ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,025 รายการ

หมวดหมู่                        พุทธศาสนาภาษา                            บาลี/ไทยหัวเรื่อง                          วรรณกรรมพุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    50 หน้า : กว้าง 4 ซม. ยาว 57 ซม. บทคัดย่อ                      เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับชาดทึบ ได้รับบริจาคมาจากพระอธิการเด่น ปญฺญาทีโป วัดคิรีรัตนาราม  ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินการอนุรักษ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2534


หมวดหมู่                        พุทธศาสนาภาษา                            บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง                          ธรรมเทศนา                                    อานิสงส์ประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    10 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 59 ซม. บทคัดย่อ                      เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับชาดทึบ ได้รับบริจาคมาจากพระอธิการเด่น ปญฺญาทีโป วัดคิรีรัตนาราม  ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินการอนุรักษ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2534  




เลขทะเบียน : นพ.บ.11/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  64 หน้า  ; 4 x 56 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 7 (74-82) ผูก 1หัวเรื่อง : จูฬวคฺคปาลิ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อผู้แต่ง          แปลก  พิบูลสงคราม,จอมพล ชื่อเรื่อง           ประวัติศาสตร์สุโขทัย ภาค 1 ครั้งที่พิมพ์        - สถานที่พิมพ์      กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์        บริษัทไทยบริการ จำกัด ปีที่พิมพ์          2498 จำนวนหน้า      285  หน้า รายละเอียด           หนังสือ ประวัติศาสตร์สุโขทัย ภาค 1  เป็นหนังสือที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม) ได้จัดพิมพ์แจกเนื่องในวาระคล้ายวันเกิด          14 กรกฎาคม พุทธศักราช 2498 เนื้อหาภายในเล่มประกอบด้วย สมัยสุโขทัยซึ่งเป็นสมัยแรก ในประวัติศาสตร์ที่ไทยเริ่มตั้งตัวได้เป็นหลักฐานในดินแดน      อันแน่นอน ไม่ต้องเร่ร่อนพเนจรอพยพเหมือนสมัยก่อน เป็นสมัยแรกที่มีศิลาจารึก มีศิลปะทั้งด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่า      ที่พึงสงวนไว้ เพื่อช่วยกันรับผิดชอบในความเสื่อมความเจริญของประเทศชาติ ด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยที่เคยรุ่งเรืองมาแล้วเพื่อเผยแพร่ความรู้     ที่เป็นประโยชน์แก่พี่น้องร่วมชาติอย่างกว้างขวาง  จะได้เป็นแรงจูงใจให้ร่วมกันสามัคคี เพื่อสร้างความเจริญแก่ประเทศชาติทุกวิถีทางและจะได้อยู่ในความ   ทรงจำและเป็นเครื่องเตือนใจให้กับคนไทยทุกๆ คนตลอดไป      


ชื่อผู้แต่ง        :  ศิลปากร,กรมชื่อเรื่อง         :   ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของกรมศิลปากรครั้งที่พิมพ์      :  พิมพ์ครั้งที่เจ็ดสิบสองสถานที่พิมพ์    :   กรุงเทพมหานครสำนักพิมพ์      :   โรงพิมพ์ไทยแบบเรียนปีที่พิมพ์         :   ๒๕๑๘จำนวนหน้า     :   ๑๐๖ หน้าหมายเหตุ        :  พิมพ์เป็นอนุสรณืในงานฌาปนกิจศพ  นางปาหนัน  คุ้มภัย  ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส  วันที่  ๑๖  มีนาคม พทธศักราช ๒๕๑๘                     เรื่องประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของกรมศิลปากร มีเรื่องต่างๆ รวม ๕  เรื่องคือ ๑.ประเพณีทำบุญ ๒.ประเพณีเลี้ยงลูก ๓.ประเพณีบวชนาค๔.ประเพณีแต่งงาน ๕.ประเพณีทำศพ  


 ชื่อผู้แต่ง  :  วรรณิภา  ณ สงขลา   ชื่อเรื่อง  :  การอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง   ปีที่พิมพ์  :  ๒๕๒๘   ครั้งที่พิมพ์  :  -   สถานที่พิมพ์  : กรุงเทพฯ   สำนักพิมพ์  :  อมรินทร์การพิมพ์   จำนวนหน้า  :  ๑๓๐ หน้า   หมายเหตุ  :  กรมศิลปากร จัดพิมพ์เนื่องในโอกาส การจัดนิทรรศการ การอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง พระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม การอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง เป็นหนังสือวิชาการที่ให้ความรู้ ด้านการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังโดยตรง จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อถวายท่านเจ้าอาวาสวัดที่มีจิตรกรรมฝาผนังทั่วประเทศ  


ชื่อเรื่อง : สุภาษิตต่าง ๆ ตายแล้วไปไหน ความขบขัน การแต่งงาน ลักษณะของคน รัฐบุรุษคนสำคัญในปัจจุบัน มนุสสปฏิวัติ ชื่อผู้แต่ง : วิจิตรวาทการ, พล.ต. หลวง ปีที่พิมพ์ : 2504 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภา จำนวนหน้า : 288 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ได้รวมรวมปาฐกถาของ พล.ต. หลวงวิจิตรวาทการ ทั้งหมด 7 เรื่อง ประกอบด้วย 1. เรื่องสุภาษิตต่าง ๆ สุภาษิตที่นำมากล่าวมีที่มาจากหลายชาติหลายภาษา โดยได้อธิบายถึงความหมายและคติสอนใจ 2. เรื่องตายแล้วไปไหน ความตายเป็นธรรมชาติอันหนึ่งซึ่งไม่มีใครหนีพ้น ดังที่พระพุทธเจ้าให้พึงระลึกไว้ว่า ไม่มีอนุสสติอันใดที่จะให้ผลานิสงส์มากเท่ามรณานุสสติ 3. เรื่องความขบขัน ความขบขันก็มีหลักทางวิชาการ การจะขันเรื่องใดต้องขบให้แตกก่อนว่าเป็นเรื่องน่าขันหรือไม่ บางเรื่องเป็นเรื่องน่าขันสำหรับเราแต่ผู้อื่นไม่ได้มองว่าน่าขัน 4. เรื่องการแต่งงาน เป็นการชี้ให้เห็นถึงมุมมองของการแต่งงานที่มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ๕. เรื่องลักษณะของคน "หน้าที่" เป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ ความรักความซื่อตรงต่อหน้าที่เป็นข้อสำคัญที่จะทำให้คนเป็นคนดี 6. เรื่องรัฐบุรุษคนสำคัญในปัจจุบัน กล่าวถึงรัฐบุรุษที่น่ายกย่อง ได้แก่ เดวาเลรา สตาลิน มุสโสลินี ฮิตเลอร์ มหาตมะคานธี และเยาวหราล เนหรู 7. เรื่องมนุสสปฏิวัติ มนุสสปฏิวัติส่วนสำคัญที่ต้องทำคือการปลูกความขยันขันแข็งในการทำงาน ปลูกความนิยมในงานอาชีพ และเพาะนิสัยพึ่งตนเอง


          สืบเนื่องมาจากในปี พ.ศ. 2528 - 2529 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการทำปุ๋ยหมัก ทำนาและเกี่ยวข้าวที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่มีการเพาะปลูกข้าวมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ถึง 3 ครั้ง (ในขณะนั้น) ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรชาวไทย ในด้านการพัฒนาการทำนา และที่สำคัญพระองค์ทรงเป็นผู้ให้ขวัญกำลังใจแก่ชาวนาไทยอย่างใหญ่หลวง           พระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดสุพรรณบุรีในพระราชกรณียกิจด้านการเกษตร ในช่วงปี พ.ศ. 2528 - 2529 (ก่อนการก่อตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย หลังแรก) รวม 4 ครั้ง ในห้วงเวลาดังกล่าว           ครั้งที่ 1 วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2528 พระองค์ทรงทอดพระเนตรการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา ณ บ้านแหลมสะแก (บึงฉวากในปัจจุบัน) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี           ครั้งที่ 2 วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2528 พระองค์ทรงทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวาและวัชพืชต่าง ๆ เป็นปฐมฤกษ์ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวจังหวัดสุพรรณบุรี และเกษตรกรชาวไทย ตามโครงการรณรงค์จัดทำปุ๋ยหมัก เพื่อพระราชทานแก่เกษตรกรนำไปปรับปรุงคุณภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ณ บ้านแหลมสะแก ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี           ครั้งที่ 3 วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2529 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในการทำนาสาธิตโดยใช้ปุ๋ยหมัก ณ บึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี           ครั้งที่ 4 วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2529 พระองค์ทรงนำพสกนิกรเก็บเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิต ณ บึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อทรงเกี่ยวข้าวแล้วทรงนำข้าวป้อนเข้าเครื่องนวดข้าว ผลปรากฏว่าได้เมล็ดข้าวจำนวน 1,047 กิโลกรัมต่อไร่ หรือไร่ละ 104 ถัง และได้พระราชทานข้าวที่ทรงเกี่ยวแก่เกษตรกรผู้เข้าเฝ้ารับเสด็จ พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงหว่านข้าวในแปลงนาสาธิตบึงไผ่แขกด้วยพระองค์เอง ทรงถอดรองพระบาท ย่ำท้องนาด้วยพระบาทเปล่า (พระบรมฉายาลักษณ์จากหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสุพรรณบุรี) พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิตบึงไผ่แขกด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นปฐมฤกษ์และเป็นขวัญกำลังใจแก่พสกนิกรเกษตรกรชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี อันเป็นพระมหากรุณาล้นเกล้าล้นกระหม่อม (พระบรมฉายาลักษณ์จากหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสุพรรณบุรี) หมายเหตุ : อนุเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมโดย หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี ภาพจาก หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มาของข้อมูล : Facebook Page : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย Thaifarmersnationalmuseum เผยแพร่ข้อมูลในวันที่ 16 เม.ย. 2563  


สวัสดีค่ะ ขอเชิญชวนน้องๆ และครอบครัว มาท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และร่วมทำกิจกรรมสนุกๆในวันหยุดนี้ร่วมกันค่ะ กิจกรรมสุดพิเศษทุกๆวันเสาร์ อาทิตย์ ประจำเดือนกรกฎาคม "ร้อยกำไลลูกปัด"ฟรี ทุกกิจกรรม




ชื่อเรื่อง : สุบินคำกาพย์ ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2509 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม จำนวนหน้า : 354 หน้า สาระสังเขป : เรื่องสุบินคำกาพย์ เป็นนิทานคติธรรมสอนใจให้เห็นโทษของการทำบาป และคุณของการทำบุญ เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า เมืองสาวัตถีมีนายพรานป่าคนหนึ่งเชี่ยวชาญในการล่าสัตว์ เจ้าเมืองจึงตั้งให้เป็นขุนพฤกษาดูแลป่า มีลูกชายชื่อสุบินกุมาร เมื่อสุบินกุมารอายุได้ 7 ปี บิดาเสียชีวิต ด้วยมีนิสัยฝักใฝ่ในพระธรรม สุบินกุมารจึงขอลานางสุภาคีผู้เป็นมารดาไปบวชเรียนเป็นสามเณร วันหนึ่งพระยมใช้ให้ท้าวจตุโลกบาลไปค้นหามนุษย์ที่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมเพื่อนำมาจารึกชื่อไว้ในแผ่นทองคำ ส่วนคนใจบาปให้บันทึกชื่อไว้ด้วยเลือดในแผ่นหนังสุนัข ท้าวจตุโลกบาลไปพบนางสุภาคีผู้ไม่รู้จักบาปบุญ นางจึงตกนรก สีเหลืองของไฟนรกทำให้นางนึกถึงสีจีวรของลูกจึงได้ร้องขอให้ลูกช่วย  ปรากฏว่ามีดอกบัวบานผุดขึ้นมารับร่างของนางและเกิดฝนสวรรค์ตกลงในนรกทำให้สัตว์นรกได้ทุเลาความร้อนด้วยบุญของเณรสุบิน พระยมจึงให้ส่งนางคืนกลับโลกมนุษย์ เมื่อนางกลับมาได้ตรงไปที่วัดและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นชาวบ้านฟัง คนที่ได้ฟังต่างก็กลัวบาปและกลับใจประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม


THAI CULTURE, NEW SERIES No. 16 THAI MUSIC IN WESTERN NOTATION BY PHRA CHEN DURIYANGA


ชื่อผู้แต่ง        พระอุปัชฌาย์ทอง    มุณีเพ็ชรรัตน์ ชื่อเรื่อง         หนังสือคาระวะ ๗ ประการ ครั้งที่พิมพ์     - สถานที่พิมพ์   - สำนักพิมพ์     - ปีที่พิมพ์        2497           จำนวนหน้า    17   หน้า หมายเหตุ       พิมพ์แจกไว้เป็นที่ระลึกในงานฉลองโรงพระอุโบสถ วัดคลองแห ตำบลคลองแห อำเภอ หาดใหญ่ จังหวัด สงขลา                   หนังสือคาระวะ ๗ ประการ เป็นการรวบรวม จากตำราเก่าๆ พิมพ์แจกเป็นที่ระลึก ในงานฉลองพระอุโบสถวัดคลองแห ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สิ่งที่ควรไหว้และสักการะ ได้แก่ ๑.พุทธะคาระวะตา ๒.ธัมมคาระวะตา ๓.สังฆคาระวะตา  ๔.สิกขะคาระวะตา ๕.สมาธิคาระวะตา ๖.อัปปมาทคาระวะตา  ๗. ปติสันถาระคาระวะตา


black ribbon.