ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,217 รายการ

ประติมากรรมแปดเซียน (โป๊ยเซียน) วัสดุ : ดินเผาเคลือบ อายุสมัย/รูปแบบศิลปะ : ศิลปะจีน พุทธศตวรรษที่ 25 จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ....................................................................................          “โป๊ยเซียน” เป็นคำภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋ว แต่ในสำเนียงจีนกลางออกเสียงเป็น “ปาเซียน” โดยคำว่า “ปา” หรือ “โป๊ย” หมายถึง เลขแปด ส่วนคำว่า “เซียน” หมายถึง ผู้วิเศษตามความเชื่อของจีน ความเชื่อเรื่องแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นความเชื่อในลัทธิเต๋าของจีน ซึ่งกล่าวถึงกลุ่มเทพเจ้าจีน ที่มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดแปดองค์ และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยชาวจีนเชื่อกันว่าแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความโชคดี และการอำนวยพรให้มีอายุยืนยาว ตำนานเกี่ยวกับแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนมีอยู่ด้วยกันหลายตำนานแตกต่างกันออกไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย บันทึกเก่าแก่เกี่ยวกับแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเชื่อกันว่า มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก โดยปรากฏอยู่ในบันทึก “หวายหนานจื่อ” ของหลิวอัน และเรียกเซียนทั้งแปดว่า “ปากง” ซึ่งเป็นเหล่าเซียนที่มุ่งแสวงหายาอายุวัฒนะ และได้บำเพ็ญเพียรจนกระทั่งสำเร็จกลายเป็นเซียน           แปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นกลุ่มเซียนที่เป็นที่นิยมนับถือบูชาในหมู่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยเซียนทั้งแปดองค์มีเรื่องราวประวัติความเป็นมา และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แตกต่างกัน เซียนทั้งแปดองค์ประกอบไปด้วย 1. หลี่ทิก้วย/ทิก้วยลี้ เซียนแห่งยา และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ 2.ฮั่นเจ็งลี้ เซียนแห่งโชคลาภ กิจการและการปกครอง 3.หลื่อทงปิง เซียนแห่งธุรกิจการค้า ความมั่งคั่ง และการรักษาโรค 4.เตียก้วยเล่า เซียนแห่งความมั่นคง ความมีอายุยืน และสุขภาพดี 5.หน่าไฉฮั้ว เซียนแห่งความอุดมสมบูรณ์ และบุปผชาติ 6.ฮ่อเซียงโกว เซียนแห่งความดีงาม ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู และการเกษตรกรรม 7.ฮั้งเซียงจื้อ เซียนแห่งการพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้ และการดนตรี 8. เฉาก้กกู๋/เช้าก้กกู๋เซียนแห่งตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ ราชการและความซื่อสัตย์.................................................................................... เรียบเรียง/กราฟฟิก : ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ....................................................................................อ้างอิง : 1. กรมศิลปากร. สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2549. 2. ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. 108 สัญลักษณ์จีน. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2552. 3. โป๊ยเซียน. เข้าถึงเมื่อ 8 ตุลาคม 2563. เข้าถึงได้จาก http://www.jiewfudao.com/เทพเจ้าสัญลักษณ์มงคล/โป๊ยเซียน.html


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.3/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ตำนานอักษรไทย ตำนานพระพิมพ์ การขุดค้นที่พงตึกและความสำคัญต่อประวัติศาสตร์สมัยโบราณแห่งประเทศไทย ศิลปไทยสมัยสุโขทัยราชธานีรุ่นแรกของไทยชื่อผู้แต่ง : เซเดส์, ยอร์ช ปีที่พิมพ์ : 2507 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาจำนวนหน้า : 270 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายถึงกำเนิดอักษรไทยไปจนถึงประวัติอักษรไทยในประเทศอินเดีย และประเทศใกล้เคียง มีทั้งประวัติอักษรขอม ประวัติอักษรไทยกลาง ประวัติอักษรไทยเหนือ ประวัติอักษรไทยตังเกี๋ย พร้อมทั้งภาพประกอบตำนานอักษรไทย



    Board Game ตะลุยตำนานนิทานพื้นบ้านสุพรรณฯ      บอร์ดเกม (Board Game) คือ เกมกระดานที่ออกแบบมาเพื่อให้เล่นร่วมกันได้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ที่รู้จักกันดีอย่างเช่น เกมเศรษฐี (Monopoly) หรือเกมบันไดงู (Snakes and Ladders) ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการสร้างสรรค์และออกแบบบอร์ดเกมอย่างมากมาย เพื่อตอบสนองกับรูปแบบความสนใจ โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนในยุคสมัยนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย เพราะในขณะที่ทุกอย่างถูกนำไปสู่โลกออนไลน์ แต่กลับกลายเป็นว่าในระยะหลังนั้นกลับเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากเด็กและเยาวชนมากขึ้น และมีการเล่นกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนี่อาจเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเด็กและเยาวชนในยุคนี้อาจไม่ได้จมอยู่ในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียวอย่างที่เราเข้าใจ        สามารถดาวน์โหลดเพื่อทดลองเล่นได้ฟรี!!! ที่ http://www.nlt-sp.com/  ผู้เรียบเรียง :      นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ     ข้อมูลอ้างอิง กรมวิชาการ. นิทานย่านสุพรรณ. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ, 2523. เลขหมู่ 398.2 ว546น เกมกระดาน เสริมสร้างทักษะและความสัมพันธ์ในครอบครัว. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.trueplookpanya.com/.../-blog-teaartedu-teaart- (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564) นวลพรรณ ยิ้มยวน. ประเพณีพื้นบ้าน ตานานท้องถิ่นของเมืองสุพรรณ. สุพรรณบุรี : โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย, 2535. เลขหมู่ 390.0899591 น332ป นิทานพื้นบ้านเมืองสุพรรณบุรี. สุพรรณบุรี : สานักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี, 2549. เลขหมู่ 398.2 น597 บอร์ดเกม เกมที่ไม่ได้มีแค่เรื่องเล่น ๆ แต่มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพผู้เล่นถึง 10 ประการ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.morethanagamecafe.com/th (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564) Board Game ตะลุยตานานนิทานพื้นบ้านสุพรรณฯ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.nlt-sp.com/ (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564)






#พิพิธภัณฑ์สรรหาสาระ : บทความออนไลน์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี“ทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว”          จากการที่ประเทศไทยได้รับทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว จากสหรัฐอเมริกากลับคืนสู่มาตุภูมิ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ที่ผ่านมา นั้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ขอนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว          จากหนังสือ “ศิลปะสมัยลพบุรี” โดยศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ และภาพถ่ายเก่า เมื่อราวพุทธศักราช ๒๕๐๓ ปรากฏภาพถ่ายของทับหลังปราสาทเขาโล้นที่ยังคงประดับอยู่เหนือซุ้มประตูด้านตะวันออกของปราสาทเขาโล้น แสดงถึงตำแหน่งที่ตั้งเดิมของทับหลังก่อนที่จะถูกนำยังมาสหรัฐอเมริกา ซึ่งภาพถ่ายนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการทวงคืนทับหลังชิ้นนี้กลับสู่ประเทศไทย          ทับหลังปราสาทเขาโล้น แกะสลักจากหินทรายปรากฏเป็นรูปบุคคลประทับอยู่เหนือเกียรติมุข (หน้ากาล) อยู่กึ่งของภาพจำหลัก อนุมานได้ว่าบุคคลในภาพเป็นเทวดาประทับอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วในท่านั่งชันเข่าขวาขึ้น ขาซ้ายพับ พระหัตถ์ขวาทรงถือกระบอง เกียรติมุข (หน้ากาล) อ้าปากแลบลิ้นออกมา พร้อมเดียวกันก็ได้คายท่อนพวงมาลัยโดยมีมือประคองท่อนพวงมาลัยที่แยกออกมาไว้ทั้งสองด้าน ปลายท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้ม้วนโค้งสลับกัน          จากสภาพที่ปรากฏในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายเก่าที่บันทึกไว้นั้น เป็นที่น่าเสียดายว่ารูปเทวดานั่งชันเข่าที่มีอยู่เดิมได้ถูกกะเทาะหักหายไปบางส่วน อีกทั้งทับหลังได้ถูกตัดให้บางลง อาจเพื่อสะดวกแก่การขนย้าย          ศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมร มักพบภาพจำหลักเป็นรูปเทวดา หรือเทพองค์ต่าง ๆ ประทับเหนือเกียรติมุข หรือ หน้ากาล อมนุษย์ผู้เป็นบริวารของพระศิวะ มีใบหน้ารูปยักษ์ปนสิงห์ นัยน์ตาโปน อ้าปากแยกเขี้ยว ดูถมึงทึง ไม่มีริมฝีปากล่าง และลำตัว มีเพียงแขนสองข้างที่ยื่นออกมากจากศีรษะ ภาพจำหลักดังกล่าวนิยมประดับอยู่เหนือกรอบซุ้มประตู มีความหมายถึงผู้พิทักษ์ดูแลปกป้องศาสนสถานจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ และอาจมีความหมายถึงดินแดนหิมพานต์เชิงเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของภูมิจักรวาลอีกด้วย          จากรูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏบนทับหลังจำหลักภาพเทวดาประทับเหนือหน้ากาล ปราสาทเขาโล้น นั้น จัดเป็นทับหลังศิลปะเขมรในประเทศไทยแบบบาปวนตอนต้น กำหนออายุได้ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ทับหลังจำหลักภาพลักษณะนี้ยังพบได้จากโบราณสถานหลายแห่ง ดังเช่นที่ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น          นอกจากนี้ยังสามารถศึกษาเรื่องราวเพิ่มเติม"โบราณวัตถุสำคัญที่พบจากปราสาทเขาโล้น" ได้ที่          https://www.facebook.com/491291280909622/posts/4203555809683132/ เอกสารอ้างอิง : - ศิลปากร, กรม. ปราสาทเมืองต่ำ [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th [๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔]- สิขรินทร์ ศรีสุวิทธานนท์. “ปราสาทเขาโล้น อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว” ใน ศิลปากร, ปีที่ ๖๓, ฉบับที่ ๓ (พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๖๓): หน้า ๖๔-๘๕.- สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ.. ศิลปะสมัยลพบุรี. กรุงเทพฯ, ๒๕๑๐.- อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. ทิพยนิยายจากปราสาทหิน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ. ๒๕๖๒.- Asia Art Museum. Asian Art Museum Online Collection[online]. Available from: http://searchcollection.aisart.org [2021,June 16] ผู้เรียบเรียง : นางสาววัชรี ชมภู ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี



          พิธีแรกนาขวัญ หรือ"พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" เป็นพระราชประเพณีสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร และเป็นสัญญาณให้เริ่มการทำนา ถือปฏิบัติมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งพุทธกาล นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และได้ถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง พระมหากษัตริย์ในอดีตทรงเห็นความสำคัญของพิธีนี้ เมื่อถึงเวลาเริ่มการเพาะปลูกพืชผล จึงทรงประกอบพระราชกรณียกิจ โดยเป็นผู้นำในการลงมือไถหว่านพืชพันธุ์ธัญญาหาร     “พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ในประเทศไทยแต่เดิมมีเพียงการประกอบพิธีตามลัทธิพราหมณ์ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้น เป็นพิธีหนึ่งต่างหากเรียกว่า “พระราชพิธีพืชมงคล” โดยประกอบพิธีภายในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรียกรวมกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” เป็นราชประเพณีมีกำหนดสองวัน จัดขึ้นในเดือนหก วันแรกเป็นพิธีสงฆ์ วันที่สองเป็นพิธีพราหมณ์ ประกอบด้วยการจัดริ้วขบวนพระยาแรกนา การบูชาเทวรูป ตลอดจนการเสี่ยงทายผ้านุ่ง และเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง          ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระราชพิธีพืชมงคลกระทำที่ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวงในปัจจุบัน) ส่วนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญกระทำที่ทุ่งส้มป่อย นอกพระนคร (บริเวณสนามม้าราชตฤณมัย หรือสนามม้านางเลิ้งในปัจจุบัน) โดยพระยาแรกนาขวัญกับเทพีทั้ง ๔ จะเข้าฟังพระสงฆ์สวดในปะรำพิธีพืชมงคลในวันแรกก่อน แล้วจึงไปแรกนาในวันรุ่งขึ้น         ในหนังสือเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวว่าในสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีแรกนาฯของหลวงในหัวเมืองไว้ด้วยดังความว่า    “…ครั้นมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแรกนาที่ทุ่งส้มป่อยครั้งหนึ่ง ภายหลังโปรดให้มีการแรกนาที่กรุงเก่าและที่เพชรบุรี ได้เสด็จพระราชดําเนินทอดพระเนตรพระยาเพชรบุรี (บัว) แรกนาที่เขาเทพนมขวดครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง…” และทรงกล่าวถึงภาพบรรยากาศของพระราชพิธีนี้ไว้อย่างน่าสนใจความตอนหนึ่งว่า   “...ในการจรดพระนังคัลเป็นเวลาคนมาประชุมมาก ถึงจะอยู่บ้านไกลๆ ก็มักจะมาด้วยมีประโยชน์ความต้องการเมื่อเวลาโปรยข้าวปลูกลงในนา พอพระยากลับแล้วก็พากันเข้าแย่งเก็บข้าว จนไม่มีเหลืออยู่ในท้องนาเลย เมื่อรัชกาลที่ ๔ ได้โปรดให้ไปชันสูตรหลายครั้งว่ามีข้าวงอกบ้างหรือไม่ ก็ไม่พบเหลืออยู่จนงอกเลย เมื่อทอดพระเนตรแรกนาที่เพชรบุรี พอคนที่เข้ามาแย่งเก็บพรรณข้าวปลูกออกไปหมดแล้ว รับสั่งให้ตํารวจหลายคนออกไปค้นหาเมล็ดข้าวว่าจะเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ก็ไม่ได้มาเลยจนสักเมล็ดหนึ่ง พันธุ์ข้าวปลูกซึ่งเก็บไปนั้น ไปใช้เจือในพรรณข้าวปลูกของตัว ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่นาบ้าง ไปปนลงไว้ในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงามบ้าง การแรกนาจึงเป็นที่นิยมของคนทั้งปวงไม่จืด ยังนับว่าเป็นพระราชพิธีซึ่งเป็นที่ต้องใจคนเป็นอันมาก…”   ภาพ : ภาพท้องสนามหลวง ฝั่งทิศใต้มองเห็นพระบรมมหาราชวัง ด้านนี้คือบริเวณที่ประกอบพิธีแรกนาสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือ พระราชพิธีสิบสอง


องค์ความรู้ : กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เรื่อง "กรีนิรมิต" บทเสภาสรรเสริญพระคเณศ เทพแห่งศิลปวิทยา โดยนางสาวทิพพวรรณ บุญส่งเจริญ นักอักษรศาสตร์ชำนา่ญการ กลุ่มภาษาและวรรณกรรม




          นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้พัฒนาการจัดแสดง นิทรรศการถาวรภายในอาคารมหาสุรสิงหนาท ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ระหว่าง พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๖๔ โดยบูรณะอาคารและพัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการถาวรทั้งอาคาร มาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ ปัจจุบันอาคารมหาสุรสิงหนาทจัดแสดงศิลปะเอเชีย และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ - โบราณคดีที่พบบนผืนแผ่นดินไทยตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ก่อนพุทธศักราช ๑๘๐๐ อันเป็นช่วงเวลาที่ดินแดนในประเทศไทยปัจจุบันปรากฏหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ จนถึงยุคที่รับวัฒนธรรมจากภายนอกโดยเฉพาะประเทศอินเดีย ก่อเกิดการพัฒนาจากบ้านสู่รัฐ ได้แก่ ห้องศิลปะเอเชีย ห้องก่อนประวัติศาสตร์ ห้องทวารวดี ห้องลพบุรี และห้องศรีวิชัย          ห้อง ๔๐๑ : ห้องศิลปะเอเชีย จัดแสดงโบราณวัตถุที่เป็นงานศิลปกรรมในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ศิลปะอินเดีย ศิลปะลังกา ศิลปะจีน ศิลปะญี่ปุ่น ศิลปะจาม และศิลปะพุกาม-พม่า ส่วนมากเป็นประติมากรรมในพุทธศาสนาซึ่งแสดงถึงการแพร่กระจายและความหลากหลายของรูปแบบศิลปกรรมในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งพุทธศิลป์บางประเทศได้เป็นต้นแบบการสร้างพระพุทธรูปในศิลปะไทย อาทิ ศิลปะลังกาที่ส่งอิทธิพลให้กับศิลปะสุโขทัย หรือศิลปะพม่าที่ส่งอิทธิพลให้กับการสร้างพระพุทธรูปในศิลปะล้านนา         ห้อง ๔๐๒ : ห้องก่อนประวัติศาสตร์ ประเทศไทยพบหลักฐานเครื่องมือที่ทำจากหินกะเทาะของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว และมีพัฒนาการมาเป็นลำดับจนประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว จึงพบการผลิตเครื่องมือหินขัด ภาชนะเครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า เมื่อเข้าสู่สมัยโลหะมีการนำแร่โลหะ เช่น ทองแดง ดีบุก เหล็ก มาหลอมทำอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วงเวลานี้มีการค้นพบโบราณวัตถุที่แลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่นที่ห่างไกล จากการติดต่อสัมพันธ์ส่งผลให้เกิดพัฒนาการทางสังคมเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา          ห้อง ๔๐๓ : ห้องทวารวดี “ทวารวดี” คำจารึกบนเหรียญเงินซึ่งพบตามชุมชนโบราณหลายแห่งใน พื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย นักวิชาการสันนิษฐานว่าคืออาณาจักร “โตโลโปตี” ที่ปรากฏในเอกสารจีนสมัยราชวงศ์ถัง วัฒนธรรมทวารวดีแพร่กระจายไปตามชุมชนโบราณหลายแห่งของประเทศไทย นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ หรือ ๑,๐๐๐-๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว ส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระพุทธศาสนา โดยพบหลักฐานจำนวนมากในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก ส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้มีรูปแบบที่คลี่คลายผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น โบราณวัตถุสำคัญ เช่น ธรรมจักร วัดเสน่หา (ร้าง) นครปฐม พระพุทธรูปปางแสดงธรรม คูบัว ราชบุรี ฯลฯ          ห้อง ๔๐๔ : ห้องลพบุรี “ลพบุรี” มาจากชื่อเมืองหรือรัฐ “ลวปุระ” ใช้เรียกรูปแบบศิลปกรรมที่มี ความใกล้ชิดกับรูปแบบศิลปกรรมวัฒนธรรมเขมรในราชอาณาจักรกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘ หรือประมาณ ๘๐๐-๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว พบหลักฐานงานศิลปกรรมสร้างขึ้นเนื่องในความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ ผ่านระบบการเมืองการปกครอง          ห้อง ๔๐๕ : ห้องลพบุรี ศาสนสถานในศิลปะลพบุรีสร้างด้วยถาวรวัตถุ ประเภทอิฐหรือหิน จึงปรากฏหลักฐานชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมต่างๆ อาทิ ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู สำหรับประติมากรรมรูปเคารพมีทั้งที่สลักจากศิลาและหล่อจากสำริด รูปแบบศิลปะลพบุรีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศิลปะเขมรสมัยเมืองพระนคร และต่อยอดเป็นพื้นฐานงานศิลปกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้น นอกเหนือจากหลักฐานงานศิลปกรรมด้านศาสนา ปรากฏหลักฐานงานศิลปกรรมเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิต ประเภทเครื่องปั้นดินเผาที่รังสรรค์เป็นงานศิลปกรรมประดับอาคาร และเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน          ห้อง ๔๐๖ : ห้องศิลปะศรีวิชัย ศรีวิชัย เป็นชื่อรัฐในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ หรือประมาณ ๘๐๐-๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว ตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรแหลมมลายูภาคใต้ของประเทศไทยจนถึงเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบหลักฐานทางโบราณคดีวัฒนธรรมศรีวิชัย อาทิ โบราณสถาน จารึก รูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ทั้งไศวนิกายและไวษณพนิกาย ศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน สำหรับประติมากรรมศิลปะชวา เป็นโบราณวัตถุที่ได้รับมอบในคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสชวา ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๓๙ และอีกส่วนหนึ่งได้รับเพิ่มเติมในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗          ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมการจัดแสดงนิทรรศการถาวร ภายในอาคารมหาสุรสิงหนาท คงเหลือการจัดแสดงนิทรรศการถาวรห้องลพบุรี ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ๒๕๖๔ และจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการต่อไป          ผู้สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์-โบราณคดีก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒ , ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๓๓ โทรสาร ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๔


black ribbon.