ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,561 รายการ
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงเนื่องในวันปิดโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ ”สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ พบกับการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดอานุภาพรามราชจักรี ในวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท (จำหน่ายบัตรหน้างานก่อนการแสดง 1 ชั่วโมง) นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒
เนื้อเรื่องการแสดงโขนในตอนนี้ กล่าวถึง พระอิศวรมีเทวะบัญชาให้พระนารายณ์อวตารไปเป็นพระราม เพื่อปราบบรรดาอสูรและมารร้ายที่เบียดเบียนมนุษย์โลก พร้อมประทานพรให้ จักร สังข์ ตรี บัลลังก์นาค และคทา ไปจุติเป็นโอรสของท้าวทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ละองค์นามว่า พระพรต พระลักษมณ์ และพระสัตรุด ตามลำดับ ให้บรรดาเหล่าเทวดาและอสูรเทพบุตร ลงมาจุติเป็นพลวานรในกองทัพของพระราม ส่วนพระลักษมีให้ลงไปจุติเป็นนางสีดา ธิดาของทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา โดยให้นางสีดาเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งจนนำไปสู่การสู้รบกันระหว่างพระรามและทศกัณฐ์
กาลต่อมาพระราม พระลักษมณ์ และกองทัพวานร ได้ออกเดินทางติดตามนางสีดาที่ถูกทศกัณฐ์ลอบลักไปไว้ยังกรุงลงกา และได้พบกับพิเภกน้องชายของทศกัณฐ์ที่ถูกขับไล่ออกจากเมือง พิเภกได้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระรามเพื่อคอยช่วยเหลือการศึกให้แก่กองทัพของพระรามโดยเหตุที่พิเภกถูกขับไล่ออกจากเมืองนั้น เนื่องจากทศกัณฐ์กริ้วโกรธที่พิเภกทำนายฝันร้ายของทศกัณฐ์และขอให้ส่งนางสีดาคืน แก่พระราม เมื่อทราบข่าวว่าพิเภกเข้าร่วมในกองทัพของศัตรู ทศกัณฐ์จึงให้กุมภกรรณ อุปราช กรุงลงกาออกไปทำศึก กุมภกรรณได้เข้ารบกับพระรามและถูกพระรามแผลงศรสังหาร ก่อนตายกุมภกรรณได้เห็นพระรามเป็นพระนารายณ์จึงได้สำนึกผิด และเรียกพิเภกเข้ามากำชับสอนสั่งให้จงรักภักดีต่อพระราม
เมื่อทศกัณฐ์ทราบข่าวการตายของกุมภกรรณจึงโกรธแค้น ยกทัพออกทำศึกกับพระราม พระรามได้แผลงศรตัดร่างกายทศกัณฐ์ขาดเป็นท่อน ๆ แต่ทศกัณฐ์ก็ร่ายมนต์ต่อติดร่างกายให้คืนกลับดังเดิม ซ้ำยังกล่าวเยาะเย้ยพระราม เมื่อทั้งสองฝ่ายทำศึกรบกันจนถึงพลบค่ำ จึงตกลงเลิกทัพกลับไปยังที่มั่นของตน
แหล่งวัฒนธรรมสีมา
วัดพระพุทธบาทบัวบาน
เรียบเรียงโดย ธนพล บึงอำพันธ์ ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
ช่องทางการติดต่อ
Facebook Page : อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
Email: hp_phuprabart @fineaets.go.th
โทร 042 219 837, 042 219 838
#มรดกโลก #ภูพระบาท #วัฒนธรรมสีมา
#วัดพระพุทธบาทบัวบาน
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเตาเชิงกรานที่พบระหว่างการดำเนินการโครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒)...โครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒) เป็นโครงการที่มีการดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ในพื้นที่วัดอาวาสใหญ่ วัดสิงห์ วัดพระสี่อิริยาบถ และวัดพระนอน ด้วยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาป้ายสื่อความหมายและปรับปรุงเส้นทางเดินชมโบราณสถานให้ได้มาตรฐานสากล สามารถเพิ่มศักยภาพในการอำนวยความสะดวกรองรับการใช้บริการของนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อันเป็นการยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานในระดับสากลในฐานะแหล่งมรดกโลกจากการก่อสร้างในโครงการดังกล่าวที่วัดพระสี่อิริยาบถได้พบหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชิ้นส่วนเตาตั้งหม้อประกอบอาหาร เรียกตามรูปลักษณ์ว่า เตาเชิงกราน จำนวน ๑ ชิ้น มีขนาดกว้าง ๖.๑-๖.๒ เซนติเมตร ยาว ๕.๗-๖.๙ เซนติเมตร หนา ๐.๙-๑.๒ เซนติเมตร มีกรวยยื่นออกมาจากลำตัวขนาดกว้าง ๒.๓-๔.๑ เซนติเมตร ยาว ๓.๐ เซนติเมตร และพบที่วัดพระนอนอีกจำนวน ๑ ชิ้น มีขนาดกว้าง ๕.๐-๗.๘ เซนติเมตร ยาว ๕.๙-๑๐.๒ เซนติเมตร หนา ๑.๒-๑.๙ เซนติเมตร มีกรวยยื่นออกมาจากลำตัวขนาดกว้าง ๑.๓-๒.๙ เซนติเมตร ยาว ๒.๙ เซนติเมตรพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นิยามความหมาย “เตา” “เชิง” และ“กราน” ดังนี้เตา คือ ที่สำหรับก่อไฟหุงต้มหรือเผาสิ่งต่าง ๆ โดยเตาไฟ หมายถึง ที่สำหรับก่อไฟหุงต้มอาหาร เชิง หมายถึง ตีนซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของบางสิ่งบางอย่าง หรือ ปลายของบางสิ่งบางอย่างที่ยื่นออกมา เช่น เชิงสะพาน เชิงเขา เชิงกำแพง เชิงตะพาบน้ำ เชิงกลอน กราน ในคำโบราณ หมายถึง ไฟ เช่น เชิงกราน เชิงกราน หมายถึง เตาไฟปั้นด้วยดิน ยกย้ายได้ มีชานสำหรับวางฟืน หรือเรียกกระดูกตะโพกที่มีสัณฐานอย่างเชิงกรานว่า กระดูกเชิงกราน เตาเชิงกรานสมัยอยุธยา มีลักษณะเนื้อดิน มีฐานหรือพื้นเตาอยู่ด้านหน้าเหมือนถาดสำหรับวางไม้ฟืน ผนังเตาตรงข้ามกับที่วางไม้ฟืนเจาะรู ๒ รู เพื่อระบายอากาศและความร้อนจากไฟที่ใช้ในการประกอบอาหารส่วนบนมีกรวยทั้งสามตำแหน่งยื่นออกมาเพื่อรองรับหม้อปรุงอาหารเรียกว่า “เส้า” ขอบเตาด้านบนมีร่องหยักตื้น เพื่อรองรับก้นหม้อได้ดียิ่งขึ้น พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาคลองสระบัว และแหล่งเตาวัดนางเลิ้ง กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ พบในแหล่งเรือขนส่งสินค้าอับปางในอ่าวไทย เช่น เรือสีชัง ๑ จังหวัดชลบุรี กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๒๒ โดยเอกสารทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงแหล่งผลิต “เตาไฟ” สมัยอยุธยา ในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง สมัยอยุธยาตอนปลายในช่วงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๑) ความว่า“...อนึ่ง ริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งฟากรอบกรุงศรีอยุธยานั้น ข้าทูลละอองธุลีพระบาทแลราษฎร ทำของต่าง ๆ ขายแลประกอบการค้าขายต่าง ๆ กัน เปนหมู่เปนย่านเปนตำบลมากมาย...บ้านม่อ ปั้นม่อเข้าม่อแกงใหญ่เลก แลกระทะเตาขนมครกขนมเบื้อง เตาไฟตะเกียงใต้ตะคันเชิงไฟพานภู่มสีผึ้ง ถวายพระเข้าวษา...บ้านคนทีปั้นกระโถนดินกระถางดินปลูกต้นไม้ แลตะคันเชิงไฟเตาไฟ และปั้นรูปช้างรูปม้าตุกตาต่าง ๆ ขาย...”โบราณวัตถุที่พบจากการดำเนินการโครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒) ณ วัดพระสี่อิริยาบถและวัดพระนอน สันนิษฐานว่าเป็นส่วน “เส้า” หรือส่วนบนของเตาลักษณะทรงกรวยที่ยื่นออกมาเพื่อรองรับหม้อปรุงอาหาร ทั้งนี้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในเขตอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรก่อนหน้านี้ พบชิ้นส่วนเตาเชิงกรานบริเวณเขตในกำแพงเมือง เช่น บริเวณกำแพงเมือง พื้นที่ในกำแพงเมืองด้านตะวันตก สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง คูเมือง และวัดพระแก้วเตาไฟ เป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการประกอบอาหารเพื่อรับประทาน หลักฐานดังกล่าว ได้บอกเล่าวิถีชีวิตส่วนหนึ่งในสมัยอยุธยา แล้วยังสะท้อนถึงการดำรงชีวิตของชาวเมืองกำแพงเพชรโบราณทั้งเขตในกำแพงเมืองและเขตอรัญญิกเมื่อครั้งอดีต...เอกสารอ้างอิงวิไลวรรณ อยู่ทองจุ้ย. “ระเบียนรูป ๓.๑๐ เตาตั้งหม้อประกอบอาหาร ‘เตาเชิงกราน’.” เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก (ระเบียนรูปเซรามิกไทย-ญี่ปุ่น). กรุงเทพฯ: สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร, ๒๕๖๕. ๒๔๑.ภัคพดี อยู่คงดี และพรทิพย์ พันธ์ุโกวิท. รายงานผลการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเครื่องปั้นดินเผาบนคาบสมุทรไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา - กรุงรัตนโกสินทร์. ลพบุรี: สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี, ๒๕๕๒.มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, ๒๕๕๔.ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖.วินัย พงศ์ศรีเพียร, บรรณาธิการ. คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ๒๕๓๔.สายันต์ ไพรชาญจิตร์, ศิริพันธ์ ยับสันเทียะ และอัจฉรา แข็งสาริกิจ. โบราณคดีสีคราม ๒ เครื่องถ้วยจากทะเล. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๓๓.ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร. การขุดตรวจทางโบราณคดี บริเวณพื้นที่ภายในกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก (สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเดิม) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร งบกลาง ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙. กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๙. (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร. รายงานการขุดตรวจ ขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดี กำแพงเมืองกำแพงเพชร ด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ ความยาว ๒,๘๒๕ เมตร. กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๘. (โครงการอนุรักษ์และพัฒนามรดกโลกเมืองกำแพงเพชรและกลุ่มเมืองบริวาร พ.ศ. ๒๕๔๗). (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร. รายงานการบูรณะโบราณสถานวัดพระแก้ว จังหวัดกำแพงเพชร. กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๔. (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร. รายงานผลการขุดค้น ขุดตรวจ ขุดแต่ง พื้นที่สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร (ฝั่งตะวันตก) คูเมือง และคันดินชั้นใน ชั้นกลาง ชั้นนอก ด้านทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ป้อมด้านหน้าประตูวัดช้าง ป้อมด้านหน้าประตูเตาอิฐ ป้อมมุมเมืองตะวันออกเฉียงเหนือ งบกลาง ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘. กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๙. (เอกสารอัดสำเนา).
***รายการบรรณานุกรม***
หนังสือหายาก
กรมศิลปากร. ละคอน เรื่อง รถเสน. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๐๐.
ชื่อเรื่อง : เชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ 4 สมัย (พ.ศ. 2361 - 2445) ผู้แต่ง : บัวผิว วงศ์พระถาง, เจ้าไข่มุกต์ ประชาศรัยสรเดช และดวงแก้ว รัตนวงศ์ ปีที่พิมพ์ : ม.ป.ป. สถานที่พิมพ์ : แพร่ สำนักพิมพ์ : แพร่ไทยอุตสาหกรรมการพิมพ์ เนื่องจากตระกูลเจ้าเมืองแพร่ ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานที่น่าจะค้นคว้าอ้างอิงได้ บรรดาลูกหลานส่วนมากในปัจจุบันต่างไม่ทราบแน่ชัด จึงอยากทราบว่ามีความเป็นมาอย่างไร จึงได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ทั้งที่มีความหนักใจและมีปัญหามากมายเป็นอุปสรรค ความรู้เรื่องราวที่มีอยู่และหลักฐานต่างๆ ที่ได้จดบันทึกมาร่วม 50 ปี อาจจะสูญหายโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าหากไม่นำมาเผยแพร่ให้ลูกหลานได้ทราบถึงบรรพบุรุษ บุพการีของเมืองแพร่ ข้อมูลเหล่านี้อาจจะสาบสูญไปพร้อมกับบรรพบุรุษ จึงได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ลูกหลานรุ่นปัจจุบันและอนาคตได้รู้จักบรรพบุรุษ บุพการีและเครือญาติของตนโดยถูกต้อง ทำให้เกิดความรักใคร่ปองดอง สนิทสนมสามัคคีกัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง พระนคร: www.virtualmuseum.finearts.go.th/bangkoknationalmuseums
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นับเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งตั้งขี้นเมื่อ พ.ศ.2402 แต่เดิมเป็น "พระราชวังบวรสถานมงคล" หรือวังหน้าซึ่งประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักอันนับเป็นสถาปัตยกรรมไทย ที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นที่ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องราชบรรณาการต่างๆ นับว่าเป็นบ่อเกิดของพิพิธภัณฑ์ในสมัยต่อมา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "มิวเซียม" ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุครบ 21 พรรษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2417 ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ.2430 กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ทิวงคต จึงได้มีประกาศยกเลิกตำแหน่งพระอุปราชแล้ว ทำให้สถานที่ในพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานจากหอคองคอเดีย ไปตั้งจัดแสดงที่พระราชวังบวรสถานมงคลเฉพาะด้านหน้า 3 องค์ โดยใช้พระที่นั่งด้านหน้าคือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เรียกว่า "พิพิธภัณฑ์วังหน้า"
ต่อมาในปี พ.ศ.2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับ พระนครขึ้น และได้จัด พระที่นั่งศิวโมกขพิมานให้เป็นสถานที่จัดแสดง ศิลาจารึก คัมภีร์ ใบลาน สมุดไทย ตำราโบราณ เรียกว่าหอสมุดวชิรญาณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2469 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นเมื่อ พ.ศ.2476 พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร จึงได้เข้าสังกัดกับกรมศิลปากร และได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ.2477
สลักจากหินชนวน ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐ ย้ายมาจากวัดเขาพระบาทน้อย เมืองเก่าสุโขทัย พระพุทธบาทสี่รอย ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยแสดงเส้นขอบพระบาทซ้อนลดหลั่นกันสี่รอย รอยพระบาทบนสุดมีร่องรอยการจารเป้ฯลวดลาย ปรากฎรูปธรรมจักรบริเวณกลางฝ่าพระบาท อันเป็นพุทธลักษณะหรือมหาบุรุษลักษณะของพระพุทธเจ้า ซึ่งรอยพระบาททั้งสี่รอยหมายถึงรอยพระบาทของอดีตพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือพระโคตมะ หรือ สมณโคดม คติการจำลองรอยพระพุทธบาท ประกอบด้วยเครื่องหมายมงคลสำหรับสักการะบูชาในสุโขทัยเริ่มขึ้นเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยรับคตินิยมนี้มาจากลังกา ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งจากหลักฐานศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ กล่าวถึงพระมหาธรรมราชาลิไท โปรดฯให้จำลองรอยพระพุทธบาท ตามแบบรอยพระบาทจากลังกามาประดิษฐานไว้บนภูเขาในเมืองสำคัญ ๔ แห่ง ได้แก่ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย บางพานและพระบาง
พรปีใหม่ : Phon Pi Mai (New Year Greetings)
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๓
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๓ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๔ เมื่อเสด็จนิวัตพระนครและประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์ เพลง “พรปีใหม่” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงนิพนธ์คำร้องเป็นคำอวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี ๒ วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ วันอังคารที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๕
Royal composition Number 13
The thirteenth royal musical compositions was written in December 1951, when His Majesty returned to the country and took up residence at Chitralada Villa, Dusit Palace. With his desire to make New Year greetings to the Thai people through a song, His Majesty composed “Phon Pi Mai” with lyrics as blessings on the occasion composed by His Royal Highness Prince Chakrabhand Pensiri, He then granted the composition to 2 bands, that of Chulalongkorn University students, performing at Chulalongkorn University, and Suntaraporn Band perfoming at Sala Chaloemthai Theater on New Year’s Day, Tuesday, 1 January 1952.
จัดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป โดยมี กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน และกิจกรรมการประดิษฐ์
ท่านสามารถส่งความคิดเห็นเพิ่มเติม ได้ทาง Facebook กรมศิลปากร
https://www.facebook.com/FineArtsDept/
หรือ ส่ง Email ที่ icts@finearts.go.thดาวน์โหลดเอกสาร
พบเครื่องถ้วยชามลายน้ำทอง มีพระบรมฉายาลักษณ์ ร.5 ที่กาน้ำ และจาน
ไม่ทราบว่ามีจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่เคยเห็นในหนังสือ รวมทั้งภาพใน Internet
ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ