ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,480 รายการ

        สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดอานุภาพรามราชจักรี เนื่องในงานกาชาด ประจำปี ๒๕๖๘ วันเสาร์ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๒๐.๐๐ น. ณ เวทีกลาง สวนลุมพินี นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย กฤษกร สืบสายพรหม นาฏศิลปินอาวุโส, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าชมการแสดงโขนได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒        สำหรับโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดอานุภาพรามราชจักรี กล่าวถึงเรื่องราวความเก่งกาจสามารถ บารมี และเกียรติคุณของพระราม โดยเริ่มตั้งแต่พระนารายณ์อวตารลงมาเกิดเป็นพระราม พระลักษมีอวตารลงมาเกิดเป็นนางสีดา พญาอนันตนาคราชซึ่งเป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ ลงมาจุติเป็นพระลักมณ์ อาวุธจักร และสังข์ ลงมาจุติเป็นพระพรตและพระสัตรุด เหล่าเทวดาและเทพอสูรอาสา ลงมาจุติเป็นพลทหารวานรในกองทัพของพระราม ด้วยบารมีของพระรามนั้นทำให้ได้พิเภกน้องชายของทศกัณฐ์มาคอยช่วยเหลือการศึกให้แก่กองทัพของพระราม สาเหตุที่พิเภกได้มาเป็นข้าทหารของพระรามนั้น เนื่องจากได้ทำนายฝันร้ายของทศกัณฐ์ และแนะนำทศกัณฐ์ให้ส่งนางสีดาคืนกลับไปให้พระราม ทำให้ทศกัณฐ์ไม่พอใจขับไล่ออกจากเมือง จึงได้ขอเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระราม เมื่อทศกัณฐ์ทราบความจึงโกรธมาก สั่งให้กุมภกรรณหนึ่งในพี่น้องทั้งสาม ของตนออกไปรบกับพระราม พิเภกได้ออกห้ามทัพ ขอให้กุมภกรรณเลิกทัพกลับเข้าเมืองไป แต่กุมภกรรณ ไม่ยอมและสั่งให้พิเภกไปตามพระรามออกมารบ กุมภกรรณได้เข้ารบกับพระรามและพ่ายแพ้ ก่อนตายกุมภกรรณได้เห็นพระรามเป็นพระนารายณ์จึงได้สำนึกผิด และสอนสั่งพิเภกไว้ให้จงรักภักดีต่อพระราม เมื่อทศกัณฐ์ไม่เหลือญาติพี่น้องแล้ว จึงยกทัพออกมารบด้วยตนเอง และถูกพระรามแผลงศรตัดเศียร แขน ขา ขาดลง แต่ทศกัณฐ์นั้นไม่ตายและร่างกายที่ขาดไปก็กลับมาต่อติดดังเดิม จนเมื่อถึงเวลาพลบค่ำทั้งสองจึงได้หย่าทัพแยกย้ายกลับเข้าเมืองของตนเอง


        สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมละครพันทาง เรื่องราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา เนื่องในงาน "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย" วันจันทร์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๙.๐๐ น. ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นำแสดงโดยศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒


รายงานผลการตรวจสอบสระเพลงแห้ง หมู่ที่ 9 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา


    "พระพวย" โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑ์วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงศรัทธาและความประณีตของช่างศิลป์ในอดีต      พระพุทธรูปปางประทานอภัยองค์นี้ หรือที่รู้จักในนามธรรมเนียมท้องถิ่นว่า "พระพวย" เป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่แสดงอัตลักษณ์ของ ศิลปะอยุธยา ประเภท "พระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย" ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 22


        สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมรายการแสดงงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๙ วันพฤหัสบดีที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๙ ถึง วันพุธที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๘.๐๐ น. ณ เวทีกลางแจ้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒ และ โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒


"ลอกสีทอง" กิจกรรมอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม(ลอกสีทอง)ภายในอุโบสถ วัดลัฏฐิกวัน โดยกลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี ระยะเวลาดำเนินการเดือนมีนาคม-มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ วัตถุประสงค์เพื่อทำความสะอาดสีทองที่ทาทับจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมองค์พระ และเสริมความแข็งแรงให้กับชั้นสี ชั้นปูนฉาบ และเขียนสีซ่อมตามหลักการอนุรักษ์ ให้มีความมั่นคงแข็งแรง และรักษาจิตรกรรมและประติมากรรมอันเป็นศิลปกรรมของแท้ดั้งเดิมไว้ให้เป็นมรดกศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้กับชุมชน และประเทศชาติต่อไป วัดลัฏฐิกวัน ต.ชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร




คำศัพท์ ภาษาถิ่นซุโข่ทัยสามารถแบ่งลักษณะของคำศัพท์ภาษาถิ่นสุโขทัย ออกเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้1.คำศัพท์ที่ตรงกับภาษาไทยมาตรฐาน2.คำศัพท์ที่คล้ายกับภาษาไทยมาตรฐาน3.คำศัพท์คล้ายภาษาถิ่น4.คำศัพท์เฉพาะถิ่นสุโขทัย


         กรมศิลปากร โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอเชิญผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดสื่อสร้างสรรค์ประเภทภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น ในหัวข้อ เรือพระราชพิธี: เบื้องหลังความงดงามกับการสืบสานงานศิลป์ ชิงเงินรางวัลรวม 49,000 บาท กำหนดส่งผลงานถึง 31 กรกฎาคม 2569            พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี จัดการประกวดสื่อสร้างสรรค์ประเภทภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น เพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ของเรือพระราชพิธี ในบริบทที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พุทธศักราช 2569 โดยผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องถ่าย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ภายใต้หัวข้อ เรือพระราชพิธี: เบื้องหลังความงดงามกับการสืบสานงานศิลป์ เนื้อหาสื่อถึงการซ่อมแซมและประดับตกแต่งเรือพระราชพิธี เผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์เรือพระราชพิธี หรือแง่มุมอื่น ๆ ที่สะท้อนคุณค่า ความงดงาม และการสืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทย การประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่            ประเภทภาพถ่าย ผู้ส่งผลงานต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา กำลังศึกษาในสถาบันการศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี   โดยส่งผลงานได้ไม่เกินคนละ 3 ภาพ เป็นภาพถ่ายดิจิทัลสีแนวตั้งหรือแนวนอน ที่บันทึกระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันหมดเขตรับผลงาน ไม่จำกัดประเภทของกล้องถ่ายภาพ และผู้สมัครสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง ทั้งนี้ ภาพที่ส่งเข้าประกวดต้องสร้างสรรค์ด้วยฝีมือมนุษย์เท่านั้น และต้องไม่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดที่ใดมาก่อน             ประเภทคลิปวิดีโอสั้น ความยาวไม่น้อยกว่า 1 นาที ไม่เกิน 3 นาที แบ่งเป็นระดับนักเรียน นิสิต นักศึกษากำลังศึกษาในสถาบันการศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี และระดับบุคคลทั่วไป สัญชาติไทย โดยสามารถส่งผลงานได้เพียง 1 ชิ้น ไม่จำกัดรูปแบบ วิธีการ เทคนิคการนำเสนอ และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับถ่ายทำ โดยคลิปหรือภาพนิ่งในผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องถูกบันทึกระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันหมดเขตรับผลงาน และไม่เคยผ่านการนำไปเผยแพร่ที่ใดมาก่อน            ผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดสามารถลงทะเบียนและเข้าถ่ายภาพ/วิดีโอที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ได้ในวันและเวลาเปิดให้บริการของพิพิธภัณฑ์ ศึกษารายละเอียด กติกาการประกวด และดาวน์โหลดใบสมัคร ได้ที่เพจ Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี กำหนดส่งผลงาน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน - 31 กรกฎาคม 2569 ประกาศผลการตัดสินวันที่ 21 สิงหาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0 2424 0004 หรือ Facebook “Royal Barges National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี” https://www.facebook.com/RoyalBargesNationalMuseum 




ผู้แต่ง : พระราชสิทธาจารย์ ปีที่พิมพ์ : 2516 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : มงคลการพิมพ์      หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับภาษิตเมืองเหนือ ซึ่งภาษิตเมืองเหนือเป็นหลักฐานที่แสดงถึงมรดกตกทอดให้แก่อนุชนรุ่นหลัง ได้เริ่มเขียนประมาณ 5 - 6 ปี มาแล้ว โดยมีภาษิตกว่า 300 กว่าภาษิต แต่ไม่ได้บรรยายความหมายเป็นภาษาไทยกลางไว้ ภายหลังได้ปรับปรุงมาหลายเล่มและได้เขียนความหมายภาษาไทยการเอาไว้ เพื่อท่านที่สนใจในทุกจังหวัด ทุกภาค อ่านเข้าใจง่าย มีความอรรถรสและความหมายอันกว้างขวางลุ่มลึก อาจนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้



รายละเอียด : กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี รับสมัครลูกจ้างชั่วคราว ตำแน่ง  นายช่างเขียนแบบ  จำนวน ๑ อัตรา อัตราค่าจ้าง ๗,๑๐๐ บาท/เดือน - เพศชาย- วุฒิ ปวส. ทาง ช่างเขียนแบบ สถาปัตยกรรม ช่างสำรวจ ช่างก่อสร้าง ช่างโยธา- สามารถใช้โปรแกรม Auto Cad ได้ดี ***ลักษณะงาน****- ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการออกแบบ เขียนแบบอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง เขียนรูปแบบ รายการและรายการประกอบแบบ ทั้งอาคารสถาปัตยกรรมไทยและสถาปัตยกรรมร่วมสมัย แบบวิศวกรรมแบบมัณฑนศิลป์ แบบภูมิสถาปัตยกรรม และหรือตามแบบที่สถาปนิก วิศวกร หรือมัณฑนากรกำหนด และปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายสนใจติดต่อ ขอและยื่นใบสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ถนนพระยากำจัด ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ภายในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ในวันและเวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.๐๓๖๔๑๒๕๑๐ ต่อ ๑๑๒


ที่ตั้ง              บ้านจีต  ตำบลบ้านจีต  กิ่งอำเภอกู่แก้ว  จังหวัดอุดรธานี พิกัดแผนที่       แผนที่ระวาง  5643  III  มาตราส่วน  1: 50,000                    พิมพ์ครั้งที่  1 -RTSD  ลำดับชุด  L  7017                    พิกัดกริด  48  QUE  041998                    เส้นรุ้ง  ๑๗  องศา  ๑๐  ลิปดา  ๓๕  ฟิลิปดา  เหนือ                    เส้นแวง  ๑๐๓  องศา  ๐๙  ลิปดา  ๑๘  ฟิลิปดา  ตะวันออก   สิ่งสำคัญที่ขึ้นทะเบียน                    ๑.เจดีย์ ( อิฐ )                    ๒.โคปุระ  หรือ  ประตูซุ้ม                    ๓.กำแพงแก้ว                    ๔.ซากโบราณสถาน                    ๕.ศาลา ( สร้างทับโบราณสถาน )   ประวัติสังเขป                    กู่แก้วตั้งอยู่ในบริเวณวัดกู่แก้วรัตนาราม  ชาวบ้านเรียกว่าวัดกู่แก้ว  เดิมชื่อวัดกู่  เพราะมีกู่โบราณ ( ปราสาทศิลาแลง ) เป็นที่เคารพของชาวบ้านจึงช่วยกันทำนุบำรุงวัดตลอดมา  วัดกู่แก้วได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่  ๑  พฤษภาคม  พ.ศ.๒๔๖๗   ลักษณะรูปแบบศิลปกรรม                    ประกอบด้วยแนวกำแพงแก้วศิลาแลง  ด้านหน้าคือด้านทิศตะวันออกเป็นประตูซุ้มหรือ  โคปุระก่อด้วยศิลาแลง  โบราณสถานแห่งนี้สันนิษฐานว่าคงเป็นศาสนสถานประจำสถานพยาบาล  หรือที่เรียกว่า  อโรคยศาล  ซึ่งโดยทั่วไป  ภายในกำแพงแก้วมักจะประกอบด้วยปราสาทประธานอยู่ตรงกลาง  และมีบรรณาลัยอยู่ที่มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้  แต่ทั้งนี้โบราณสถานได้ถูกดัดแปลงรบกวนสภาพมานานแล้ว  โดยมีการก่อสร้างอาคารโถง ( ศาลา ) ทับซากโบราณสถานเดิมจนไม่เห็นร่องรอยของปราสาทประธาน  หรือบรรณาลัยด้านหลัง  หรือด้านทิศตะวันตกของศาลา  มีธาตุเจดีย์ก่อด้วยอิฐลักษณะศิลปกรรมแบบล้านช้างสร้างทับโบราณสถานอยู่  ๑  องค์  สภาพปัจจุบันส่วนยอดพังทลาย   อายุสมัย          ราวพุทธศตวรรษที่  ๑๘  สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่  ๗  แห่งอาณาจักรเขมร  ในช่วงสมัยวัฒนธรรมเขมร   ประเภทโบราณสถาน                    อโรคยศาล  หรือศาสนสถานประจำสถานพยาบาล  ในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน   ลักษณะการใช้งานในปัจจุบัน                    โบราณสถานที่ถูกดัดแปลงใช้งานเป็นศาลาและสถานที่เคารพสักการะของท้องถิ่นอยู่ในบริเวณวัด   การดำเนินงาน   -   การขึ้นทะเบียน                    ๑.กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ  ในราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  ๕๒  วันที่  ๘  มีนาคม  ๒๔๗๘  ระบุชื่อ “ วัดโบราณราษฎรเรียกว่ากู่  อำเภอหนองหาร  ตำบลบ้านจิด “                    ๒.กำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน  ในราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  ๙๙  ตอนที่  ๑๗๒  วันที่  ๑๘  พฤศจิกายน  ๒๕๒๕  ฉบับพิเศษ  ระบุว่า “ โบราณสถานวัดโบราณ  ตำบลจีด  อำเภอหนองหาร  จังหวัดอุดรธานี  ปัจจุบันคือวัดกู่แก้ว  ตำบลจีด  อำเภอหนองหาร  จังหวัดอุดรธานี “ มีพื้นที่ประมาณ  ๑  ไร่  ๒  งาน   ที่มาของข้อมูล                    ๑.ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  ๕๒  วันที่  ๘  มีนาคม  ๒๔๗๘                    ๒.ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  ๙๙  ตอนที่  ๑๗๒  วันที่  ๑๘  พฤศจิกายน  ๒๕๒๕  หน้า  ๓๒  ฉบับพิเศษ.                    ๓.สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่  ๗  ขอนแก่น , ทำเนียบโบราณสถานอีสานบน , เอกสารอัดสำเนา , ๒๕๔๒.   หมายเหตุ    ชื่อเขตการปกครองในปัจจุบัน กิ่งอำเภอกู่แก้ว ตั้งเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายนพ.ศ.๒๕๓๗


black ribbon.