ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,047 รายการ

เลขทะเบียน  นม.บ.15/ข/1ก


       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ขอเชิญชวนผู้ปกครอง พาลูกหลานมาเรียนรู้และร่วมสนุกในช่วงปิดเทอมนี้ กับกิจกรรม "สนุกคิดสร้างสรรค์ ตามรอยวิถีชาวนาไทย" ที่สืบสานวิถีชาวนาไทยแบบสร้างสรรค์ กิจกรรมมีตลอดเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568 พบกับกิจกรรมพิเศษที่ห้ามพลาด! ระบายสีถุงผ้า, ดินน้ำมันปั้นโมเดล วิถีชาวนา, ม้าก้านกล้วย, ต่อจิ๊กซอว์ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์)         มาเติมเต็มวันว่างให้มีค่า ได้ทั้งความรู้และความสุขกันได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6116 Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย สุพรรณบุรี Thai Farmers National Museum https://www.facebook.com/ThaiFarmersNationalMuseum  




สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง           วันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๒๗ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้า ฯ รับเสด็จ          ในการนี้ ทรงสุหร่ายหมุด และเครื่องมือช่าง จากนั้นพระราชทานหมุดให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำไปตอกหมุดทั้ง ๔ ทิศ ตัวหมุดทำจากไม้มงคล คือ ไม้สัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔ เซนติเมตร ยาว ๒๙ เซนติเมตร เหลาปลายแหลมด้านหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ตอก คือ ไม้สามเกลอ ทำจากไม้สักเช่นกัน ความยาว ๓๙ เซนติเมตร ทำมือจับสามด้าน สามเกลอเป็นเครื่องมือสำหรับตอกเสาหรือเสาเข็มไม้ลงพื้นดิน สำหรับการก่อสร้างอาคารจะมีขนาดใหญ่ จึงทำมือจับไว้สามด้าน สำหรับให้ช่างก่อสร้างช่วยกันจับและตอกเป็นจังหวะพร้อมกัน จึงเรียกว่า “สามเกลอ” ไม้สามเกลอในพิธีนี้ ถือเป็นตัวแทนของเครื่องมือช่างทุกแขนง สำหรับในการบวงสรวงไหว้ครูช่าง ซึ่งมีพระวิษณุกรรมเป็นประธานของครูเทวดาทั้งหลาย สำหรับตำแหน่งปักหมุดทำเป็นแท่นที่ ๔ ตำแหน่ง กำหนดจากตำแหน่งเสาโครงสร้างหลัก ๔ มุมของพื้นที่กลางพระเมรุมาศ การตอกหมุดเริ่มจากตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเวียนประทักษิณหรือเวียนขวาไปจนครบ ตำแหน่งเริ่มต้นนี้เป็นคติเดียวกันกับการตั้งเสาหรือยกเสาเอกของอาคาร การปักหมุดถือเป็นขั้นตอนแรกของการก่อสร้างอาคารคือเป็นการกำหนดตำแหน่งเสาโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบ สำหรับการก่อสร้าง พระเมรุมาศในครั้งนี้ นอกจากเป็นการปักหมุดวางผังตามกระบวนการก่อสร้างแล้ว ยังเป็นพิธีบวงสรวงบอกกล่าวแก่เทพเทวาในสถานที่และทั่วแผ่นดิน ขออนุญาตดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศ ขอความเป็นสวัสดิมงคลให้การก่อสร้างราบรื่น ปราศจากอุปสรรค สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นการบวงสรวงสักการะดวง พระวิญญาณสมเด็จพระบูรพามหากษัตราธิราช พร้อมกันนี้ ยังถือเป็นการไหว้ครูช่างของคณะทำงานจัดสร้างพระเมรุมาศด้วย         ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบ และจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้จัดสร้างตามรูปแบบที่รัฐบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว จึงจัดให้มีพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ฯ ตามโบราณราชประเพณี และจะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโครงสร้างหลัก งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และงานภูมิสถาปัตย์ ตามลำดับ ซึ่งจะดำเนินการให้สมพระเกียรติสูงสุด โดยการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๖๙ จากนั้นรัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป         กรมศิลปากรได้ยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม สื่อแนวคิดสะท้อนถึงพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย พระเมรุมาศที่จัดสร้างในครั้งนี้มีส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามอย่างเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน ๗ ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์ สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคตและสื่อถึงพระราชสมัญญา “แม่ของแผ่นดิน” ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือ ฉัตร ๙ ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด          พระเมรุมาศมีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข ๔ ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา ๒ ชั้น ที่ตกแต่งด้วยรูปเทวดาสื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่น สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้านประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า เป็นสีประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพูซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ ซุ้มหน้าบันจัดสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎและสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ส่วนลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม “สิริกิติ์” ฉากบังเพลิง จัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง          ภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศจัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลมรายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนั้นยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับและรับรองทูตานุทูตตลอดจนแขกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธี


องค์ความรู้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี เรื่อง แหล่งโบราณคดีเมืองงิ้ว ผู้เรียบเรียง : นายอภิรัตน์ บุตรวงษ์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้ควบคุมงาน: นายกฤษณพงศ์ พูนสวัสดิ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี



ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีที่พิมพ์ : 2527 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กรุงเทพ      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. ทรงพระราชดำริว่า หัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือเป็นเมืองที่ตั้งมาแต่โบราณกาล บางเมืองบางสมัยถึงได้ใช้เป็นราชธานีในสยามประเทศนี้ ทั้งประกอบด้วยเป็นเมืองที่มีนักปราชญ์ชั้นเอกเลืองลือนาม ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ ความสามารถในศิลปวิทยาการต่างๆ จะเห็นได้จากหลักฐานคือโบราณวัตถุที่ได้ประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นด้วยฝีมืออันประณีตบรรจงของนายช่างผู้เชี่ยวชาญสมัยโบราณซึ่งยังมีเป็นพยานอยู่ในบัดนี้ตามที่ปรากฏแล้วและที่ค้นพบใหม่อยู่เป็นเนืองๆ




virtualhistoricalpark.finearts.go.th/phanomrung        ถัดจากทางดำเนินเป็นสะพานนาคราชชั้นที่ 1 ก่อด้วยหินทราย ผังเป็นรูปกากบาท กว้าง 8.20 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูงจากทางดำเนิน 1.50 เมตร ด้านหน้าและด้านข้างลดชั้นมีอัฒจันทร์รูปปีกกาเป็นบันไดทางขึ้นส่วนด้านหลังเป็นชานกว้างเชื่อมต่อกับบันไดทางขึ้นปราสาท เสาและขอบสะพานสลักลวดลายสวยงาม ราวสะพานทำเป็นรูปนาคห้าเศียร หันหน้าออกแผ่พังพานทั้งสี่ทิศ ลวดลายประดับรัศมีนาคเป็นแผ่นสลักลายในแนวนอนซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมในศิลปะเขมรแบบนครวัด อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ทางทิศเหนือของสะพานมีทางเดินไปสู่สระน้ำปากปล่องภูเขาไฟ ก่อขอบทางเดินสองข้างด้วยศิลาแลง ถมด้วยดินอัดแน่น        กลางสะพานนาคราชมีลายสลักดอกบัวแปดกลีบล้อมรอบด้วยยันต์ขีดเป็นเส้นคู่ขนานไปกับราวสะพาน หัวยันต์ขมวดเป็นรูปกลีบดอกบัวซึ่งอาจหมายถึงยันต์สำหรับประกอบพิธีกรรมหรือเป็นจุดกำหนดที่ผู้มาสักการะตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพเจ้า ส่วนดอกบัวแปดกลีบอาจหมายถึงเทพประจำทิศทั้งแปดในศาสนาฮินดู นอกจากนี้สะพานนาคราชอาจเปรียบได้กับสะพานเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า โดยราวสะพานรูปนาคเทียบได้กับสายรุ้งซึ่งคนโบราณมักเปรียบว่าเป็นงู (นาค) หลากสีที่ชูหัวขึ้นไปยังท้องฟ้าหรือกำลังดื่มน้ำจากทะเล และบ่อยครั้งที่เกิดรุ้งกินน้ำคู่ซึ่งแสดงถึงทางเดินของเทพเจ้าไปสู่ท้องฟ้า จึงอาจเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างนาคราวสะพานอันเปรียบเสมือนตัวแทนของทางเดินแห่งเทพเจ้าที่จำลองมาไว้บนโลกมนุษย์


อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ 




อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 30 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด




วัสดุ สำริด อายุสมัย สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ 2,500 – 1,800 ปีมาแล้ว) สถานที่พบ พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านดอกล้ำ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด กำไลสำริดรูปทรงกลม ปลายวงทั้งสองข้างไม่จรดกัน ปลายข้างหนึ่งมีปุ่มอยู่ปลายวง อีกปลายหนึ่งเป็นลายขดก้นหอย 4 วง ตัววงทำเป็นลายคล้ายเกลียวเชือก


black ribbon.