ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,945 รายการ

วินยธรสิกฺขาปทวินิจฺฉย (วินยสิกฺขาปทวินิจฺเฉยฺย)  ชบ.บ.96/1-2  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.307/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 124  (287-301) ผูก 1ก (2565)หัวเรื่อง : อาการวตฺตสุตฺต(อาการวัตตสูตร)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม




ชื่อผู้แต่ง                  ม.ร.ว ปฐม  คเนจร ชื่อเรื่อง                   ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์ ครั้งที่พิมพ์               - สถานที่พิมพ์             ม.ป.ท สำนักพิมพ์               ม.ป.พ ปีที่พิมพ์                  ๒๕๖๒ จำนวนหน้า              ๒๔     หน้า รายละเอียด              หนังสือที่ขออนุญาตจัดพิมพ์เพื่อเป็นอนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นาย วิจิตร  ศักดิ์ สาระโสภณ ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์ หม่อมอมรวงศ์วิจิตร                   (ม.ร.ว. ปฐม คเนจร )เรียบเรียงขึ้นในสมัยรัชการที่ 5  ขณะดำรงตำแหน่ง เลขานุการมณฑลลาวกาว พ.ศ.๒๔๔๓ โดยเรียบเรียงจากสมุดข่อยและเอกสาร                    สำคัญเก่าแก่ที่บรรดาหัวเมืองได้รวบรวมไว้


พระเปิม พระเปิม เป็นหนึ่งในพระพิมพ์ดินเผาที่มีชื่อเสียงของเมืองลำพูน คำว่าเปิม ในภาษาท้องถิ่นภาคเหนือแปลว่า แบน พระเปิม ส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างราว ๒.๕- ๓ เซนติเมตร สูง ๔ เซนติเมตร คล้ายกับพระคงซึ่งเป็นพระพิมพ์แสดงปางมารวิชัย พระเศียรโล้น ไม่มีพระเกตุมาลา ครองจีวรห่มคลุมเรียบบางแนบพระวรกาย  ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานมีกลีบบัว รองรับด้วยแนวเส้นตรง ๒ - ๓ เส้น เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มปรกโพธิ์ ลักษณะรูปแบบของพระเปิม จะแตกต่างไปจากพระคงคือ พระพักตร์จะชัดเจนกว่า และไม่มีเส้นประภาวลี หรือรัศมีรอบพระวรกาย มีชายสบงแผ่ออกมาเป็นรูปครึ่งวงกลมออกมาระหว่างพระเพลา ลักษณะการประทับนั่งแบบขัดสมาธิเพชรที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปในศิลปะพุกามที่มีรูปแบบจากพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในศิลปะอินเดียแบบปาละและคุปตะที่ปรากฏในพระพุทธรูป และพระพิมพ์ชนิดอื่นๆในวัฒนธรรมหริภุญไชย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ พระเปิม ข้อมูลส่วนใหญ่ต่างกล่าวว่าพบที่กรุวัดดอนแก้ว ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่บริเวณทิศตะวันออกของวัดต้นแก้ว ตรงข้ามแม่น้ำกวง หน้าวัดพระธาตุหริภุญไชย ปรากฏในตำนานว่าเป็นที่พระนางจามเทวีให้สร้างขึ้น เรียกว่า วัดอรัญญิกรัมการาม ซึ่งพบโบราณวัตถุประเภทอื่นๆ เช่น ศิลาจารึก อักษรมอญโบราณ และพระพุทธรูปหินทรายศิลปะหริภุญไชย อ้างอิง บัณฑิต  เนียมทรัพย์. “พระพิมพ์ที่พบในจังหวัดลำพูน” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๙.สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะหริภุญไชย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๗           อัศวี ศรจิตติ. “พระพิมพ์สกุลลำพูน”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑.


การสำรวจศิลปกรรมประเภทแกะสลักหินทรายบนทับหลัง โบราณสถานประเภท อโรคยาศาล..."ปราสาทโคกงิ้ว" โดย นายรัชฎ์ ศิริ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส ปราสาทโคกงิ้ว หมู่ที่ ๓ บ้านโคกงิ้ว ตำบลปะคำ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘และกำหนดขอบเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๐ ตอนที่ ๓๖ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๖ พื้นที่โบราณสถาน ๑ ไร่ ๓ งาน ๘๗ ตารางวา องค์ประกอบของโบราณสถาน ๑.ปรางค์ประธาน เป็นปรางค์ขอมสร้างด้วยศิลาแลง แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตรัสย่อมุม มีขนาดประมาณ ๕x๕ เมตร มีประตูทางด้านทิศตะวันออก อีก ๓ ด้านเป็นประตูหลอก อยู่ในสภาพพังทลายเหลือเพียงฐาน ๒.บรรณาลัย ก่อด้วยศิลาแลง ขนาดประมาณ ๔x๗ เมตร ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน จากการขุดแต่งทางโบราณคดี พบทับหลังแกะสลักหินทรายรูปคชลักษมี ซึ่งหล่นอยู่ภายในบรรณาลัย และได้นำไปเก็บไว้ เพื่อจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ๓.กำแพงแก้วและซุ้มประตู กำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลง มีขนาดประมาณ ๒๕x๒๕ เมตร มีซุ้มประตูหินทราย(โคปุระ)อยู่ทางด้านทิศตะวันออก ก่อด้วยศิลาแลง ๔.สระน้ำประจำโบราณสถาน ตั้งอยู่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกกำแพงแก้ว เป็นสระดินขนาดประมาณ ๑.๐๐x๑.๕๐ เมตร



-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ: แรกมีสุขาภิบาลในภาคเหนือ -- ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่ท้องที่ต่างๆ ตามหัวเมืองทั่วประเทศมีความเจริญมากขึ้น มีผู้คนอาศัยอยู่มากขึ้น ซึ่งการที่จะบำรุงรักษาและซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภค รวมถึงรักษาความสะอาดในเมืองต่างๆ นั้น หากจะต้องพึ่งพางบประมาณจากทางราชการแต่เพียงอย่างเดียวคงจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริว่า ควรมีการเก็บภาษีในท้องที่ แล้วนำเงินภาษีนั้นไปบำรุงซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภค และรักษาความสะอาดในท้องที่ของตน แนวพระราชดำรินี้เป็นที่มาของ “การสุขาภิบาล” อันเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เก่าแก่ที่สุดของไทย โดยได้มีการจัดตั้งสุขาภิบาลในท้องถิ่นแห่งแรกขึ้นที่ตำบลท่าฉลอม เมืองสมุทรสาคร เมื่อปี พ.ศ. 2448 จากนั้นได้มีการตรา “พระราชบัญญัติจัดการศุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127” เมื่อปี พ.ศ. 2451 เพื่อเป็นการขยายการสุขาภิบาลไปตามหัวเมืองในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ รวมถึงในภาคเหนือด้วย โดยสุขาภิบาลแห่งแรกในภาคเหนือ คือ สุขาภิบาลตำบลตลาดท่าอิฐ เมืองพิชัย (ปัจจุบันคือจังหวัดอุตรดิตถ์) สุขาภิบาลแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร? ข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุมีคำตอบ จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งสุขาภิบาลที่ตลาดท่าอิฐนั้น เราสามารถพบได้จากเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงมหาดไทย เรื่อง ศุขาภิบาลตำบลท่าอิฐ เมืองพิไชย (สะกดตามต้นฉบับ) ซึ่งระบุว่า ในเดือนมกราคม ร.ศ. 128 (นับอย่างปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ. 2453) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ทรงได้รับใบบอกจากพระยาอุไทยมนตรี ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก ความว่า พระพิบูลย์สงคราม ผู้ว่าราชการเมืองพิไชยได้ชี้แจงแก่บรรดาพ่อค้าในเมืองพิไชยถึงความสำคัญของการสุขาภิบาล จนหัวหน้าราษฎรเห็นชอบว่าควรจะจัดตั้งขึ้น พระพิบูลย์สงครามจึงประชุมคณะกรรมการพิเศษ พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และราษฎร ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่าควรจัดการสุขาภิบาลเฉพาะในตำบลตลาดท่าอิฐก่อน และในการจัดการนั้นจะต้องดำเนินงานดังต่อไปนี้ 1. การรักษาความสะอาด 2. จุดโคมไฟตามถนน 3. ซ่อมแซมถนนที่ชำรุดให้ดีขึ้น ทั้งนี้คณะกรรมการได้คำนวณค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้ง 3 ข้อ รวมเป็นเงิน 2,812 บาท เมื่อรวมกับข้อมูลจากการสำรวจบ้านเรือนราษฎรในเขตสุขาภิบาล และข้อมูลการเก็บภาษีโรงร้านในเขตสุขาภิบาลที่ผ่านมา จึงกำหนดอัตราการเก็บภาษีเรือนโรงร้านใหม่เพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อการจัดการสุขาภิบาล โดยแบ่งอัตราการเก็บภาษีเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. เรือนโรงร้านที่มีสินค้าแต่ไม่เสียค่าเช่า เก็บห้องละ 3 บาท ต่อปี 2. เรือนโรงร้านที่ต้องเสียค่าเช่า เก็บห้องละ 1 ใน 10 ของค่าเช่ารายปี 3. เรือนโรงร้านที่ไม่ได้ไว้สินค้าหรือจำหน่ายสินค้าและไม่เสียค่าเช่า เก็บตารางวาละ 15 สตางค์ต่อปี จากความในใบบอกฉบับนี้ กรมหลวงดำรงราชานุภาพทรงมีพระดำริว่า การจัดการสุขาภิบาลของพระพิบูลย์สงครามเป็นการถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตออกประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขาภิบาลตำบลตลาดท่าอิฐ เมืองพิชัย และประกาศแก้อัตราเก็บเงินภาษีเรือนโรงร้านในเขตสุขาภิบาลตำบลตลาดท่าอิฐ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ออกประกาศทั้ง 2 ฉบับเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453) และเริ่มจัดการสุขาภิบาลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ร.ศ. 129 เป็นต้นไปผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: 1. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงมหาดไทย ร.5 ม. 12.2/9 เรื่อง ศุขาภิบาลตำบลท่าอิฐ เมืองพิไชย [19 – 21 พ.ค. 129]2. “ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดศุขาภิบาลตลาดท่าฉลอมเมืองสมุทสาคร.” (ร.ศ. 124) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 22 (18 มีนาคม): 1155-1156.3. “พระราชบัญญัติจัดการศุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127.” (ร.ศ. 127). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 (13 กันยายน): 668-673.#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


ชื่อเรื่อง                                    มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (หิมพานต์-นครกัณฑ์)สพ.บ.                                       สพ.บ.421/5หมวดหมู่                                  พระพุทธศาสนาภาษา                                       บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง                                     พุทธศาสนา                                                ชาดก                                                เทศน์มหาชาติ ประเภทวัสดุ/มีเดีย                    คัมภีร์ใบลานลักษณะวัดุ                                40 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก              เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับชาดทึบ-ทองทึบ-ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


       50Royalinmemory ๒๑ มิถุนายน ๒๔๐๕ (๑๖๐ ปีก่อน) - วันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ [พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๔ พระองค์เจ้าชั้นเอก]       พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอก (สกุลเดิม โรจนดิศ) (พระนามเดิม : พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร) ดำรงพระอิสริยยศ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ มีพระโอรส-ธิดา ๓๗ พระองค์ สิ้นพระชนม์วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๖ พระชันษา ๘๑ ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล ดิศกุล ณ อยุธยา (ดูเพิ่มเติมใน กรมศิลปากร, ราชสกุลวงศ์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๔, (กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๕๔), ๗๐ - ๗๑.)       Cigarette Cards ชุดเจ้านายไทย (๑ สำรับ ประกอบด้วย พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระฉายาสาทิสลักษณ์ และรูปเขียนคล้ายพระรูปพระบรมวงศานุวงศ์บนแผ่นกระดาษ จำนวน ๕๐ รูป) ลำดับที่ ๑๒ โดยบริษัท ยาสูบซำมุ้ย จำกัด (SUMMUYE & CO) ผลิตราวปี พ.ศ. ๒๔๗๗ (หมายเลขทะเบียน ๒/๒๕๑๖/๑) มีประวัติระบุว่า คุณหลวงฉมาชำนิเขต มอบให้เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๖     (เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ / เทคนิคภาพ อริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร)


นิทรรศการและอีเวนท์ที่จัดขึ้นในไทย เพื่อให้ทุกท่านสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดซากะ (Saga) ตั้งแต่วันพุธที่ 14 กันยายน  2565 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับนิทรรศการจัดแสดงเซรามิกของไทยและญี่ปุ่น ในหัวข้อ ”เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก”  และยังมีอีเวนท์ที่เกี่ยวข้อง “งานประชาสัมพันธ์จังหวัดซากะ TRIP to SAGA”     ขอเชิญทุกท่านมาตามรอยประวัติศาสตร์เครื่องเคลือบอาริตะยากิ (Arita-yaki) ที่ผลิตในเมืองอาริตะจังหวัดซากะ ผ่านงานนิทรรศการ และสัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยว อาหาร และหัตถกรรมดั้งเดิมของจังหวัดซากะ ผ่านอีเวนท์ประชาสัมพันธ์ของจังหวัดภายในงาน   ภาพรวมงานนิทรรศการ นิทรรศการพิเศษของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เรื่อง ”เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” ระยะเวลาจัดงาน:ระหว่างวันพุธที่ 14 กันยายน – วันพุธที่ 14 ธันวาคม  2565 สถานที่จัดงาน: ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร     ภาพรวมงานอีเวนท์ที่เกี่ยวข้อง “งานประชาสัมพันธ์จังหวัดซากะ TRIP to SAGA” วันและเวลาจัดงาน:ระหว่างวันพุธที่ 14 กันยายน - วันศุกร์ที่ 16 กันยายน  2565  เวลา 10:00-16:00 น. สถานที่จัดงาน:ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (เข้าร่วมกิจกรรมฟรี!) กิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน อาทิ - การแสดงบนเวที  การบรรเลงเครื่องดนตรีดั้งเดิมของญี่ปุ่น “ซัตสึมะบิวะ” และ “ขลุ่ย” จำนวนรอบแสดง:  วันละ 2 รอบ (เริ่ม 11:00 น. และ 13:00 น.)   - เวิร์กชอปเกี่ยวกับเครื่องเคลือบอาริตะยากิ 1. กิจกรรมลงสีจาน ใช้เวลาในการร่วมกิจกรรม:  ประมาณ 120 นาที จำนวนผู้ร่วมกิจกรรม:20  ท่านแรกต่อวัน จำนวนรอบ:วันละ 1 รอบ(12:00-14:00 น.) * เข้าร่วมกิจกรรมฟรี แต่ต้องแสดงบัตรเข้าชมนิทรรศการ * จานที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมลงสีแล้วจะถูกนำไปอบให้สีอยู่ตัว และจัดส่งทางไปรษณีย์ประมาณ 1 สัปดาห์    2. การทำเครื่องประดับจากเศษกระเบื้อง ใช้เวลาในการร่วมกิจกรรม:15 นาที จำนวนผู้ร่วมกิจกรรม:60 ท่านแรกต่อวัน * เข้าร่วมกิจกรรมฟรี แต่ต้องแสดงบัตรเข้าชมนิทรรศการ   - และยังมีจำหน่ายเครื่องเคลือบอาริตะยากิ  พร้อมทั้งลองชิมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของจังหวัดซากะ   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.jnto.or.th/.../2022/pdf/PR_trip_to_SAGA_2022.pdf  #佐賀県有田焼展覧会バンコク国立博物館  #SagaAritaThaiceramicexhibitionBangkokNationalmuseum #นิทรรศการไทยญี่ปุ่นเซรมิกอาริตะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร



#มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๔ กันยายน ๒๔๐๕ วันประสูติพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา.พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าสาย ประสูติเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๔๐๕ เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี ประสูติแต่หม่อมจีน (ต่อมาหม่อมจีนได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าจอมมารดาจีน).หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ เมื่อประสูติ ประทับอยู่ที่วังของพระบิดา โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร เป็นผู้อภิบาล มีพระโสทรเชษฐภคินีสองพระองค์ และได้รับราชการฝ่ายในเป็นพระอรรคชายาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกันทั้งสามพระองค์ คือ หม่อมเจ้าบัว ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี มีพระอิสริยยศเป็นพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค ต่อมาได้ทรงกรมเป็นกรมขุนอรรควรราชกัลยา, หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี มีพระอิสริยยศเป็นพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ และหม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ มีพระอิสริยยศเป็นพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ต่อมาได้ทรงกรมเป็นกรมขุนสุทธาสินีนาฏ.พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ทรงรับราชการฝ่ายในเป็นพระภรรยาเจ้าทรงอิสริยยศเป็นพระมเหสี ตำแหน่ง พระอรรคชายาเธอ มีหน้าที่ควบคุมดูแลห้องพระเครื่องต้น ของเสวยคาวหวาน อีกทั้งทรงเป็นผู้ที่ตั้งโรงเลี้ยงเด็กขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย บริเวณตำบลสวนมะลิ ถนนบำรุงเมือง อุทิศพระกุศลประทานพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ที่สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงรับเด็กกำพร้าและเด็กยากจนมาเลี้ยงดู สอนให้เล่าเรียน และฝึกวิชาชีพทั้งหญิงและชาย ทรงเป็นองค์อุปนายิกาสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย) ในสมัยหนึ่งอีกด้วย ในรัชกาลที่ ๗ ทรงสถาปนาเป็นพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา.พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา มีพระประสูติการพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งหมด ๔ พระองค์ เป็นพระราชโอรส ๑ พระองค์ เป็นพระราชธิดา ๓ พระองค์ ทั้งหมดเดิมมีพระอิสริยยศเป็น "พระองค์เจ้า" ภายหลังได้รับพระราชทานพระอิสริยยศขึ้นเป็น "สมเด็จเจ้าฟ้า" ดังนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญาและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ทรงเป็นพระสุณิสา และพระราชมารดาในพระราชนัดดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔.พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๗ ณ ตำหนักในสวนสุนันทา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๒ สิริพระชันษา ๖๖ ปี.ภาพ : พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา



black ribbon.