ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,051 รายการ

สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ประจำปี 2564 ครั้งที่ 2เรื่อง “ศักย ขุนพลพิทักษ์ กับจิตรกรรมไทย ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9”ในวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2564 เวลา 13.00 น. ณ ห้องเอนกประสงค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ภายใต้มาตราการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัดโดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ร่วมเสวนา ดังนี้         -  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง            ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)        -  อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร                          ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)        -  นายเกียรติศักดิ์ สุวรรณพงศ์                         ผู้อำนวยการกลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่           ดำเนินรายการ โดย        -  นางสาวปัทมา ก่อทอง ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป พร้อมทั้งรับชมการแสดงศิลปะประกอบดนตรี ชุด “พระมหาชนก” จากสำนักช่างสิบหมู่ และสำนักการสังคีตผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถ Inbox ลงทะเบียนได้ช่องทางFacebook Page : The National Gallery of Thailandhttps://www.facebook.com/TheNationalGalleryThailand/และสามารถรับชมได้ผ่านทาง Facebook Live-  Office of national Museum, Thailand https://www.facebook.com/onmthailand- The National Gallery of Thailand https://www.facebook.com/TheNationalGalleryThailand/






          วันศุกร์ที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นการพบโบราณวัตถุ ในพื้นที่บ้านอาม็อง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์            พบโบราณวัตถุ คือ ภาชนะดินเผา เนื้อดิน ก้นมน มีทั้งลายเชือกทาบ ทาสีแดง และมีฝาภาชนะปิดด้านบน ผู้พบโบราณวัตถุให้ข้อมูลว่าพบชิ้นส่วนกระดูกบรรจุภายใน สันนิษฐานเบื้องต้นเป็นลักษณะของประเพณีการฝั่งศพมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนตลับดินเผาเคลือบสีเขียว และลูกกลิ้งหินบด ศิลปะลพบุรี(เขมรในประเทศไทย) ในพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย           ทั้งนี้ได้แจ้งระเบียบข้อปฏิบัติตาม พรบ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุฯ แก่ผู้ครอบครองที่ดินเพื่อทราบ และรายงานผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เพื่อมอบกลุ่มโบราณคดีดำเนินการขุดกู้โบราณวัตถุและศึกษาแหล่งโบราณคดีต่อไป


ปราสาทโคกงิ้วเป็น #ศาสนสถานประจำโรงพยาบาล หรืออาโรคยศาลาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผังประกอบไปด้วยปราสาทประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีอาคารที่เรียกกันว่าบรรณาลัยอยู่ทางที่ตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก อาคารทั้งสองหลังมีกำแพงแก้วโอบล้อมอาคารไว้ โดยมีโคปุระเป็นซุ้มประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก ด้านนอกกำแพงแก้วทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นสระน้ำผังสี่เหลี่ยม ที่กล่าวมานี้เป็นแผนผังโดยทั่วไปของศาสนสถานประจำโรงพยาบาลสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7   นอกจากนี้ ที่ปราสาทโคกงิ้วยังเคยพบจารึกบนแผ่นสำริดรูปวงโค้ง กล่าวถึงการถวายไทยธรรม (ซึ่งน่าจะหมายถึงแผ่นสำริดรูปวงโค้งดังกล่าว) โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แก่อาโรคยศาลา ณ วิเรนทรปุระ เมื่อมหาศักราช 1115 (บางท่านอ่านเป็น 1114) ตรงกับ พ.ศ.1736 (หรือ 1735)


หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ขอแนะนำหนังสือน่าอ่าน ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ ที่จัดให้บริการ ณ ห้องหนังสือทั่วไป ๑ ทั้งหนังสือทั่วไปและหนังสือที่จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากรที่น่าสนใจ จำนวน ๔๒ รายการ โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้าชมหนังสือแนะนำ พร้อมรายละเอียดได้ที่ หนังสือแนะนำ และเข้าชมรายการหนังสือใหม่ประจำเดือนได้ที่ ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือ เฟซบุ๊ก (Facebook) นอกจากนี้ยังสามารถสืบค้นข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของทางหน่วยงานได้ที่ บริการสืบค้นข้อมูลทรัพยากร โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้บริการหนังสือใหม่ตัวเล่มจริงได้ที่ ห้องหนังสือทั่วไป ๑ ตามวันเวลาทำการของหน่วยงาน >> เปิด : วันอังคาร-วันเสาร์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น.   ปิด : วันอาทิตย์ - วันจันทร์ และวันหยุดตามประกาศของทางราชการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ๐๕๓ - ๘๐๘๕๕๑ ต่อ ๑๙ หรือทาง เฟซบุ๊ก (Facebook) หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ หรือ ทางอีเมล (E-mail) : nlt.chiangmai.hotmail.com


     ชื่อเรื่อง : แว้งที่รัก      ผู้แต่ง : ชบาบาน      สำนักพิมพ์ : สารคดี      ปีพิมพ์ : 2560      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-974-484-258-9      เลขเรียกหนังสือ : 895.913 ช161ว      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 2       สาระสังเขป : แว้งที่รัก เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เนื้อหาสะท้อนเรื่องราวการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของคนหลากเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา ด้วยความไม่สงบของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ชื่ออำเภอชายแดนของจังหวัดนราธิวาสที่ชื่อว่า อ.แว้ง เริ่มปรากฎและผู้คนได้รู้จักตามสื่อต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากการลอบวางระเบิดในหลายพื้นที่ทั้งหน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน ชุมชน และสถานที่ต่างๆ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ทั้งๆ ที่ในอดีตนั้น อ.แว้ง เป็นที่รวมของผู้คนหลายเชื้อชาติ ทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม จีน ที่อยู่ร่วมกันมายาวนานอย่างสันติสุข หนังสือเรื่อง "แว้งที่รัก" คือ 1 ใน 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ประจำปี 2555 ที่บอกเล่าวันวานในอดีตของเด็กไทยพุทธท่ามกลางเพื่อนมุสลิม ที่มีความสุขจากครอบครัว สังคมที่แวดล้อมด้วยความรัก ความสงบและสันติสุข อาทิ โรงเรียนสันโดษ : ดอกไม้ให้ครู    ฮารีรายอ! ฮารีกายอ! สามเฒ่า : หมอผีผู้วิเศษ เพียงแผกแตกต่าง เพิ่งรู้กำเนิด และความประทับใจที่มีต่อ "น้อย" และ "แว้งที่รัก" เป็นต้น เรื่องราวที่สนุกสนานของเด็กๆ ในแต่ละตอนก่อเกิดวิถีคิดและพื้นฐานอารมณ์ของเด็กที่รับรู้ถึงความสวยงามของความแตกต่างของผู้คน ความแตกต่างทางสังคม สิ่งแวดล้อม ความแตกต่างของวัฒนธรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการมีทัศนะต่อสรรพสิ่งอย่างถูกต้องและมีความสุขเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่  ซึ่งนับว่าเป็นหนังสือที่เหมาะสมกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย และสอดรับกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่ประเทศชาติต้องการความสมานฉันท์โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างดี



     ชื่อเรื่อง : รสชาติของผลไม้ที่ยังไม่สุกงอม      ผู้แต่ง : โชนัมจู      สำนักพิมพ์ : พิคโคโล      ปีพิมพ์ : 2564      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-18-4048-8      เลขเรียกหนังสือ : 895.73 ช838ร      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 2   สาระสังเขป : รสชาติของผลไม้ที่ยังไม่สุกงอม เป็นวรรณกรรมแปลจากนักเขียนชาวเกาหลีนามว่า โชนัมจู หรือ คิมจียอง เรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลูกสาวของผู้เขียนเอง และได้นำมาแปลเป็นภาษาไทยโดย วิทิยา จันทร์พันธ์ เรื่องราวที่ตัวละครหลักในนิยายดำเนินเรื่องโดยเด็กสาวมัธยมต้น 4 คน ที่กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงมัธยมปลาย คำสัญญาระหว่างเด็กสาวที่มีความสงสัยทั้งต่อคนอื่นและตัวเอง ความกลัวการหักหลัง กลัวไม่มีใครชอบ กลัวการนินทา กลัวการผิดใจที่อาจนำมาสู่การไม่เหลือความเป็นเพื่อนต่อกันก็ได้ โดยมีการเล่าเรื่องที่ตัดสลับกันไปมาผ่านมุมมองของเด็กทั้ง 4 คน คือ ดายูน โซริน แฮอิน และอึนจี ในสิ่งที่คิดแต่ไม่ได้กระทำ หรือสิ่งที่รู้สึกแต่บางครั้งก็พูดออกมาไม่ได้ จนเวลาผ่านก็ไม่อาจจะรับมือกับเรื่องยากนั้นได้อีก ก่อนที่ชีวิตของเด็กสาวทั้ง 4 คน จะได้สัมผัสกับความหอมหวานจากผลไม้รสชาติที่ดีที่สุดในชีวิต ก็ต้องพบเจอและยอมต่อสู้กับความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยว ความหวาดระแวง และทุกคนก็ต้องพยายามผ่านพ้นช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบากเหล่านั้นในแบบของตนเองให้ได้ไม่ว่าวิธีเหล่านั้นจะถูกหรือผิด เพราะพวกเธอยังคงอยู่ในช่วงวัยแห่งการค้นหา แล้ววันหนึ่งเมื่อถึงเวลาก็เข้าใจและรู้สึกได้ถึงว่าแท้จริงแล้วความยากลำบากเหล่านั้นก็แค่เพียงผ่านเข้ามาในช่วงชีวิตหนึ่งก็เท่านั้นเอง "คำสัญญาร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ใช่ที่สุด สุดท้ายทุกคนก็ต้องเลือกทางที่ตัวเองปราถนากันทั้งนั้น"    


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ขอเสนอองค์ความรู้เรื่อง “พิธีแกลมอ” การรักษาอาการเจ็บป่วยของกลุ่มชาติพันธุ์กวย(กูย) "พิธีแกลมอ" (อ่านว่า แกล-มอ)เป็นพิธีกรรมสำคัญของคนเชื้อสายกูย (คล้ายกับพิธีกรรมโจลมะม็วดของคนเชื้อสายเขมร) เกือบทุกตำบลของหมู่บ้านชาวกูยจะมีแม่มด แม่ออ ซึ่งเป็นตัวเอกของพิธีกรรมนี้ พิธีแกลมอเป็นการฟ้อนรำประกอบดนตรีที่ทำขึ้นใน ๓ โอกาส คือโอกาสแรก เพื่อรักษาอาการป่วยและเรียกขวัญคนป่วย ซึ่งเป็นวิธีการรักษาทางจิตใจโอกาสที่สอง เป็นการเข้าทรงเพื่อเสี่ยงทายปลอบขวัญให้คลายทุกข์ลงโอกาสที่สาม เป็นการเข้าทรงเพื่อบูชาครูกำเนิดเพื่อให้เกิดความสนุกสนานโดยนิยมเล่นในช่วงเดือนยี่และเดือนสาม(มกราคมและกุมภาพันธ์) การเล่นมอเล่นออนี้หาดูได้ที่บ้านแตล อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บ้านสำโรง อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ บ้านหนองสมบูรณ์ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ บ้านตระมูง อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้นวิธีเล่นผู้เล่นจะนั่งเป็นวงล้อมบายศรี (บายแสร็ยเทียะ) ทำจากต้นกล้วย ๔ ต้น สูงประมาณ ๑๕๐ เซนติเมตร ซึ่งอาจมี ๕, ๗ หรือ ๙ ชั้น มีเครื่องบูชาครู ซึ่งประกอบด้วย ขนม ข้าวต้ม ผ้าซิ่น ผ้าสไบ กระจก หวี แป้ง กรวยใบตองห้าหรือแปดกรวย ธูป เทียน ไข่ไก่ เหล้า และเงิน ๒๔ บาท เมื่อวิญญาณเข้าร่างทรงก็จะฟ้อนรำ เมื่อเล่นพอสมควรแล้วก็ถึงตอนออกโดยแสดงพนมมือ ตัวสั่นแล้วชูมือทั้งสองข้างสลัดไปมากลุ่มชาติพันธุ์กูยในจังหวัดสุรินทร์ชาวกูย หรือคนทั่วไปเรียกว่า “ส่วย” มีจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์เขมรและลาว ซึ่งทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมกันจนทั้งสามกลุ่มนี้ยากที่จะจำแนกได้ ปัจจุบันชาวกูยเหล่านี้มีวิถีชีวิตเหมือนกับชาวอีสานทั่วไป และอาศัยอยู่หนาแน่นในเขตพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุบลราชธานี และบางส่วนของจังหวัดมหาสารคาม รวมทั้งประเทศลาวและกัมพูชา จัดเป็นกลุ่มชนที่พูดภาษามอญ-เขมร เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกับพวกข่าหรือละว้า รูปร่างหน้าตาคล้ายพวกเซมังหรือเงาะ ชาวกูยดั้งเดิมจะมีริมฝีปากบาง ผมดกหยิก จมูกแบนผิวดำ แต่ในปัจจุบันพบว่ามีรูปร่างลักษณะเหมือนคนไทยในภาคอีสานทั่วไป บรรณานุกรม :- ต้นฉบับหนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม-https://www.google.com/search… (รูปภาพ)-https://www.google.com/search… (รูปภาพ) เรียบเรียงโดย :นายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมการจัดแสดงนิทรรศการ ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้าชมการจัดแสดงนิทรรศการทั้งสิ้น ๓๖ คน โดยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมการจัดแสดงนิทรรศการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด - ๑๙ อย่างเคร่งครัด


วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ร่วมกันทำความสะอาดฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ หลังจากปิดให้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว บริเวรห้องจัดแสดงนิทรรศการและบริเวณรอบๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส



black ribbon.