ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,568 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ขอเชิญชวนผู้ปกครอง พาลูกหลานมาเรียนรู้และร่วมสนุกในช่วงปิดเทอมนี้ กับกิจกรรม "สนุกคิดสร้างสรรค์ ตามรอยวิถีชาวนาไทย" ที่สืบสานวิถีชาวนาไทยแบบสร้างสรรค์ กิจกรรมมีตลอดเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568 พบกับกิจกรรมพิเศษที่ห้ามพลาด! ระบายสีถุงผ้า, ดินน้ำมันปั้นโมเดล วิถีชาวนา, ม้าก้านกล้วย, ต่อจิ๊กซอว์ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์)
มาเติมเต็มวันว่างให้มีค่า ได้ทั้งความรู้และความสุขกันได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6116 Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย สุพรรณบุรี Thai Farmers National Museum https://www.facebook.com/ThaiFarmersNationalMuseum
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๒๗ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้า ฯ รับเสด็จ
ในการนี้ ทรงสุหร่ายหมุด และเครื่องมือช่าง จากนั้นพระราชทานหมุดให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำไปตอกหมุดทั้ง ๔ ทิศ ตัวหมุดทำจากไม้มงคล คือ ไม้สัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔ เซนติเมตร ยาว ๒๙ เซนติเมตร เหลาปลายแหลมด้านหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ตอก คือ ไม้สามเกลอ ทำจากไม้สักเช่นกัน ความยาว ๓๙ เซนติเมตร ทำมือจับสามด้าน สามเกลอเป็นเครื่องมือสำหรับตอกเสาหรือเสาเข็มไม้ลงพื้นดิน สำหรับการก่อสร้างอาคารจะมีขนาดใหญ่ จึงทำมือจับไว้สามด้าน สำหรับให้ช่างก่อสร้างช่วยกันจับและตอกเป็นจังหวะพร้อมกัน จึงเรียกว่า “สามเกลอ” ไม้สามเกลอในพิธีนี้ ถือเป็นตัวแทนของเครื่องมือช่างทุกแขนง สำหรับในการบวงสรวงไหว้ครูช่าง ซึ่งมีพระวิษณุกรรมเป็นประธานของครูเทวดาทั้งหลาย สำหรับตำแหน่งปักหมุดทำเป็นแท่นที่ ๔ ตำแหน่ง กำหนดจากตำแหน่งเสาโครงสร้างหลัก ๔ มุมของพื้นที่กลางพระเมรุมาศ การตอกหมุดเริ่มจากตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเวียนประทักษิณหรือเวียนขวาไปจนครบ ตำแหน่งเริ่มต้นนี้เป็นคติเดียวกันกับการตั้งเสาหรือยกเสาเอกของอาคาร การปักหมุดถือเป็นขั้นตอนแรกของการก่อสร้างอาคารคือเป็นการกำหนดตำแหน่งเสาโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบ สำหรับการก่อสร้าง พระเมรุมาศในครั้งนี้ นอกจากเป็นการปักหมุดวางผังตามกระบวนการก่อสร้างแล้ว ยังเป็นพิธีบวงสรวงบอกกล่าวแก่เทพเทวาในสถานที่และทั่วแผ่นดิน ขออนุญาตดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศ ขอความเป็นสวัสดิมงคลให้การก่อสร้างราบรื่น ปราศจากอุปสรรค สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นการบวงสรวงสักการะดวง พระวิญญาณสมเด็จพระบูรพามหากษัตราธิราช พร้อมกันนี้ ยังถือเป็นการไหว้ครูช่างของคณะทำงานจัดสร้างพระเมรุมาศด้วย ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบ และจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้จัดสร้างตามรูปแบบที่รัฐบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว จึงจัดให้มีพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ฯ ตามโบราณราชประเพณี และจะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโครงสร้างหลัก งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และงานภูมิสถาปัตย์ ตามลำดับ ซึ่งจะดำเนินการให้สมพระเกียรติสูงสุด โดยการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๖๙ จากนั้นรัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป กรมศิลปากรได้ยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม สื่อแนวคิดสะท้อนถึงพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย พระเมรุมาศที่จัดสร้างในครั้งนี้มีส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามอย่างเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน ๗ ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์ สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคตและสื่อถึงพระราชสมัญญา “แม่ของแผ่นดิน” ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือ ฉัตร ๙ ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด
พระเมรุมาศมีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข ๔ ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา ๒ ชั้น ที่ตกแต่งด้วยรูปเทวดาสื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่น สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้านประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า เป็นสีประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพูซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ ซุ้มหน้าบันจัดสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎและสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ส่วนลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม “สิริกิติ์” ฉากบังเพลิง จัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศจัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลมรายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนั้นยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับและรับรองทูตานุทูตตลอดจนแขกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธี
องค์ความรู้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
เรื่อง แหล่งโบราณคดีเมืองงิ้ว
ผู้เรียบเรียง : นายอภิรัตน์ บุตรวงษ์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ผู้ควบคุมงาน: นายกฤษณพงศ์ พูนสวัสดิ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
#หนังสือเด็กดี วันนี้ขอเชิญทุกท่านมาสนุกกับหนังสือเรื่อง #กราบพระบาท
.
หนังสือการ์ตูนนิทาน “กราบพระบาท” คือบันทึกความทรงจำอันงดงามที่ผู้เขียนต้องการส่งต่อให้เด็ก ๆ รุ่นหลังได้รู้จักพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านบทกลอนที่กินใจและภาพวาดที่อ่อนโยนซึ่งเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่น้อมนำพระราชดำรัสและแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเล่าผ่านเรื่องราวความน่ารักของตุ๊กติ๊กและตุ๊บปอง มุ่งเน้นสอนให้เด็กสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซาบซึ้งในคำสอนพ่อ และเรียนรู้การทำความดี
.
น้อง ๆ หนู ๆ หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจ เชิญมาอ่านกันได้ที่ #ห้องหนูรักหนังสือ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา หรือฟังนิทานได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=vzK_VqCpohA
.
บรรณานุกรม
ตุ๊บปอง. กราบพระบาท. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: แปลน ฟอร์ คิดส์, 2560.
เลขเรียกหนังสือ : ย ต629ก
.
แนะนำโดย #ป้าอ้อม นางอุษา ลีลามโนธรรม เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน
กราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
#NLTKORAT #รัชกาลที่9 #นิทานเด็ก #ปลูกฝังคุณธรรม #ความกตัญญู #หนังสือแนะนำ #หนังสือน่าอ่าน #แนะนําหนังสือน่าอ่าน #หนังสือเด็ก #นิทานเด็ก
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ขอเชิญร่วมสนุกกับการตั้งชื่อ + ความหมาย : การ์ตูนสร้างจากแรงบันดาลใจ ส่วนองค์เทวสตรีในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร โดย 5 ชื่อแรกที่ถูกใจคณะกรรมการของพิพิธภัณฑ์ และได้รับคะแนนโหวต จะได้รับการตั้งชื่อให้ตัวละครอะนิเมชั่นต่อไป ทั้งนี้ ชื่อที่ได้รับผลโหวตมากที่สุด จำนวน 1 ท่าน จะได้รับของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร กำหนดปิดรับชื่อ ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เปิดโหวด วันพฤหัสบดีที่ 7 - 9 พฤษภาคม 2569 และแจ้งประกาศผล วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 ติดตามได้ทาง Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet National Museum https://www.facebook.com/kamphaengphetnationalmuseum สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5571 1570
เหม เวชกร (พ.ศ. 2446–2512) เป็นศิลปินและนักประพันธ์ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานทัศนศิลป์และวรรณกรรมสยองขวัญร่วมสมัยของไทย ท่านเกิดในครอบครัวที่มีเชื้อสายขุนนาง ทว่าวิถีชีวิตในวัยเยาว์กลับมีความผันผวนและมิได้เข้ารับการศึกษาด้านศิลปะจากสถาบันหลักโดยตรง หากแต่ใช้วิธีการฝึกฝนด้วยตนเอง และการแสวงหาความรู้จากประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ท่านได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางจิตรกรอาชีพ โดยเริ่มจากการสร้างสรรค์ภาพประกอบโฆษณา ภาพปกหนังสือ ภาพประกอบวรรณคดีไทย และภาพประกอบหนังสือในรูปแบบสัจนิยมที่โดดเด่นด้วยการใช้แสงและเงาอย่างมีมิติ สร้างบรรยากาศลึกลับ และมีชีวิตชีวาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ผลงานอื่นๆ ของเหม เวชกร
ในด้านวรรณกรรม เหม เวชกร ได้รับการยกย่องในฐานะนักประพันธ์เรื่องสั้นแนวสยองขวัญที่มีคุณูปการสูงต่อวงการหนังสือไทย ด้วยการสร้างสรรค์สุนทรียศาสตร์ด้านความสยองขวัญที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยงานเขียนของท่านมุ่งเน้นการบรรยายภาพลักษณ์ของโลกวิญญาณผ่านบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน (ในช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7) ใช้ภาษาที่เรียบง่ายและมีความละเมียดละไมในการพรรณนาบรรยากาศเพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการความกลัวต่อเอง งานเขียนของท่านมิได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความตระหนกขวัญ แต่ยังแฝงไปด้วยปรัชญาความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมและจริยธรรมพื้นฐาน สอดประสานกับการพรรณนาวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมย้อนยุคได้อย่างละเอียดลออ ด้วยเหตุนี้ ผลงานของท่านจึงมิได้เป็นเพียงความบันเทิงประหลาด (The Macabre) แต่ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนมโนทัศน์เรื่องความตายของผู้คนในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพปกหนังสือ เรื่อง ผี!! ผลงานรวมเล่มเรื่องผีขนาดสั้นเล่มแรกของ เหม เวชกร เรื่องผีเรื่องแรกที่เหม เวชกร ได้เขียน ชื่อเรื่อง “ผี!” ตีพิมพ์ในหนังสือเพลินจิตต์ รายเดือน เล่ม 1 ออกเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2476 ต่อมาใน พ.ศ. 2478 ได้มีผลงานรวมเล่มเรื่องผีขนาดสั้นในรูปเล่มขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก ชื่อหนังสือ “ผี!!” จัดพิมพ์โดยคณะเพลินจิตต์ ทั้งนี้จุลศักดิ์ อมรเวช หรือ จุก เบี้ยวสกุล นักเขียนการ์ตูนและนักวาดนิยายภาพชื่อดัง ได้กล่าวถึงผลงานของ เหม เวชกร ไว้ในหนังสือ 100 ปี เหม เวชกร ว่าเป็นเรื่องผีที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดมา แม้ว่าผู้เขียนจะวายชนม์ไปเกือบ 40 ปีแล้ว โดยจากการที่ตนเองได้เสาะหามาอ่านและบันทึกไว้ พบว่าเรื่องผีของเหมมีอยู่ด้วยกันประมาณ 108 เรื่อง เป็นเรื่องผีที่มีบรรยากาศแบบไทยแท้ โดยเห็นได้จากการพรรณนาถึงห้องหับ อาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม ถนนหนทาง ตรอกซอย ตลอดจนการแต่งเนื้อแต่งตัวของผู้คนและบทสนทนาโต้ตอบ คนไทยในสมัยนั้นเป็นอย่างไร ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างหมดจด และในด้านฉากของท้องเรื่อง ทุกสถานที่ในเรื่องผีของเหม เวชกร นั้นล้วนมีอยู่จริง โดยนำมาจากประสบการณ์ของตนเองจากการได้ไปอยู่อาศัยและสัมผัสสภาพชีวิตและกลิ่นอายของท้องถิ่นในยุคนั้น จึงบรรยายออกมาได้อย่างที่นักอ่านมองเห็นภาพทีเดียว
จากเรื่องผีของเหม เวชกร ได้สะท้อนภาพความเป็นอยู่ของผู้คนและสังคมไทยในสมัยนั้น อีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องผีของเหม ไม่ใช่เรื่องผีโหดอำมหิตที่ไล่ล่าคร่าชีวิตของผู้คนอย่างไร้เหตุผล ในจำนวนร้อยกว่าเรื่อง ที่เป็นผีพยาบาทตามล้างแค้นมีเพียงสองสามเรื่องเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องความห่วงหาอาทรของดวงวิญญาณที่มีความผูกพันกับชีวิตโลกมนุษย์จนมิอาจตัดใจจากลาไปได้ง่ายๆ และบางเรื่องก็เป็นเรื่องรักระหว่าง 2 ภพ ที่อ่านแล้วซาบซึ้งตรึงใจไม่น้อย นอกจากนี้สิ่งที่เหมได้สอดแทรกไว้ในเรื่องผีของตนคือเรื่องวัฒนธรรมประเพณีงานบุญพื้นบ้านภาคกลาง ทั้งขั้นตอน พิธีการ ลักษณะอาหารในงานแต่งงาน งานศพ ถูกกล่าวไว้อย่างถูกต้องและเป็นจริงตามยุคสมัย นับเป็นเสน่ห์อีกประการหนึ่ง
ภาพประกอบเรื่องผีของ เหม เวชกร
นอกจากนี้จุดเด่นที่สำคัญจากเรื่องผีของเหม เวชกร คือ ภาพประกอบเรื่องผีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและสร้างบรรยากาศความหลอนในแบบไทยย้อนยุคได้อย่างมีมิติ ด้วยการใช้แสงและเงาเพื่อสร้างอารมณ์ ภาพจำนวนมากใช้โทนมืด ภาพผีมีความสมจริงเชิงกายวิภาค รายละเอียดของใบหน้า ดวงตา และท่าทางที่ดูทั้งน่ากลัวและเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน เสมือนเป็นตัวแทนของอารมณ์ ความทุกข์ และความเชื่อของมนุษย์ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดด้านเครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม และสภาพแวดล้อมแบบไทยในสมัยก่อน ทำให้ภาพผีเหล่านั้นมีคุณค่าทางศิลปะและชาติพันธุ์วิทยาไปพร้อมกัน
ผลงานภาพผีของ เหม เวชกร มีอิทธิพลต่อวงการหนังสือการ์ตูน นิตยสาร และภาพยนตร์สยองขวัญไทยอย่างมาก รูปลักษณ์ของผีไทยหลายแบบที่ผู้คนคุ้นตาในปัจจุบัน ล้วนได้รับอิทธิพลจากการตีความผ่านลายเส้นของท่าน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของเปรตสูงโย่ง กระสือเรืองแสง หรือบรรยากาศบ้านร้างยามค่ำคืน แม้เวลาจะผ่านมาหลายทศวรรษ ผลงานของท่านยังคงได้รับการกล่าวถึงและนำกลับมาศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถถ่ายทอดความกลัวแบบไทยได้อย่างมีเสน่ห์และทรงพลัง
แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
กฤษฏิญา ไชยศรี. เหม เวชกร บรมครูช่างเขียน ผู้บันทึก ‘ความหลอน’ ของสังคมไทยหลัง 2475. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569, จาก https://groundcontrolth.com/blogs/hem-vejakorn
แด่ เหม เวชกร จิตรกรและนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ปาปิรัส, 2535.
100 ปี เหม เวชกร. กรุงเทพฯ: กลุ่มรักษ์ครูเหม, 2545.
เริงไชย พุทธาโร. เหม เวชกร จิตรกรมือเทวดา หลวงสารานุประพันธ์ ราชาเรื่องลึกลับผู้ประพันธ์เพลงชาติไทย. กรุงเทพฯ: ธานธิตรเพรส, 2531.
เหม เวชกร. ปีศาจของไทย: รวมเรื่องเขย่าขวัญชุดสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: วิริยะ, 2546.
ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีที่พิมพ์ : 2527 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กรุงเทพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. ทรงพระราชดำริว่า หัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือเป็นเมืองที่ตั้งมาแต่โบราณกาล บางเมืองบางสมัยถึงได้ใช้เป็นราชธานีในสยามประเทศนี้ ทั้งประกอบด้วยเป็นเมืองที่มีนักปราชญ์ชั้นเอกเลืองลือนาม ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ ความสามารถในศิลปวิทยาการต่างๆ จะเห็นได้จากหลักฐานคือโบราณวัตถุที่ได้ประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นด้วยฝีมืออันประณีตบรรจงของนายช่างผู้เชี่ยวชาญสมัยโบราณซึ่งยังมีเป็นพยานอยู่ในบัดนี้ตามที่ปรากฏแล้วและที่ค้นพบใหม่อยู่เป็นเนืองๆ
virtualhistoricalpark.finearts.go.th/phanomrung
ถัดจากทางดำเนินเป็นสะพานนาคราชชั้นที่ 1 ก่อด้วยหินทราย ผังเป็นรูปกากบาท กว้าง 8.20 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูงจากทางดำเนิน 1.50 เมตร ด้านหน้าและด้านข้างลดชั้นมีอัฒจันทร์รูปปีกกาเป็นบันไดทางขึ้นส่วนด้านหลังเป็นชานกว้างเชื่อมต่อกับบันไดทางขึ้นปราสาท เสาและขอบสะพานสลักลวดลายสวยงาม ราวสะพานทำเป็นรูปนาคห้าเศียร หันหน้าออกแผ่พังพานทั้งสี่ทิศ ลวดลายประดับรัศมีนาคเป็นแผ่นสลักลายในแนวนอนซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมในศิลปะเขมรแบบนครวัด อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ทางทิศเหนือของสะพานมีทางเดินไปสู่สระน้ำปากปล่องภูเขาไฟ ก่อขอบทางเดินสองข้างด้วยศิลาแลง ถมด้วยดินอัดแน่น
กลางสะพานนาคราชมีลายสลักดอกบัวแปดกลีบล้อมรอบด้วยยันต์ขีดเป็นเส้นคู่ขนานไปกับราวสะพาน หัวยันต์ขมวดเป็นรูปกลีบดอกบัวซึ่งอาจหมายถึงยันต์สำหรับประกอบพิธีกรรมหรือเป็นจุดกำหนดที่ผู้มาสักการะตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพเจ้า ส่วนดอกบัวแปดกลีบอาจหมายถึงเทพประจำทิศทั้งแปดในศาสนาฮินดู นอกจากนี้สะพานนาคราชอาจเปรียบได้กับสะพานเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า โดยราวสะพานรูปนาคเทียบได้กับสายรุ้งซึ่งคนโบราณมักเปรียบว่าเป็นงู (นาค) หลากสีที่ชูหัวขึ้นไปยังท้องฟ้าหรือกำลังดื่มน้ำจากทะเล และบ่อยครั้งที่เกิดรุ้งกินน้ำคู่ซึ่งแสดงถึงทางเดินของเทพเจ้าไปสู่ท้องฟ้า จึงอาจเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างนาคราวสะพานอันเปรียบเสมือนตัวแทนของทางเดินแห่งเทพเจ้าที่จำลองมาไว้บนโลกมนุษย์
อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ