ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,111 รายการ

        กรมศิลปากร ชวนเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พิมายยามราตรี ชมการประดับไฟแสงสีสุดอลังการ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ย้อมสีปราสาทด้วยแสงไฟที่ปรับเปลี่ยนโทนสีได้ สัมผัสความงาม ความรู้สึก จินตนาการ และประสบการณ์รูปแบบใหม่อันน่าประทับใจ ระหว่างเวลา 17.30 – 21.00 น. ทุกคืนวันศุกร์ - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ตลอดเดือนธันวาคม 2568 และเดือนมกราคม 2569         กิจกรรมท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย Phimai Night Light Up ปีที่ 3 นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมปราสาทพิมายยามค่ำคืน, ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม โดยเยาวชนโคราชรุ่นใหม่, เดินชิมอาหารตลาดย้อนยุค, นั่งดูหนังกลางแปลงในอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย, รับชม Mini Light & Sound, ประกวดภาพถ่ายปราสาทพิมายยามค่ำคืน          อัตราค่าเข้าชมโบราณสถาน ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4447 1568 หรือทางเฟซบุ๊ก “อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย Phimai Historical Park” https://www.facebook.com/PhimaiHistoricalParkFAD


เศียรพระพุทธรูปหินทราย ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ ได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านดงสิงห์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด จัดแสดง ณ โซนวัฒนธรรมทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด เศียรพระพุทธรูปสลักจากหินทราย แบบลอยตัว ขนาดสูง ๓๖.๕ เซนติเมตร พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม ชำรุดเหลือเพียงส่วนพระขนงและพระเนตร พระขนงเป็นเส้นหยักโค้งต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปนเหลือบต่ำ ขมวดพระเกศาขนาดใหญ่มาก แม้ว่าเศียรพระพุทธรูปองค์นี้จะชำรุดไม่สมบูรณ์ หากลักษณะที่ปรากฏนั้น สามารถกำหนดอายุสมัยว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐-๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) โดยลักษณะที่นำกำหนดอายุได้คือ พระขนงที่ต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปน และมีขมวดพระเกศาขนาดใหญ่ อันเป็นพุทธลักษณะของพระพุทธรูปสมัยทวารวดี แต่รูปแบบดังกล่าวนี้ก็มีความแตกต่างจากพระพุทธรูปสมัยทวารวดีภาคกลางอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเกิดจากการผสมผสานระหว่างศิลปะทวารวดีแบบภาคกลางและลักษณะเฉพาะแบบท้องถิ่น จนเกิดเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปะทวารวดีในภาคอีสาน นอกจากพระพุทธรูปองค์นี้ ในพื้นที่ที่ห่างจากบ้านดงสิงห์ไปเพียง ๓๐ กิโลเมตรยังมีเมืองโบราณสมัยทวารวดีอีกเมืองหนึ่งคือ เมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งพบพระพุทธรูปสลักหินสมัยทวารวดีรูปแบบและขนาดใกล้เคียงกันอีกองค์หนึ่ง (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดข้าวหลาม อำเภอกมลาไสย) แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่ระหว่างแหล่งโบราณคดีบ้านดงสิงห์และเมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งเป็นเมืองในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน จากหลักฐานการพบพระพุทธรูปสลักหิน ศิลปะทวารวดีในภาคอีสาน ที่บ้านดงสิงห์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้น่าจะเคยเป็นชุมชมสมัยทวารวดี แต่มีอายุหลังจากสมัยทวารวดีในภาคกลาง เนื่องจากรูปแบบพระพุทธรูปเริ่มพัฒนามาเป็นรูปแบบท้องถิ่น แตกต่างจากพระพุทธรูปทวารวดีในภาคกลางแล้ว โดยรูปแบบพระพุทธรูปดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองทวารวดีในอีสาน ที่ใกล้เคียงกันอย่างเมืองฟ้าแดดสงยางด้วย บรรณานุกรม กรมศิลปากร. (๒๕๔๑). เมืองร้อยเอ็ด. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (๒๕๕๘). ทวารวดีในอีสาน. กรุงเทพฯ : มติชน. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (๒๕๖๒). ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมือง





อาคารถาวรวัตถุ หอสมุดวชิราวุธ       พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สร้างขึ้นด้วยพระราชประสงค์ 2 ประการ ประการแรกมีพระราชดำริที่จะทรงสร้างสถานที่เรียนที่เหมาะสมสำหรับมหาธาตุวิทยาลัย (ภายหลังเปลี่ยนเป็นมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย) ซึ่งพระองค์โปรดฯให้สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2432 ณ วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์)   อีกประการหนึ่งประจวบกับที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 ซึ่งโดยราชประเพณีจะต้องทำพระเมรุขนาดใหญ่ตามพระเกียรติยศ ณ ท้องสนามหลวงแต่พระองค์ไม่ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์และยากลำบากแก่คนเป็นจำนวนมากจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์เป็นผู้บัญชาการก่อสร้างอาคารหลังนี้ขึ้น ณ บริเวณกุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุด้านทิศตะวันออกเพื่อเป็นที่เชิญพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร มาประดิษฐานบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณาทานเสร็จแล้วจึงจะเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานณพระเมรุมาศน้อย ณ ท้องสนามหลวงเพื่อพระราชทานเพลิงส่วนอาคารหลังนี้จะพระราชอุทิศถวายเป็นสถานที่เรียนสำหรับมหาธาตุวิทยาลัยต่อไป แต่การยังมิทำสำเร็จสมพระราชประสงค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างต่อมาจนแล้วเสร็จพระราชทานให้เป็นที่ตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร โดยโปรดฯใหย้ายหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครจากที่ตั้งเดิมในพระบรมมหาราชวังมาตั้งที่อาคารแห่งนี้และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอพระสมุดสำหรับพระนคร เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2459 ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือในหอพระสมุดส่วนพระองค์มาเพิ่มเติมในหอพระสมุดสำหรับพระนครปริมาณหนังสือมากขึ้นจึงโปรดฯ ให้แยกหอพระสมุดสำหรับพระนครออกเป็นหอพระสมุดวชิรญาณและหอพระสุมดวชิราวุธโดยโปรดฯให้หอพระสมุดวชิรญาณไปตั้งที่พระราชวังบวรสถานมงคล   รูปแบบสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5-6 อาคารหอพระสมุดวชิราวุธ หรือถาวรวัตถุ สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมขอม มุงกระเบื้องกาบูสีคล้ำ ประดับด้วยบราลีสีเดียวกัน ตอนกลางอาคารมีลักษณะแบบครรภธาตุของพระปรางค์ถึง 3 หลัง ซึ่งน่าจะเป็นแบบที่ดัดแปลงจากยอดปรางค์ 3 ยอดเดิม และสุดปีกของอาคารมีเรือนธาตุแบบนี้อีกทั้งสองข้าง ปั้นลมอาคารประดับลายปูนปั้น เฉพาะหลังกลางหน้าบันลด 3 ชั้น นอกนั้นลด 2 ชั้น ลายที่หัวเสาและฐานเสาประดิษฐ์จากฐานกลีบบัว ประตูเฉพาะประตูกลางของเรือนกลางเป็นรูปโค้งแหลมแบบสถาปัตยกรรม Gothic นอกนั้นเป็นประตูสี่เหลี่ยมธรรมดา ทางเข้าออกอยู่กึ่งกลางของปีกซ้ายของอาคาร ซุ้มประตูรูปโค้งแหลมสูงจรดหลังคา หน้าบันมีเพียงชั้นเดียว ซึ่งกึ่งกลางปีกขวาของอาคารก็จะตกแต่งด้วยหน้าบันแบบเดียวกันนี้ อาคารด้านหลัง ประดับหน้าบันเหมือนด้านหน้า มีระเบียงตลอดความยาวของอาคาร ตัวอาคารยกพื้นสูง ฐานอาคารก่ออิฐถือปูนแบบฐานปัทม์ มีบันไดขึ้นทั้งหน้าและหลังเป็นระยะๆ ตลอดความยาวของอาคาร และมีบันไดขึ้นสู่ระเบียงจากทางเข้าออก สนามด้านหน้าและด้านหลังเป็นแนวแคบขนานไปกับอาคารปูหญ้าและปลูกไม้ดอก เฉพาะสนามด้านหน้ามีรั้วเหล็กโปร่งล้อม    


ประเด็นข่าวสำคัญ   - พิพิธภัณฑ์บูรณะห้องจัดแสดง   - บูรณะครั้งใหญ่ ปลียอดทองคำองค์พระบรมธาตุเจดีย์   - CHANGING THE FUTURE TO PRESERVE THE PAST   - วธ.ตั้งศูนย์พัฒนาหนังสือไทยเอกสารเเนบ






วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะครูและนักเรียนโรงเรียนฮักสคูล (Hug School of Creative Arts) อ. เมือง จ.ขอนแก่น จำนวน ๓๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น โดยมีนางแพรว ธนภัทรพรชัย และนักศึกษาฝึกประสบการณ์ ๓ คน คือ นายเจษฎาภรณ์ บุญสัตย์ นายสัมฤทธิ์ ภูดวง และนายวัชรวิทย์ ปัญญะพงษ์ เป็นวิทยากรนำชม


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


ชื่อวัตถุ ครกบด ทะเบียน ๒๗/๓๒/๒๕๓๖ อายุสมัย รัตนโกสินทร์ วัสดุ(ชนิด) หิน ขนาด ส่วนบน กว้าง .๓๓เซนติเมตรสูง ๑๔เซนติเมตร ส่วนล่าง กว้าง ๖๖เซนติเมตร สูง ๑๗.๕เซนติเมตร สูงรวมฐาน ๓๑.๕เซนติเมตร ประวัติ เป็นของมาดารสำหรับโม่แป้งทำขนมจีนอายุประมาณ๗๐ กว่าปีมาแล้ว เป็นของสะสมมาแต่เดิม เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง “ครกบด” แป้ง เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไทยทั้งคาวหวานหลายชนิด เช่น ขนมจีน ลอดช่อง และบัวลอย เป็นต้น ในอดีตไม่มีแป้งสำเร็จรูปขายหากต้องการใช้แป้งจะต้อง โม่เอง อุปกรณ์ที่ใช้โม่แป้งเรียกว่า “ครกบด” ครกบดทำมาจากหินหรือซีเมนต์ มีหลายขนาดทั้งเล็กและใหญ่ ครกบดประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ ตัวครกและฝาครก“ตัวครก” อยู่ด้านล่าง ขอบยกสูงและมีแอ่งล้อมรอบ ตรงกลางเรียกว่า “ฟันครก” มีหน้าตัดเซาะเป็นร่อง กึ่งกลางตัวครกเป็นรูสำหรับใส่เดือยยึดฝาครก “ฝาครก” ด้านล่างตรงกลางมีรูสำหรับสวมเดือย หน้าตัดเซาะร่องเป็นฟันครก ด้านบนมีรูใช้ใส่ข้าวสารที่จะโม่ ด้านข้างมีช่องสี่เหลี่ยมใช้ใส่มือครก ครกขนาดเล็กมีมือครก ๑ มือ เรียก “ครกมือเดียว” ครกขนาดใหญ่มี ๒ มือ เรียก “ครกสองมือ” วิธีการใช้ครกบด ต้องนำข้าวสารมาแช่น้ำให้พอง แล้วจึงค่อยๆ หยอดข้าวสารลงรูซึ่งอยู่ที่ปากครกและหมุดครก ข้าวสารที่ถูกบดแล้วจะค่อยๆ ลงมาที่แอ่งของตัวครก การหยอดข้าวสารต้องหยอดในบริมาณที่เหมาะสม เพราะถ้ามีข้าวมากแต่น้ำน้อยจำให้ข้นหนืดต้องหยอดน้ำช่วย แต่ถ้ามีน้ำมากกว่าข้าวแป้งก็จะเหลว และฟันครกจะเสียดสีกันทำให้ทรายหรือซีเมนต์หลุดติดมากับแป้งได้ เมื่อใช้ครกบดเสร็จแล้วจะต้องล้างให้สะอาดไม่ให้มีเศษแป้งติดอยู่ หากมีแป้งติดอยู่จะทำให้ครกบูดเน่าได้ “ครกบด” เป็นของใช้คู่ครัวไทยในอดีตซึ่งใช้ในทุกภูมิภาค ในภาคใต้แถบจังหวัดพังงา เรียกว่า “ครกสีหิน” ในปัจจุบันคนเลิกใช้ครกบดแล้วเพราะมีแป้งสำเร็จรูปขาย แต่หลายบ้านยังคงเก็บครกบดไว้ ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักและเรียนรู้วิถีชิวีตของคนในสมัยก่อนผ่านข้าวของเครื่องใช้ในอดีตอย่าง “ครกบด” เอกสารอ้างอิง - อุดม หนูทอง. “ครกบด.” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ.๒๕๔๒ เล่ม ๒.กรุงเทพ : บริษัท สยามเพรส แมเนจเมนท์ จำกัด,๒๕๔๒.


วันที่ 2 มีนาคม 2561 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นครราชสีมา ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ในโครงการพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายมวลชนเพื่อความมั่นคงภายใน ประจำปี 2561 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครราชสีมา ณ โรงเรียนบ้านหิ่งห้อย ตำบลหนองแวง อำเภอเทพารักษ์ จ.นครราชสีมา



(เมืองราชบุรี ปี พ.ศ.2500)     แหล่งที่มาของภาพ : http://www.skyscrapercity.com/           จังหวัดราชบุรีมีชื่ออันเป็นมงคลยิ่ง หมายถึง ” เมืองพระราชาราชบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ เมืองหนึ่งของประเทศไทย จากการศึกษาและขุดค้นของ นักประวัติศาสตร์  นักโบราณคดี  พบว่าดินแดนแถบลุ่ม  แม่น้ำแม่กลองแห่งนี้เป็น ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของคนหลายยุคหลายสมัย  และมีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุมาก ทำให้เชื่อได้ว่ามีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ ใน  บริเวณนี้ตั้งแต่ยุคหินกลาง  ตลอดจนได้ค้นพบเมืองโบราณสมัยทราวดีที่ตำบลคูบัว  อำเภอเมืองราชบุรี  พระบาทสมเด็จพระยุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ได้เคยดำรงตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีในสมัยกรุง ศรีอยุธยา  ตอนปลาย  ซึ่งในช่วงปลายสมัย กรุงศรีอยุธยาและตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า  เมืองราชบุรีเป็นเมือง    หน้าด่านที่สำคัญ  และ  เป็นสมรภูมิการรบหลายสมัย    โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ยกทัพมาตั้งรับศึกพม่าในเขต ราชบุรีหลายครั้ง   ครั้งสำคัญที่สุดคือสงครามเก้าทัพ    ต่อมา พ.ศ. 2360  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ  ให้สร้างกำแพงเมืองใหม่ทาง ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลองตลอดมาจนถึงปัจจุบัน  ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน   พ.ศ. 2437  ได้ทรงเปลี่ยนการปกครองส่วนภูมิภาคโดยรวมหัวเมืองต่างๆ  ที่อยู่ใกล้ชิดกัน  ตั้งขึ้นเป็นมณฑล  และได้รวมเมืองราชบุรี  เมืองกาญจนบุรี  เมืองสมุทรสงคราม   เมืองเพชรบุรี  เมืองปราณบุรี  เมืองประจวบคีรีขันธ์     รวม 6 เมือง  ตั้งขึ้นเป็นมณฑลราชบุรี  ตั้งที่บัญชาการมณฑล  ณ  ที่เมืองราชบุรี ทางฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง     (ปัจจุบันคือศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเก่า)  ต่อมาใน  พ.ศ.  2440  ได้ย้ายที่บัญชาการเมืองราชบุรี  จากฝั่งซ้าย กลับมาตั้งรวมอยู่แห่งเดียวกับศาลาว่าการมณฑลราชุบรี  ทางฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง  จนถึง พ.ศ. 2476    เมื่อได้มีการยกเลิกการปกครองแบบมณฑลทั้งหมด  มณฑลราชบุรีจึงถูกยกเลิกและคงฐานะเป็นจังหวัดราชุบรีจนถึงปัจจุบัน ตราประจำจังหวัดราชบุรี           ตราประจำจังหวัดแต่เดิมเป็นอาร์ม (Arm) วงกลม ใช้สัญลักษณ์รูปน้ำหลากทุ่ง มีภูเขาเป็นฉากหลัง ล้อมรอบด้วยงูใหญ่   ส่วนท้องฟ้าเหนือภูเขานั้นมีตราครุฑซึ่งใช้เป็นตราแผ่นดินและเครื่องหมายของ ทางราชการ กำกับด้วยข้อความว่า “จังหวัดราชบุรี”   ที่ตอนล่างภายในกรอบอาร์ม หมายความถึง “เขางู” อันเป็นสถานที่สำคัญและรู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่ชาวราชบุรีเองและ ชาวจังหวัดใกล้เคียง          ตราประจำจังหวัดดังกล่าวเริ่มปรากฏใช้ครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐   สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นคราวเดียวกับที่กระทรวงศึกษาธิการได้ฟื้นฟูกิจการลูก เสือแห่งชาติโดยขอความร่วมมือให้แต่ละจังหวัดกำหนดตราสัญลักษณ์ขึ้น   เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายสำหรับติดผ้าพันคอแสดงภูมิลำเนาของกองลูกเสือซึ่ง ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ          จังหวัดราชบุรีได้ใช้สัญลักษณ์ “เขางู” เป็นตราประจำจังหวัดตั้งแต่นั้นมา   จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ จึงเห็นว่า  “เขางู” นั้นสื่อความหมายไปในแง่ของโบราณสถาน มิได้มีความหมายเกี่ยวพันกับชื่อของ จังหวัดว่า “ราชบุรี”(บาลี,ราช + ปรุ  หมายถึง เมืองแห่งพระราชา)   แต่ประการใดจึงเป็นการสมควรที่จะกำหนดสัญลักษณ์ประจำจังหวัดแทนตราเดิมที่ ใช้อยู่   โดยได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ไปยังกรมการปกครองขอให้กรมศิลปากรพิจารณาออก แบบให้ต่อไป ตราประจำจังหวัดราชบุรี (ปัจจุบัน)           สำหรับดวง ตราใหม่นั้นทางกรมศิลปากรได้มอบหมายให้งานศิลปประยุกต์กองหัตถศิลปะ (ปัจจุบันเป็นสถาบันศิลปกรรม) โดยนายพินิจ   สุวรรณบุณย์ เป็นผู้คิดค้นออกแบบ  ลักษณะของดวงตราเป็นอาร์มวงกลมใช้สัญลักษณ์รูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระมหา กษัตริย์ ๒ สิ่งคือ   พระแสงขรรค์ชัยศรีประดิษฐานอยู่บนบันไดแก้ว  และฉลองพระบาทคู่ประดิษฐานอยู่บนพานรองขอบอาร์มเป็นลายชื่อกนกประกอบพื้น ช่องไฟใช้สีตามความเหมาะสมสวยงามด้านศิลปะ   ทั้งนี้ได้แนวความคิดมาจากหลักฐาน  “รูปฉลองพระบาทคู่ประดิษฐานอยู่บนพานรอง” ที่ปรากฏบนผืนธงซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   ได้พระราชทานให้แก่กองเสือป่ามณฑลราชบุรี เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗   ซึ่งปัจจุบันธงข้างต้นเก็บรักษาไว้ที่ห้องพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนเบญจมราชู ทิศ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี          จังหวัดราชบุรีโดยสภาจังหวัดได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้ใช้ตราสัญลักษณ์ ใหม่นี้เป็นตราประจำจังหวัดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๐๙   เป็นต้นมาตราบจนปัจจุบันนี้*ที่มา : http://www.paktho.ac.th/ratchaburi/ratchaburi1/the-brand-is-provincial.htmlความหมายของตราประจำจังหวัดราชบุรี          เครื่อง ราชกกุธภัณฑ์ 2 อย่างคือ          1. ภาพฉลองพระบาทอยู่บนพานทอง          2. ภาพพระแสงขรรค์ชัยศรี ซึ่งวางอยู่บนพระที่ เพราะชื่อจังหวัดราชบุรี มีความหมายว่า เมืองของพระราชาธงประจำกองลูกเสือมณฑลราชบุรี          มณฑลราชบุรี พื้นธงสีน้ำเงินแก่ กลางธงมีรูปรองพระบาทวางบนพานทอง เพื่อให้ลูกเสือทุกคนระลึกว่า มณฑลนี้เป็นมณฑลสำคัญทางทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับมณฑลปราจีนซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก และลูกเสือทุกคนก็มีความจงรักภักดีเพื่อทำการฉลองพระเดชพระคุณ จึงพระราชทานเครื่องหมายนี้เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ ธงนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ เนื่องในการเสด็จทอดพระเนตรการประลองยุทธเสือป่าและลูกเสือคำขวัญจังหวัดราชบุรี          คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดีที่มาของคำขวัญ            คำขวัญจังหวัดราชบุรีนี้เริ่มใช้เมื่อจังหวัดราชบุรีเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 5 และงานมหกรรมของดีเมืองราชบุรี พ.ศ. 2532 ซึ่งในความหมายของคำขวัญนั้นสามารถนำมากล่าวได้ดังนี้คนสวยโพธาราม           สันนิษฐานว่าคงมีที่มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวในคราวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสไทรโยคทางชลมารคครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ.2431แล้วได้ประทับพักร้อนบนพลับพลาและเสด็จประพาสตลาดโพธาราม ซึ่งราษฎรทั้งชาวไทย จีน มอญ และลาวเฝ้ารับเสด็จด้วยเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับสวยงสมจนมีพระราชดำรัสชมว่า “คนโพธารามนี้สวย” หรืออีกนัยหนึ่งหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้อธิบายไว้ว่าเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จ พระราชดำเนินนำกองเสือป่าไปซ้อมรบที่ค่ายหลวงบ้านไร่อำเภอโพธาราม ได้มีราษฎรชาวโพธารามรับเสด็จถวายการรับใช้อย่างใกล้ขิด จึงมีพระราชดำรัสชมว่า “คนสวยโพธารามสวยมีน้ำใจดี”ดอกไม้ประจำจังหวัดราชบุรีคนงามบ้านโป่ง           สันนิษฐาน ว่าคงมีที่มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสไทรโยคทางชลมารคครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2431 ขณะพระราชดำเนินถึงบ้านโป่งนายอำเภอนำราษฎรไปเฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมาก เมื่อเสด็จขึ้นฝั่งทรงเห็นราษฎรที่มาเฝ้าแต่งกายเรียบร้อบและหมอบกราบกัน อย่างพร้อมเพรียงสวยงามจึงมีพระราชดำรัสชมว่า”คนบ้านโป่งนี้งาม” ทั้งนี้คำขวัญที่ว่า “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง” นั้นเป็นคำขวัญที่บ่งบอกถึงจริยธรรมอันดีงามของชาวโพธารามและชาวบ้านโป่งที่ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้มีน้ำใจไมตรีอันดีงาม พูดจาไพเราะ และงามพร้อมด้วยกิริยามารยาทเมืองโอ่งมังกร           ที่มามาจากการที่ราชบุรีเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมผลิต เครื่องเคลือบดินเผาที่มีคุณภาพโดยเฉพาะโอ่งมังกรซึ่งมีประวัติการผลิตที่ ยาวนานและเป็นที่รู้จักกันดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดราชบุรีในปัจจุบันวัดขนอนหนังใหญ่           มีที่มาจากการที่หนังใหญ่วัดขนอน ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม นับเป็นหนังใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่ามีการสืบทอดกัน มายาวนานนับเป็นร้อยปีและมีการอนุรักษ์กันอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ตลอดจนเป็นหนังใหญ่ที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คณะในประเทศไทยที่ยังคงมีการ สืบทอดอยู่ในปัจจุบันตื่นใจถ้ำงาม           มีถ้ำที่งดงามมาก ๆ อยู่หลายแห่ง แต่ที่ขึ้นชื่อคือถ้ำเขาบิน และถ้ำจอมพลตลาดน้ำดำเนิน          ตลาด น้ำดำเนินสะดวก หรือ ตลาดน้ำคลองลัดพลี ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอดำเนินสะดวกไปประมาณ 400 ม. เป็นตลาดค้าขายทางน้ำที่ยังคงวิถีชีวิตไทยดั้งเดิมไว้ มีสิ่งของให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะผลิตผลทางการเกษตรเพลินค้างคาวร้อยล้าน          ค้างคาวเขาช่องพราน เวลาเย็นที่ค้างคาวจะบินออกจากถ้ำมาให้ชม นับจำนวนไม่ได้ ใช้เวลาบินออกจากถ้ำเป็นชั่วโมงกว่าจะหมด ประมาณกันว่ามีจำนวนเป็นร้อยล้านตัวย่านยี่สกปลาดี          ปลายี่สก เป็นปลาที่ขึ้นชื่อของลุ่มน้ำแม่กลอง แต่ว่ากันว่ารสชาติของปลาจะดีที่สุดเมื่อมาเจริญเติบโตในแถบจังหวัดราชบุรี*ที่มา : http://www.paktho.ac.th/ratchaburi/ratchaburi1/province%20slogan.htmlดอกไม้ประจำจังหวัดราชบุรี ดอกกัลปพฤกษ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด :  ราชบุรีชื่อดอกไม้ :  ดอกกัลปพฤกษ์ชื่อสามัญ :  Pink Cassia, Pink Shower, Wishing Treeชื่อวิทยาศาสตร์ :  Cassia bakeriana Craib.วงศ์ :  LEGUMINOSAEชื่ออื่น :  กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง, ภาคเหนือ), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), เปลือกขม (ปราจีนบุรี) “เปลือกกวม”ลักษณะทั่วไป :  กัลปพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5–15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดกลมหรือรูปร่ม แผ่กว้าง ใบประกอบขนนก ใบย่อย 5–8 คู่ ใบรูปไข่แกมขอบขนาน หรือแกมใบหอก โคนใบเบี้ยว ใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ออกดอกเป็นช่อพร้อมใบอ่อนตามกิ่ง มี 5 กลีบ สีชมพู แล้วซีดจนเป็นสีขาวเมื่อใกล้โรย  ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน ผลเป็นฝักกลมยาวมีขนนุ่ม สีเทา เมล็ด จำนวนมากการขยายพันธุ์ :  เพาะเมล็ดสภาพที่เหมาะสม :  เติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ทนแล้งได้ดีถิ่นกำเนิด :  ไทย ลาว พม่า และเวียดนาม ต้นไม้ประจำจังหวัดราชบุรี ชื่อทั่วไป : ต้นโมกมัน บางครั้งอาจเรียกว่า “โมกน้อย” หรือ “มูกน้อย” และ “มูกมัน”ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia tometosa Roem.& Schulyชื่อสามัญ : Ivory, Darabela วงศ์ APOCYNACEAE หรือ วงศ์ลั่นทมถิ่นกำเนิด : เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ป่าเบญจพรรณ และป่าโปร่งทั่วไปประเภท : ไม้ยืนต้นรูปร่างลักษณะ ต้น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 8-20 เมตร ต้นปลายตรง เปลือกขาวหรือเท่าอ่อนนิ่ม ใบ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ปลายใบแหลมเรียวโคนใบสอบ มีขนนุ่มทั้งสองด้าน มีมากด้านท้องใบ ยาว 7-18 ซม. ดอก ดอกออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามปลายกิ่ง มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสีขาวอมเหลือง จนถึงม่วงแกมเหลืองหรือม่วงแดง เมื่อแก่เต็มที่ดอกบานเกสรเพศมี 5อัน ออกดอกระหว่างเดือน มกราคม ถึง มีนาคม ผล ผลเป็นฝัก ยาว 9-35 ซม. มีร่องระหว่างกลางตามยาวของฝัก เมื่อแก่จะแตกตามแนวร่อง ผิวฝักแข็งขรุขระผลแก่ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมเมล็ด เมล็ดรูปรี ปลายข้างหนึ่งมีขนสีขาวเป็นพู่ปลิวไปตามลมได้ไกล การขยายพันธ์ : เพาะเมล็ด ใช้รากหรือกิ่งปักชำ ตอนกิ่งสภาพที่เหมาะสม : ดินทุกชนิด กลางแจ้ง ทนแสงแดดจัด พบในป่าเบญจพรรณทั่ว ๆ ไปตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,600 เมตรประโยชน์ : เนื้อ ไม้สีขาวนวลถึงขาวอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดมากเหนียว ใช้ทำเครื่องกลึง เครื่องเล่นสำหรับเด็กเครื่องเขียน ตะเกียบ ไม้บุผนังห้อง เปลือก ต้น รักษาโรคไต รักษาธาตุให้ปกติ ทำให้ประจำเดือนปกติ แก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย ฆ่าเชื้อรำมะนาด คุดทะราด ยางจากต้น แก้บิดมูกเลือด ใบ ขับน้ำเหลือง แก้ท้องมาน ดอกเป็นยาระบาย กระพี้แก้ดีพิการ เนื้อไม้สีขาวนวลถึงขาวอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดเหนียว ใช้แกะสลัก ดอก เป็นยาระบาย แหล่งที่มาของข้อมูล : http://www.rb-update.com/ประวัติจังหวัดราชบุรี/ , https://sites.google.com/site/canghwadrachburikhxngrea/prawati-canghwad-rachburi                             


black ribbon.