ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,066 รายการ

อธิบดีกรมศิลปากรตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา  โบราณสถานสำคัญยังไม่ได้รับผลกระทบ ย้ำติดตามใกล้ชิดเตรียมความพร้อมป้องโบราณสถานเต็มที่           วันจันทร์ที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้มอบนโยบายให้กรมศิลปากรติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เดินทางตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมป้องกันโบราณสถานและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ณ วัดไชยวัฒนาราม วัดธรรมาราม และป้อมเพชร พร้อมทั้งรับฟังแผนการบริหารจัดการและการป้องกันโบราณสถานจากเหตุอุทกภัย อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางของประเทศไทย ส่งผลให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบ จึงได้สั่งการให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันโบราณสถานและติดตามสถานการณ์ในทุกวัน ซึ่งมีโบราณสถานที่รับผิดชอบ จำนวน ๓๙๔ แห่ง เป็นโบราณสถานในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ๑๘๙ แห่ง และนอกเกาะเมือง ๒๐๕ แห่ง          นายพนมบุตร กล่าวอีกว่า ได้ย้ำให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมบุคลากร วัสดุและอุปกรณ์ ตลอดจนประสานความร่วมมือเพื่อบูรณาการกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการป้องกันโบราณสถานจากเหตุภัยพิบัติ โดยปัจจุบันพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นพื้นที่โบราณสถานสำคัญสูงสุดยังไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ตลอดจนเส้นทางคมนาคมยังสามารถเข้าถึงได้ตามปกติ ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้บรรจุแผนงานมาตรการลดผลกระทบจากภัยพิบัติไว้ในแผนปฏิบัติการการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พุทธศักราช ๒๕๖๖ -๒๕๗๕ มีการบริหารจัดการเป็นขั้นตอนในทุกปี


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ขอเชิญร่วมกิจกรรม Workshop พวงกุญแจจากผ้าทอ พร้อมรับผลงานกลับบ้าน ฟรี!! หากท่านโพสต์รูปพร้อมผลงานและ Check in พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ในวันเสาร์ - อาทิตย์ ที่ ๑๕  ๑๖, ๒๒ – ๒๓, ๒๙ - ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๗.๐๐ - ๒๐.๓๐ น. ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามวันและเวลาดังกล่าว โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า (ขออนุญาตจำกัดจำนวน ๑ ท่าน / ๑ ชิ้นงาน)         กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ Night museum สามารถเข้าชมตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๙ เปิดให้บริการถึง เวลา ๒๐.๓๐ น. วันพุธ - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ยกเว้นวันจันทร์ - วันอังคาร สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๕๓๕๑ ๑๑๘๖ เฟซบุ๊ก: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ลำพูน         นอกจากนี้ ท่านยังสามารถเดินชมกิจกรรมตลาดวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน บริเวณถนนวังซ้าย และถนนรถแก้ว ด้านหลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จัดโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๑๔.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. ตั้งแต่วันนี้ - ๔ มกราคม ๒๕๖๙





“พระพุทธมิ่งเมืองมงคล” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ พระพักตร์รูปไข่ พระเนตรเหลือบต่ำ พระขนงโก่งยกเป็นแถบ มีเส้นเชื่อมต่อสันพระนาสิก พระนาสิกโด่งเป็นสัน ปลายบานเล็กน้อย พระโอษฐ์หยักเป็นคลื่น พระกรรณยาวปลายงอนเล็กน้อย มีขอบไรพระศก เม็ดพระศกแหลมเล็ก พระรัศมีเปลว ชายสังฆาฏิเป็นแถบสี่เหลี่ยมปลายตกแต่งเป็นลายกลีบบัวยาวเหนือพระนาภี ประทับขัดสมาธิราบบนฐานเขียง ซึ่งพุทธลักษณะของพระพุทธรูปองค์นี้ ตรงกับศิลปะแบบล้านช้าง ฐานเขียงมีจารึกอักษรธรรมอีสาน จำนวน ๓ บรรทัด ข้อความจารึก อ่านถอดความโดย นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักภาษาโบราณเชี่ยวชาญ กรมศิลปากร ได้ความว่า“ศักราช ๒๓๖๗ เดือนยี่ แรม ๔ ค่ำ ๔ มหาราชครูเจ้าทั้ง ๒ วัดกลางเมืองร้อยเอ็ด ทั้งอันเตวาสิต แลมหาราช แลกรรมการ อุบาสก อุบาสิกา พร้อมกันหล่อพระพุทธรูปนี้” คำว่า มหาราช ในที่นี้ก็คือ พระยาขัติยะวงษา (สีลัง) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดท่านที่สอง ซึ่งเป็นสมัยเดียวกับที่สร้างพระอุโบสถ ปัจจุบันจังหวัดร้อยเอ็ด มีประกาศลงวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ให้พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัดร้อยเอ็ด และถวายนามว่า พระพุทธมิ่งเมืองมงคล เอกสารอ้างอิง ฉวีงาม มาเจริญ และคณะ. ปกิณกวัฒนธรรม จังหวัดร้อยเอ็ด. กรุงเทพฯ : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๓. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๔.


            ผ้าไทยเป็นศิลปหัตถกรรมที่สะท้อนภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความงดงามของวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน ลวดลายบนผืนผ้ามิได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางความงาม หากยังเป็นพื้นที่แห่งการเล่าเรื่อง ถ่ายทอดเรื่องราว ความเชื่อ และแรงบันดาลใจจากธรรมชาติสู่ศิลปะการออกแบบ หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นลายผ้าไทยร่วมสมัย “บุปผาบรมราชินีนาถ” ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปะ และงานหัตถกรรมไทยเข้าด้วยกันอย่างงดงาม คือพรรณไม้ที่ปรากฏอยู่ในพระนามาภิไธยของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยพรรณไม้ทั้งสี่ชนิด ได้แก่ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ บัวควีนสิริกิติ์ กุหลาบควีนสิริกิติ์ และกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ ซึ่งล้วนมีความงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว              ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ (Mussaenda Queen Sirikit)             ไม้พุ่มที่มีดอกรูปดาวเหลืองขนาดเล็กเป็นช่อ ซ้อนด้วยกลีบรองสีชมพูที่ปลายกิ่ง เป็นลูกผสมระหว่าง Mussaenda Dona Luz และ M. philippica var. aurorae อยู่ในวงศ์ Rubiaceae ที่มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ผสมขึ้น และกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” มาเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดนี้ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ เยือนประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2506 ลักษณะของดอนญ่าควีนสิริกิติ์เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-3 เมตร ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด ปลูกง่ายและราคาไม่แพงบัวควีนสิริกิติ์ (Nymphaea Queen Sirikit)             บัวลูกผสมพันธุ์ใหม่ ซึ่งผสมข้ามสกุลย่อยระหว่างบัวฝรั่งพันธุ์ Perry’s Fire Opal ของสหรัฐอเมริกากับบัวพันธุ์นางกวักฟ้าของไทย ออกมาเป็นดอกสีม่วงบริเวณปลายกลีบ ส่วนโคนกลีบมีสีขาว ซึ่งถือเป็นสีใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร และสมาคมพฤกษศาสตร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญพระนามาภิไธยมาเป็นชื่อของบัวลูกผสมพันธุ์นี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555 บัวพันธุ์นี้เป็นไม้น้ำที่ดอกบานเต็มที่ในช่วงเช้าและค่อยๆ ห่อตัวในช่วงบ่าย อายุการบานประมาณ 3 วัน กุหลาบควีนสิริกิติ์ (Rosa Queen Sirikit)             ดอกกุหลาบสีเหลืองสดแต้มด้วยขอบสีชมพูแกมส้ม อยู่ในวงศ์ Rosaceae เป็นลูกผสมระหว่างกุหลาบพันธุ์ Königin der Rosen และ Golden Giant เกิดเป็นพันธุ์ Peer Gynt ได้นำออกเผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2511 และได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดกุหลาบ ณ กรุงเบลฟาสต์ เขตไอร์แลนด์เหนือ สหราชอาณาจักร ใน พ.ศ. 2513 โดย Mr. André Hendrickx ผู้อำนวยการเรือนกุหลาบ Grandes Roseraies Du Val de Loir ประเทศฝรั่งเศส ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญพระนามาภิไธย “Queen Sirikit” เป็นชื่อดอกกุหลาบลูกผสมพันธุ์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2514 ลักษณะของกุหลาบควีนสิริกิติ์เป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร มีดอกสีเหลืองสด ขอบกลีบดอกเป็นสีชมพูแกมสีส้ม มีกลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี กล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ (Cattleya Queen Sirikit) เป็นกล้วยไม้สีขาวบริสุทธิ์ โดดเด่นด้วยสีเหลืองทองบริเวณกึ่งกลาง อยู่ในวงศ์ Orchidaceae เป็นกล้วยไม้ลูกผสมระหว่าง Cattleya Bow Bells กับ Cattleya o’ brieniana var. alba ซึ่งบริษัทกล้วยไม้เก่าแก่ Black & Flory ประเทศอังกฤษเป็นผู้ผสม โดยได้จดทะเบียนชื่อพันธุ์ว่า Exquisite ใน พ.ศ. 2501 และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากสมาคมพืชสวนหลวงประเทศอังกฤษ ทางบริษัทจึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญพระนามาภิไธย “Queen Sirikit” มาเป็นชื่อของกล้วยไม้ลูกผสมพันธุ์นี้ ลักษณะของกล้วยไม้มีทรงต้นกะทัดรัด ดอกสีขาว มีแต้มสีเหลืองทองบริเวณกึ่งกลาง ออกดอกเกือบทั้งปี           สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงต่อยอดพรรณไม้ทั้ง 4 ชนิด ซึ่งเป็นพรรณไม้ในพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่ผ้าลายพระราชทานประเภทผ้าบาติก “บุปผาบรมราชินีนาถ” ที่ทุกลายล้วนเปี่ยมไปด้วยความหมายในการน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบด้วย ลายดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ลายบัวควีนสิริกิติ์ ลายกุหลาบควีนสิริกิติ์ ลายกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ และลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ พระราชทานเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี            การนำพรรณไม้สี่ชนิดที่ได้รับพระราชทานพระนามาภิไธยมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบลายผ้าไทยร่วมสมัย โดยถ่ายทอดรูปทรง สีสัน และความหมายเชิงสัญลักษณ์ของดอกไม้สู่ลวดลายบนผืนผ้าอย่างสร้างสรรค์ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการผสมผสานระหว่างธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมไทย และการออกแบบสมัยใหม่ ช่วยยกระดับคุณค่าของผ้าไทยให้มีเอกลักษณ์ งดงาม และสามารถประยุกต์ใช้ในงานแฟชั่นร่วมสมัยได้ พร้อมทั้งเป็นการเทิดพระเกียรติและสืบสานภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยอย่างยั่งยืน     แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ “บุปผาราชินี” พรรณไม้ทรงคุณค่า งดงามในพระนาม “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 12 มีนาคม 2569,      จาก https://www.thaipbs.or.th/now/infographic/527 ผ้าลายพระราชทาน “บุปผาบรมราชินีนาถ”.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 12 มีนาคม 2569, จาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1210762981229298&set=a.551179130521023 ผ้าลายพระราชทาน บุปผาบรมราชินีนาถ.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 12 มีนาคม 2569, จาก https://www.lemon8-app.com/@blue2blood/7609730463280448018?region=th   ศิลป์ปักษ์ใต้งามวิจิตร ยกระดับหัตถกรรมชุมชนภาคใต้สู่ความยั่งยืน.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 12 มีนาคม 2569,      จาก https://suratthani.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/74/iid/326078 สถิตกลางใจไทยนิรันดร์.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2569.     เรียบเรียงโดย    นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร  บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร



น้องข้าวเม่าเล่าความดี


สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้จัดพิมพ์หนังสือ “แผ่นดินไทยในอดีต”ประกอบนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย เรื่อง ประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่จัดขึ้น ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร   หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งสำคัญหลังหนึ่งภายในเขตพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าในอดีต และบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ และอารยธรรมอันรุ่งเรืองของชาติไทย เรียงลำดับเวลาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย อยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์นำเสนอผ่านภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมทุกสมัยที่พบในประเทศไทย กว่า ๕๐ รายการ หนังสือนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าชมนิทรรศการและผู้สนใจให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของมรดกศิลปวัฒนธรรมอันจะก่อให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์สมบัติทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป   หนังสือจัดพิมพ์สี่สีพร้อมภาพประกอบสวยงาม ขนาดเหมาะแก่การพกพา จำหน่ายราคาเล่มละ ๒๘๐ บาท สามารถติดต่อซื้อได้ที่ห้องจัดแสดงนิทรรศการ ภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๗๐      


      จัดแสดงในสภาพทั่วไปของจังหวัดราชบุรีในปัจจุบันในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการศึกษา การสาธารณูปการ การอุตสาหกรรม การเกษตร ประชากรและที่สำคัญคือ พระราชกรณียกิจแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อจังหวัดราชบุรี อาทิเช่น สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี โครงการศึกษาวิธีฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม เป็นต้น 



ตึกถาวรวัตถุ ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดขึ้นเนื่องในโอกาส 100 ปี แห่งการสวรรคตของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์    ตึกถาวรวัตถุ ซึ่งตึกนี้สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงใช้เป็นพระที่นั่งทรงธรรมในการพระเมรุของพระองค์เอง ก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 จากนั้น พระราชทานเป็นที่ตั้งของหอสมุด วชิรญาณสำหรับพระนคร เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 7 คงให้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือตัวพิมพ์ข่าว พระราชทานนามใหม่ว่า หอพระสมุดวชิราวุธ ปัจจุบันเป็นอาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กำเนิดอาคารถาวรวัตถุ อาคารถาวรวัตถุ หรือตึกแดง ตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของสนามหลวง ด้านหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยพระราชประสงค์ 2 ประการ ประการแรก เพื่อให้เป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย หลังจากที่ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมหาธาตุวิทยาลัยขึ้น ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2432 แต่ยังขาดสถานที่เรียนอันเหมาะสม จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์ขึ้น ประการที่สอง ประจวบกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.2437 โดยพระราชประเพณีจะต้องสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ ตามพระเกียรติยศขึ้นที่ท้องสนามหลวง พระองค์มีพระราชดำริว่า เป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ในการสร้างสิ่งที่ไม่ได้เป็นถาวรวัตถุ เพราะสร้างใช้งานชั่วคราว เสร็จงานแล้วก็รื้อทิ้ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้อำนวยการสร้างอาคารตึกถาวรวัตถุขึ้น ณ บริเวณกุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุด้านทิศตะวันออก ลักษณะอาคารเป็นยอดปรางค์ 3 ยอด เพื่อเป็นที่อัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร มาประดิษฐานบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน เมื่อการบำเพ็ญพระราชกุศลนั้นแล้วจะได้ถวายอาคารนี้ให้เป็นสังฆิกเสนาสนะสำหรับมหาธาตุวิทยาลัยต่อไป แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จในรัชกาลของพระองค์ (เพราะสวรรคตก่อน) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนเสร็จ แล้วพระราชทานให้เป็นที่ตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2459 สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ตึกถาวรวัตถุนั้น ทรงให้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือตัวพิมพ์ ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า หอพระสมุดวชิรญาณ ต่อมาและเป็นอาคารหอสมุดแห่งชาติ จนกระทั่งได้ย้ายหอสมุดแห่งชาติไปตั้งที่แห่งใหม่ที่ท่าวาสุกรี เมื่อ พ.ศ. 2508 ตึกถาวรวัตถุยังเป็นที่ตั้งสำนักงานราชบัณฑิตยสถานต่อ จนกระทั่งสำนักงานย้ายไปอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ตึกนี้ไม่มีการใช้งานอื่นใด กรมศิลปากร สมัยนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต เป็นอธิบดี ได้ปรับปรุงเพื่อเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นที่องค์ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเอกสารในการปฏิรูปประเทศของรัชกาลที่ 5 เป็นมรดกโลก


รับสมัครข้าราชการตำแหน่ง นักวิชาการคอมพิวเตอร์    1    ตำแหน่ง




black ribbon.