ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,041 รายการ

ผลการดำเนินการตรวจสอบแหล่งโบราณคดีบ้านสระบัว อยู่ในพื้นที่เมืองโบราณนครจำปาศรี เป็นที่แห่งเดียวกันกับโบราณสถานที่สำรวจพบมาแล้ว โดยในรายงานโครงการศึกษาออกแบบเพื่อพัฒนานครจำปาศรีฯ โดยจังหวัดมหาสารคามได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นผู้จัดทำ เป็นโบราณสถานหมายเลข ๒ ตั้งอยู่กลางทุ่งนา บริเวณกลางเมืองค่อนไปทางทิศเหนือ ปัจจุบันอยู่ในสภาพมีวัชพืชขึ้นรกมาก มีหลุมลักลอบขุดหาของมีค่าอยู่กลางเนิน จากการสำรวจพบว่าโบราณสถานถูกรื้อทำลายจนแทบจะหมดแล้ว มีเศษอิฐและเศษก้อนศิลาแลงกระจายอยู่ทั่วไป อาจสภาพที่รกทึบจึงไม่อาจเข้าทำการสำรวจโดยละเอียดได้ จากรายงานโครงการฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ บันทึกไว้ว่าโบราณสถานก่อสร้างด้วยอิฐโดยมีการนำศิลาแลงมาใช้ทำเป็นฐาน อยู่ในสภาพพังทลายทับถมจนกลายเป็นเนินดิน มีชิ้นส่วนอิฐและศิลาแลงกระจายอยู่ทั่วไปตามผิวดิน สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในช่วงวัฒนธรรมทวารวดี ในรายงานดังกล่าวมีโบราณสถานที่ปรากฏอยู่ภายในและภายนอกเมืองนครจำปาศรี จำนวน ๒๔ แห่ง เกือบทั้งหมดพังทลายจากการลักลอบขุดหาโบราณวัตถุคงเหลือโบราณสถานที่ยังปรากฏในปัจจุบันได้แก่ ศาลานางขาว กู่สันตรัตน์ กู่น้อย ซึ่งขุดแต่งและบูรณะแล้ว นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดี ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี  


การดำเนินงานสำรวจเก็บสภาพความชำรุดเสียหายของอุโบสถเก่าวัดโคกพรม ตำบลโนนไทย อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อจัดทำรูปแบบรายการ และจัดทำประมาณราคาเพื่อการบูรณะ นายนุกูล ดงสันเทียะ นางช่างโยธาชำนาญงาน และคณะ  


การดำเนินงานตามแผนงานกิจกรรมสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ โครงสร้างและองค์ประกอบโบราณสถานประเภทหินหลังการขุดแต่งทางโบราณคดี โบราณสถานปราสาทบ้านปราสาท(ปราสาทกังแอน) ตำบกระเทียมอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ ๑๐ – ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ - ประกอบหินส่วนทับหลังปรางค์ประธานด้านทิศเหนือ - ทดลองประกอบหินของปรางค์ประธาน - ทดลองประกอบหินส่วนหลังคาโคปุระ - ทดลองประกอบหินส่วนกำแพงโคปุระ - ทดลองประกอบหินส่วนหลังคาบรรณาลัย - ทดลองประกอบหินกำแพงแก้ว นายสุระเชฐ ขาวพะเนา นายช่างเขียนแบบ และคณะ  


วันศุกร์ที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ เข้าเยี่ยมชมห้องบริการต่างๆ ของหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ โดยมีนางวราภรณ์ วสุนธรารัตน์ ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ และบุคลากร ให้การต้อนรับ


  ภาพยนตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ เป็นการบันทึกภาพยนตร์ เสด็จฯ เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์ทรงถ่ายหรือภาพยนตร์อัมพร ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงภาพให้เห็นถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ชุดหนึ่งที่สำคัญของชาติไทย พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่วันที่ ๖ มกราคม ถึง ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙  ภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ราวปีเศษ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์จักรีที่เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือถึงนครเชียงใหม่ ภายหลังจากทางรถไฟที่เชื่อมถึงเชียงใหม่ได้แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ด้วยทรงมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรเยือนในถิ่นฐานบ้านเมืองในภาคเหนือ ภาพยนตร์ ชุดนี้เป็นฟิล์ม ๑๖ มม. ภาพขาว – ดำ มีจำนวน ๑๑ ม้วน รวมความยาว ๑๒๐ นาที ทรงถ่ายด้วยพระองค์เองเป็นส่วนใหญ่ ตลอดระยะทางที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ตั้งแต่พระนครด้วยทางรถไฟพระที่นั่ง และรถยนต์พระที่นั่ง ไปยังเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือ คือ พิษณุโลก แพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ภาพยนตร์นี้ได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงภาพการรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ทำให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม สภาพสังคม และสภาพชีวิตชาวบ้านในแต่ละท้องที่ รวมถึงนครเชียงใหม่ที่ได้ทำการจัดพิธียิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศตามประเพณีของเจ้านายฝ่ายเหนือ โดยมีบุคคลสำคัญ คือเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ซึ่งเป็นองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่ รวมถึงประชาชน กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้เสด็จฯ เยือนสถานที่สำคัญต่างๆ ของนครเชียงใหม่ ได้แก่ อาคารสถานีรถไฟเชียงใหม่หลังแรก วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดสวนดอก ค่ายกาวิละ เหล่ากาชาด เป็นต้น หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้นำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ชุดเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ มาจัดฉายพร้อมร่วมสนทนาถึงเกร็ดประวัติศาสตร์และมุมมองที่ได้จากภาพยนตร์ โดยมีวิทยากร รศ.ดร.เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ผู้ทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “รัฐสยามกับล้านนา พ.ศ. ๒๔๑๗ - ๒๔๗๖” และศิริเพ็ญ วรปัสสุ นักจดหมายเหตุจากพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม  ภาพยนตร์ชุดนี้จึงมีคุณค่าที่พระเจ้าแผ่นดินได้พระราชนิพนธ์ไว้ผ่านกล้องถ่ายหนังตกทอดมาให้พสกนิกรรุ่นหลังได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ และทางหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้ทำการขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๖๒ อีกด้วย   (QR-Code : ภาพยนตร์สนทนา รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. ๒๔๖๙) เรียบเรียงและรวบรวมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ แหล่งอ้างอิง : ไทยโพสต์.  ๑๕ หนังไทยมรดกภาพยนตร์ชาติ “แค่เศษฟิล์มหรือหนังดัง-ถูกแบน” แต่ทรงคุณค่า. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔,           จาก https://www.thaipost.net/main/detail/47465, ๒๕๖๒. ธงทอง จันทรางศุ.  สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๖๑. มติชน.  คอลัมน์ สุวรรณภูมิในอาเซียน : พิธีทูลพระขวัญ รัชกาลที่ ๗ ของนานาชาติพันธุ์ในล้านนา. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔,          จาก https://www.matichon.co.th/prachachuen/prachachuen-scoop/news_1363385, ๒๕๖๒. หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน).  ภาพยนตร์สนทนา รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. ๒๔๖๙. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔,          จาก https://www.youtube.com/watch?v=icPPd3SDTps, ๒๕๖๓.


จากข่าวคราวที่น่ายินดีในการรับมอบทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น คืนจากพิพิธภัณฑ์ชอง มุน ลี ประเทศสหรัฐอเมริกา วันนี้พิพิธภัณ​ฑ​สถาน​แห่งชาติ​ พิมาย​ ขอนำเสนอข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับทับหลังปราสาทหนองหงส์ และโบราณวัตถุสำคัญอื่นๆ ที่พบจากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 . จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 พบชิ้นส่วนทับหลังซึ่งมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ จำนวน 3 ชิ้น (และชิ้นส่วนทับหลังขนาดเล็ก ที่มีสภาพไม่สมบูรณ์ ซึ่งขอไม่นำมากล่าวถึง)​ ได้แก่ 1. ทับหลัง(โกลน)​ สลักภาพพระกฤษณะตอนกำลังฆ่าหมูป่า พบบริเวณใกล้ซุ้มโคปุระ (ซุ้มประตู)​ ด้านทิศตะวันออก 2. ทับหลังสลักภาพลายท่อนพวงมาลัย ภาพตรงกลางกะเทาะหายไป พบบริเวณลานด้านหน้าฐานไพฑีของปราสาทหลังทิศเหนือ 3. ทับหลังสลักภาพเทวดาประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะภายในซุ้มบนสัตว์พาหนะ(โค/กระบือ) เหนือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย พบบริเวณโคปุระด้านทิศตะวันตก #ทับหลังทั้งหมดนี้ปัจจุบันจัดแสดงอยู่บริเวณอาคารศิลาจำหลักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย​ . นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุสำคัญอีกหลายชิ้น เช่น แผ่นศิลาฤกษ์​ แท่นรูปเคารพ ฐานโยนี ชิ้นส่วนหน้าบัน เสาติดผนัง ปราสาทจำลอง บรรพแถลง และบัวยอดปราสาท . สำหรับทับหลังปราสาทหนองหงส์ จากการสำรวจเมื่อพ.ศ.2502 โดยนายมานิต วัลลิโภดม ได้กล่าวถึงทับหลังของปราสาทหนองหงส์ทั้ง 3 หลัง(ซึ่งไม่ใช่ทับหลังที่พบจากการขุดศึกษาเมื่อพ.ศ.2545)​ ไว้ดังนี้ 1. ทับหลังปราสาทประธาน (องค์กลาง) สลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับยืนบนหลังช้างเอราวัณ 3 เศียร เหนือหน้ากาล มือหน้ากาลยึดท่อนพวงมาลัยแวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษาใบไม้ตั้งขึ้นและตกลง 2. ทับหลังปราสาทด้านทิศเหนือ สลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหนือหน้ากาล มือหน้ากาลยึดท่อนพวงมาลัยแวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษาใบไม้ตั้งขึ้นและตกลง #ทับหลังทั้งสองชิ้นปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานว่าอยู่ที่ใด 3. ทับหลังปราสาทด้านทิศใต้ สลักเป็นรูปพระยมทรงกระบือ ด้านล่างสลักเป็นรูปหน้ากาล มือหน้ากาลยึดท่อนพวงมาลัยแวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษาใบไม้ตั้งขึ้นและตกลง (เดิมอยู่ที่ Asian Art Museum of San Francisco -Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา) ปัจจุบัน อยู่ ณ พิพิธภัณ​ฑ​สถาน​แห่งชาติ​ พระนคร


วันจันทร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เวลา ๑๗.๐๐ น. นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีบวงสรวงต้อนรับทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว กลับสู่ประเทศไทย โดยมีนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เข้าร่วมในพิธี ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทั้งนี้ เวลา ๑๓.๐๐ น. กรมศิลปากรได้นำทับหลังปราสาทหนองหงส์และทับหลังปราสาทเขาโล้น ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในเวลา ๑๔.๐๐ น. เพื่อเข้าสู่พิธีบวงสรวงต้อนรับทับหลังทั้ง ๒ รายการ กลับสู่ประเทศไทย โดยนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้ร่วมเปิดหีบห่อบรรจุทับหลัง จากนั้นภัณฑารักษ์ และนักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ตรวจสภาพทับหลัง พร้อมบันทึกข้อมูลในเบื้องต้น ก่อนเริ่มพิธีบวงสรวงต้อนรับทับหลัง ๒ รายการ โดยมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ เป็นประธานบวงสรวง และมีการแสดงระบำโบราณคดี ชุดลพบุรี เฉลิมฉลองต้อนรับทับหลังกลับสู่ประเทศไทย


วันศุกร์ที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมสำนักฯ ครั้งที่ ๖ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ และประชุมกรรมการพิจารณาการดำเนินงานอนุรักษ์โบราณสถานระดับสำนัก ครั้งที่ ๒/๒๕๖๔ โดยมีหัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมร่วมกัน ณ ห้องประชุมสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา


          นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและ ประวัติศาสตร์ ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์ สืบทอด และเผยแพร่ต้นฉบับหนังสือเก่าทรงคุณค่า เพื่อให้สาธารณชนนำไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสต่าง ๆ บุคคลหรือหน่วยงานใดประสงค์จะจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และจารีตประเพณี สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร โทร. ๐ ๒๑๖๔ ๒๕๐๑ ต่อ ๖๐๗๖ หรือดูรายชื่อหนังสือที่อนุญาตให้นำไปจัดพิมพ์เผยแพร่ได้ที่ www.finearts.go.th/literatureandhistory           สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร มีภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์ สร้างสรรค์ สืบทอด และเผยแพร่หนังสือและเอกสารเก่าอันทรงคุณค่า ทั้งด้านวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และจารีตประเพณี โดยเปิดโอกาสให้สาธารณชนร่วมสืบทอดอายุหนังสือเก่า ด้วยการนำต้นฉบับหนังสืออันทรงคุณค่าเหล่านี้ไปจัดพิมพ์ในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานอายุวัฒนมงคล งานบำเพ็ญกุศลศพ และงานฉลองในโอกาสต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กว้างขวาง โดยคัดเลือกและจัดหมวดหมู่หนังสือและเอกสารเก่าที่ทรงคุณค่า จัดทำฐานข้อมูลในระบบดิจิทัล รวบรวมรายชื่อหนังสือและเอกสารเผยแพร่แก่ผู้สนใจที่ประสงค์จะนำไปจัดพิมพ์ เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และ สืบทอดหนังสือและเอกสารเก่าอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป           สำหรับรายชื่อหนังสือที่อนุญาตให้นำไปจัดพิมพ์ขณะนี้มีทั้งสิ้น ๒๑๓ เรื่อง แบ่งเป็น ประเภทวรรณกรรม จำนวน ๙๖ เรื่อง เช่น กากีคำฉันท์ ประชุมสุภาษิตสอนหญิง อิศปปกรณัม: วรรณกรรมแปลจากตะวันตกยุคแรกของไทย ประเภทประวัติศาสตร์ จำนวน ๒๖ เรื่อง เช่น เรื่องกรุงเก่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคลสมัยรัตนโกสินทร์ พระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์ ประเภทจารีตประเพณี จำนวน ๓๗ เรื่อง เช่น มหาทิพมนต์: ความสืบเนื่องของบทพระพุทธมนต์ในสังคมไทย ย้อนรอยพิธีโล้ชิงช้าในสยาม ประเภทแปลและเรียบเรียง จำนวน ๕๔ เรื่อง เช่น ห้าปีในสยาม เล่ม ๑ – ๒ บันทึกสัมพันธภาพระหว่างประเทศสยามกับนานาประเทศ เล่มที่ ๔ – ๖ ตามรอยบันทึกชาวต่างชาติจากอ่าวสยามสู่ลำน้ำเจ้าพระยา สยามและลาวในสายตามิชชันนารีชาวอเมริกัน           ทั้งนี้ รายละเอียดในการจัดพิมพ์ยึดตามระเบียบกรมศิลปากร เรื่อง การขออนุญาตพิมพ์หนังสือ พ.ศ.๒๕๒๐


สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ลงพื้นที่ดำเนินการซ่อมแซมหลังคา(เบื้องต้น) อุโบสถเก่าวัดบ้านหอย ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุฝนทำให้หลังคาอุโบสถเสียหาย โดยดำเนินการร่วมกับวัด ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา มีแผนดำเนินงานจัดทำรูปแบบรายการเพื่อการบูรณะต่อไป นายนุกูล ดงสันเทียะ นางช่างโยธาชำนาญงาน และคณะ  


          นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมศิลปากรได้ชี้แจงว่าไม่มีความ เกี่ยวข้องใด ๆ กับกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ซึ่งมีส่วนเข้าใกล้พื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยาไปแล้วนั้น           กรมศิลปากรขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนคร ศรีอยุธยา ได้เข้าร่วมการประชุมเตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์และการคมนาคม เพื่อรองรับการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงและศูนย์ซ่อมบำรุงและควบคุมการเดินรถจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในจังหวัด ซึ่งในการประชุมครั้งนั้น บริษัทที่ปรึกษาโครงการฯ ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารสถานีอยุธยาและพื้นที่โดยรอบ ผู้แทนสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา ได้พิจารณาเห็นว่าโครงการฯ มีงานก่อสร้างอาคารสถานีขนาดใหญ่ มีความสูงถึง ๔๕ เมตร และอยู่ในเกณฑ์ที่อาจทำให้เกิดผลกระทบกับโบราณสถานและมรดกโลกอยุธยา จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าทางบริษัทที่ปรึกษาจะต้องสำรวจผลกระทบต่อโบราณสถานที่อยู่ริมทางรถไฟ หรือ EIA ก่อนการดำเนินงาน ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาได้แจ้งตอบในการประชุมว่ามีการอนุมัติรายงาน EIA ไปแล้วตั้งแต่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ทางสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา จึงดำเนินการตรวจสอบซึ่งไม่พบว่ามีการส่งรายงานสำรวจ EIA มายังสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา แต่อย่างใด สำหรับอาคารสถานีอยุธยา บริษัทฯ ชี้แจงว่าจะดำเนินการสร้างอาคารใหม่คร่อมอาคารหลังเก่า และปรับปรุงเป็นศูนย์ข้อมูลหรือพิพิธภัณฑ์ จึงเป็นครั้งแรกที่กรมศิลปากรได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงยกระดับและสถานีขนาดใหญ่ และการจัดทำแนวทางการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่ง (Transit Oriented Development - TOD) และหลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงเป็นการหารือรายละเอียดการก่อสร้างระหว่างกรมศิลปากรและบริษัทที่ปรึกษา ฯ ตลอดมา           จนเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) โดย กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาโครงการศึกษาพัฒนาเมืองกับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ขอเข้าหารือกับ กรมศิลปากร ในประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับขนาดของอาคารสถานีที่มีความสูงและใหญ่เกินความจำเป็นต่อการใช้งาน และมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่เชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่เกาะเมือง จึงอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกได้ จึงขอให้ กรมศิลปากรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปรับปรุงรูปแบบอาคารให้กระทบต่อแหล่งมรดกโลกน้อยที่สุด กรมศิลปากรจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานติดตามแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกพระนครศรีอยุธยาโดยตรง           วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๓ กรมศิลปากรได้มีหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งว่าพื้นที่โครงการอยู่ในเขตโบราณสถาน และอยู่ใกล้เขตมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา จึงขอให้มีการพิจารณาทางเลือกในการออกแบบสถานี ที่เหมาะสมอีกครั้ง เช่น ปรับลงเป็นทางลอดใต้ดิน หรือเบี่ยงไปใช้เส้นทางใหม่หรือย้ายที่ตั้งสถานี และไม่เห็นด้วยกับรูปแบบสถานีที่มีการนำเสนอ และขอให้การรถไฟส่งรายละเอียดรูปแบบรางและอาคารสถานีในแนวเส้นทางรถไฟ ตลอดทั้งเส้นให้กรมศิลปากรตรวจสอบพิจารณา และขอให้มีนำเสนอต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกเพื่อทราบต่อไป และในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๓ รองปลัดกระทรวงคมนาคม รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนกรมการขนส่งทางราง ได้เข้าหารือกับอธิบดีกรมศิลปากร เกี่ยวกับการก่อสร้างสถานีอยุธยาของโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ชั้น ๘ (เทเวศร์) ในครั้งนั้น กรมศิลปากรมีประเด็นนำเสนอว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ มีส่วนเข้าใกล้พื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา จึงควรให้ความสำคัญต่อบริบทความเป็นมรดกโลกของพื้นที่ และร่วมกันพิจารณาหาทางเลือกในการออกแบบสถานีที่เหมาะสมร่วมกัน และต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม หรือ HIA ต่อแหล่งมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา รวมถึงให้ดำเนินการจัดทำการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ตามความจำเป็น





         นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อต่าง ๆ ใน ประเด็นข้อสงสัยต่อบทบาทกรมศิลปากร กรณีการก่อสร้างทางยกระดับและสถานีอยุธยา ในโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน เนื่องจากมีเส้นทางผ่านเข้ามาใกล้พื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากรขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Impact Assessment (EIA) เป็นอำนาจหน้าที่ของ “คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ” ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งกรมศิลปากรไม่มีตัวแทนอยู่ในองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าวทั้ง ๒ ชุด และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ไม่เคยมีหนังสือให้กรมศิลปากรเข้าร่วมประชุมหรือให้ความเห็น ในการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ตลอดกระบวนการ          ส่วนกรณีการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกหรือ Heritage Impact Assessment (HIA) นั้น ศูนย์มรดกโลกมีหนังสืออิเลกทรอนิกส์ เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๓ ผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส มายังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ แจ้งให้ประเทศไทยรายงานการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดกับแหล่งมรดกโลก จากการดำเนินโครงการการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสถานีอยุธยา ซึ่งประเด็นนี้ได้ถูกนำเข้าในวาระการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ ๒/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๓ และคณะกรรมการฯ ได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมศึกษาโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสถานีอยุธยาในพื้นที่ใหม่ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับแหล่งมรดกโลก พร้อมจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลก (HIA) โดยมอบให้กรมศิลปากรในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เป็นผู้ดำเนินการร่าง “กรอบข้อกำหนดประกอบรายงานประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม (Heritage Impact Assessment - HIA) นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกแล้ว ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔           ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้ส่งร่างข้อกำหนดฯ ดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว


black ribbon.