ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,205 รายการ
ที่มาของเอกสาร1. ในประเทศไทยการรับมอบเอกสารจะเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับของรัฐที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการ เช่น พระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 และ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบับเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดวิธีการเก็บและทำลายเอกสาร เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการได้มาซึ่งเอกสารที่สำคัญที่สุด2. การแสวงหา / การขอรับมอบเอกสาร ส่วนใหญ่เป็นเอกสารส่วนบุคคล เอกสารมาจากการบริจาคตามพินัยกรรม องค์กร เอกชน ที่ประสงค์มอบให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติไว้เพื่อประโยชน์ต่อไป3. การซื้อ / แลกเปลี่ยน เป็นการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นหรือประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลครบถ้วน สมบูรณ์ทั้งโดยวิธีการจัดซื้อต้นฉบับ หรือการจัดทำสำเนา หรือการแลกเปลี่ยนเอกสารโดยมีการทำข้อตกลงระหว่างหน่วยงานเอกสารที่อยู่ในครอบครองของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา พบมากที่สุดคือวิธีการที่ 1 ส่วนวิธีการที่ 3 นั้น ยังไม่มีการจัดซื้อเอกสารเพิ่มเติม
องค์ความรู้เรื่อง ก้าวแรกของไทยไปงานมหกรรมโลก
งานมหกรรมโลก (World Exposition) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่างาน Expo ถือเป็นงานแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและดำเนินการจัดมายาวนานกว่า ๑๖๙ ปี จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔ (ค.ศ. ๑๘๕๑) ณ คริสตัล พาเลซ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อมาเป็นงานระดับนานาชาติที่ดำเนินการจัดทุก ๆ ๕ ปี มีระยะเวลาราว ๖ เดือน โดยหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพในหมู่ประเทศภาคีสมาชิกทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชีย งานมหกรรมโลกถือเป็นเวทีที่แสดงศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ เพื่อการนำเสนอนวัตกรรม และความเจริญก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการจากนานาประเทศ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมเรียนรู้พัฒนาการของศาสตร์แขนงต่างๆ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น มรดกทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์มีพระบรมราโชบายในการเปิดความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก มีการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบนานาอารยประเทศ ตลอดจนมีการทำสนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์ (Treaty of Friendship and Commerce) กับประเทศต่างๆ โดยเริ่มจากประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก ใน พ.ศ. ๒๓๙๘ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่า “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ต่อมาจึงมีการตกลงทำสนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์กับประเทศอื่น ๆ อีกรวม ๑๓ ประเทศ
การที่อังกฤษและไทยมีไมตรีต่อกันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยได้เข้าร่วมในงานมหกรรมโลกเป็นครั้งแรกที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๔๐๕ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดสิ่งของต่าง ๆ ไปร่วมจัดแสดง ประกอบด้วย พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ชุดพานทอง ชุดโตกไม้ และเครื่องกระเบื้องหลายชิ้น ฯลฯ แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวข้องกับสิ่งของที่นำไปจัดแสดงและเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้จะมีไม่มากนัก แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันได้แน่ชัดคือ ภาพถ่ายธงช้างเผือกของประเทศสยามที่ปรากฏอยู่ในภาพงานมหกรรมโลกในครั้งนั้น
ครั้นต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๑๐ ประเทศฝรั่งเศสได้มีหนังสือเชิญให้ประเทศไทยเข้าร่วมงานมหกรรมโลกอย่างเป็นทางการที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (Paris Exposition Universelle 1867) โดยงานจัดขึ้น ณ ชองป์ เดอ มารส์ (Champ de Mars) ซึ่งเป็นลานสวนสนามในประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงปารีส ระหว่างวันที่ ๑ เมษายน ถึงวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๐ มีประเทศต่าง ๆ รวม ๔๑ ประเทศและอาณานิคมอื่น ๆ อีกราว ๓๓ แห่ง เข้าร่วมจัดแสดง ภายในงานมีส่วนจัดแสดงนวัตกรรมและสิ่งของแปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลก นำเสนอความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ และมีร้านค้าจำนวนมากจำหน่ายสินค้าและของที่ระลึกจากประเทศต่างๆ นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้จัดแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่และสร้างศาลาไทยตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม มีรูปปั้นช้างเป็นสัญลักษณ์ปรากฏอยู่โดดเด่นที่ด้านหน้า สำหรับแนวคิดตลอดจนสิ่งของต่างๆที่นำไปออกร้านจัดแสดง ณ ศาลาไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้พระสยามธุรานุรักษ์ (ม.เดอเกรอัง) กงสุลไทยประจำกรุงปารีส เป็นผู้แทนพระองค์ดำเนินการทั้งหมด ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือ เรื่อง “ราชอาณาจักรสยาม ในงานแสดงศิลปหัตถกรรม ณ ชองป์ เดอ มารส์ พ.ศ.๒๔๒๑” (กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่า บรรดาสิ่งของที่นำไปจัดแสดงนอกเหนือจากพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีของส่วนพระองค์และของพระราชทานอีกหลายรายการ ได้แก่ เชี่ยนหมากทองคำ เครื่องมุกที่เป็นงานประณีตศิลป์
ของไทย แจกันลงยา ผ้าไหม โบราณวัตถุและศิลปวัตถุหลายรายการ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีงานหัตถกรรมชิ้นเยี่ยมอีกเป็นจำนวนมาก
ในโอกาสเข้าร่วมงานมหกรรมโลกครั้งนี้ประเทศไทยได้รับรางวัลเหรียญทองเชิดชูเกียรติจากการประกวดสินค้าพื้นเมือง และรางวัลเกียรติยศจากการแสดงเรือพระที่นั่งจำลอง นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นมิติใหม่ที่น่ายินดียิ่งและส่งผลให้ประเทศไทยได้เป็นที่รู้จักในเวทีโลกกล่าวกันว่าการแสดงนิทรรศการที่ศาลาไทยแห่งนี้เป็นที่ประทับใจของบรรดาชาวยุโรปที่ได้มีโอกาสสัมผัสความงดงามของศิลปวัฒนธรรมจากดินแดนตะวันออกไกลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
----------------------------------------------
เรียบเรียงโดย นางสาวนันทพร บรรลือสินธุ์
นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
กลุ่มแปลและเรียบเรียง
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก)ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา(หิมพานต์-นครกัณฑ์)
สพ.บ. 421/4ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 38 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
การเดินทางระหว่างบรรทัด EP. 5 จัดทำโดย นางสาวปรัศนีภรณ์ พลายกำเหนิด นักภาษาโบราณปฏิบัติการ
#มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๑๐ วันประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด.พระองค์เจ้าหญิงประไพศรีสะอาด หรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสะอาด เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๗๘ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แสง (สกุลเดิม ปาลกะวงศ์) ธิดาหม่อมเจ้านิ่ม ปาลกะวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๑๐ มีพระโสทรเชษฐภคินีหนึ่งพระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประสานศรีใส.ในรัชกาลที่ ๕ พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด ทรงได้เข้าเป็นสามัญสมาชิกของหอพระสมุดวชิรญาณในพระบรมมหาราชวัง ทั้งยังได้ทรงร่วมนิพนธ์วชิรญาณสุภาษิต ในโอกาสจัดงานฉลองหอพระสมุดวชิรญาณที่ได้ตั้งมาเป็นปีที่ ๘ และพิธีเปิดอาคารใหม่ ณ บริเวณตึกโรงทองเก่า (ปัจจุบันคือ ตึกสำนักราชเลขาธิการ) และเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๐ พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในได้ร่วมกันถวายปัจจัยเพื่อปฏิสังขรณ์วัดราชบุรณราชวรวิหาร พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด ทรงร่วมถวายเงินด้วย.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสะอาด สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๕๓ พระชันษา ๔๔ ปี.ภาพ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด
วันนี้ในอดีต 11 พฤศจิกายน 2451พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเปิดพระบรมรูปทรงม้าพระบรมรูปทรงม้า สร้างขึ้นเนื่องในงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ซึ่งเป็นพิธีที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และสมโภชสิริราชสมบัติ ในมหามงคลสมัยที่ทรงครองแผ่นดินครบ 40 ปี ซึ่งยาวนานกว่าทุกพระองค์ โดยจ้างบริษัท Susse Frères (Fondeur) ทำการหล่อที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อพระบรมรูปสร้างเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย ส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เปิดด้วยพระองค์เองก่อนจะเสด็จสวรรคตอีก 2 ปีต่อมาขณะที่ประเพณีถวายบังคมและวางพวงมาลาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า พระราชวังดุสิตนั้น เริ่มขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังจากที่พระบรมชนกนาถ ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยเสด็จสวรรคต จึงมีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า เพื่อแสดงความจงรักภักดีในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 ซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีฉัตรมงคลของพระองค์ในปีต่อมา มีพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนวันถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้ามาเป็นวันที่ 23 ตุลาคมแทน ซึ่งกลายเป็นพิธีสืบเนื่องต่อมา
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(สงฺคิณี-มหาปัฏฐาน)
สพ.บ. อย.บ.3/2ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 46 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ต้นไผ่ ไม้มงคลในวัฒนธรรมจีนต้นไผ่ (Bamboo) เป็นไม้พุ่มชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี จัดอยู่ในวงศ์ Poaceae มีลักษณะเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ขึ้นเป็นกอ ลำต้นเป็นปล้อง มีความคงทนต่อสภาพอากาศที่แตกต่างกันและเจริญเติบโตได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม้ไผ่จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ กระดาษ เครื่องดนตรี ที่อยู่อาศัย เป็นต้น ทำให้ต้นไผ่มีอิทธิพลต่องานศิลปะและวัฒนธรรมของมนุษย์หลายแห่ง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมจีนต้นไผ่ปรากฏอยู่ในหลักปรัชญาจีนมากมาย โดยเฉพาะแนวคิดสำคัญ ๒ แนวคิด ได้แก่ “สามสหายแห่งเหมันต์ (岁寒三友, Sui han sanyou)” หรือต้นไม้สามประเภทที่สามารถเจริญเติบโตได้ในฤดูหนาว คือ ต้นสน ต้นไผ่ และต้นบ๊วย อันเปรียบเสมือนคำอวยพรให้มีจิตใจเข้มแข็ง ทระนง องอาจ กล้าต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรค รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความสามัคคี และมิตรภาพที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน แนวคิดที่สอง คือ “สี่สุภาพบุรุษ (四君子, Sìjunzi)” หรือต้นไม้ประจำฤดูกาล ๔ ชนิด ได้แก่ ต้นบ๊วย (ฤดูหนาว) ดอกกล้วยไม้ (ฤดูใบไม้ผลิ) ต้นไผ่ (ฤดูร้อน) และดอกเบญจมาศ (ฤดูใบไม้ร่วง) โดยถือเป็นตัวแทนคุณลักษณะของบัณฑิตตามคติของขงจื๊อ ในภายหลังแนวคิดทั้งสองนี้ได้รับการส่งต่อให้กับวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม ไม่เพียงเท่านั้น ไผ่ยังถูกใช้ทำกลองวิเศษของจางกว่อเหล่า (張果老, Zhang Guo Lao) ๑ ในแปดเซียนที่เป็นที่เคารพนับถือกันทั่วไป อีกทั้งชาวจีนโบราณยังเชื่อกันว่าต้นไผ่เป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ความทระนง ความซื่อตรง ความยืดหยุ่น และอายุขัยที่ยืนยาว เนื่องจากธรรมชาติของต้นไผ่ที่มีลำต้นตั้งตรง ไม่คด เขียวชอุ่มตลอดทั้งปีแม้ในหน้าหนาว และถึงจะพบกับลมพายุก็เพียงโค้งงอไปตามสายลมแต่ไม่หักโค่นลงไป นอกจากนี้ คำว่า “ไผ่” ซึ่งในภาษาจีนเรียกว่า จู๋ (竹) ยังออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า จู้ (祝) ที่แปลว่า อวยพร ทำให้ต้นไผ่เป็นสัญลักษณ์ของการอวยพร ทั้งยังเชื่อกันอีกว่าเสียงแตกของไม้ไผ่ในกองไฟสามารถขับไล่ภูตผีปีศาจได้ ชาวจีนจึงนิยมนำไม้ไผ่มาทำประทัดเพื่อป้องกันภูตผีปีศาจดังกล่าวด้วยความสำคัญข้างต้น ไผ่จึงถือเป็นสัญลักษณ์มงคลที่มักพบในงานศิลปะของจีนหลายแขนง อาทิ บทกลอน ภาพวาด หรือแม้แต่ลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผาก็มีการตกแต่งด้วยลายต้นไผ่ ไม่ว่าจะเป็นภาพต้นไผ่ตามแนวคิดทั้งสอง ภาพต้นไผ่เพียงอย่างเดียว หรือภาพต้นไผ่กับลวดลายมงคลอื่น ๆ ก่อให้เกิดความหมายใหม่ เช่น ไผ่กับนกกระเรียน หมายถึง การอวยพรให้มีอายุยืนยาว ไผ่กับดอกโบตั๋นสื่อถึงความร่ำรวย มีเงินทอง โดยนอกจากจะเป็นการประดับเพื่อความสวยงามแล้ว ภาพของต้นไผ่บนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ยังเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ผู้พบเห็นตระหนักและยึดถือคุณธรรมอันเป็นลักษณะของบัณฑิตตามหลักปรัชญาจีนต่อไป
คำนางพฺรกณหาชินา (คำนางพฺรกรฺหาชินา) ชบ.บ 109/1
เอกสารโบราณ
(คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 157/3 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ณ เมืองสุโขทัย หากกล่าวถึงทับหลับนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือวิษณุอนันตศายิน คนส่วนใหญ่จะนึกถึงปราสาทพนมรุ้งและทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ชิ้นโด่งดังที่ได้กลับคืนมาจากสหรัฐอเมริกา หรือหลายคนอาจคิดถึงปราสาทเขมรบริเวณพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทย น้อยคนนักที่จะทราบว่า เมืองสุโขทัยก็พบภาพสลักทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เช่นกัน ทับหลังหรือคานทับหลัง คือ การเรียกแท่งหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน ตั้งอยู่ด้านบนหรือหลังของกรอบวงกบประตู จึงเป็นที่มีของของคำเรียกว่า “ทับหลัง” มีลักษณะค่อนข้างหนาเพราะต้องทำหน้าที่เป็นคานรับน้ำหนักของหน้าบรรพที่อยู่ด้านบน ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์พบที่วัดศรีสวาย เมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นวัดที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบวัฒนธรรมเขมรที่มีการคลี่คลายรูปแบบจนมีความเป็นพื้นเมืองแล้ว ซึ่งจากการดำเนินงานทางโบราณคดี พบเศษเครื่องถ้วยราชวงศ์ซุ่งใต้ปะปนกับเครื่องถ้วยราชวงศ์หยวนตอนต้น จึงกำหนดอายุที่เริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ สอดคล้องกับหลักฐานทางด้านศิลปกรรมที่ได้มีการคลี่คลายจากศิลปะเขมรจนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นท้องถิ่นแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงสันนิษฐานได้ว่าวัดศรีสวายนี้ก่อสร้างภายหลังศาลตาผาแดง และวัดพระพายหลวง ประมาณครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ ๑๙ สันนิษฐานว่าแต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวสถาน แต่ก่อสร้างไปได้เพียงแค่ส่วนเรือนธาตุเท่านั้น ต่อมามีการสร้างเพิ่มเติม และได้แปลงเป็นวัดในพระพุทธศาสนา ลักษณะของทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่พบ แสดงภาพพระนารายณ์ (พระวิษณุ) บรรทมเหนือพญานาคราช (เศษะนาค) ที่กำลังแผ่พังพาน ปลายพระบาทเป็นพระนางลักษมี (พระชายา) ประคองพระชงฆ์ มีก้านดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี ภายในดอกบัวมีพระพรหมประทับนั่ง ปลายพระบาทมีโยคีนั่งประนมมือ ซึ่งโยคีอาจแสดงความหมายถึง พระศิวะ โดยภาพสลักเล่าเรื่องตอนนี้ เป็นการกล่าวถึงตอนสร้างโลก ซึ่งพระนารายณ์ขณะกำลังบรรทมอยู่นั้น ได้สุบินถึงการสร้างสิ่งใหม่ๆ และเกิดดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภี บนดอกบัวมีพระพรหมที่ทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์และสิ่งต่างๆ ขึ้นมา ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่พบที่วัดศรีสวายนั้น ฝีมือช่างสลักมีความเป็นพื้นเมือง แต่โดยรวมของภาพเล่าเรื่องยังคงแสดงรายละเอียดตามคัมภีร์ของศาสนาฮินดู ..เอกสารอ้างอิง- กรมศิลปากร. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ. พิมพ์ครั้งที่ 4. นครราชสีมา : โรงพิมพ์โจเซฟ, 2557.- ภานุวัฒน์ เอื้อสามาลย์. การใช้พื้นที่แหล่งศาสนสถานแบบเขมรในเมืองเก่าสุโขทัยในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๔ จากการขุดค้นทางโบราณคดี วิทยานิพนธ์ระดับศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556.- สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2555.- สันติ เล็กสุขุม. งานช่าง คำช่างโบราณ ศัพท์ช่าง และข้อคิดเกี่ยวกับงานช่างศิลป์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2557.
เลขวัตถุ
ชื่อวัตถุ
ขนาด (ซม.)
ชนิด
สมัยหรือฝีมือช่าง
ประวัติการได้มา
ภาพวัตถุจัดแสดง
36/2553
(7/2549)
ขวานหินกะเทาะ
ย.14 ก.6.8 หนา 2
หิน
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว 2,500-2,000 ปีมาแล้ว
ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539