ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,334 รายการ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.1/1-7
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
องค์ความรู้ : เรื่อง “ราชรถบุษบกในล้านนา”เรียบเรียงโดย : สุคนธ์ทิพย์ จันทะลุน (บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่)สาระสังเขป : "ราชรถ" สันนิษฐานว่าในสมัยโบราณพัฒนามาจากรูปแบบของ "เกวียน" ซึ่งเทียมด้วยม้า หรือสัตว์อื่นๆ เช่น วัว ลา ล่อ หรือคน มีการใช้ไม้และโลหะ แกะสลักลวดลายอันวิจิตรบรรจง สง่างามสมกับเป็นพระราชพาหนะและที่ประทับของพระราชา ทั้งยังมีการประดับตกแต่งราชรถและบุษบก ด้วยการเพิ่มเติมความงดงามจากการจำหลัก ปิดทอง ประดับกระจก และอัญมณี ห่อหุ้มด้วยแผ่นทองดุนลายดอกไม้ประดิษฐ์ในรูปแบบต่างๆ โดยราชรถนับเป็นราชพาหนะประดับพระเกียรติองค์พระมหากษัตริย์ตามขัตติยราชประเพณีอันมีมาแต่สมัยอยุธยาจนถึงยุคสมัยรัตนโกสินทร์ และในทางวัฒนธรรมล้านนา มีคตินิยมเชื่อว่า ราชรถ หมายถึง พาหนะของพระราชาและเทพยาดาชั้นสูง หรือพาหนะประดิษฐานสิ่งอันเป็นที่เคารพบูชาคู่บ้านคู่เมือง นิยมใช้ประดิษฐานสิ่งอันเป็นมงคลหรือสิ่งควรค่าแก่การสักการบูชา อาทิ พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งราชรถบุษบกล้านนานั้นได้รับการสร้างสรรค์อย่างงดงามตามแบบศิลปกรรมไทยอย่างวิจิตรบรรจงยิ่ง จนดูราวเทพพาหนะในจินตนาการ จึงนับว่าเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของชาติ ที่ต้องช่วยสืบทอดและอนุรักษ์ไว้ด้วยความหวงแหงและความภาคภูมิใจของคนในชาติให้ดำรงสืบต่อไป
ต้นไม้ทรงปลูกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เมื่อครั้งที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๗ และในคราวนั้นทรงปลูก ต้นเสลา เป็นที่ระลึกขึ้นต้นหนึ่งซึ่งยังคงแผ่กิ่งก้านสาขาคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้นับเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี
เสลา เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบมีความสูงเฉลี่ย ๑๐ – ๒๐ เมตร ชอบแสงแดดและทนแล้งได้ดีเปลือกลำต้นมีสีเทาเข้มเกือบดำ ผิวขรุขระ มีรอยแตกเป็นร่องยาวตื้น ๆ ปลายกิ่งย้อยห้อยลง ใบค่อนข้างหนา มีขนนุ่มทั้งสองด้าน ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง มีหลายสี เช่น สีม่วง สีม่วงอมแดง สีม่วงกับขาว มักออกดอกในช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม
ต้นเสลาเป็นไม้ที่มีประโยชน์มากเพราะนอกจากจะเป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกกันทั่วไปแล้ว เนื้อไม้ยังค่อนข้างแข็งแรง สามารถนำมาทำเครื่องไม้เครื่องมือ พื้น ตง (ไม้เครื่องเรือนที่วางบนหลังคานสำหรับรองพื้นกระดานหรือฟาก) หรือรอด (ไม้ที่สอดรูเสาทั้งคู่สำหรับรับกระดานพื้นเรือน) ได้ ส่วนเปลือกนำไปใช้สมานแผล แก้ท้องเสีย เป็นต้น และเป็นไม้มงคลที่เชื่อว่าจะทำให้มีฐานะสูงขึ้น มั่นคง แข็งแรง ดังนั้นต้นเสลาทรงปลูกต้นนี้จึงเปรียบเสมือนคำอวยพรซึ่งพระราชทานไว้ให้ภารกิจของกรมศิลปากรดำเนินไปได้อย่างมั่นคงเช่นเดียวกับต้นเสลา
องค์ความรู้ : ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานในจังหวัดชลบุรี
เรื่อง ครกหินอ่างศิลา
ครกหินอ่างศิลา เป็นสินค้าพื้นเมืองที่สร้างชื่อเสียงให้กับตำบลอ่างศิลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความเป็นมาเริ่มจากชาวจีนที่อาศัยในตำบลอ่างศิลาต้องการทำอาหารและเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งต้องใช้แป้งเป็นส่วนประกอบสำคัญ จึงคิดค้นการสกัดหินเพื่อทำโม่ใช้ในการโม่แป้ง เศษหินที่เหลือชิ้นเล็ก ๆ จึงนำมาทำเป็นครกหิน จนกลายมาเป็นเครื่องใช้ประจำทุกครัวเรือน ปัจจุบันครกหินอ่างศิลากลายเป็นสินค้าส่งออกอย่างหนึ่งของไทยส่งขายไปยังหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เป็นต้น
ที่มา : ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี โรงเรียนชลกันยานุกูล. (๒๕๔๑). อ่างศิลาวันวาน...ถึงวันนี้ . ชลบุรี : แสนยากรการพิมพ์.
ภาพประกอบ : ช่างหินรุ่นสุดท้ายแห่ง "อ่างศิลา".(2558).ค้นหาเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2564, จาก https://www.posttoday.com/social/local/350364
ครกหินอ่างศิลา.ค้นหาเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2564, จาก https://localwisdom.gsb.or.th/detail/index/111
#หอสมุดแห่งชาติชลบุรี #สำนักศิลปากรที่5ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม #ครกหินอ่างศิลา #อ่างศิลา #ชลบุรี
ปราสาทตำหนักไทร ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในวัดตำหนักไทร อยู่ห่างจากลำห้วยทา ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักของตำบลบักดอง มาทางด้านทิศตะวันออก เพียง 300 เมตร โดยปรากฏร่องรอยการก่อสร้างและใช้ประโยชน์โบราณสถานในฐานะศาสนสถานต่อเนื่อง ถึง 3 ระยะ ด้วยกัน ดังนี้ ระยะที่1 กำหนดอายุ อยู่ในช่วง ปลายพุทธศตรวรรษที่ 12 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 14 พบร่องรอยของส่วนฐานของปราสาทที่สร้างด้วยอิฐ มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาวตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ 13.70 เมตร ขนาดกว้างตามแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก 11.70 เมตร พบร่องรอยการก่ออิฐเป็นช่องบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ด้านทิศตะวันออก เเละพบหลักฐานแผ่นหินทรายเป็นอัฒจันทร์วางอยู่ที่ด้านล่าง หลักฐานสำคัญของระยะที่ 1 คือ ฐานทางขึ้นก่อด้วยอิฐ, ฐานรูปเคารพในปราสาทประธาน, บัดยอดปราสาท, และอัฒจันทร์ ระยะที่2 กำหนดอายุ อยู่ในช่วง ปลายพุทธศตรวรรษที่ 15 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 มีการสร้างฐานของปราสาทขึ้นใหม่ โดยใช้ศิลาแลงก่อวางเรียงปิดทับ ล้อมรอบฐานอิฐของปราสาทในระยะที่ 1 ฐานเขียงมีรูปแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดด้านละ 10 เมตร ก่อศิลาแลงสูง 3 ชั้น ถัดขึ้นมาเป็นฐานอีกชั้นหนึ่ง ก่อด้วยหินทราย 3 ชั้น แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม ขนาดด้านละ 10 เมตร มีมุขยื่นออกมาทั้ง 4 ด้าน และก่อวางเรียงหินทรายเป็นช่องบันได ตัวเรือนธาตุก่ออิฐ อยู่ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม เช่นเดียวกับส่วนฐาน มีขนาดด้านละ 4.2 เมตร มีประตูทางเข้าหลักเฉพาะด้านทิศตะวันออก ด้านอื่นเป็นปนะตูหลอก ถัดขึ้นไปเป็นเรือนชั้นซ้อน ซึ่งปัจจุบันหลงเหลือเพียง 2 ชั้น จากการขุดศึกษาโบราณสถานปราสาทตำหนักไทร ในปี 2554 เราพบบัวยอดปราสาทด้วย หลักฐานสำคัญของระยะที่ 2 คือ ทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ และบัวยอดปราสาท ระยะที่3 พบหลักฐานการใช้ประโยชน์โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ด้านทิศตะวันออกของปราสาท โดยมีการนำหินทรายและหินธรรมชาติมาเวียงเป็นแนวทางเดินบนผิวดิน มีความกว้าง 5 เเมตร ต่อเนื่องจากด้านหน้าปราสาทไปทางทิศตะวันออก กำหนดอายุ อยู่ในช่วง พุทธศตรวรรษที่ 23 ไฮไลต์สำคัญ ของงปราสาทตำหนักไทร คือ ภาพสลักคานกรอบประตูเป็นรูปวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ หรือ นารายณ์บรรทมสินธุ์ แวดล้อมด้วยท่อนพวงมาลัยและพรรณพฤกษา กำหนดอายุให้อยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ร่วมสมัยกับปราสาทประธาน ซึ่งของจริงนำไปเก็บรักษาและจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา แต่ได้มีการจำลองและติดตั้งไว้ตำแหน่งเดิม เพื่อให้ทุกๆคนได้รับชม --------------------------------------------------------เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ --------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 4. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. 2539. สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา. รายงานข้อมูลโบราณสถาน ปราสาทตำหนักไทร อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ. นครราชสีมา: สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา. อัดสำเนา. 2561.
สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๓๘
กว้าง ๓๕.๕ เซนติเมตร ยาว ๙๖.๘ เซนติเมตร
ปัจจุบันจัดแสดงในพระที่นั่งพรหมเมศธาดา (บน)
“พัดพระราชลัญจกรไอยราพต” พัดรองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๑๐,๐๐๐ วัน โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างพัดตราพระราชลัญจกรต่าง ๆ และตราประจำตำแหน่ง รวม ๒๙ เล่ม เพื่อถวายพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ๒๙ รูป พัดรองสำรับนี้ต่างจากพัดรองทั่วไป กล่าวคือเมื่อพระสงฆ์ผู้ได้รับพระราชทานมรณภาพ หรือเลื่อนสมณศักดิ์ ก็สับเปลี่ยนพัดพระราชทานแก่พระสงฆ์ตามพระราชอัธยาศัย “พัดพระราชลัญจกรไอยราพต” นับว่าเป็นพัดที่สำคัญที่สุดในสำรับนี้ แม้ว่าต่อมามีการสับเปลี่ยนพัดพระราชทานตามพระราชประสงค์ แต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ยังคงได้ถือครองพัดนี้จนตลอดพระชนม์ชีพ
“พัดพระราชลัญจกรไอยราพต” เป็นพัดหน้านาง ด้ามไม้ ส้นงากลึงรูปหัวเม็ด ใบพัดเป็นวงรี พื้นเป็นผ้าแพร กลางพัดปักเป็นรูปช้างไอยราพต ยืนแท่นเทินบุษบกยอดเปล่งรัศมีภายในประดิษฐานอุณาโลม ขนาบด้วยฉัตร ๗ ชั้น และฉัตร ๕ ชั้น ทั้งสองข้าง แวดล้อมด้วยลายกระหนกเปลว กรอบเป็นลายประจำยาม นมพัดรูปพุ่มข้าวบิณฑ์ปักอักษร “พระราชลัญจกรอัยราพต” โดยแบ่งตัวอักษรออกเป็น ๔ บรรทัด (พระ-ราชลัญจ-กรอัยรา-พต) ด้านหลังบุผ้าอัตลัดลายดอกไม้
ที่มาข้อมูล
กาญจนา โอษฐยิ้มพราย. “พัดพระราชลัญจกรไอยราพต” นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๖๔ เล่ม ๔ (กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๖๔)
ชื่อเรื่อง พระเจ้าห้าสิบชาติ (ห้าสิบชาด)
สพ.บ. 267/5ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 39 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง ชาดก นิทานคติธรรม
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
องค์ความรู้ : กลุ่มประวัติศาตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เรื่อง ถนนแบรสต์: ถนนสายสัมพันธ์ไทย - ฝรั่งเศส
จัดทำข้อมูลโดย นางสาวอาทิพร ผาจันดา นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่ภาคเหนือ : ตอนที่ ๔ ลำพูนตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับทราบปัญหาและทรงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน ทรงอุทิศพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการในการพัฒนาประเทศเพื่อความผาสุก ความเจริญรุ่งเรือง และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพสกนิกรชาวไทย๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช.
นามอำเภอในเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนนามอำเภอตามนามตำบลที่ตั้งที่ว่าการ เปลี่ยนคำว่าเมือง เป็น จังหวัด ผู้ว่าราชการเมือง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนคำว่า เมือง ใช้เรียกตำบลที่ประชาชนเคยเรียกมานานแล้วว่า เมือง และจำกัดเพียงตำบลที่เคยเรียกว่า เมือง มาแล้วแต่เดิม ที่อยู่ภายในกำแพงเมือง หรือติดต่อกับกำแพงเมืองเท่านั้น และใน พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศชื่ออำเภอ ทั้งที่คงชื่อเดิมและเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ มีดังนี้ อำเภอเมือง เปลี่ยนเป็น อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอป่ายาง เปลี่ยนเป็น อำเภอสารภี อำเภอแม่ออน เปลี่ยนเป็น อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ท่าช้าง เปลี่ยนเป็น อำเภอหางดง อำเภอแม่วาง เปลี่ยนเป็น อำเภอบ้านแม อำเภอเมืองแจ่ม เปลี่ยนเป็น อำเภอช่างเคิ่ง อำเภอเมืองฮอด เปลี่ยนเป็น อำเภอฮอด อำเภอแม่แตง เปลี่ยนเป็น อำเภอสันมหาพน อำเภอเมืองพร้าว เปลี่ยนเป็น อำเภอพร้าวอำเภอสะเมิง เรียกชื่อเดิม อำเภอสะเมิงอำเภอสันทราย เรียกชื่อเดิม อำเภอสันทรายอำเภอดอยสะเก็ด เรียกชื่อเดิม อำเภอดอยสะเก็ดอำเภอแม่ริม เรียกชื่อเดิม อำเภอแม่ริมอำเภอจอมทอง เรียกชื่อเดิม อำเภอจอมทองอำเภอเชียงดาว เรียกชื่อเดิม อำเภอเชียงดาวต่อมา มณฑลพายัพได้มีใบบอกมณฑลพายัพ ที่ ๑๓๐๐ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ถึงกระทรวงมหาดไทยว่า สมุหเทศาภิบาลได้สอบสวนพิจารณานามอำเภอในมณฑลพายัพนั้น ไม่ตรงกับที่ตั้งที่ว่าการ และประชาชนไม่นิยมเรียกนามอำเภอ ณ ขณะนั้น กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว เห็นว่า การขอเปลี่ยนนามอำเภอบางอำเภอในครั้งก่อนยังไม่ตรงกับความหมายในประกาศกระแสพระบรมราชโองการ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามอำเภอบางแห่งใหม่ เพื่อให้ประชาชนรู้จักดีขึ้น ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ (พระยศ ณ ขณะนั้น) ได้ให้ความเห็นว่า คำว่า เมือง และ แม่ ไม่ควรใช้ในชื่ออำเภอ และได้เสนอให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำทำเนียบนามอำเภอทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนนามอำเภอในครั้งต่อไปหลังจากนั้น ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการปรับเปลี่ยนชื่ออำเภอ ตั้งกิ่งอำเภอ แบ่งเขตท้องที่อีกหลายครั้ง เช่น พ.ศ. ๒๔๘๑ อำเภอเมืองฝาง เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอฝาง พ.ศ. ๒๔๘๒ กิ่งอำเภอช่างเคิ่ง เปลี่ยนเป็น กิ่งอำเภอแม่แจ่ม อำเภอสันมหาพน เปลี่ยนเป็น อำเภอแม่แตง อำเภอบ้านแม เปลี่ยนเป็น อำเภอสันป่าตองพ.ศ. ๒๕๐๑ ตั้งกิ่งอำเภออมก๋อย เป็นอำเภออมก๋อย ตั้งกิ่งอำเภอสะเมิง เป็นอำเภอสะเมิง พ.ศ. ๒๕๑๕ แบ่งเขตท้องที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอดอยเต่าพ.ศ. ๒๕๒๒ ตั้งกิ่งอำเภอดอยเต่า เป็นอำเภอดอยเต่าพ.ศ. ๒๕๓๑ แบ่งเขตท้องที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอไชยปราการพ.ศ. ๒๕๓๖ ตั้งกิ่งอำเภอเวียงแหง เป็นอำเภอเวียงแหงพ.ศ. ๒๕๓๗ แบ่งเขตท้องที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอแม่ออนพ.ศ. ๒๕๕๒ ตั้งอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒๕ อำเภอ (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม ๒๕๖๓) ประกอบด้วย อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม อำเภอสารภี อำเภอสันทราย อำเภอสันกำแพง อำเภอหางดง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่ออน อำเภอแม่วาง อำเภอแม่แตง อำเภอดอยหล่อ อำเภอสะเมิง อำเภอจอมทอง อำเภอเชียงดาว อำเภอฮอด อำเภอพร้าว อำเภอดอยเต่า อำเภอไชยปราการ อำเภอเวียงแหง อำเภอฝาง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่อาย อำเภออมก๋อย และอำเภอกัลยาณิวัฒนาผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการอ้างอิง :๑. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ.๒.๔๒/๘๑ เรื่องกระทรวงมหาดไทยขอเปลี่ยนนามอำเภอในมณฑลพายัพ (๒๘ มิถุนายน – ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๐)๒. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๕๙. เล่มที่ ๓๓, หน้า ๕๑-๕๓.๓. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๖๐. เล่มที่ ๓๔, หน้า ๔๐- ๖๘.๔. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๘๑. เล่มที่ ๕๕, หน้า ๖๕๘-๖๖๖.๕. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๘๒. เล่มที่ ๕๖, หน้า ๓๕๔-๓๖๓.๖. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๐๑. เล่มที่ ๗๕ ตอนที่ ๕๕, หน้า ๓๒๑-๓๒๗๗. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๑๕. เล่มที่ ๘๙ ตอนที่ ๑๕๕, หน้า ๒๕๙๘.๘. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๒๒. เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๔๒ ฉบับพิเศษ, หน้า ๑๙-๒๓.๙. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๑. เล่มที่ ๑๐๕ ตอนที่ ๕, หน้า ๑๐๗.๑๐. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๖. เล่มที่ ๑๑๐ ตอนที่ ๑๗๙ ฉบับพิเศษ, หน้า ๑-๓.๑๑. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๗. เล่มที่ ๑๑๑ ตอนที่ ๔๒ง, หน้า ๑๔.๑๒. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๕๒. เล่มที่ ๑๒๖ ตอนที่ ๙๗ก, หน้า ๗-๙.๑๓. สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่. ๒๕๖๓. บรรยายสรุปจังหวัดเชียงใหม่ (Online). http://www.chiangmai.go.th/.../D8/8D12Nov2020103220.pdf, สืบค้นเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔.