จึงได้สั่งการให้นายช่างผู้มากฝีมือเพื่อทำการสร้างวิหาร ต่อมาพบนายช่างนามว่า “กานโถม” ซึ่งต่อมาได้เป็นเป็นช่างเอกในสมัยพญามังราย เพื่อถวายวิหารคลุมพระพุทธรูป ๕ องค์ เป็นพระนั่ง ๓ องค์ พระยืน ๒ องค์ ในส่วนของพระยืน ๑ องค์นั้น เป็นพระสูงใหญ่เท่าตัวของพระองค์ ตรงบริเวณที่พระมหากัสสปะเถระอาศัยอยู่นั้น เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๓ ซึ่งในปัจจุบันวิหาวัดการโถม อยู่ตรงบริเวณวัดช้างค้ำกานโถม (วัดกานโถมกุมกามภิรมณ์) ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองใหม่ขึ้น บริเวณพื้นที่นาบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา จากนั้นได้ทรงขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่” ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า “มังรายศาสตร์” รวมถึงการนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร รวมไปถึงเศรษฐกิจสังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษาและตัวหนังสือ เป็นของตนเอง เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จแล้ว พระองค์ทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็กถวายแด่พระศาสนา โดยตั้งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า “วัดเชียงมั่น” อันหมายถึงบ้านเมืองที่มีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนา เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๙ นอกจากนี้ทรงมีพระบัญชาให้เหล่าเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารแต่งขบวนพยุหยาตราไปอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าค่าคิงพญามังราย ซึ่งมีขนาดองค์พระใหญ่โตเท่าตัวของพญามังรายจากเวียงกุมกามในตอนต้น เพื่อนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่อาณาประชาราษฎรทั้งหลาย ระหว่างทางทางของการอัญเชิญพระเจ้าค่าคิงพญามังรายมาประดิษฐานไว้ภายในวิหารวัดเชียงมั่นนั้น ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ พระองค์จึงโปรดให้สร้างวัดและประดิษฐานขึ้นไว้ตรงบริเวณดังกล่าว และพระราชทานนามว่า วัดคานคอด (ไม้คานหัก) หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดพระเจ้าเม็งราย” พระเจ้าค่าคิงพญามังราย เป็นพระพุทธรูปสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ปางห้ามญาติ ประทับยืนในปางลีลา มีพุทธลักษณะสง่างามพระหัตถ์ซ้ายห้อยลงแนบพระวรกายตามปกติ พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาทรงห้าม จีวรแนบติดพระวรกาย เส้นพระศกใหญ่ไม่มีขอบไรพระศก พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมี ภายในพระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สำหรับปางห้ามญาติ มีความหมายตามพุทธประวัติ คือปางที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระญาติฝ่ายพระบิดาและพระมารดาที่กำลังทะเลาะกันเรื่องน้ำที่ริมแม่น้ำโรหิณี เพื่อทรงห้ามความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปที่มีลักษณะคล้ายกันกับปางห้ามญาติ นั่นก็คือปางห้ามพยาธิ มีความหมายตามพุทธประวัติมาจากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงระงับโรคระบาดและภัยพิบัติในเมืองไพศาลี โดยทำการเจริญรัตนสูตรและประพรมน้ำมนต์ เพื่อเป็นการระงับโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน ซึ่งทั้งสองปางนี้เป็นพระพุทธรูปมีลักษณะท่าทางคล้ายกันมากและเป็นพระประจำตัวของผู้ที่เกิดวันจันทร์เช่นเดียวกัน คำว่า พระเจ้า ในภาษาเหนือหมายถึง พระพุทธรูป ส่วนคำว่า ค่า หมายถึง เท่ากับหรือเสมอ และคำว่า คิง หมายถึง ความสูงของพระองค์ โดยนำมาใช้เป็นความสูงขององค์พระพุทธรูป ในที่นี้อาจกำหนดตามระยะลำแสงทอดเงาออกบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในกลางแดดเวลาช่วงเช้าหรือบ่ายก็อาจเป็นไปได้ หรืออาจนำน้ำหนัก ตามส่วนสูง ตามช่วงแขน ตามช่วงศอกของพระองค์มากำหนดเป็นความสูงให้เป็นอีกเท่าหนึ่งก็เป็นได้เช่นกัน วัดพระเจ้าเม็งราย (วัดการะกอด) ได้ขึ้นทะเบียนในประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ง หน้า ๓๖๘๒  ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : “ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๕๒ ง.  (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๒. ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.


         พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เปิดรับสมัครและคัดเลือกดนตรีเยาวชน ประชาชน วงดนตรีจากสถาบันการศึกษา และศิลปินที่สนใจ ทำการแสดงดนตรีเปิดหมวกในงานเทศกาลพิพิธภัณฑ์สร้างสรรค์ สวนศิลป์บันดาลใจ Creative Museum – Prachinburi Art & Craft Fair ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 25 มกราคม 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี            รูปแบบการแสดง การแสดงดนตรีในสวน, การแสดงดนตรีเปิดหมวก, Acoustic          คุณสมบัติผู้สมัคร          1. เป็นผู้มีความสามารถด้านดนตรี          2. ไม่จำกัดอายุ          3. สามารถทำการแสดงได้ไม่น้อยกว่า 50 นาที            ขั้นตอนการสมัครทางออนไลน์          1. เปิดรับสมัครผ่านทาง Google Form (https://forms.gle/8YbadFEYTb9cbNRW8) ระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2569 – 19 มกราคม 2569          2. ประกาศผลการคัดเลือกดนตรีที่ได้เข้าร่วมงานในวันที่ 20 มกราคม 2569 ทาง Facebook Fanpage พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี            จุดการแสดง เวทีกลาง          วันและเวลาในการแสดง (ดูตารางการแสดงเพิ่มเติมใน comment)          - วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569             เวลา 15.00 – 15.50 น.             เวลา 18.00 – 18.50 น.             เวลา 19.00 - 19.50 น.          - วันศุกร์ 23 มกราคม 2569             เวลา 15.00 – 15.50 น.             เวลา 16.00 – 16.50 น.             เวลา 17.00 – 17.50 น.             เวลา 18.00 – 18.50 น.             เวลา 19.00 – 19.50 น.           - วันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569              เวลา 15.00 – 15.50 น.              เวลา 16.00 – 16.50 น.              เวลา 19.00 - 19.50           - วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569              เวลา 15.00 - 15.50 น.              เวลา 16.00 – 16.50 น.            ข้อควรทราบ สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือก          1. ผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้จัดเตรียมเครื่องดนตรีและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องที่ใช้สำหรับทำการแสดงมาด้วยตนเอง          2. ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องยอมรับและปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี อย่างเคร่งครัด          3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี สามารถนำรูปหรือคลิปของผู้ผ่านการคัดเลือกในงาน ไปใช้ประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรีได้            พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เปิดบริการ วันพุธ - อาทิตย์ 09.00 - 16.00 น. ปิดวันจันทร์ - อังคาร สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3721 1586 ค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท พระภิกษุ สามเณร นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี เข้าชมฟรี  


          เมื่อวันที่ ๗ - ๑๖ มกราคม ๒๕๖๙ นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ พร้อมด้วยบรรณารักษ์ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมเป็นวิทยากรในโครงการฝึกวิชาชีพหลักสูตรผู้ช่วยบรรณารักษ์และซ่อมหนังสือ ประจำปี ๒๕๖๙ ณ ห้องสมุดทัณฑสถานหญิง เชียงใหม่ โดยมีนางสาววิพรพักตร์ ค่ายบุญศรี ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดและพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ที่สำเร็จการฝึกอบรม จำนวน ๕๕ คน            โครงการฝึกวิชาชีพหลักสูตรผู้ช่วยบรรณารักษ์และซ่อมหนังสือนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ห้องสมุดและเรียนรู้งานด้านบรรณารักษศาสตร์เบื้องต้น เช่น การพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ การจัดหมู่ระบบทศนิยมดิวอี้ (DDC) การลงทะเบียน การบริการทรัพยากรสารสนเทศ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด การซ่อมแซมหนังสือ เป็นต้น


วันเสาร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๙  คุณ Lee Hwa Ryeong มอบหนังสือเกาหลีเพื่อให้บริการที่มุมหนังสือ Korean Book หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่


วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ร่วมเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ Strategic Talk: “Khorat The Triple Heritage & The Royal Road” เชื่อมรอยอดีตจากเส้นทางราชมรรคา สู่ มรดกโลก เปิดมุมมองโคราชในฐานะพื้นที่ Triple Heritage ณ ชั้น 4 โซน DINO JOURNEY ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช



         สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขอเชิญผู้สนใจร่วมรับฟังเสวนาทางวิชาการ ภายใต้โครงการท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน กิจกรรมอยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย เรื่อง "อยุธยาพัสตราภรณ์ : รูปแบบการแต่งการบนจิตรกรรมฝาผนัง" วิทยากรโดย นายพีรมณฑ์ ชมธวัช ผู้เชี่ยวชาญด้านชุดไทยโบราณ และนายปัทพงษ์ ชื่นบุญ นักวิชาการการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ดำเนินรายการโดย นางสาววันลีย์ กระจ่างวี ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ในวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๙ ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม อาคารเครื่องทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ทาง Qr code ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัด สอบถามเพิ่มเติม โทร ๐ ๓๕๒๔ ๑๕๘๗ ทุกวันเวลาราชการ หรือทาง Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา https://www.facebook.com/chaosamphraya



วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๓๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาศึกษาที่ ๑ - ๖ โรงเรียนกันจารย์โคกขลาประชาสามัคคี ตำบลจารพัต อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๖๘ คน คุณครู ๑๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมี นางถนอม หลวงกลาง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


black ribbon.