ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,233 รายการ

ชื่อแบบฉบับ : มหานิปาตวณฺณนา ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (ผูก ก1) ชื่อเรื่อง : ทสชาติ  สุวรรณสามชาดก-นารทชาดก (ผูก ก1 สุวรรณสามชาดก) เลขทะเบียน : ชม.บ.557/ก1 ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ                     ผู้สร้าง : อุบาสิภิกษุ                   ปีที่สร้าง : จ.ศ.1085 (พ.ศ.2266) จำนวน : 1  คัมภีร์  14 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก ก1, ข1-3, ค1-5:4ก, ฆ1-2, ง1-2)    จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด          จำนวนหน้า : 46 หน้า อักษร : ธรรมล้านนา                  ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา             เส้น : จาร ฉบับ : ล่องชาด                        ไม้ประกับ : ทารัก ขอบทาชาด      ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน ประวัติ : อุบาสิภิกษุสร้าง จ.ศ.1085 (พ.ศ.2266 สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) มี 5 เรื่อง ได้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2531 โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568


เลขทะเบียน : นพ.บ.747/ก/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 46 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 233 (362-369) ผูก ก1 (2568)หัวเรื่อง : กจฺจายนมูล --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อเรื่อง : ปกิณณกเทศนา ของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ฯ วัดเจดีย์หลวงนครเชียงใหม่ ผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2472 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กิมหลีหงวน จำนวนหน้า : 46 หน้า สาระสังเขป : ปกิณณกเทศนา ของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ฯ วัดเจดีย์หลวงนครเชียงใหม่ พิมพ์เนื่องในงานศพแม่เจ้าจามรี ณ นครเชียงใหม่ อัครชายาเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม่เจ้าจามรีนับว่าเป็นผู้สืบสายโลหิตมาแต่ต้นวงศ์สกุล ณ เชียงใหม่แท้ นอกจากประวัติแม่เจ้าจามรี ยังมีเทศนาปัพพโตปมคาถา ถวายพระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ เทศาภิบาลมณฑลพายัพ ในงานศพแม่เจ้าจามรี ที่คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2472, เทศนาฌาปนกิจวิภาค ของเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ฯ (สิริจนฺโท) วัดพระเจดีย์หลวง เชียงใหม่ พระมหาทอง (โฆสิต) แสดงในงานสัตตมวารศพ แม่เจ้าจามรี ณ เชียงใหม่ วันที่ 2 ตุลาคม พุทธศักราช 2472, อาฬวกคาถา พระมหาทอง (โฆสิต) วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ แสดงในการบำเพ็ญกุศล สัตตมวารศพ แม่เจ้าจามรี วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2472, ประวัติของอาฬวกยักษ์ และสังคหธรรมเทศนา พระมหาทอง (โฆสิต) แสดงวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472  เลขทะเบียนหนังสือหายาก : 973 เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ : nlcm_rb2568_00973 โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568



ผ้าทอจันทบุรี : ภูมิปัญญาจากอดีต สู่การฟื้นฟูอัตลักษณ์ร่วมสมัย   จังหวัดจันทบุรีเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน หนึ่งในมรดกภูมิปัญญาที่เคยรุ่งเรืองและได้รับการยอมรับในระดับสูงคือผ้าทอเมืองจันท์ ซึ่งมีชื่อเสียงถึงขั้นเป็นผ้าที่ราชสำนักให้การยอมรับ โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงโปรดปรานผ้าทอจากเมืองจันทบุรีเป็นอย่างยิ่ง ดังปรากฏหลักฐานในเอกสารจดหมายเหตุและพระราชนิพนธ์ พระราชนิพนธ์เสด็จประพาสเมืองจันทบุรี พ.ศ. 2419 เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมผ้าทอในท้องถิ่น โดยทรงกล่าวถึงผ้าหลากหลายประเภท อาทิ ผ้าราชวัตร ซึ่งมีฝีมือการทอประณีตยิ่งกว่าผ้าที่ทอในกรุงเทพมหานคร ผ้าตาสมุก ที่ทรงจัดซื้อเพื่อพระราชทานเป็นรางวัลแก่ทหาร รวมถึงแพรนุ่งหรือผ้าไหมจันทบุรี ที่ทรงยกย่องว่ามีเนื้อดีและทนทานกว่าแพรจากเมืองจีน นอกจากนี้ยังมีหลักฐานยืนยันว่า ผ้าไหมจันทบุรีเคยเป็นผ้าทรงของพระมหากษัตริย์มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และเป็นผ้าที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดใช้เป็นนิจ อย่างไรก็ตามภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งกายตามวัฒนธรรมตะวันตก การทอผ้าในจันทบุรีได้ค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงร่องรอยในหน้าประวัติศาสตร์ จนกระทั่งในปัจจุบันได้เกิดความพยายามฟื้นฟูมรดกสิ่งทอนี้ขึ้นใหม่ โดยเฉพาะการรื้อฟื้นผ้าลายราชวัตรจันทบูร ซึ่งเป็นลายผ้าโบราณสำคัญของจังหวัด ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและชุมชนทอผ้า พร้อมการต่อยอดลวดลายให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ร่วมสมัยของจันทบุรี ลักษณะเด่นของผ้าลายราชวัตรจันทบูร คือการทอด้วยเทคนิคยกดอก ทำให้ลวดลายนูนเด่นบนผืนผ้า โครงสร้างลายเป็นตารางสี่เหลี่ยมขนาดเล็กต่อเนื่องกันทั้งผืน ทอด้วยกี่ 4 ตะกอ และมีเอกลักษณ์สำคัญคือการใช้ไหมเส้นยืนหลายสีสลับกันอย่างมีจังหวะ ส่งผลให้ผืนผ้ามีมิติของสีที่ลุ่มลึกและงดงาม สามารถมองเห็นลวดลายได้ชัดเจนทั้งสองด้าน นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผ้าทอเมืองจันท์มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือภูมิปัญญาการย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ ช่างทอในพื้นที่สามารถใช้ทรัพยากรท้องถิ่นสร้างสรรค์สีสันที่หลากหลายและติดทนนาน เช่น สีเหลืองจากเปลือกมะพูด สีแดงจากครั่ง สีดำจากลูกมะเกลือ และสีน้ำเงินจากคราม สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของภูมิปัญญาชาวจันท์   จากรากฐานดังกล่าว จังหวัดจันทบุรีจึงได้สร้างสรรค์ผ้าอัตลักษณ์ใหม่ คือผ้าสีดินเหมืองพลอย โดยนำดินจากเหมืองพลอยเก่ามาใช้เป็นสีย้อมธรรมชาติ และออกแบบลวดลายจากดอกกล้วยไม้เหลืองจันทบูร ดอกไม้ประจำจังหวัด กลายเป็นผืนผ้าที่บอกเล่าเรื่องราวของภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างงดงาม การฟื้นฟูผ้าทอเมืองจันท์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ผืนผ้า หากแต่เป็นการถักทออดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต ใช้รากฐานทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าใหม่ และสืบสานอัตลักษณ์ของเมืองจันท์ให้คงอยู่และก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน   แหล่งอ้างอิง กระทรวงมหาดไทย.  สมาคมแม่บ้านมหาดไทย.  76 จังหวัดร้อยดวงใจ สืบสานผ้าเอกลักษณ์ไทยดำรงไว้ในแผ่นดิน.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 17 ธันวาคม 2568, จาก https://moi.go.th/moi/wp-content/uploads/magalone/final_76_unique_thai_fabric/pdf/full.pdf ผ้าราชวัตรจันทบูร ลายผ้าประจำจังหวัดจันทบุรี.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 17 ธันวาคม 2568, จาก https://drive.google.com/file/d/1xZKocLGeHRhJcHbEz4yc-UEODuPdc4HX/view แพรพรรณอัญมณีที่เมืองจันท์.  จันทบุรี: จังหวัดจันทบุรี, [2554.]. ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่น…สู่สากล.  กรุงเทพฯ: สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, 2565.      เรียบเรียงโดย นางสาวทิพวรรณ จันทร์ปัญญา บรรณารักษ์ปฏิบัติการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร    



         พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ขอเชิญร่วมกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 "สรงน้ำพระ ขอพรปู่ มูรับโชคสงกรานต์" ระหว่างวันที่ 12 - 15 เมษายน 2569 ณ ลานด้านข้างศาลปู่ขุนเชียงสวัสดิ์ ภายในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ทุกท่านจะได้พบกับกิจกรรมพิเศษ ความลับที่ปลายผ้า... มีเพียง "50 คน" ต่อวันเท่านั้นที่จะได้รู้! ปู่แอบกระซิบมา... ใครอยากมีโชคใหญ่รับปีใหม่ไทย ต้องห้ามพลาดกิจกรรมที่บ้านเชียง! สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4223 5040 --------------------------------------------- Songkran Festival 2026 "Bathing the Buddha, Seeking Blessings from the Guardian Spirit, and Attracting Good Fortune for Songkran" Dates: April 12 – 15, 2026 Venue: The activity area beside Pu Khun Chiang Sawat Shrine, within the Ban Chiang National Museum grounds.  



        กรมศิลปากร เชิญชวนทุกท่านติดตามชม “ศิลป์ stories“ คนกรมศิลป์มีเรื่องเล่า เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต และทุกเทคนิคมีความหมาย รายการ Podcast ที่สนุกและได้ความรู้จากกรมศิลปากร วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 - 15.00 น. ในตอน “ทักครับ บางกอก” ร่วมพูดคุยไปกับ อิสราวรรณ อยู่ป้อม นักโบราณคดีชำนาญการ กองโบราณคดี, เมริกา สงวนวงษ์ นักโบราณคดีชำนาญการ กองโบราณคดี ดำเนินรายการโดย ณฤริท ธนูศิลป์ นักโบราณคดีชำนาญการ กองโบราญคดี รับชมได้ผ่านทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts และช่อง Youtube : กรมศิลปากร        “ศิลป์ stories“ รายการ Podcast ที่สนุก และได้ความรู้จากกรมศิลปากร กำหนดออนไลน์ทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เวลา 14.00 - 15.00 น. เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม - กันยายน 2569


        สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ขอเชิญร่วมงานเฉลิมพระเกียรติฯ และร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม ณ วัดราชาธิวาสวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานเฉลิมพระเกียรติ ระหว่างวันที่ ๑ - ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ วัดราชาธิวาสวิหาร กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและชื่นชมโบราณสถานศิลปกรรมอันงดงาม ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ดังนี้          กิจกรรมเสวนาทางวิชาการ (ณ ศาลาพระครูธรรมิกภารบดี) เรียนรู้และดื่มด่ำกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ผ่านการพูดคุยกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ          - วันจันทร์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๙ (เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.) หัวข้อ “ประวัติของวัดราชาธิวาสวิหาร และความสำคัญของวัดราชาธิวาสวิหาร” วิทยากรโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ดำเนินรายการโดย นางสาวพลอยชมพู ยามะเพวัน          - วันพุธที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ (เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.) หัวข้อ “งานศิลปกรรมภายในพระอุโบสถ และการบูรณะวัด กับภารกิจของกรมศิลปากร” วิทยากรโดย นายธีระยุทธ์ สลักสัณห์ และ นายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ดำเนินรายการโดย นายภูวนารถ สังข์เงิน ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมเสวนา https://register.vtkby.com/event/event-qnsemnr1-3           กิจกรรมชมโบราณสถานศิลปกรรมภายในวัดราชาธิวาสวิหาร (ระหว่างวันที่ ๑ - ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙) สุดพิเศษ ทางวัดได้เปิดโอกาสให้เข้าชมอาคารสำคัญและศิลปวัตถุที่ไม่เปิดให้ชมทั่วไป พร้อมวิทยากรนำชมตามรอบอาคารพิพิธภัณฑ์มหาราชานุสรณ์ ร.๔ นำชมโดยมัคคุเทศก์น้อย เข้าชมได้ตามรอบเวลาที่กำหนด ได้แก่ ๑๐.๐๐ น., ๑๒.๐๐ น., ๑๔.๐๐ น., ๑๖.๐๐ น., ๑๘.๐๐ น. กิจกรรมชมโบราณสถานศิลปกรรมภายในวัด นำชมโดยเจ้าหน้าที่จากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กองโบราณคดี และสํานักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เข้าชมได้ตามรอบเวลา ๑๔.๐๐ น., ๑๕.๐๐ น., ๑๖.๐๐ น. ลงทะเบียนกิจกรรมชมโบราณสถาน https://register.vtkby.com/event/event-qnviswt1-3             กิจกรรมประทับตราพาสปอร์ต ๑๐ จุด (ระหว่างวันที่ ๑ - ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙) ร่วมสนุกและเรียนรู้ผ่านกิจกรรมประทับตราพาสปอร์ต ณ ๑๐ จุดสำคัญภายในวัด           ๑. นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ          ๒. พระตำหนักพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว          ๓. พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พระตำหนักสมเด็จ)          ๔. พระตำหนักสี่ฤดู          ๕. พระอุโบสถวัดราชาธิวาสวิหาร          ๖. พระพุทธรังสรรค์          ๗. พระนิรันตราย          ๘. พระสัมพุทธวัฒโนภาส          ๙. พระเจดีย์          ๑๐. พระวิหาร (ศาลาสมเด็จพระอัยยิกา) และในวันพุธที่ ๓ มิถุนายน ขอเชิญร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เวลา ๑๙.๒๙ น. นอกจากนี้ยังมีการออกร้านสินค้า การแสดงทางวัฒนธรรมจากเยาวชน ตั้งแต่วันที่ ๑ - ๓ มิถุนายน และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินรางวัลเพชรในเพลง กรมศิลปากร คุณพลพล พลกองเส็ง และน้องนันต์ อนันต์ อาศัยไพรพนา ในวันที่ ๓ มิถุนายน เวลาประมาณ ๑๙.๔๐ น. เป็นต้นไป


แต่ง/ผู้แปล/ผู้เรียบเรียง : Author:  ร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ และนางสาวเรไร นัยวัฒน์ ครั้งที่พิมพ์ : Edition:  พิมพ์ครั้งแรก : ตุลาคม 2550 ผู้พิมพ์ : Publisher:  สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต ISBN:  978-974-417863-3 ราคา : Price:  500 บาท หนังสือทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ เป็น หนังสือที่ว่าด้วยพัฒนาการของดินแดนภาคใต้ โดยเฉพาะระบบการค้าในสมัยศรีวิชัยที่มีแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้คน ไม่เฉพาะในดินแดนภาคใต้ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์การติดต่อของผู้คนไปยังดินแดนที่เป็นแหล่ง โบราณคดีที่คนไทยควรภาคภูมิใจ หนังสือเล่มนี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการศึกษาเรื่องการติดต่อทางการค้า ทางทะเลระหว่างดินแดนในประเทศไทยกับดินแดนภายนอก ทั้งในทางกว้างและทางลึกให้มากยิ่งขึ้นในอนาคต   ติดต่อซื้อได้ที่กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๔๗๐๒, ๐ ๒๒๒๔ ๒๐๕๐


ที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ ๖ ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๗๐ ๒๕́ ๓๐˝ - ๑๗๐ ๒๖́ ๐๐˝ เหนือ และเส้นแวงที่ ๙๙๐ ๔๗́ ๐๐˝ -๙๙๐ ๔๗́ ๔๐˝ ตะวันออก (แผนที่ทหารระวางที่ ๔๙๔๓I พิมพ์ครั้งที่ ๑-RTSD ลำดับชุด L๗๐๑๗ มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ ) ตัวเมืองตั้งอยู่บนพื้นที่ราบริมแม่น้ำยมเชิงเทือกเขาพระศรี ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมือง ประกอบไปด้วยเขาพระศรีและเขารังแร้งเทือกเขาพนมเพลิงวางตัวอยู่ในแนวตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยเขาแก้วและเขาใหญ่อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก เขาสุวรรณคีรีและเขาพนมเพลิงตั้งอยู่กลางเมือง จากนั้นเป็นไหล่เขาลาดลงไปยังแม่น้ำยม ช่วงที่พาดผ่านแม่น้ำยมทำให้เกิดแก่งน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า“แก่งหลวง” ลักษณะธรณีสัณฐานกลุ่มเทือกเขาด้านทิศตะวันตกเป็นกลุ่มหินราชบุรี (Ratburi Group) จัดอยู่ในยุคCarboniferousและPermianที่เกิดขึ้นเมื่อ ๓๔๕ ล้านปีมาแล้ว ประกอบด้วยหินหมวดราชบุรี (Ratburi Formation) หินกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นหินปูนผลึกสีเทาอ่อน บางบริเวณเป็นเขาโดด แต่บางบริเวณเป็นเทือกเขาใหญ่ หินมีการโค้งงอและมีการเกิดผลึกใหม่ ส่วนหินที่อยู่ด้านล่างของกลุ่มนี้เป็นหินกลุ่มตะนาวศรีซึ่งพบกว้างกว่า พบมากที่ราชบุรีซึ่งมีซากดึกดำบรรพ์ของยุคเพอร์เมียน โดยวางตัวในลักษณะไม่ต่อเนื่องทางธรณีวิทยาบนหินแก่งกระจานและมีหินชั้นสีแดงของหมู่หินยุคเพอร์เมียนวางตัวอยู่บนร่องรายการเซาะพังของหินปูนกลุ่มเทือกเขาด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นกลุ่มหินตะนาวศรี(Tanaosi Group) จัดอยู่ในยุคSilurian-DevonianและCarboniferousที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๒๕ล้านปีมาแล้ว ประกอบด้วยหินหมวดกาญจนบุรี(Kanchanaburi Formation) เป็นชุดที่มีการแปรสภาพและมีซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ในยุคไซลูเรียนและดีโวเนียน ส่วนมากเป็นหินที่มีการตกตะกอนซึ่งได้แปรสภาพไปเป็นหินชนวน หินฟิลไลท์และหินควอทไซท์หินมีการโค้งงอมาก ลักษณะปฐพีสัณฐานมีวัตถุต้นกำเนิดดินที่สามารถแยกได้เป็น ๒ ชนิดคือ - วัตถุตกค้างและหินลาดเชิงเขา(Residium and Colluvium) เกิดจากการผุพังสลายตัวของพวกหินดินดาน ส่วนหินชนิดอื่นๆ มีบ้างเล็กน้อย เช่น หินกรวดมน หินควอทไซท์ เนื้อดินบริเวณนี้เป็นดินละเอียด แต่บางครั้งจะมีพวกเศษหินดังกล่าวปะปนอยู่ในเนื้อดินด้วย - ตะกอนของลำน้ำ(Alluvium) ดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำ เกิดขึ้นตามลำห้วยหรือที่ราบระหว่างหุบเขาที่เป็นบริเวณแคบๆ มีเนื้อดินที่ไม่แน่นอน เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง ดินตะกอนของลำน้ำบริเวณนี้มี ๓ ชนิด คือ ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำใหม่(Recent Alluvium) ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำค่อนข้างใหม่(Semi – Recent Alluvium) และดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำเก่า(Old Alluvium) เนื้อดินบริเวณนี้เป็นดินเนื้อละเอียดปานกลางถึงหยาบ และบางแห่งจะมีพวกก้อนกรวดปะปนอยู่ในเนื้อดิน มีอายุประมาณ ๗๕ ล้านปีถึงปัจจุบัน สภาพพื้นที่บริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยค่อนข้างราบเรียบถึงสภาพพื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อยและสภาพพื้นที่เนินเขา พื้นที่ส่วนใหญ่ลาดเทจากด้านทิศตะวันตกไปสู่ตะวันออกและสามารถจำแนกประเภทของดินได้ดังนี้ 1. Red-Yellow Podzolic Soils เป็นประเภทของดินที่พบอยู่บริเวณที่ตั้งเมืองศรีสัชนาลัยดินประเภทนี้เกิดทั่วไปจากหินหลายประเภทตลอดจนบนที่ราบขั้นบันไดต่างระดับกัน เป็นดินส่วนใหญ่ที่พบในบริเวณป่าไม้และเชิงเขาโดยทั่วๆ ไป 2. Low Humic Grey Soils เป็นประเภทของดินที่พบอยู่ด้านตะวันตกของตัวเมืองศรีสัชนาลัย ลักษณะของดินเป็นดินที่เกิดในที่ต่ำ มีการระบายน้ำเลว ลักษณะที่สำคัญ คือ ระดับน้ำใต้ดินจะตื้นและแช่ขังเป็นครั้งคราว เกิดในที่ราบขั้นบันไดเป็นส่วนใหญ่และใช้ในการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก 3. Grey Podzolic Soils เป็นประเภทของดินที่พบทางตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองศรีสัชนาลัย เกิดบนที่ราบขั้นบันไดที่มีอายุ สภาพพื้นที่มักเป็นที่ราบลุ่มๆ ดอนๆ และมีภูมิอากาศที่มีระยะเปียกและแห้งสลับกัน เป็นดินที่ถูกชะล้างมาก หน้าดินจะมีสีเทาจัดเมื่อแห้ง”(ธาดา สุทธิเนตรและนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์ : ๒๕๔๐)   ภาพที่ ๑ ภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมบริเวณเมืองเชลียง   เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในศิลาจารึกและเอกสารทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวก่อนสมัยสุโขทัย(หรือก่อนการสถาปนาราชวงศ์สุโขทัยของพ่อขุนบางกลางหาวในปลายพุทธศตวรรษที่๑๘)ของเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยนั้นไม่ชัดเจนนัก มีเพียงเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าชุมชนแห่งนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาแล้วตั้งแต่ในราวพุทธศตวรรษที่๑๖เป็นอย่างน้อย โดยปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่งภาคเหนือ(พ.ศ.๑๕๐๓-๑๖๖๙)ฉบับหอหลวง เล่มที่๔๘๙ บทที่๒๔๘ ว่า “ประเทศตันเหมยหลิวเบื้องตะวันออกไปยังจ้านล่าระยะทาง ๕๐ เฉิง เบื้องใต้ไปหลิงเย่โดยทางน้ำ ๑๕ เฉิง เบื้องตะวันตกไปสีเทียนระยะทาง ๓๕ เฉิง เบื้องเหนือไปเฉิงเหลียงระยะทาง ๖๐ เฉิง เบื้องตะวันออกเฉียงใต้ไปเฉิงเย่อระยะทาง ๑๕ เฉิง เบื้องตะวันตกเฉียงเหนือไปลั่วหัวระยะทาง ๒๕ เฉิง”(วินัย พงศ์ศรีเพียร : ๒๕๓๑) นอกจากนี้แล้วยังปรากฏในจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นจารึกสมัยสุโขทัยที่กล่าวถึงการมีตัวตนของเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในลักษณะของการบอกเล่าเรื่องราวย้อนหลังในรัชสมัยพ่อขุนศรีนาวนำถุม ด้านที่๑ บรรทัดที่๑๑-๑๒ ความว่า ”เป็นขุนยี่ขุนนางนักหนาแ.........เป็นขุนในเมืองเชลียง.........เมืองใต้ออกพ่อขุนนำถุม” (กรมศิลปากร :๒๕๔๗) และกล่าวถึงความวุ่นวายทางการเมืองในแคว้นสุโขทัยภายหลังการสวรรคตของพ่อขุนศรีนาวนำถุม อันเป็นเหตุให้พ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลาวหาวร่วมมือกันทำสงครามยึดอำนาจทางการเมืองกลับคืนมาจากขอมสบาดโขลญลำพง โดยเริ่มจากการที่พ่อขุนบางกลางหาวตีเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยได้ จากนั้นจึงยกทัพลงมารวมพลกับพ่อขุนผาเมืองที่เมืองบางขลัง ก่อนจะบุกเข้าตีเมืองสุโขทัยได้สำเร็จ และพ่อขุนบางกลาวหาวได้สถาปนาราชวงศ์สุโขทัยขึ้นในเวลาต่อมา ในด้านที่ ๑ บรรทัดที่๒๐-๓๕ ความว่า ” สิริพลพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดพาพ่อขุนผาเมืองผดาจกันแลกัน พ่อขุนบางกลางหาวได้เมืองศรีเสชนาไล......พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดเอาพลมาตบกันที่บางขลง”(กรมศิลปากร :๒๕๔๗)   เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในมิติการดำเนินงานทางโบราณคดี กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ-ขุดค้นทางโบราณคดีในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยและในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่นและวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่พบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงก่อนสมัยสุโขทัยเป็นจำนวนมาก และยังช่วยให้สามารถแบ่งพัฒนาการทางสังคมภายในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยก่อนสมัยสุโขทัยได้ดังนี้ (ธาดา สุทธิเนตรและสถาพร เที่ยงธรรม : ๒๕๔๐) สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๙ เป็นยุคแรกที่มนุษย์เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัย หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญได้แก่ เศษภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ(earthenware)เนื้อดินหยาบสีน้ำตาลและสีเทามีเม็ดทรายปนในปริมาณมาก ตกแต่งผิวด้วยลายเชือกทาบ เผาด้วยอุณหภูมิต่ำ จึงทำให้เนื้อด้านในของภาชนะยังคงเป็นสีดำ สันนิษฐานว่าลักษณะทางสังคมมนุษย์ที่อาศัยบริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในขณะนั้นเป็นสังคมแบบเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกผสมผสานกับการล่าสัตว์หาของป่า มีการใช้ภาชนะที่ทำจากดินเผาแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการนับถือศาสนาและการใช้ภาษา-ตัวอักษร ภาพที่ ๒ เศษภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่พบจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น   สมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมทวารวดี กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๑-๑๖ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่บริเวณวัดชมชื่น กล่าวคือปรับเปลี่ยนจากแหล่งที่อยู่อาศัยไปเป็นสุสานหรือหลุมฝังศพ จากการขุดค้นได้พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน 18 โครงที่ถูกฝังลงไปในชั้นดินธรรมชาติที่ว่างเปล่าใต้ชั้นวัฒนธรรมที่พวกเขาอยู่อาศัยราว ๕๐-๑๐๐ เซนติเมตร โครงกระดูกเหล่านี้หันศีรษะค่อนไปทางทิศตะวันตก ไม่มีแบบแผนการจัดเรียงศพที่ชัดเจนตายตัว มีทั้งนอนหงายเหยียดยาว,นอนตะแคงและนอนขุดคู้ โดยเกือบทั้งหมดมีการมัดตราสังข์ที่ข้อเท้าและหัวเข่า พบทั้งเพศหญิงและเพศชาย มีอายุขณะเสียชีวิตตั้งแต่ ๕-๓๕ปี ความสูงโดยเฉลี่ยของเพศชาย ๑๖๘.๐๓ เซนติเมตร(สมการไทยจีน) เพศหญิง ๑๖๐.๐๕ เซนติเมตร(สมการไทยจีน) เป็นกลุ่มคนที่มีสุขภาพอนามัยดี เนื่องจากไม่พบร่องรอยของโรคที่มีผลกระทบต่อกระดูกโดยตรงและโรคฟันผุ อีกทั้งยังมีการดูแลสุขภาพในช่องปากด้วยการขัดและฝนฟันทั้งด้านตัดและด้านหน้าที่ติดกับริมฝีปากอีกด้วย(ประพิศ ชูศิริ : ๒๕๔๐) ภาพที่ ๓ โครงกระดูกมนุษย์ที่แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น   หลักฐานทางโบราณคดีที่พบร่วมกับโครงกระดูกเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุอุทิศที่ฝังร่วมกับศพผู้ตายที่แสดงให้เห็นถึงการรับวัฒนธรรมทวารวดีมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ แท่งดินเผาทรงกระบอกตกแต่งผิวด้วยการขูดขีดเป็นลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน โบราณวัตถุชนิดนี้พบได้ทั่วไปตามแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมทวารวดี เช่น เมืองพระรถ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมืองศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น โดยศ.ดร.ผาสุก อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุที่ใช้ขัดถูผิวกาย เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกลุ่มคนในประเทศอินเดียที่ยังใช้แท่งดินเผาในลักษณะนี้ขัดผิวเวลาอาบน้ำ(ธาดา สุทธิเนตรและสถาพร เที่ยงธรรม : ๒๕๔๐) ภาพที่ ๔ แท่งดินเผาจากแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น   นอกจากนี้แล้วยังพบลูกปัดหินคาร์เนเลียนสีส้มที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่เรียกว่าการหุงลูกปัด ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษของช่างอินเดีย อันแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยกับอินเดีย โดยอาจเป็นการติดต่อผ่านชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีที่เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลในขณะนั้น เช่น เมืองอู่ทองหรือเมืองคูบัวก็เป็นได้ ภาพที่ ๕ ลูกปัดหินคาร์เนเลียนจากแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น   วัฒนธรรมร่วมแบบเขมร-ต้นสุโขทัย ในพุทธศตวรรษที่๑๘ อาณาจักรเขมรในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่๗ได้แผ่ขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมเข้ามายังดินแดนไทยเป็นอย่างมาก ดังที่ได้ปรากฏโบราณสถานและโบราณวัตถุในศิลปะแบบบายนมากมาย ในขณะนั้นชายขอบวัฒนธรรมเขมรด้านทิศใต้ได้แก่วัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี ทิศตะวันตกได้แก่ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนชายขอบทางวัฒนธรรมด้านทิศเหนือนั้นก็คือเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยนั่นเอง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีศาสนสถานเป็นศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง โบราณสถานในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยที่สร้างขึ้นในยุคนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะเขมรแบบบายนอย่างเด่นชัด ได้แก่ ยอดซุ้มประตูทางเข้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ที่ก่อเป็นยอดคล้ายปราสาทเขมร โกลนในเป็นศิลลาแลงประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบหน้าบุคคลยิ้มแบบมีเลศนัยทั้งสี่ด้าน สันนิษฐานว่าอาจเป็นใบหน้าของประโพธิสัตว์ ถัดลงมาเป็นรูปเทวดาประทับนั่งและรูปนางอัปสรร่ายรำ ภาพที่ ๖ ซุ้มประตูทางเข้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง   ส่วนโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งคือปราสาทวัดเจ้าจันทร์ ซึ่งเป็นปราสาทหลังเดียวโดดๆ ด้านหน้าเป็นห้องที่มีกรอบประตูโค้งสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ แต่ต่อมาถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบหินยาน นอกจากนี้ที่โบราณสถานวัดชมชื่นยังพบหลักฐานว่ามีการก่อสร้างเจดีย์ประธานครอบสิ่งก่อสร้างคล้ายปราสาทเขมรเอาไว้ภายใน(กรมศิลปากร : ๒๕๓๖) ภาพที่ ๗ วัดเจ้าจันทร์   จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียงและวัดชมชื่นได้พบซากอาคารก่อด้วยอิฐจำนวน ๓ หลังด้วยกัน โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่พบร่วมกับซากอาคารอิฐที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง คือ ชิ้นส่วนกระเบื้องเชิงชายทำด้วยดินเผาสีน้ำตาลเข้มปนดำ ตกแต่งเป็นรูปใบหน้าบุคคลสวมเทริด มีลวดลายค่อนข้างละเอียดและมีจุดวงกลมประดับอยู่ที่หน้าผาก(กรมศิลปากร : ๒๕๓๖) และการขุดแต่งด้านนอกกำแพงวัดยังได้พบเครื่องถ้วยจีนเคลือบขาวสมัยราชวงศ์ซ่งภาคใต้จากแหล่งเตาเต๋อฮั่ว มณฑลฝูเจี้ยน ที่กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๘ด้วยเช่นกัน ชุมชนดังกล่าวนี้ได้มีพัฒนาการทางสังคมอย่างต่อเนื่องมาจนเป็นเมืองศรีสัชนาลัยในสมัยสุโขทัยเมื่อราวพุทธศตวรรษที่๑๙ และเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองสวรรคโลกในเวลาต่อมา ภาพที่ ๘ ซากอาคารก่ออิฐภายในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีวัดชมชื่น   ภาพที่ ๙ กระเบื้องเชิงชายรูปบุคคลพบจากการขุดค้นที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง     ภาพที่ ๑๐ เครื่องถ้วยจีนเคลือบขาวสมัยราชวงศ์ซ่งภาคใต้จากแหล่งเตาเต๋อฮั่ว มณฑลฝูเจี้ยน กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๘ที่พบจากการขุดแต่งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง   บทความโดย บัณฑิต ทองอร่าม นักโบราณคดีชำนาญการ  อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย     บรรณานุกรม นอร์ทเทิร์นซัน(๑๙๓๕) ,บริษัทจำกัด.รายงานเบื้องต้น : การขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดี โครงการปรับปรุงอาคารหลุมขุดค้นวัดชมชื่น,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๔๙.----------.รายงานการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดี :โครงการขุดแต่งและออกแบบภูมิทัศน์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง(ต.๑) อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๕๑.ปุราณรักษ์ , ห้างหุ้นส่วนจำกัด.รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๓๗.สุรเดช วิชิตจารุกุล.พัฒนาการเมืองเชลียง : การศึกษาจากหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์และข้อมูลใหม่ทางโบราณคดี,สารนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗.ศิลปากร,กรม.เมืองเชลียง เชียงชื่น ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก,สำนักพิมพ์สมาพันธ์,๒๕๓๖.----------.รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองเชลียง แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๓๗.----------. วัดชมชื่น, ส.ไพบูลย์การพิมพ์ , ๒๕๔๐.----------. ประชุมจารึกภาคที่๘ จารึกสุโขทัย, อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ,๒๕๔๗.วินัย พงศ์ศรีเพียร.ศรีสัชนาลัย:ปัญหาในประวัติศาสตร์ไทย,แถลงงานประวัติศาสตร์เอกสารโบราณคดี ฉบับพิเศษ ปีที่๒๒ มกราคม-ธันวาคม,๒๕๓๒.วันวิสาข์ ธรรมานนท์.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเมืองโบราณศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๔๓.หฤทัย ดีรุ่งโรจน์.การกำหนดอายุและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสถาปัตยกรรมภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,สารนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗.เหมลักษณ์ก่อสร้าง , ห้างหุ้นส่วนจำกัด. รายงานเบื้องต้นการขุดค้นทางโบราณคดี โครงการขุดค้นชั้นดินทางโบราณคดี ขุดแต่งกำแพงเมืองด้านตะวันออกริมแม่น้ำยม กำแพงเมืองด้านทิศเหนือและวัดร้างต.๓๒.เอกสารอัดสำเนา, ๒๕๔๒.




 


black ribbon.