ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,285 รายการ


ได้มาจากวัดราษฎร์ประชุมชนาราม ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2533


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี ๒๕๖๘ เรื่อง "ลวดลายที่ซ่อนอยู่ในใบเสมาวัดขนอน" นำเสนอภาพคัดลอกลวดลายใบเสมาวัดขนอน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยเทคนิคเฉพาะทาง ที่จะทำให้เห็นการสลักลายบนแผ่นเสมาหินอย่างชัดเจนมากกว่าที่ตาเห็น เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ถึง ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องนิทรรศการชั่วคราว อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 035 241 587 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา https://www.facebook.com/chaosamphraya


ชื่อเรื่อง                     สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน)อย.บ.                       139/3ประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                   พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               70 หน้า กว้าง 5.4 ซม. ยาว 57.3 ซม.หัวเรื่อง                     พระอภิธรรมปิฎก                              พระธาตุกถาบทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน  ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เป็นหนังสือที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๑๕ เนื้อหาภายในเล่มกล่าวถึงลักษณะอาคารของพิพิธภัณฑสถาน โบราณวัตถุและศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑสถาน โบราณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และจารึกภาษาขอมจากกิ่งอำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม บรรณานุกรม จิรา  จงกล.  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๑๕.


เลขทะเบียน : นพ.บ.611/4         ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า  ; 4 x 56 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม่มีไม้ประกับ ชื่อชุด : มัดที่ 198 (19-32) ผูก 3 (2568)หัวเรื่อง : สัตตัปปกรณาภิธรรม--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.664/6กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 214 (174-184) ผูก 6ก (2568)หัวเรื่อง : ปาราษิก--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.740/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 5 x 60 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม้มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 230 (341-348) ผูก 2 (2568)หัวเรื่อง : นิปุณณบท--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อเรื่อง : พระนางสามาวดี หัวเรื่อง : นิทานคติธรรม             หนังสืออนุสรณ์งานศพ             กวี เหวียนระวี, 2424-2509 คำค้น : นิทาน รายละเอียด : คณะพุทธบริษัท สำนักวัดราชผาติการาม พิมพ์เป็นธรรมบรรณาการในงานรับพระราชทานเพลิงศพ นายกวี เหวียนระวี ป.ม., ท.ช. ณ สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 ผู้แต่ง : สำรวจวิถีสมุทร, น.อ. หลวง แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักพิมพ์/โรงพิมพ์ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ปีที่พิมพ์ : 2509 วันที่เผยแพร่ : 30 กรกฎาคม 2568 ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : - ลิขสิทธิ์ :  - รูปแบบ : PDF. ภาษา : ภาษาไทย ประเภททรัพยากร : หนังสืออนุสรณ์งานศพ ตัวบ่งชี้ : - รายละเอียดเนื้อหา : พระนางสามาวดีเป็นนิทานประกอบคติธรรมเป็นตอนๆ เกิดขึ้นเพราะแรงอาฆาตพยาบาทของพระนางมาคันทิยา และจบลงด้วยความวอดวายทั้งสองฝ่ายซึ่งแสดงว่า  ความอาฆาตพยาบาทนั้น มีความพินาศย่อยยับเป็นผล เลขทะเบียน : น. 68 บ. 79203 จบ. (ร) เลขหมู่ :        ห              294.31883                ส696พก      


ชื่อเรื่อง                     สูจิบัตร โครงการแบ่งปันความรู้สู่ความเข้าใจในโอกาส 100 ปี กรมศิลปากรผู้แต่ง                        อรุณศักดิ์ กิ่งมณี และศรินยา ปาทาประเภทวัสดุ/มีเดีย    หนังสือท้องถิ่นหมวดหมู่                   ศาสนาเลขหมู่                      294.5211 อ417สสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 สำนักศิิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรีปีที่พิมพ์                     2554ลักษณะวัสดุ              40 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม.หัวเรื่อง                     สูจิบัตร โครงการแบ่งปันความรู้สู่ความเข้าใจในโอกาส 100 ปี กรมศิลปากร                    ภาษา                        ไทยบทคัดย่อ/บันทึก             โครงการแบ่งปันความรู้ สู่ความเข้าใจในโอกาส 100 ปี กรมศิลปากรของสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี เนื้อหา พระคเณศ : เรื่องราวความเป็นมาและดวงตาประจำกรมศิลปากร, 158 ปีแห่งองค์พระปฐมเจดีย์ : ความเป็นมาและการบูรณะ


เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ จัดกิจกรรมเผยแพร่หนังสือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมบรรณนิทัศน์


        สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จัดโครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีและนาฏศิลป์ โดยจัดการแสดงหลายประเภท ทั้งการแสดงโขน การแสดงละคร การแสดงวิพิธทัศนา การบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล สลับสับเปลี่ยนกันไปในทุกวันอาทิตย์ ระหว่างวันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ จำนวน ๖ ครั้ง ตั้งแต่เวลา ๑๗.๓๐ น. - ๑๙.๓๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ค่าเข้าชมการแสดงคนละ ๒๐ บาท นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ของชาติ ให้คงอยู่และแพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง          อีกหนึ่งรายการสำคัญคือ การแสดงสมโภชพระพุทธสิหิงค์ เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีสมโภชและทรงสวมพระรัศมีทองคำประดับเพชรถวายพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รายการแสดงประกอบด้วย การแสดงระบำสัตตบุษย์มงกุฎแห่งวารี รำถวายมือองค์ปะตาระกาหลา และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดกษิรชลมณโฑ นอกจากนี้ สำนักการสังคีต ยังได้สร้างสรรค์การแสดงขึ้นใหม่ คือ การแสดงสมโภช ชุด “พระพุทธสิหิงค์ มิ่งมหามงคล” บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์ จะจัดให้ประชาชนได้ชมในวันจันทร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ เวทีสังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร         ขอเชิญชวนผู้สนใจชมการแสดงโครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างวันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ และการแสดงสมโภชพระพุทธสิหิงค์ ในวันจันทร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ เวทีสังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ………………………………………………………………………….. โครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ครั้งที่ ๑ การแสดงเนื่องในวันเปิดโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ๑) การบรรเลง - ขับร้องดนตรีสากล     เป็นการบรรเลงและขับร้องเพลงไทยสากล เพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่ง ฯลฯ  โดยศิลปินจากกลุ่มดุริยางค์สากล สำนักการสังคีตกรมศิลปากร ๒) รำถวายอาลัย “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดวงประทีปทองส่องแผ่นดิน”         การแสดงชุดนี้ แสดงถึงความอาลัยถวายและเทิดพระเกียรติคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐอย่างใหญ่หลวงต่อพสกนิกรชาวไทย ๓) ระบำวานรพงศ์         เนื่องด้วยปีนักษัตรพระบรมราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงนั้นตรงกับ “ปีวอก” สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จึงได้เลือก “ระบำวานรพงศ์” มาจัดแสดงขึ้นในครั้งนี้ เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนี   พันปีหลวง ที่ทรงเป็นผู้อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างให้ยั่งยืน ระบำวานรพงศ์ จัดแสดงครั้งแรกในแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญสมร  ณ โรงละครแห่งชาติ ปี ๒๕๒๗ ปรากฏอยู่ในการแสดงช่วงที่หนุมานได้นำไพร่พลวานรมาสวามิภักดิ์ต่อพระราม เป็นระบำที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อแสดงทักษะความสามารถ สี และลักษณะการแต่งกายของตัวละครฝ่ายลิง          การแสดงชุดนี้เป็นการแสดงแนะนำตัวละครฝ่ายพลับพลา ซึ่งเป็นเหล่าไพร่พลวานรทั้งสองเมือง ได้แก่เมืองขีดขิน และเมืองชมพู จะเป็นการแนะนำชื่อและอิทธิฤทธิ์ของตัวละครเสนาลิง ๑๘ ตัว เรียกว่า เสนาลิง   สิบแปดมงกุฎ และพญาวานรทั้ง ๗ ตนที่อยู่ในกองทัพของพระราม ออกแบบการแสดงและประพันธ์บทการแสดงโดย นายเสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ ประดิษฐ์ท่ารำโดยนายกรี วรศะริน ศิลปินแห่งชาติ บรรจุเพลงโดย นายจิรัส อาจณรงค์   ๔) รำถวายมือองค์ปะตาระกาหลา (แต่งกายแบบชวา)         การแสดงชุดนี้สร้างสรรค์สร้างจากบทละคร เรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กำหนดให้ผู้แสดงแต่งกายแบบชวา เพื่อให้มีความกลมกลืนสอดคล้องกับทำนองเพลงไทยสำเนียงชวาที่ใช้บรรเลงและขับร้องประกอบการแสดง ๕) โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดกษิรชลมณโฑ        การแสดงโขนในตอนนี้ แสดงให้เห็นถึงความรักของนางมณโฑผู้เป็นมารดาที่มีต่ออินทรชิตโอรสของตน โดยนางมณโฑนั้นได้รับพรจากพระอุมา ให้ตนเองมีน้ำนมที่สามารถรักษาพิษและรักษาแผลจากศาสตราวุธได้ หลังจากอินทรชิตต้องศรของพระลักษมณ์แล้ว อินทรชิตได้กลับไปดื่มนมจากนางมณโฑจึงสามารถถอนพิษจากศรของพระลักษมณ์ได้ ครั้งที่ ๒ รายการ “สืบสานภูมิปัญญา ศาสตร์วิทยาดุริยางคศิลป์” วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ การบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย นำเสนอให้เห็นถึงความไพเราะของเพลงไทยเเละลักษณะของวงดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ รายการแสดงประกอบด้วย         ๑) การบรรเลงโหมโรงเพลงมะลิเลื้อย ออกสระหม่า บรรเลงด้วยวงเครื่องสายปี่ชวา          ๒) การบรรเลงเพลงพม่าห้าท่อนเถา บรรเลงด้วยวงเครื่องสายเครื่องเดี่ยว         ๓) การบรรเลงเพลงแขกโอดสามชั้น บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ไม้แข็ง          ๔) การบรรเลงเพลงเรื่องนางหงส์หกชั้น ออกเพลงชุดสิบสองภาษา บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์นางหงส์ โดยการบรรเลงและขับร้องในชุดนี้ จะมีการออกตัวผู้แสดงตามเชื้อชาติและสำเนียงภาษาของเพลงด้วย         การบรรเลง - ขับร้อง และการแสดง แสดงโดยศิลปินของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ครั้งที่ ๓ การบรรเลง - ขับร้องวงดุริยางค์สากล “ลูกทุ่งออร์เคสตรา” วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙         การบรรเลงและขับร้องเพลงสากล เพลงไทยลูกทุ่ง โดยใช้วงออร์เคสตราบรรเลงประกอบการขับร้อง ฯลฯ  โดยศิลปินจากกลุ่มดุริยางค์สากล สำนักการสังคีต  กรมศิลปากร ครั้งที่ ๔ การบรรเลง - ขับร้องวงดุริยางค์สากล “ลมหวน ชวนคิดถึง เพลงวันวาน” วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๙         การบรรเลงและขับร้องเพลงสากล เพลงไทยสากล ฯลฯ โดยศิลปินจากกลุ่มดุริยางค์สากล สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ครั้งที่ ๕ รายการวิพิธทัศนา วันอาทิตย์ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๙ ๑) การบรรเลงและขับร้องเพลงแขกสาหร่ายประกอบการแสดงตาโบวิวังต์ เรื่องวิวาหพระสมุท         การแสดงชุดนี้ นำเสนอให้เห็นถึงการบรรเลงและขับร้องเพลงไทยที่ผสมผสานกันระหว่างดนตรีไทย และดนตรีสากล โดยมีการแสดงละครภาพนิ่ง (ตาโบวิวังต์) เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมด้วย๒) ระบำบานไม้ประดับมุก สุขศรีญี่ปุ่น - ไทย         การแสดงชุดนี้ สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ เนื่องในโอกาสที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ร่วมกับสำนักช่าง   สิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยความร่วมมือจากสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (Tokyo National Research Institute for Cultural Properties: TNRICP) ได้จัดนิทรรศการและสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อเรื่อง “ราชประดิษฐ ฯ วิจิตรศิลป์ สานสัมพันธ์สองแผ่นดิน งานศิลป์ประดับมุก” เมื่อวันพุธที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานครบทขับร้องประกอบการแสดง กล่าวถึงความงามของบานไม้ประดับมุกศิลปะสกุลช่างของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถบูรณาการกับศิลปะสกุลช่างของไทยได้อย่างสวยงามลงตัว๓) ละครเบิกโรง เรื่องนิลบรรพตเทพสุดา เทพเจ้าแห่งงานช่างสตรี        การแสดงละครนี้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทโองการไหว้ครูช่าง ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย ซึ่งกล่าวถึงนางนิลบรรพตเทพสุดา  เทพเจ้าครูช่างคหรรมฝ่ายสตรีและเทวีแห่งการค้าขาย ภาคหนึ่งของพระวิษณุกรรม โดยการแสดงละครเรื่องนี้  นำเสนอให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาและการประทานพรของนางนิลบรรพตเทพสุดา นอกจากนี้ยังมีการนำกระบวนท่ารำเพลงหน้าพาทย์ของคุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) อดีตผู้ควบคุมหมวดนาฏศิลป กรมศิลปากร ซึ่งใกล้สูญหายมาใช้ในประกอบอยู่ในการแสดงละครเรื่องนี้ด้วย ๔) ระบำศิลปหัตถกรรม        การแสดงชุดนี้ สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดงานหัตถกรรมแบบงานช่างสตรีชาววัง ที่สะท้อนภูมิปัญญาศาสตร์และศิลป์เชิงช่างที่บรรพบุรุษได้ประดิษฐ์และออกแบบให้สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีไทย บทประพันธ์บรรยายถึงงานหัตถกรรม ๗ ประเภท ซึ่งล้วนมีความประณีตพิถีพิถันและหลากหลาย ได้แก่ งานบายศรี งานร้อยมาลัย งานปักสะดึง งานพุ่มเทียน งานทอผ้า งานแกะสลัก และงานจักสาน ซึ่งงานศิลปหัตถกรรมนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความห่วงใยและสนพระทัยราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง การแสดงชุดนี้ จึงสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ในฐานะผู้ทรงเป็นองค์อุปถัมภกงานศิลปหัตถกรรมของไทย ๕) ระบำอัฐโลกบาล          ระบำอัฐโลกบาล เป็นระบำที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ กล่าวถึงท้าวโลกบาลทั้ง ๘ องค์ ผู้ประจำรักษาทิศทั้ง ๘ ทิศ รวมไปถึงอาวุธและพาหนะทรงของเทพแต่ละองค์ ซึ่งปรากฏอยู่ในโคลงแถลงระเบียบระบำแบบหลวง เรื่องศุภลักษณ์วาดรูป พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว๖) ละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนบ้านขุนวัง         ผู้ชนะสิบทิศ บทประพันธ์ของยาขอบ ได้ถูกนำมาสร้างเป็นการแสดงละครพันทางของกรมศิลปากร โดยนายเสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ สำหรับการแสดงการแสดงละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนบ้านขุนวัง  มีเนื้อเรื่องย่อดังนี้          หลังจากที่มหาเถรกุโสดอได้ทูลขอชีวิตจะเด็ดต่อพระเจ้าเมงกะยินโยและให้สัญญาว่าจะคอยดูแลจะเด็ด มิให้ก่อเรื่องเดือดร้อนและเข้าวังอีก เมื่อมหาเถรพาจะเด็ดมาพำนักอยู่ที่วัดกุโสดอได้สั่งห้ามจะเด็ดเข้าวังเป็นอันขาด เหตุนี้จึงทำให้จะเด็ดว้าวุ่นใจ ด้วยทั้งห่วงแม่นมเลาชีกับห่วงและคิดถึงตะละแม่จันทรา จึงคิดขัดคำสั่งมหาเถรและเฝ้าคอยโอกาสที่จะลักลอบเข้าวัง ครั้นยามดึกสงัดของคืนหนึ่ง จะเด็ดได้ลอบย่องออกจากกุฏิด้วยคิดว่ามหาเถรจำวัดแล้ว แต่มหาเถรก็ล่วงรู้นิสัยใจคอของศิษย์รักเป็นอย่างดี จึงคอยเฝ้าระมัดระวังมิให้จะเด็ดคลาดสายตา เมื่อเห็นพฤติกรรมของศิษย์รักแล้ว มหาเถรจึงเป็นกังวลว่าสักวันหนึ่งจะเด็ดต้องได้รับโทษเพราะแอบเข้าวังไปหาตะละแม่จันทราอีก จึงตัดสินใจนำจะเด็ดไปฝากไว้ที่บ้านขุนวังทะกะยอดิน ครั้งที่ ๖ การแสดงวันปิดกิจกรรมการแสดงดนตรีสำหรับประชาชนปีที่ ๖๙ การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดอานุภาพรามราชจักรี วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙         เนื้อเรื่องการแสดงโขนในตอนนี้ กล่าวถึง พระอิศวรมีเทวะบัญชาให้พระนารายณ์อวตารไปเป็นพระราม เพื่อปราบบรรดาอสูรและมารร้ายที่เบียดเบียนมนุษย์โลก พร้อมประทานพรให้ จักร สังข์ ตรี บัลลังก์นาค และคทา ไปจุติเป็นโอรสของท้าวทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ละองค์นามว่า พระพรต พระลักษมณ์ และพระสัตรุด ตามลำดับ ให้บรรดาเหล่าเทวดาและอสูรเทพบุตร ลงมาจุติเป็นพลวานรในกองทัพของพระราม ส่วนพระลักษมีให้ลงไปจุติเป็นนางสีดา ธิดาของทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา โดยให้นางสีดาเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งจนนำไปสู่การสู้รบกันระหว่างพระรามและทศกัณฐ์           กาลต่อมาพระราม พระลักษมณ์ และกองทัพวานร ได้ออกเดินทางติดตามนางสีดาที่ถูกทศกัณฐ์ลอบลักไปไว้ยังกรุงลงกา และได้พบกับพิเภกน้องชายของทศกัณฐ์ที่ถูกขับไล่ออกจากเมือง พิเภกได้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระรามเพื่อคอยช่วยเหลือการศึกให้แก่กองทัพของพระรามโดยเหตุที่พิเภกถูกขับไล่ออกจากเมืองนั้น เนื่องจากทศกัณฐ์กริ้วโกรธที่พิเภกทำนายฝันร้ายของทศกัณฐ์และขอให้ส่งนางสีดาคืน แก่พระราม เมื่อทราบข่าวว่าพิเภกเข้าร่วมในกองทัพของศัตรู ทศกัณฐ์จึงให้กุมภกรรณ อุปราช กรุงลงกาออกไปทำศึกกุมภกรรณได้เข้ารบกับพระรามและถูกพระรามแผลงศรสังหาร ก่อนตายกุมภกรรณได้เห็นพระรามเป็นพระนารายณ์จึงได้สำนึกผิด และเรียกพิเภกเข้ามากำชับสอนสั่งให้จงรักภักดีต่อพระราม                เมื่อทศกัณฐ์ทราบข่าวการตายของกุมภกรรณจึงโกรธแค้น ยกทัพออกทำศึกกับพระราม พระรามได้แผลงศรตัดร่างกายทศกัณฐ์ขาดเป็นท่อน ๆ แต่ทศกัณฐ์ก็ร่ายมนต์ต่อติดร่างกายให้คืนกลับดังเดิม ซ้ำยังกล่าวเยาะเย้ยพระราม เมื่อทั้งสองฝ่ายทำศึกรบกันจนถึงพลบค่ำ จึงตกลงเลิกทัพกลับไปยังที่มั่นของตน   


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เปิดรับสมัครเด็ก เยาวชน และผู้สนใจร่วมกิจกรรม "Summer Art Camp" อบรมศิลปะภาคฤดูร้อน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รับสมัครระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ - 29 มีนาคม 2569 ณ อาคารสำนักงาน ชั้น 2 เปิดทำการวันพุธ - อาทิตย์  เวลา 09.30 - 15.30 น. หยุดวันจันทร์ - อังคาร กำหนดจัดอบรมระหว่างวันที่ 17 - 30 เมษายน 2569 ในปีนี้จัดอบรม 5 ทักษะศิลปะสุดสร้างสรรค์ ได้แก่ การวาดการ์ตูนเชิงสร้างสรรค์ (สำหรับเด็กอายุ 6 - 12 ปี), ทักษะการลงสีชอล์ก (สำหรับเด็กอายุ 10 - 12 ปี), ทักษะลงสีไม้ (สำหรับเด็กอายุ 10 - 12 ปี), ทักษะการวาดสีน้ำ (สำหรับเด็กอายุ 10 - 12 ปี และบุคคลทั่วไป) และทักษะการวาดเส้น (สำหรับบุคคลทั่วไป)  มีค่าใช้จ่ายในการอบรม คอร์สละ 2,200 บาท (รวมอุปกรณ์) เอกสารที่ใช้ในการสมัคร 1. รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 1 ใบ 2. สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้านของผู้เข้ารับการอบรม 3. ค่าลงทะเบียนคนละ 2,200 บาท /คน/คอร์ส (รับเฉพาะเงินสด) ผู้สนใจสามารถสมัครด้วยตนเองและชำระเงินที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปเท่านั้น ในกรณีคลาสเรียนสำหรับเด็ก ผู้ปกครองสามารถมาสมัครแทนได้ (*ไม่รับโอนเงิน / ไม่รับสมัครออนไลน์ทุกกรณี กรุณาตรวจสอบตารางเรียนก่อนสมัคร หากยืนยันแล้วไม่สามารถเปลี่ยนคอร์ส และขอสงวนสิทธิ์คืนเงินทุกกรณี) กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับเด็ก เยาวชน และผู้สนใจทุกวัย ขอเชิญชวนมาเติมสีสันให้ปิดเทอมนี้เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ รีบสมัครด่วน! ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สอบถามเพิ่มเติม ฝ่ายวิชาการ โทร. 0 2282 2639 หรือทาง Facebook: The National Gallery of Thailand https://www.facebook.com/TheNationalGalleryThailand     


ประมวลภาพความคืบหน้า : กระบวนการงานปิดทองหลวงพ่อพระมงคลบพิตร ดำเนินการโดยกลุ่มงานช่างปิดทองประดับกระจกและช่างสนะไทย กลุ่มประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ซึ่งในงานบูรณะหลวงพ่อพระมงคลบพิตร สำนักช่างสิบหมู่มุ่งเน้นกระบวนการงานช่างแบบโบราณราชประเพณีในการดำเนินงาน โดยเฉพาะกระบวนการทำพื้นเพื่อปิดทอง ซึ่งทางคณะทำงานนำ “ยางรัก” มาใช้เป็นวัสดุหลักในการดำเนินงานขั้นตอนการเตรียมพื้นผิว ยางรักได้มาจากยางของต้นรักใหญ่ (Gluta usitata หรือ Gluta laccifera) ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นในตระกูล Anacardiaceae โดยช่างจะกรีดลำต้นเพื่อเอายางดิบออกมา ยางดิบมีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลอ่อน แต่เมื่อสัมผัสกับอากาศจะทำปฏิกิริยาออกซิเดชันจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำและแข็งตัว คุณสมบัติที่สำคัญของยางรัก คือ “ความทนทาน” เมื่อแห้งสนิทแล้ว ยางรักจะมีความแข็งแรง ทนทานต่อความชื้น แมลง และการขีดข่วน ทำให้วัตถุที่เคลือบด้วยยางรักมีอายุการใช้งานยาวนาน “ความเงางาม” ยางรักให้ความเงาที่สวยงามและลุ่มลึก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และ “การยึดเกาะ” ยางรักเป็นกาวธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการยึดเกาะสูงมาก จึงเหมาะสำหรับใช้ปิดทองคำเปลว ดังนั้น การใช้ยางรักในงานโบราณราชประเพณีจึงไม่ใช่แค่การนำวัสดุมาใช้งานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาช่างไทยในการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีคุณค่าสูงและคงทนข้ามกาลเวลา สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดขั้นตอนการบูรณะองค์พระมงคลบพิตร ตามแบบกระบวนการงานช่างโบราณ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้ทางลิ้งค์ -------------- https://datasipmu.finearts.go.th/academic/113 -------------- ข้อมูลภาพ : กลุ่มงานช่างปิดทอง ประดับกระจกและช่างสนะไทย และศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร #สำนักช่างสิบหมู่ #กรมศิลปากร


องค์ความรู้ชุด “The Kingdom’s Blacksmith : ลัวะทำเหล็กแห่งอาณาจักรล้านนา”EP. 1 โคลงมังทรารบเชียงใหม่ กับการปรากฏตัวของแหล่งทรัพยากรเหล็กอาณาจักรล้านนาในหน้าประวัติศาสตร์...เรียบเรียงโดย ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ...โคลงมังทรารบเชียงใหม่ เป็นวรรณกรรมโบราณที่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งที่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าเป็นเชื้อพระวงศ์หรือนายทหารที่มีความสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเถิน กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2158 ตันฉบับเป็นตัวหนังสือฝักขาม จำนวน 303 บท...เรื่องราวที่ปรากฏในโคลงมังทรารบเชียงใหม่ตรงกับเหตุการณ์ช่วงกองทัพพม่าเข้ายึดเชียงใหม่รอบที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2157 โดย “อนอคเปตลุน” กษัตริย์ราชวงศ์ตองอูตอนปลาย เหตุการณ์ครั้งนั้นได้มีการกวาดต้อนชาวเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางจากเมืองเชียงใหม่ เดินทางข้ามผ่านพื้นที่เทือกเขาที่คั่นกลางระหว่างอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าสู่หงสาวดี ซึ่งได้กล่าวถึงชาวลัวะที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ ดังนี้.      (161) สี่เสาแดนที่ตั้ง หินฝังปันเขตเดิมแดนยัง          เก่าเกื้อลวะไทยเท่าเทียวทัง       มวลหมู่ มาเอยตามแต่เดิมรั้งเรื้อ           รอดรู้ธัมมดุล ฯ...เนื้อความข้างต้นแปลความได้ว่า เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่ฝังหลักหินสี่เสา เป็นเขตหรือหมุดหมายที่แบ่งเขตแดนตั้งแต่โบราณยังคงอยู่ คนลัวะและคนไทยที่เดินมาด้วยกันทั้งหมด เมื่อมาถึงพื้นที่ตรงนี้ต่างก็ทราบดีว่าเป็นเขตแดนที่เที่ยงธรรมแต่โบราณมา...นอกจากเนื้อความส่วนแรกที่กล่าวถึงผู้คนและเขตแดนแล้ว ยังมีเนื้อความสำคัญอีกส่วน ที่กล่าวถึงแหล่งทรัพยากรแร่เหล็ก ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เทือกเขาคั่นกลางระหว่างอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความว่า.   (171) แม่โถเถิงแล้วเขต   กองลอยหอมกลิ่นสาวชาวดอย       บ่อบ้านติณะคร่าครานฝอย           เหลืองหล่น รุยเอยบางแบ่งใบค้อมก้าน           แผ่ผ้ายผาย                                           ประกา ฯ   (172) สีสรีนวลร่มไม้       โพธิงตกแต่งก้านกิ่งอิง               อืบหน้าตระหม้อแร่เหล็กหิน            หืมบ่อ บักเอยเป็นส่วนสินเจ้าฟ้า               ก่อนกี้มาลุน ฯ...จากเนื้อความข้างต้นสามารถแปลความได้ว่า เมื่อเดินทางไปถึงดอยแม่โถ ซึ่งเป็นบริเวณอาณาเขตของบ้านกองลอย ได้กลิ่นสาวชาวดอยในหมู่บ้าน แต่ว่าหญ้าแห้งผากเป็นฝอย ใบไม้เหลืองหล่นร่วงลงมา บางต้นแตกใบอ่อนกำลังมีผล บางต้นตามกิ่งก้านอ่อนค้อมมีดอกบานเต็มไปหมด ฯ          ..ดูสีใบโพธิ์ดูนวลงามร่มรื่น กิ่งก้านเหมือนคนตัดแต่งไว้ ก่ายพิงกันคลุมไปหมด ที่นี้มีภูเขาที่เป็นบ่อแร่เหล็ก เป็นที่รับรู้และกำหนดเป็นหลักไว้ว่า ทรัพยากรเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่โบราณ ฯ...จากเนื้อความในโคลงมังทรารบเชียงใหม่ เนื้อหาส่วนที่ 161 171 และ 172 ช่วยสะท้อนนัยบางประการให้เห็นภาพของพื้นที่ ทรัพยากร และผู้คน ที่มีเกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านโลหกรรมทำเหล็กช่วงที่พม่าปกครองเชียงใหม่ (พุทธศตวรรษที่ 22) ซึ่งนำมาสู่การสันนิษฐานเบื้องต้นภาพบางประการในอดีต ได้ตามประเด็นดังนี้... 1) ประเด็นสถานะพื้นที่ พื้นที่เทือกเขาสูงคั่นกลางระหว่างอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจและการบริหารจัดการโดยราชธานีเชียงใหม่มาแล้วก่อน ปี พ.ศ. 2157 สันนิษฐานว่าการควบคุมพื้นที่และการกำหนดปักปันเขตแดนระหว่างกลุ่มชนในพื้นที่แถบนี้ (กลุ่มคนลัวะบนพื้นที่สูงและกลุ่มคนไทบนพื้นราบ) น่าจะมีมาตั้งแต่ช่วงราชวงศ์มังรายปกครองอาณาจักรล้านนา และเป็นที่รับรู้โดยประจักษ์ของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่... 2) ประเด็นสถานะทรัพยากร ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 กลุ่มชนชั้นนำและผู้ปกครองต่างรับรู้ดีว่าที่ แม่โถเป็นแหล่งทรัพยากรแร่เหล็กที่สำคัญของราชธานีเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์ล้านนามาแต่โบราณ อย่างน้อยก่อนปี พ.ศ. 2158 จึงสันนิษฐานได้ว่า บ่อเหล็กแม่โถ น่าจะเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีการใช้งานและอยู่ในการควบคุมดูแลของราชธานีเชียงใหม่ มาตั้งแต่ช่วงราชวงศ์มังรายปกครองอาณาจักรล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 19 – ครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 22)....3) ประเด็นสถานะผู้คน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 อาณาบริเวณดอยแม่โถและปริมณฑลโดยรอบบ่อเหล็ก น่าจะมีกลุ่มชุมชนช่างเหล็กชาวลัวะตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ และน่าจะมีบทบาทในการทำเหมือง ถลุงเหล็ก รวมถึงตีเครื่องมือเหล็ก ส่งให้แก่ราชธานีเชียงใหม่สืบต่อมาเหมือนเมื่อครั้งบรรพบุรุษ ตั้งแต่ช่วงราชวงศ์ มังรายปกครองอาณาจักรล้านนา ทั้งนี้น่าจะมีสถานะทางสังคมพิเศษเรียกว่า “ไพร่ส่วย” ซึ่งเป็นไพร่ที่มีหน้าที่จัดเก็บทรัพยากรผลผลิตตามต้องการของรัฐ โดยจะได้รับการคุ้มครองดูแลจากราชธานี ตามประเพณีของรัฐจารีตโบราณ.เอกสารอ้างอิง- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.- สิงฆะ วรรณสัย. (2522). โคลงเรื่องมังทรารบเชียงใหม่. เชียงใหม่: ศูนย์หนังสือเชียงใหม่.- อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และเดวิด เค. วัยอาจ. (2543). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ซิลเวอร์ม.


black ribbon.